MISSION: IMPOSSIBLE – FALLOUT ข้อมูลหนังใหม่ นักแสดง ละเอียดยิบ

ชอบบทความนี้ แชร์ได้เลยจ้า

พาราเมาท์ พิคเจอร์ส และสกายแดนซ์

ภูมิใจเสนอ

ผลงานสร้างโดยทอม ครูซ/แบ๊ด โรบอท

MISSION: IMPOSSIBLE – FALLOUT

MISSION IMPOSSIBLE – FALLOUT

ผู้ควบคุมงานสร้าง: เดวิด เอลลิสัน, ดานา โกลด์เบิร์ก, ดอน เกรนเจอร์

อำนวยการสร้างโดย: ทอม ครูซ, คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์, เจค ไมเออร์ส, เจ.เจ. อับรามส์

สร้างจากซีรีส์โทรทัศน์ที่สร้างโดยบรูซ เกลเลอร์

เขียนบทและกำกับโดยคริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์


นักแสดง: ทอม ครูซ, เฮนรี คาวิล, วิง รามส์, ไซมอน เพ็กก์, รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน, ฌอน แฮร์ริส, แองเจลา บาสเซ็ทท์, วาเนสซา เคอร์บี้,เวส เบนท์ลีย์, เฟรเดอริค ชมิดท์ ร่วมด้วยมิเชลล์ โมนาแกน และอเล็ค บัลด์วิน

ชื่อไทย: มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล-ฟอลล์เอ้าท์

วันที่เข้าฉาย: 26 กรกฏาคม 2561

จัดจำหน่าย: บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด

ข้อมูลงานสร้าง ทอม ครูซ MISSION: IMPOSSIBLE – FALLOUT

ความปรารถนาดีที่สุดมักจะกลับมาตามหลอกหลอนคุณเสมอ ใน Mission: Impossible – Fallout อีธาน ฮันท์ (ทอม ครูซ) และทีมไอเอ็มเอฟของเขา (อเล็ค บัลด์วิน, ไซมอน เพ็กก์, วิง รามส์) รวมถึงพันธมิตรหน้าตาคุ้นเคย (รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน, มิเชลล์ โมนาแกน) ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาหลังจากที่ภารกิจเกิดความผิดพลาดขึ้นมา นอกจากนี้ เฮนรี คาวิล, แองเจลา บาสเซ็ทท์และวาเนสซา เคอร์บี้ยังร่วมทีมนักแสดงของเรื่องนี้ โดยที่ผู้กำกับคริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์ กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้งหนึ่ง

Mission: Impossible – Fallout นำแสดงโดยทอม ครูซ, เฮนรี คาวิล, วิง รามส์, ไซมอน เพ็กก์, รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน, ฌอน แฮร์ริส, แองเจลา บาสเซ็ทท์, วาเนสซา เคอร์บี้, มิเชลล์ โมนาแกน, เฟรเดอริค ชมิดท์และอเล็ค บัลด์วิน ผู้กำกับภาพคือร็อบ ฮาร์ดี้ ผู้ออกแบบงานสร้างคือปีเตอร์ เวนแฮม ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดยเอ็ดดี้ แฮมิลตัน ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์คือเว้ด อีสต์วู้ด ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์คือนีล คอร์บูลด์และซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์คือโจดี้ จอห์นสัน ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือเจฟฟรีย์ เคอร์แลนด์ ดนตรีโดยลอร์น บัลเฟ


พาราเมาท์ พิคเจอร์ส และสกายแดนซ์ ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยทอม ครูซ/แบ๊ด โรบอท Mission: Impossible – Fallout

ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่เดวิด เอลลิสัน, ดานา โกลด์เบิร์ก, ดอน เกรนเจอร์ ผู้อำนวยการสร้างได้แก่ ทอม ครูซ, คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์, เจค ไมเออร์สและเจ.เจ. อับรามส์ สร้างจากซีรีส์โทรทัศน์ที่สร้างโดยบรูซ เกลเลอร์ เขียนบทและกำกับโดยคริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์

เกี่ยวกับงานสร้าง ทอม ครูซ MISSION: IMPOSSIBLE – FALLOUT

 การเดินทางของอีธาน ฮันท์

ตลอดระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา ทอม ครูซได้อำนวยการสร้าง นำแสดงและแสดงฉากสตันท์ที่น่าตื่นตะลึงที่สุดในแฟรนไชส์ Mission: Impossible ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลกที่กวาดรายได้ไปกว่า 2.8 พันล้านเหรียญทั่วโลก ทำให้มันเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ และบัดนี้ เขาได้กลับมารับบท อีธาน ฮันท์ หัวหน้าทีมอิมพอสซิเบิล มิชชัน ฟอร์ซ (ไอเอ็มเอฟ) อีกเป็นครั้งที่หก


ครูซกล่าวว่า Mission: Impossible – Fallout เป็นบทสรุปของภาพยนตร์หลายภาคที่ผ่านมาของแฟรนไชส์นี้ “คุณจะได้เห็นตัวละครต่างๆ ที่ถูกนำกลับมาและเส้นเรื่องต่างๆ ที่ถูกนำมาสู่บทสรุปครับ” เขากล่าว “ในตอนเริ่มต้นเรื่อง หนังสือเรื่อง The Odyssey ถูกเลือกมาด้วยเหตุผลที่เฉพาะเจาะจงมากๆ การเดินทางที่ อีธาน ฮันท์ ตัวละครของผมและทีมของเขาต้องเจอเป็นการเดินทางที่ยาวนาน ที่ได้แรงบันดาลใจและสะท้อนถึงเรื่องราวนั้น มันเป็นเรื่องราวส่วนตัวที่ยิ่งใหญ่ และมันก็มีส่วนเกี่ยวข้องทางอารมณ์มากมายสำหรับตัวละครครับ”

มือเขียนบทและผู้กำกับคริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์ตั้งข้อสังเกตว่า ครูซ ผู้เริ่มต้นแฟรนไชส์นี้ในปี 1996 มีความเข้าใจที่ไม่มีใครเทียบเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์  Mission: Impossible ประสบความสำเร็จ “ทอมเป็นผู้รักษาเปลวเพลิงเอาไว้ เขาเป็นคนทำหนังตามสัญชาตญาณที่อารมณ์อ่อนไหวมากๆ เขารู้จักอีธาน ฮันท์และเขาก็รู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ด้วยสัญชาตญาณครับ”

แม็คควอร์รีย์เชื่อว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แฟรนไชส์นี้ยังคงได้รับความนิยมคือความปรารถนาที่ไม่เคยจืดจางของครูซในการทำให้แต่ละภาคมีความตื่นเต้นและเข้มข้นกว่าภาคที่แล้ว “มันไม่เคยหยุดนิ่งครับ” ผู้กำกับ ผู้ได้กำกับ Mission: Impossible – Rogue Nation ในปี 2015 กล่าว “แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมันไม่เคยลืมผู้ชม ไม่ว่ายังไง ทอมก็เป็นผู้ให้ความบันเทิง ทุกสิ่งที่เขาทำในหนังคือการพาคุณไปยังที่ต่างๆ ที่คุณไม่เคยไป การแสดงให้คุณเห็นในสิ่งที่คุณไม่เคยเห็น และพาคุณไปสู่ประสบการณ์ต่างๆ ร่วมกับเขาครับ”


สำหรับ Mission: Impossible – Fallout แม็คควอร์รีย์กระตือร้นในการล้วงลึกเข้าไปในแง่มุมมที่มืดหม่นและมีความเป็นมนุษย์มากกว่าของตัวละครเอกของเรื่อง “อีธานมีความลึกลับนิดๆ เสมอครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “ครั้งนี้ ผมอยากจะล้วงเข้าไปในหัวของเขามากขึ้นและสัมผัสถึงความผูกพันที่เขามีต่อคนอื่นๆ ชื่อเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงการระเบิดนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับความปรารถนาดีทั้งหมดของอีธานด้วย เขาเดินเข้าไปในสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุม และเขาก็ต้องผ่านมันไปให้ได้แม้ว่าเขาจะรู้ว่าตัวเองถูกบงการอยู่ก็ตาม”

หัวใจสำคัญของเรื่องราวนี้คือการตัดสินใจที่เจ็บปวดของฮันท์ ที่ตามมาหลอกหลอนเขา ไมเออร์สอธิบายว่า “ในตอนแรก เราพบว่าอีธานกำลังตกที่นั่งลำบาก เขาได้ทำผิดพลาด และเขาก็เจอกับเรื่องต่างๆ ในอดีต ที่มีผลกระทบทางอารมณ์ เขาต้องตัดสินใจว่า เขาจะช่วยเพื่อนและครอบครัว หรือจะช่วยคนเป็นล้านๆ คนจากอำนาจทำลายล้างที่เขากำลังต่อสู้อยู่ เขาจะต้องทำการล้วงลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของตัวเองครับ”

ครูซสวมบทตัวละครตัวนี้ในแบบที่นักแสดงแอ็กชันน้อยคนนักจะทำ ผู้อำนวยการสร้างเจค ไมเออร์สกล่าวเสริม “ทอมไม่เพียงแต่ใส่ดรามาที่ยอดเยี่ยมเข้าไปในบทนี้เท่านั้น แต่เขายังมีทักษะทางกายภาพที่จะทำในสิ่งต่างๆ ที่นักแสดงคนอื่นทำไม่ได้ด้วย ทั้งด้วยการฝึกฝนและความกล้าหาญ ผมคิดว่าคุณสามารถแบ่งแยกแฟรนไชส์แอ็กชันอื่นๆ ส่วนใหญ่จากดาราของเรื่องได้ แต่ถ้าไมมีทอม ก็ไม่มีอีธาน ฮันท์ครับ อย่างน้อยก็ไม่ใช่อีธาน ฮันท์ที่ผู้ชมทั่วโลกให้การยอมรับแบบนี้”


ผู้กำกับหวนคืน

ตามคำขอของครูซ แม็คควอร์รีย์กลายเป็นผู้กำกับคนแรกที่ได้กลับมากำกับ Mission: Impossible เป็นครั้งที่สอง “หนึ่งในองค์ประกอบที่เป็นสัญลักษณ์ของแฟรนไชส์นี้คือการมีผู้กำกับแตกต่างกันไปในแต่ละภาค” แม็คควอร์รีย์อธิบาย “ตอนที่ทอมขอให้ผมกลับมากำกับภาคนี้ ผมก็บอกว่าผมจะทำภายใต้เงื่อนไขที่ผมจะสามารถรักษาจิตวิญญาณของธรรมเนียมนั้นไว้ด้วยการเปลี่ยนแปลงภาษาภาพวิชวลจากภาคที่แล้ว ผมอยากให้คนที่ดู Rogue Nation และ Fallout รู้สึกเหมือนมีคนสองคนกำกับมันน่ะครับ”

นั่นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้สำหรับครูซ ผู้มีความชื่นชมต่อความสามารถของแม็คควอร์รีย์ในฐานะผู้กำกับเนื่องจากทั้งคู่ได้ร่วมงานกันเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์แอ็กชันทริลเลอร์ปี 2012 เรื่อง Jack Reacher “ผมชอบการได้ทำงานร่วมกับแม็คคิวครับ” ครูซกล่าว “เขามีความสามารถมาก เขาอยากจะเปลี่ยนแปลงสไตล์วิชวลเพื่อให้ดูเหมือนว่าคนอื่นเป็นคนกำกับ และเขาก็ทำสำเร็จ แต่มันก็ยังคงมีความคิดอ่านด้านการเล่าเรื่องที่เด่นชัดในแบบของเขา ผมชอบความแข็งกร้าวของหนังเรื่องนี้และตัวละครในเรื่อง เราทุ่มเทกันเต็มที่ ผมอดใจรอให้ผู้ชมได้ดูหนังเรื่องนี้ไม่ไหวเลยครับ”

ระหว่างการร่วมงานกันในภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ทั้งสามเรื่อง แม็คควอร์รีย์และครูซได้พัฒนาสายสัมพันธ์ส่วนตัวและหน้าที่การงานที่ใกล้ชิด “พวกเขามีวิธีการสื่อสารทางลัดที่ยอดเยี่ยมครับ” ไมเออร์สตั้งข้อสังเกต “แม็คควอร์รีย์เป็นคนที่ทอมไว้ใจและรู้สึกสบายใจเวลาอยู่ด้วย พวกเขาสองคนมักทำงานในสิ่งต่างๆ และเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เสมอ ซึ่งทำให้การอำนวยการสร้างยากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ทำให้หนังดีขึ้นเยอะครับ”


สมกับชื่อเสียงของเขา แม็คควอร์รีย์ เจ้าของรางวัลออสการ์จากบทภาพยนตร์เรื่อง The Usual Suspects ยังคงปรับเปลี่ยนเรื่องราวหลายครั้งแม้แต่ระหว่างการถ่ายทำ “คริสทำให้บทหนังเรื่องนี้มีชีวิตชีวาครับ” เฮนรี คาวิล นักแสดงหนุ่มกล่าว “เขาเป็นมือเขียนบทที่เก่งมากๆ และฉลาดๆ ในเรื่องของตัวละคร เขาฉลาดมากในการนำตัวละครเหล่านั้นไปอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดสุดๆ ที่พวกเขาจะรอดชีวิตได้ด้วยการเติบโต ปรับตัวหรือพัฒนาขึ้น ในฐานะนักแสดง ผมค่อนข้างจะชื่นชอบเรื่องนั้นเพราะคุณจะเคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับมนุษย์เราในชีวิตจริงนี่ล่ะครับ”

นักแสดงหญิง รีเบ็กก้า เฟอร์กูสันกล่าวเห็นพ้องด้วย “มันเป็นวิธีถ่ายทำแบบใหม่สำหรับฉันค่ะ ฉันชอบมันเพราะมันทำให้คุณตื่นตัวอยู่เสมอ คุณก็แค่ต้องปลอยวางและคอยควบคุมตัวละครของคุณเองค่ะ”

ทีมไอเอ็มเอฟ

หัวใจสำคัญของ Mission: Impossible แต่ละภาคคือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นสายลับที่รักกันแน่นแฟ้น ซึ่งเป็นสมาชิกของทีมไอเอ็มเอฟ ที่นำทีมโดยอีธาน ฮันท์ ตัวละครของครูซ

“สมาชิกของทีมนี้มีการผ่านมาและผ่านไป แต่มันก็มีแกนกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ” เฟอร์กูสันตั้งข้อสังเกต “คุณจะมีซูเปอร์สตาร์ มีตัวตลก มีคนพิลึก มีคนสวย มีองค์ประกอบสารพัดรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชิ้นส่วนความบันเทิงเหลือเชื่อ ซึ่งก็คือ Mission: Impossible ค่ะ”

เสน่ห์และความมีชีวิตชีวาของนักแสดงแต่ละคนที่รับบทเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เหล่านี้พิเศษสุด ครูซกล่าวว่า “ช่วงเวลาที่ผมชื่นชอบในหนังเรื่องนี้คือตอนที่คุณได้นักแสดงดีๆ มาทำงานของพวกเขา แม็คคิวกับผมทำงานกันอย่างหนักมากเพื่อให้เป็นแบบนั้น นั่นคือสิ่งที่เรารักเกี่ยวกับหนังและการเล่าเรื่องครับ”


วิง รามส์ รับบท ลูเธอร์ สติคเกล ตั้งแต่ Mission: Impossible ภาคแรกในปี 1996 “แม็คควอร์รีย์พูดถึงบทของผมว่าเป็น ‘จิตวิญญาณของเรื่อง’” นักแสดงรางวัลลูกโลกทองคำเล่า “ตอนแรก ผมไม่รู้หรอกว่าเขาหมายถึงอะไร แต่ผมก็คิดว่ามันเป็นความนึกคิดบางอย่างที่ผมส่งต่อไปให้กับอีธาน ในหนังเรื่องนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการทะเลาะกันระหว่างพวกเขา มันเกิดขึ้นบางครั้งกับคนที่แคร์กันและกัน ผมคิดว่า มันทำให้ลูเธอร์มีความเป็นมนุษย์และคุณก็จะได้เห็นนิสัยอื่นๆ ของเขามากขึ้นด้วย นอกจากนั้น มันยังมีฉากที่ทรงพลังกับอิลซา ที่คุณจะรู้สึกถึงความรักที่ลูเธอร์มีต่ออีธานครับ”

ตามที่ครูซอธิบาย ตอนแรก ลูเธอร์น่าจะตายไปตั้งแต่ภาคแรก “ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น” เขากล่าว “ไม่เพียงแต่เพราะวิงเก่งเหลือเกิน แต่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างอีธานและลูเธอร์ด้วยครับ มีบางสิ่งเกี่ยวกับการที่เขารับบทนี้ ที่น่าติดตามเหลือเกิน และผมก็คิดว่าคุณจะมองเห็นเรื่องนั้นผ่านทางภาคที่ผ่านๆ มา ในภาคนี้ วิงมีการเคลื่อนไหวที่ยอดเยี่ยมครับ”

เบนจี้ ดันน์ หนึ่งในตัวละครที่เป็นที่รักที่สุดใน Mission: Impossible สามภาคล่าสุด รับบทโดยนักแสดง นักแสดงตลกและผู้กำกับ ไซมอน เพ็กก์ “หนังพวกนี้มักพยายามก้าวแซงผู้ชมไปเสมอครับ” เพ็กก์กล่าว “พวกมันเต็มไปด้วยปริศนา การหักหลังและการตีสองหน้า แต่มันก็มักจะมีความเบาสมองใส่เข้ามาด้วย คุณจะตึงเครียดแบบนั้นสองชั่วโมงโดยไม่มีการพักไม่ได้หรอกครับ เป็นเรื่องดีที่เราจะได้ผ่อนคลายและหัวเราะชั่วครู่หนึ่ง และหลายครั้งก็เป็นตอนที่เบนจี้เข้ามาครับ”

เบนจี้เริ่มต้นจากการเป็นนักวิเคราะห์ระบบในห้องแล็บของไอเอ็มเอฟก่อนที่จะได้ลิ้มรสการผจญภัยในตอนที่เขาถูกเลือกให้มาช่วยเหลืออีธานแบบทางไกลใน Mission: Impossible III “ใน Ghost Protocol เราเจอเขาอยู่ภาคสนามเป็นครั้งแรก และใน Rogue Nation เขาก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นและเคยชินกับไอเดียในการได้เป็นสายลับ แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้มองทุกอย่างจริงจังไปหมดเหมือนเดิมก็ตาม” เพ็กก์กล่าว “ผมรู้สึกดีที่ได้เล่นตัวละครตัวหนึ่งนานขนาดนี้และได้เห็นเขาพัฒนาจากการเป็นเจ้าหน้าที่แล็บ ทั้งหน้าตาและนิสัย ผมหน้าตาแบบนั้นจริงๆ น่ะแหละในภาคสาม ไปสู่การเป็นเจ้าหน้าที่สายลับที่ฟิตและมีความสามารถมากขึ้น และมีทักษะที่น่าประทับใจด้วยครับ” ครูซกล่าวว่าเขาตื่นเต้นที่บทบาทของเพ็กก์ในภาพยนตร์เหล่านี้ได้ถูกขยายออกไปนับตั้งแต่ที่เขาเข้าร่วมทีมเมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมา “เจ.เจ.อับรามส์กับผมได้เห็นเขาใน Shaun of the Dead และคิดว่าเขาเยี่ยมมาก เขาเข้ามาและแสดงใน M:I3 วันหรือสองวัน แล้วดูความก้าวหน้าของตัวละครของเขาตั้งแต่นั้นมาสิครับ”

ผู้ที่ปรากฏตัวในแฟรนไชส์นี้เป็นครั้งที่สองคืออเล็ค บัลด์วิน ในบทอลัน ฮันลีย์ อดีตผู้อำนวยการซีไอเอ ผู้เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลกลุ่มไอเอ็มเอฟ “เราต้องให้เขากลับมาครับ” แม็คควอร์รีย์กล่าว “คนมักจะถามผมว่าใครเป็นคนที่ตลกที่สุดในกองถ่าย การร่วมงานกับทุกคนเป็นเรื่องสนุกมาก แต่ไม่มีใครตลกเท่าอเล็ค บัลด์วินอีกแล้ว การร่วมงานกับเขาเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งครับ”

สาวๆ ใน MISSION: IMPOSSIBLE – FALLOUT

Mission: Impossible – Fallout นำเสนอตัวละครหญิงทรงพลังสี่คน ที่รับบทโดยนักแสดงหญิงสี่คนที่น่ายำเกรง นอกจากมิเชลล์ โมนาแกนที่กลับมาแล้ว ทีมนักแสดงของเรื่องยังรวมถึงรีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน, แองเจลา บาสเซ็ทท์และวาเนสซา เคอร์บี้อีกด้วย “เราโชคดีที่มีหญิงแกร่งสี่คนในหนังเรื่องนี้” แม็คควอร์รีย์กล่าว “เราตั้งใจที่จะใส่ความเป็นผู้หญิงเข้าไปในหนังเรื่องนี้ให้มากขึ้นและทำให้ตัวละครพวกนี้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยการสร้างบทบาทที่แข็งแกร่งและสมจริงขึ้นมา”

ในตอนเริ่มต้นของการร่วมงานกับครูซแต่ละครั้ง แม็คควอร์รีย์จะตั้งคำถาม “ผมถามเขาว่า ‘คุณอยากได้อะไรจากเรื่องราวนี้ สิ่งหนึ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร’ ครั้งนี้ทอมตอบว่า ‘ผมอยากจะขมวดปมเรื่องจูเลีย คนยังถามผมเรื่องจูเลียอยู่เลย’ เราก็เลยเริ่มต้นจากจุดนั้นครับ”

ตามที่แฟนๆ ของแฟรนไชส์นี้รู้ จูเลียเป็นภรรยาของอีธาน ที่รับบทโดยมิเชลล์ โมนาแกน ตัวละครตัวนี้ถูกแนะนำไว้ใน Mission: Impossible III และดูเหมือนจะเสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนั้นและ Mission: Impossible – Ghost Protocol เธอได้ปรากฏตัวสั้นๆ ใน Ghost Protocol เมื่อความจริงปรากฏว่ามีการจัดฉากการตายของเธอเพื่อคุ้มครองเธอจากกองกำลังที่หมายจะตามล่าอีธาน

“ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นบทสรุปของ Missions ทุกภาค เราก็เลยคุยกันเรื่องอารมณ์เยอะหน่อย และมันก็จะไม่มีอารมณ์แบบนั้นถ้าไม่นำตัวจูเลียกลับมาครับ” ครูซกล่าว”มันมีแนวคิดโรแมนติกของความโหยหาที่เราเล่นกับมัน ผลงานของมิเชลล์พิเศษสุดเลย และเธอก็เป็นคนที่วิเศษสุดด้วยครับ”

โมนาแกนทั้งแปลกใจและยินดีที่ได้รู้ว่าตัวละครของเธอจะกลับมาใน Mission: Impossible – Fallout “ฉันไม่รู้เลยว่ามีการวางแผนให้จูเลียกลับมาและฉันก็ตื่นเต้นมากๆ” เธอเล่า “ตัวละครตัวนี้วิเศษสุดและเรื่องราวความรักของพวกเขาก็เป็นสิ่งที่แฟนๆ ยึดติดกับมัน อีธานปล่อยเธอไปเพื่อคุ้มครองให้เธอปลอดภัย พ้นจากอันตราย สำหรับฉัน นั่นเป็นการแสดงออกถึงความรักขั้นสูงสุด ในเรื่องราวนี้ คุณจะได้เห็นพวกเขากลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปมากๆ ค่ะ”

อดีตเจ้าหน้าที่เอ็มไอซิกส์ อิลซา ฟอสต์ ตัวละครของรีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน มีชื่อแรกเหมือนกับอิลซา ลุนด์ ตัวละครของอิงกริด เบิร์กแมนใน Casablanca ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความคล้ายคลึงกันที่แม็คควอร์รีย์เห็นระหว่างรีเบ็กก้า เฟอร์กูสันและนักแสดงหญิงแห่งยุคทองของฮอลลีวูด ตามคำบอกเล่าของครูซ “รีเบ็กก้าเหลือเชื่อเลยครับ เธอมีเสน่ห์และมีความคล่องตัวสูงมากๆ เธอมีชีวิตชีวาในแบบที่เปล่งประกายบนหน้าจอจริงๆ”

ด้วยเป้าหมายของตัวเองและแนวทางพิเศษในการเป็นสายลับทำให้อิลซาขัดแย้งกับทีมไอเอ็มเอฟในช่วงแรกๆ “ส่วนมากแล้ว เธอทำงานเพื่อตัวเองและเพื่อทำสิ่งที่เธอต้องการให้สำเร็จค่ะ” นักแสดงหญิงชาวสวีดิช ผู้ซึ่งผลงานภาพยนตร์ล่าสุดรวมถึง The Greatest Showman, The Snowman และ The Girl on the Train กล่าว “เราทุกคนต่างก็มีเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันไปในหนังเรื่องนี้ บางครั้ง พวกเขาก็มีปฏิสัมพันธ์กันและบางครั้ง เราก็ขัดขวางกันเอง ซึ่งมันก่อให้เกิดช่วงจังหวะที่เข้มข้นค่ะ”

เฟอร์กูสันและไซมอน เพ็กก์ ผู้กลายเป็นเพื่อนกันใน Rogue Nation สานต่อการพูดคุยโต้ตอบของพวกเขาในกองถ่ายได้ทันที “รีเบ็กก้าเป็นนักแสดงหญิงคนเก่ง ที่รับบทตัวละครยอดเยี่ยม” เพ็กก์กล่าว “ผมชอบความจริงที่ว่าอิลซาต่อกรกับอีธานได้อย่างสมน้ำสมเนื้อทั้งทางร่างกายและความคิด และเธอก็ไม่ได้คอยได้รับการช่วยเหลือเท่านั้น มันเป็นเรื่องเยี่ยมที่ได้เห็นตัวละครหญิงเก่งปรากฏตัวในหนังบ้าง มันไม่ได้เกิดขึ้นนานเกินไปแล้วครับ”

วาเนสซา เคอร์บี้ ผู้โด่งดังจากบทเจ้าหญิงมาร์กาเร็ต น้องสาวผู้แค้นเคืองของราชินีอลิซาเบธในซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง “The Crown” รับบทอลานา หรือไวท์ วิโดว์ “อลานาเป็นตัวละครลึกลับ ผู้เข้ามาในชีวิตของอีธานในรูปแบบของคนที่ตรงข้ามกับผู้หญิงทุกคนเท่าที่เขาเคยเจอมาจนถึงตอนนี้” นักแสดงหญิงกล่าว “เธอเป็นตัวแทนของชีวิตอีกแบบหนึ่ง ชีวิตที่เขาอาจจะมีกับคนแบบเธอ ที่เข้าใจสถานะของเขา เธอเป็นความเย้ายวน ไม่ใช่แค่ในด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นด้านอารมณ์และจิตใจด้วยค่ะ”

แม็คควอร์รีย์กล่าวว่า ไวท์ วิโดว์เป็นปริศนา “เธอดูเหมือนจะเป็นคนใจบุญที่บริหารงานองค์กรการกุศล แต่จริงๆ แล้ว เธอเป็นนักค้าอาวุธและโบรกเกอร์ระหว่างผู้ก่อการร้ายและนายทุน เธอดูเหมือนจะมีความสุขกับการได้ไปพัวพันกับพวกตัวร้ายพวกนี้ แต่คุณก็ไว้ใจคุณไม่ได้หรอกครับ”

แองเจลา บาสเซ็ทท์ รับบท เอริก้า สโลน ผู้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการซีไอเอ แทนที่อลัน ฮันลีย์ (ที่ตอนนี้เป็นหัวหน้าของไอเอ็มเอฟ) ที่รับบทโดยอเล็ค บัลด์วิน และได้นำทัศนคติที่แตกต่างออกไปมากๆ มาสู่หน้าที่นี้ “สโลนทั้งไร้ปรานีและแข็งกร้าว” แม็คควอร์รีย์กล่าว “เธอทนพวกไอเอ็มเอฟและเกมของพวกเขาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ท่าทีของเธอก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเกลียดชัง ผมสนุกมากที่ได้ร่วมงานกับแองเจลา เธอนำสิ่งที่พิเศษสุดมากๆ มาสู่หนังเรื่องนี้ครับ”

นักแสดงหญิงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และเอ็มมี “ถ่ายทอดความเฉลียวฉลาด อำนาจและความน่าเชื่อถือครับ” ครูซกล่าว “ผมชื่นชอบตัวละครที่แม็คคิวเขียนให้กับเธอและแองเจลาก็ตีบทแตกเลย ตอนที่เธออยู่บนหน้าจอ เธอน่าเกรงขามมากๆ และเธอก็เป็นผู้หญิงที่วิเศษสุดจริงๆ”

เดอะ แฮมเมอร์

Mission: Impossible – Fallout ได้แนะนำออกัสต์ วอล์คเกอร์ เจ้าหน้าที่ซีไอเอ ที่รับบทโดยเฮนรี คาวิล ผู้ที่สโลน ผู้อำนวยการซีไอเอ ส่งมาประกบเขา “ในเรื่องของเรา เขาเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้ครับ” แม็คควอร์รีย์กล่าว “มันมีความขัดแย้งอย่างมากระหว่างเขาและอีธาน ซึ่งร้อนระอุขึ้นมาระหว่างเหตุการณ์ในเรื่องครับ”

วอล์คเกอร์ มือสังหารตัวเอ้ของซีไอเอ ก็มีวัตถุประสงค์ลับๆ ในใจของตัวเองเช่นกัน คาวิลกล่าวว่า “เขาเป็นตัวเก็บกวาด เขากำจัดคนที่คุณไม่สามารถจับตัวได้ แต่นอกเหนือจากนั้น เขาเป็นคนที่ไม่เชื่อในกฎระเบียบ เขาเชื่อว่าระเบียบโลกเก่าจะต้องถูกลบล้างเพื่อให้เผ่าพันธุ์ต่างๆ ดำรงอยู่ต่อไป และเพื่อให้พวกเราไปถึงยูโทเปีย เขาเล่นเกมในการเป็นสายลับในฐานะส่วนหนึ่งของซีไอเอ พร้อมๆ ไปกับการเริ่มต้นสงครามที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ด้วยครับ”

ครูซกล่าวชื่นชมการแสดงบทนี้ของพระเอกจาก Man of Steel อย่างมาก “เขาทรงพลังมากๆ เขาคล่องแคล่ว มีเสน่ห์และโดดเด่นบนหน้าจอ คนจะเห็นได้ว่าเขาไม่ออมมือเลย แม็คคิวเขียนบทพิเศษให้กับเขา เขาเป็นตัวร้ายที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ”

บทนี้ทำให้คาวิลต้องทนต่อสถานการณ์ที่น่าอึดอัดสุดๆ หลายครั้งระหว่างการถ่ายทำ ตามที่แม็คควอร์รีย์กล่าวว่า “เขาเจอกับงานหนักในการต้องอยู่ในสถานที่ที่หนาวเยือกแข็ง น่ากลัวทุกรูปแบบโดยสวมใส่เสื้อผ้าปกปิดน้อยมากๆ” ผู้กำกับกล่าว “ตั้งแต่การอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ที่เดินทางด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ด้วยความสูง 7,000 ฟุตเหนือธารน้ำแข็งในฤดูหนาวของนิวซีแลนด์ไปจนถึงการห้อยตัวอยู่บนหน้าผาที่สูง 2,000 ฟุตในนอร์เวย์ เขามองโลกในแง่ดีเสมอและมีความกระตือรือร้นเสมอ เฮนรีเป็นสุภาพบุรุษและเป็นนักแสดงที่วิเศษสุดครับ การร่วมงานกับเขาเป็นความสุขจริงๆ และเขาก็มีอารมณ์ขันยอดเยี่ยมอีกด้วย”

พวกนอกกฎหมาย

ฌอน แฮร์ริส กลับมารับบท โซโลมอน เลน วายร้ายจากโร้ค เนชัน ผู้ต้องการจะแก้แค้นสิ่งที่อีธานได้ทำไว้กับเขาในภาคที่แล้ว “เลนโทษอีธานที่ทำลายทุกอย่างที่เขาสร้างขึ้นมา” ผู้กำกับกล่าว “เขามองว่าอีธาน ไม่ใช่ตัวเอง ที่เป็นผู้ร้ายตัวจริงและมุ่งมั่นที่จะแสดงให้เขาเห็นเรื่องนั้น สิ่งที่เริ่มต้นเป็นภารกิจที่ง่ายดายมากๆ ในการไปตามหาพลูโตเนียมที่หายไปกลับกลายเป็นกับดักที่เลนวางเอาไว้ครับ”

นอกจากนี้ แฮร์ริสยังต้องทนต่อประสบการณ์เข้มข้นมากมายระหว่างการถ่ายทำ “มันไม่มีอะไรที่เตรียมพร้อมสำหรับการถูกมัดติดกับรถบีเอ็มดับบลิว สวมชุดสำหรับพวกคนไข้ที่ป่วยทางจิต แล้วถูกขับพาไปตามท้องถนนต่างๆ ของกรุงปารีสโดยทอม ครูซ ด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง” แม็คควอร์รีย์กล่าว “ตอนที่คุณได้ดูฉากนี้ มันจะตลกทีเดียวเพราะเขาต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวละครเอาไว้ตลอดการขับรถที่บ้าคลั่งนี้ เลนเป็นตัวละครที่มีโฟกัสอย่างเหลือเชื่อ เขาปราศจากความกลัว ดังนั้น คุณจะได้เห็นฌอนที่แทบไม่ปรากฏอารมณ์เลย มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากแต่เขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมครับ”

อีกตอนหนึ่งในเรื่อง เลนถูกเคลื่อนย้ายไปบนหลังรถบรรทุก ที่ถูกกระแทกตกลไปในแม่น้ำแซน “มีผนังน้ำที่ดูเหมือนเป็นตัวละครตัวหนึ่งผุดขึ้นมาปะทะกับเขา” แม็คควอร์รีย์อธิบาย “เราแช่รถบรรทุกนั้นในน้ำแล้วทำให้มันกลิ้ง แต่เรารักษาตำแหน่งของกล้องไว้เหมือนเดิม ซึ่งทำให้ตำแหน่งของน้ำดูพิลึกมากๆ ฌอนบอกผมว่าเขากลั้นหายใจได้ 45 วินาที แต่พอเขาต้องห้อยหัว เขาก็ต้องปล่อยลมผ่านจมูกของเขา จาก 45 วินาที เลยกลายเป็นว่าเขากลั้นหายใจไม่ได้เลย เขาอาจต้องแสดงฉากนี้ประมาณ 10 หรือ 12 ครั้งกว่าที่เราจะได้ช็อตที่พอเหมาะพอเจาะครับ”

ไม่มีอะไรเหมือนของจริง

แม้ว่าแม็คควอร์รีย์จะจงใจสร้างลุคที่โดดเด่นให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่เขาก็รู้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีการรักษาค่านิยมหลักของแฟรนไชส์แอ็กชันที่โด่งดังนี้เอาไว้ “Mission: Impossible เป็นเรื่องของสตันท์จริงๆ แอ็กชันจริงๆ และโลเกชันจริงๆ ที่มีการใช้กรีนสกรีนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เขากล่าว “ทอมพร้อมและเต็มใจที่จะทำทุกอย่างเท่าที่เราสามารถคิดขึ้นมาได้ คุณก็เลยต้งหาวิธีที่จะวางกล้องไปในที่ที่คุณจะเห็นได้ว่าดาราของคุณกำลังแสดงสตันท์พวกนี้อยู่จริงๆ ดังนั้น ทุกอย่างก็เลยถูกออกแบบมาให้ทอมเป็นศูนย์กลางของแอ็กชันครับ”

ภาพยนตร์  Mission: Impossible ทุกภาคจะมีครูซมาแสดงสตันท์ท้ามฤตยูที่ตราตรึงใจ ใน Mission: Impossible – Ghost Protocol สตันท์ที่ว่าคือการปีนตึกเบิร์จ คาลิฟาในดูไบ ซึ่งเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก ใน Mission: Impossible – Rogue Nation มันเป็นการเกาะประตูเครื่องบินขนส่งทางทหารแอร์บัส เอ400เอ็ม แอตลาสตอนที่เครื่องกำลังขึ้น

สำหรับ Mission: Impossible – Fallout ครูซและแม็คควอร์รีย์ได้ยกระดับความตื่นเต้นขึ้นไปอีกด้วยการคิดสตันท์ที่ลืมไม่ลงหลายต่อหลายครั้ง ที่เชื่อแน่ว่าจะทำให้ผู้ชมต้องลืมหายใจ “ทอมใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการเตรียมพร้อมสำหรับหนังเรื่องนี้” แม็คควอร์รีย์กล่าว “มีการคาดเดามากมายว่าสตันท์ที่ว่าจะเป็นอะไร ผมต้องไขความกระจ่างว่าเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับซีเควนซ์ที่เต็มไปด้วยสตันท์ ในซีเควนซ์นี้มีอันตรายมากกว่าที่ผมเคยเห็นมาซะอีก ทอมตกอยู่ในอันตรายเสมอครับ”

แม้ว่าสตันท์พวกนี้จะลุ้นระทึกและเหลือเชื่อมากแค่ไหน แต่พวกมันก็ไม่ได้ก้าวไปสู่ขอบเขตของซูเปอร์ฮีโรที่ไม่สมจริง ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์และผู้กำกับยูนิทที่สอง เว้ด อีสต์วู้ดกล่าว “นี่ไม่ใช่พวกหนังการ์ตูนที่มีคนเหาะจากหลังคารถ ด้วยความสูง 600 ฟุตแล้วก็ร่อนลงพื้น เราสร้างแอ็กชันที่ยังคงให้ความสมจริงอยู่ ผมคิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ชมเข้าถึงตัวละครของเขาในหนังพวกนี้ อีธาน ฮันท์เป็นมนุษย์ เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไร เขาไม่ได้เลือกทำมันด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดเสมอไป แต่เขาทุ่มเททุกอย่างให้กับมัน เราก็เลยต้องสร้างแอ็กชันและสตันท์ที่สามารถทำให้ผู้ชมประหลาดใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้พวกเขาหัวเราะได้และน่าเชื่ออีกด้วยครับ”

ภารกิจ: ระดับโลก

เช่นเดียวกับภาคก่อนๆ Mission: Impossible – Fallout พาทีมไอเอ็มเอฟเดินทางรอบโลกไปตามสถานที่ที่มีทิวทัศน์น่าทึ่ง “หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแฟรนไชส์ Mission คือมันเป็นเหมือนบันทึกการเดินทาง” ผู้อำนวยการสร้างไมเออร์สกล่าว “Mission ภาคแรกขึ้นชื่อว่าถ่ายทำในสาธารณรัฐเช็กและสถานที่อื่นๆ ในยุโรป มันทำให้ผู้ชมอเมริกันได้รู้จักไอเดียที่ว่าพวกเขาสามารถเดินทางไปกับตัวละครเหล่านี้ ในแบบที่พวกเขาไม่น่าจะทำเองได้ ในตอนที่เรื่องราวเดินไปข้างหน้า พวกมันก็เริ่มกลายเป็นการเดินทางหลากวัฒนธรรมที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมทั่วโลกครับ”

แม็คควอร์รีย์ตระหนักอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของการเลือกโลเกชันถ่ายทำที่น่าตื่นตาตื่นใจระหว่างที่เขากำกับ Mission: Impossible – Rogue Nation “ผมเริ่มหมกมุ่นกับมัน” เขากล่าว “ผมรบเร้าทีมงานผมให้หาโลเกชันที่สร้างความลึกซึ้ง สเกล และสโคปให้กับหนังเรื่องนี้ครับ”

ผู้ที่เป็นผู้นำในการเดินทางตามหาสถานที่ถ่ายทำใหมๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจคือผู้ออกแบบงานสร้าง ปีเตอร์ เวนแฮมและหัวหน้าผู้จัดการฝ่ายโลเกชัน เบน พลิทซ์ สิ่งหนึ่งที่เวนแฮมได้ทำตอนที่เขาเข้าทำงานโปรเจ็กต์นี้คือการปักหมุดโลเกชันทั้งหมดที่เคยถูกใช้ใน Mission: Impossible ที่ผ่านๆ มาบนแผนที่โลก “เราไม่อยากจะทำอะไรซ้ำซ้อนครับ” เขาอธิบาย “เราอยากให้เรื่องราวนี้ไปสู่ดินแดนที่เราไม่เคยย่างกรายไปมาก่อน”

พลิทซ์กล่าวว่า แม็คควอร์รีย์เปิดกว้างต่อข้อเสนอแนะสำหรับเรื่องสถานที่ถ่ายทำที่น่าตื่นเต้น “มุมมองของเขาก็คือ ‘หาโลเกชันเจ๋งๆ ให้ผม แล้วผมจะเขียนฉากสำหรับมันเอง’ น่ะครับ”

การถ่ายทำหลักของ Mission: Impossible – Fallout เริ่มต้นขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 2017 ในกรุงปารีส “ผมกับทอมต่างก็รักปารีสและเราก็อยากจะทำในสิ่งที่นำเสนอเมืองแห่งนี้” แม็คควอร์รีย์กล่าว “เราได้ดูหนังสั้นเรื่อง Rendezvous ที่เป็นการไล่ล่ากันทั่วเมืองนานแปดนาที ที่ถ่ายทำจากมุมมองกันชนของรถซิ่ง เราอยากจะแสดงความเคารพต่อหนังสั้นเรื่องนั้น ซึ่งได้วิ่งผ่านสถานที่สำคัญทั้งหมดในปารีส และเราก็โชคดีมากๆ ที่เมืองนั้นยอมให้เราทำแบบนั้นครับ”

ครูซยังมองว่ามันเป็นโอกาสในการได้แสดงความเคารพต่อธรรมเนียมของภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในนครหลวงของฝรั่งเศส “ผมได้ดูหนังเยี่ยมๆ หลายเรื่องที่ถ่ายทำในปารีส มันเป็นเมืองของหนังครับ” เขากล่าว “มันน่าทึ่งมากที่มีโอกาสได้เฉลิมฉลองเรื่องนั้น ที่ได้ทำงานที่นั่น และได้ทำให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำไปกับสภาพแวดล้อมนั้นน่ะครับ”

เวนแฮมกล่าวว่า อย่างไรก็ดี ทีมผู้สร้างมุ่งมั่นกับการนำเสนอนครแห่งแสงในแบบที่ไม่เคยมีการนำเสนอมาก่อนหน้านี้ วิธีหนึ่งที่พวกเขาทำก็คือการถ่ายทำจากท้องฟ้า “เราได้ทหารมาเกี่ยวข้องด้วยและสามารถใช้เฮลิคอปเตอร์ที่ทำให้เราได้สโคปภาพทางอากาศที่วิเศษสุด ที่แสดงภาพปารีสในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนจากทางอากาศ เพราะไม่ค่อยมีใครได้รับอนุญาตครับ”

อาร์กเดอทรียงฟ์, แกรนด์ โอเปราและทุกหนทุกแห่งระหว่างนั้น

ซีเควนซ์สตันท์ใหญ่ซีเควนซ์แรกเกิดขึ้นในกรุงปารีส ที่ซึ่งอีธาน ฮันท์เป็นศูนย์กลางของการไล่ล่าไฮสปีดที่เกี่ยวข้องกับรถมอเตอร์ไซค์ รถคลาสสิก 1986 BMW M5 และรถบรรทุกหุ้มเกราะ การถ่ายทำทำให้ต้องมีการปิดสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดหลายแห่งในใจกลางเมืองปารีสเป็นระยะเวลาสั้นๆ รวมถึงอาร์กเดอทรียงฟ์และอเวนิว เดอ โลเปรา ที่ทอดยาวไปสู่ตัวแกรนด์ โอเปราเอง

“กรุงปารีสวิเศษสุดครับ” แม็คควอร์รีย์กล่าว “พวกเขาได้มอบการควบคุมอาร์กเดอทรียงฟ์กับเรา ภายใต้ความเข้าใจที่ว่าเราสามารถควบคุมมันได้สองชั่วโมงในเช้าวันอาทิตย์ตั้งแต่หกโมงเช้า จนถึงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น มันทำให้เรามีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาทีที่จะทำทุกอย่าง ดังนั้น ทีมงานฝ่ายกล้องทุกคนก็จะต้องกะจังหวะเวลาอย่างพอดีเป๊ะเพื่อที่กล้องตัวหนึ่งจะได้ถ่ายทำต่อจากที่กล้องอีกตัวหนึ่งเหลือเอาไว้น่ะครับ”

ครูซเล่าว่า มันมีอุปสรรคอย่างหนึ่งเกิดขึ้น “กลไกรักษาความปลอดภัยของมอเตอร์ไซค์ผมเกิดอาการติดขัดขึ้นมาและเราก็กำลังเสียเวลา แม็คคิวมาหาผมถามว่าผมอยากจะทำอะไร ผมก็สตาร์ทเครื่องและบอกว่า ‘เพื่อนยาก เราต้องถ่ายทำนะ คุณตั้งกล้องไว้ตรงนั้น แล้วผมก็จะเลี้ยวหักมุมมาตรงนี้ด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่มอเตอร์ไซค์คันนี้จะทำได้’ แล้วเราก็ให้แสงมันครับ”

เว้ด อีสต์วู้ด ผู้มีผลงานกว่าเจ็ดสิบเรื่องในฐานะนักแสดงสตันท์และผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ ยอมรับว่าเขารู้สึกกังวลกับช็อตนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรถ 70 คันที่สตันท์แมนจะต้องขับเลี่ยงครูซที่ขี่มอเตอร์ไซค์ท่ามกลางรถยนต์หนาแน่นด้วยความเร็วสูง โดยไม่สวมหมวกกันน็อค “แต่หัวคุณกระแทกผิดที่ครั้งเดียวเท่านั้นล่ะ มันถึงตายได้เลยนะครับ” อีสต์วู้ดกล่าว “มันเป็นข้อกังวลอย่างใหญ่หลวง แต่มันก็มีเหตุผลของมันในหนัง สิ่งสำคัญก็เลยเป็นเรื่องของการจัดฉากทุกอย่างให้ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมก็เลยโล่งอกมากตอนที่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”

ในตอนหนึ่งของการไล่ล่า อีธานขับรถซีดานวินเทจ BMW M5 ไปตามบันไดหิน คำสั่งที่อีสต์วู้ดให้ไปกับครูซคือหมุนรถ 180 องศา และหักพวงมาลัยใน 10 องศาสุดท้าย เหยียบคลัทช์ แล้วก็ผลักเกียร์ไปเกียร์แรกตอนที่รถเหินเวหา “ทีมสตันท์และนักแข่งรถอาชีพจะฝึกฝนการทำแบบนั้นมาทั้งชีวิต แล้วกับอะไรที่เฉพาะเจาะจงแบบนั้น คุณแทบจะไม่ได้มัน 100% ทุกครั้งหรอกครับ” อีสต์วู้ดอธิบาย “ทอมแสดงไปสี่เทค และสามครั้งก็เพอร์เฟ็กต์เลย”

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ อีธานและวอล์คเกอร์กระโดดร่มจากเครื่องบินทหาร C-17 โกลบมาสเตอร์ จากความสูง 25,000 ฟุต และร่วงลงบนด้านบนของตึกกระจก ก่อนจะรู้ตัวว่ามันไม่มีทางลง อีธานก็เลยต้องคลานไปยังสายไฟแรงสูง ตัดมันให้ขาดแล้วใช้ให้มันแกว่งกลับไปคว้าตัววอล์คเกอร์ ก่อนจะไต่ลงมาสู่พื้นดิน

นั่นเป็นสตันท์แรกในการถ่ายทำเรื่องนี้ของคาวิล “ผมจำได้ว่าตัวเองคิดว่า มันจะต้องสนุกมากแน่ๆ มันจะต้องเจ๋งแน่ๆ” เขาเล่า “คุณไม่รู้หรอกครับว่าตึกนั้นสูงขนาดไหนจนกว่าคุณจะไปยืนอยู่ตรงด้านล่างของตึก แล้วถูกยกตัวขึ้นมาจนถึงยอดตึกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำน่ะครับ”

 

ยินดีต้อนรับสู่นิวซีแลนด์

จุดหมายต่อไปของทีมงานคือควีนส์ทาวน์บนเกาะใต้ที่งดงามของนิวซีแลนด์ ที่ซึ่งทีมงานและนักแสดงไปเยือนในเดือนมิถุนายน ปี 2017 เพื่อถ่ายทำซีเควนซ์เฮลิคอปเตอร์ที่ระทึกชวนหัวใจหยุดเต้นของเรื่อง “เกาะใต้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามากมาย ที่จะเข้าถึงได้ทางเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น” ผู้อำนวยการสร้างไมเออร์สกล่าวอธิบาย “มันเต็มไปด้วยพาหนะทางอากาศและนักบินมากประสบการณ์เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางเฮลิคอปเตอร์ที่นี่ค่อนข้างจะใหญ่โตครับ” มันเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูหนาวในซีกโลกใต้และเวลาช่วงกลางวันก็สั้นมากๆ ดังนั้น การทำงานกับกลไกบนเฮลิคอปเตอร์และการขนส่งทีมงานจากแคมป์หลักไปยังโลเกชันต่างๆ ก็เริ่มต้นก่อนตะวันขึ้นเสียอีก

โลเกชันนิวซีแลนด์แห่งแรกคือในรีส วัลลีย์ ใกล้กับเกลนอร์ชี ที่ห่างจากควีนส์ทาวน์ด้วยการขับรถไปชั่วโมงครึ่ง ผู้ออกแบบงานสร้างเวนแฮมได้สร้างฉากค่ายแพทย์เคลื่อนที่ขนาดใหญ่รวมถึงส่วนหนึ่งของหมู่บ้านแคชมิรีขึ้นมา อีธานและทีมไอเอ็มเอฟได้สะกดรอยเลนไปถึงหมู่บ้านเพื่อตามหาพลูโตเนียม พอพวกเขาไปถึงที่ค่าย อีธานก็ต้องตกใจเมื่อได้พบจูเลียและอีริค สามีใหม่ของเธอ ทำงานเป็นหมอที่นั่นเพื่อปิดกั้นการระบาดของโรคฝีดาษ

หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นของการถ่ายทำวันแรก เผ่าเมารีท้องถิ่นที่นำโดยหัวหน้าเผ่าเดวิด ฮิกกินส์ได้ทำพิธี “โพว์ฮิรี”ซึ่งเป็นพิธีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ รามส์เล่าว่า คนในเผ่า นักแสดงและทีมงานได้รวมตัวกันตรงด้านหน้าฉากหมู่บ้านแคชมิรีในตอนที่หัวหน้าเผ่าได้อัญเชิญวิญญาณบรรพบุรุษของเขามา “ผมเคยเจอเรื่องแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในแอฟริกา” นักแสดงหนุ่มกล่าว “การที่พวกเขายอมให้เราใช้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาช่วยเสริมองค์ประกอบอีกแบบหนึ่งในกับเรื่องครับ”

พิธีนี้เป็นหนึ่งในแง่มุมที่น่าจดจำที่สุดของการถ่ายทำสำหรับโมนาแกน “มันเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” เธอกล่าว “หลังจากนั้น พวกเขาก็มอบหินศักดิ์สิทธิ์ที่สวยงามพวกนี้ให้กับเรา ซึ่งฉันเก็บรักษาไว้ในที่ที่ปลอดภัยมากๆ ค่ะ”

แขวนอยู่บนเส้นด้าย

ซีเควนซ์สตันท์ซีเควนซ์แรกที่ถ่ายทำในนิวซีแลนด์ถูกเรียกว่า “เชือกราว” ซึ่งเกี่ยวกับการที่ครูซไต่เชือกที่ห้อยลงจากเฮลิคอปเตอร์ที่บินอยู่ที่ความสูงระดับ 2,000 ฟุต ก่อนที่จะปล่อยตัวร่วงลงมา 40 ฟุตบนส่วนเก็บสัมภาระที่ปลายเชือกและกระเด้งตัวต่อจากนั้น

“มันน่ากลัวทีเดียวครับ” ไมเออร์สกล่าว “เหมือนกับทอมได้กระโดดบันจี้จัมป์จากเฮลิคอปเตอร์เลย สิ่งที่เสี่ยงมากที่สุดคือการที่ตัวเขาอาจจะไปพันอยู่กับเชือก เราก็เลยต้องสร้างระบบป้องกันเรื่องนั้น แต่ก็ยังคอยรักษาให้ทอมอยู่ภายใต้สายรัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัย เราให้นักบินมากประสบการณ์เกี่ยวกับเชือกราว คอยรับผิดชอบเรื่องความเปลี่ยนแปลงของลม ตอนที่เขาปีนขึ้นไปถึงฐานของเฮลิคอปเตอร์ เขาก็ยังมีแอ็กชันต้องแสดงต่อ เราได้ถ่ายทำซีเควนซ์นั้นมากกว่าที่เราคิดว่าเราจะทำได้เสียอีกครับ”

คาวิลเล่าว่าเขาได้ดูสตันท์ฉากนี้จากจุดปลอดภัยที่มองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน “การได้เห็นทอมปีนเชือกเส้นนั้นแล้วร่วงลงมาเป็นอะไรที่น่าทึ่งทีเดียวครับ สิ่งที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้มีเพียงเฮลิคออปเตอร์ลำนั้น ถ้าเกิดลมกระโชกแรงหรือเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา มันก็จะเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ ทีมงานชุดนี้เคยเห็นสตันท์มามากมาย แต่ตอนที่เขาปล่อยตัวร่วงลงมา ทีมงานก็สะดุ้งเฮือกเลย และนั่นคือสิ่งที่เราต้องการครับ”

ครูซกล่าวว่า สตันท์ฉากนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบและวางแผนนานสองปี “มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่สุดโต่งที่สุดที่เราได้ทำในหนังเรื่องนี้ แต่คุณจะทำอะไรแบบนี้บนกรีนสกรีนไม่ได้หรอกครับ มันเป็นเรื่องทางเทคนิคมากๆ คุณต้องคำนวณว่าเฮลิคอปเตอร์สามารถรับน้ำหนักได้มากเท่าไหร่ คุณจะตั้งกล้องไว้ที่ไหนได้บ้าง และมุมกล้องจะเป็นยังไง จะต้องมีการตรวจสอบกลไกทุกอย่าง ชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ต่างที่หลุดออกมาและกระทบกับใบพัดเป็นปัญหาจริงๆ ครับ มันต้องอาศัยฝีมือการบินที่ยอดเยี่ยมของนักบินและการติดตั้งกลไกของทีมสตันท์ ที่ทำงานอย่างเหลือเชื่อ”

นอกจากนี้ ซีเควนซ์นี้ยังต้องอาศัยการเตรียมพร้อมทางร่างกายอย่างหนักสำหรับครูซด้วย “ผมฝึกฝนสำหรับซีเควนซ์นี้มานานเลยล่ะครับ” เขากล่าว “การปีนเป็นเรื่องยากมากๆ มันยากมากที่จะหายใจให้ทันเพราะด้านบนมีอ็อกซิเจนน้อยกว่าด้วยแรงดันอากาศที่ต่ำภายใต้มอเตอร์ มันหนาวสุดๆ และผมก็ต้องสวมกลไกที่สกัดกั้นการหมุนเวียนของเลือด ซึ่งทำให้ขาผมชาไปหมด จากนั้น ผมก็ต้องไถลตัวลงไป 40 ฟุต ซึ่งคุณไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ผมปล่อยตัวเป็นอิสระห่างจากกล้องไปเรื่อย และมันก็มีจุดหนึ่งที่คุณจะต้องปล่อยมือ ในครั้งแรก มือผมเหมือนกับล็อคเลยล่ะครับ เหมือนกับว่าผมปล่อยเชือกไม่ได้เลย”

พอเขาปล่อยมือแล้ว ครูซก็ต้องพยายามควบคุมท่าทางของตัวเองระหว่างที่เขาร่วงลงไป “ผมอยากจะร่วงลงไปในท่านอนหงายก่อนจะกลิ้งตัวไปน่ะครับ” เขากล่าว “ผมรู้ว่ามันจะต้องมีแรงกระแทก และมันก็ทำให้ผมจุกเลย ถ้าไหล่ผมกระแทกแรงไปหรือถ้าผมเอาหัวลง มันคงไม่ดีแน่ครับ”

สตันท์ครั้งนี้ท้าทายกว่าการห้อยตัวอยู่นอกเครื่องบินที่กำลังเหินฟ้าอย่างที่เขาทำใน Mission: Impossible – Rogue Nation เสียอีก “เครื่องบิน A400 เป็นสตันท์ที่อันตรายครับ” ไมเออร์สกล่าว “แต่เขาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งมันไม่ได้เสี่ยงพอๆ กับการทำงานกับเฮลิคอปเตอร์ กับลม กับดินฟ้าอากาศและเฮลิคอปเตอร์เครื่องอื่นๆ ที่กำลังบินอยู่ในเวลาเดียวกันหรอกครับ”

กายกรรมเหินเวหา

อีกหนึ่งในซีเควนซ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมายของเรื่องคือการไล่ล่าทางเฮลิคอปเตอร์ที่พลุ่งพล่านไปด้วยอะดรีนาลินท่ามกลางหุบเขาคดเคี้ยวของเทือกเขาเซาเธิร์น แอลป์ในนิวซีแลนด์ ครูซผ่านการฝึกบินอย่างเข้มข้นที่เริ่มต้นขึ้นในเท็กซัสกับทิม แม็คอดัมส์ หัวหน้านักบินของแอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ บริษัทที่จัดหาเฮลิคอปเตอร์ให้กับการไล่ล่าครั้งนี้ เขาได้ร่วมงานกับนักบินกายกรรมเหินเวหาในอังกฤษ เพื่อเรียนรู้การบินสตันท์ตามที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการ หลังจากนั้น แม็คอดัมส์ก็ติดตามครูซไปนิวซีแลนด์และได้ร่วมงานกับเขาในทุกช็อต

“ผมเป็นครูสอนบินมา 35 ปีและมีนักเรียนไม่กี่คนหรอกครับที่มีความทุ่มเทและสมาธิในการทำให้ทุกอย่างถูกต้องเป๊ะๆ ในระดับเดียวกับเขา” แม็คอดัมส์กล่าว “ผมจำได้ว่าตอนที่สอนเขาให้ลอยตัว ถ้าผมบอกเขาว่า ‘ดีทีเดียว’ เขาจะบอกว่า ‘มันต้องดีกว่านี้อีก’ เขาจะฝึกอีกเป็นชั่วโมงๆ เลย มีตอนหนึ่งที่ผมถามเขาว่า ‘คุณโอเครึเปล่า’ เขามองกลับมาที่ผมแล้วตอบว่า ‘ผมสนุกกว่าที่ผมเคยสนุกมาในชีวิตอีก’ นะครับ”

ในนิวซีแลนด์ ครูซยังได้ฝึกฝนกับไซมอน สเปนเซอร์-โบเออร์ หนึ่งในครูสอนบินที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของโลก “ทอมชำนาญด้านการบินต่ำครับ” สเปนเซอร์-โบเออร์กล่าว” เขาชอบมัน และเขาก็รอบคอบมากๆ และเข้าใจถึงอันตรายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เขาเป็นคนที่เรียนรู้ไวอย่างน่าทึ่ง ทันทีที่มีคนแสดงอะไรให้เขาดู เขาก็จะจับประเด็นได้ทันทีครับ”

ครูซได้บังคับเครื่อง Airbus H125 (ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักในชื่อ AS350) รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์เครื่องยนต์เดี่ยวสมรรถนะสูง ซึ่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมักใช้กัน ครูซตื่นเต้นที่ได้บังคับเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ ซึ่งมีค็อกพิทกระจกและแผงบังคับที่เป็นดิจิตอลทั้งหมด “พวกเขาเรียกมันว่ากระรอกครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “มันเป็นเฮลิคอปเตอร์ชั้นเยี่ยมสุดเซ็กซี ที่มีแรงอย่างที่เราต้องการและมันก็ดูร้ายไม่หยอกด้วย”

ในซีเควนซ์การไล่ล่า วอล์คเกอร์ ตัวละครของคาวิล ได้ขับเฮลิคอปเตอร์ Airbus BK17 ซึ่งจริงๆ แล้วขับโดยมาร์ค วูลฟ์ ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานทางอากาศของการถ่ายทำด้วยเช่นกั

“มันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของผม และผมก็ทำงานนี้มา 48 ปีในหนังหลายร้อยเรื่องแล้ว” วูลฟ์กล่าว “มันเป็นซีเควน์ยาวที่ดำเนินไปในโลเกชันต่างๆ มากมาย ซึ่งทุกแห่งมีอันตรายทั้งนั้น มีเฮลิคอปเตอร์หลายลำบินไปรอบๆ เราเคลื่อนย้ายคนทั้งกองด้วยเฮลิคอปเตอร์ 13 ลำ เข้าออกหุบเขาในระยะเวลาหลายวัน ดังนั้น มันก็เลยต้องอาศัยการวางแผนที่ละเอียดละออและมีความเสี่ยงมากมายที่เราพยายามจะหลีกเลี่ยงครับ”

แม็คควอร์รีย์กล่าวติดตลกว่า เขานึกถึงแง่มุมไหนของซีเควนซ์กลางอากาศที่ไม่อันตรายไม่ออกเลย “ในกรณีของทอม เขาต้องทำงานสามอย่าง เขาเป็นนักบิน เป็นช่างกล้องและเป็นนักแสดงด้วย มันยากอย่างเหลือเชื่อเลย นอกเหนือจากนั้น เรายังต้องบินผ่านพื้นที่แคบๆ ที่มีสภาพลมที่คาดเดาไม่ได้ด้วย”

ด้วยความที่พอทีมงานเข้าไปถึงโลเกชันนั้นแล้ว การสื่อสารจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก การถ่ายทำในหุบเขาแต่ละวันจึงเริ่มต้นด้วยการสรุปงานให้กับนักบินในช่วงเช้าที่ค่ายหลัก “เราจะยืนล้อมวงกันพร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์ของเล่นและสาธิตให้ดูว่าเฮลิคอปเตอร์จะต้องทำอะไรบ้าง” แม็คควอร์รีย์กล่าว

ซีเควนซ์กลางอากาศนี้อันตรายอย่างยิ่งยวด ไมเออร์สกล่าว “นักบินที่บินผ่านหุบเขาพวกนี้เป็นนักบินท้องถิ่น ที่บินบริเวณนี้มาหลายปีแล้ว และมีไม่กี่คนหรอกครับที่สามารถบินต่ำไปถึงผิวน้ำและรับมือกับแม่น้ำที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดได้ ทอมถูกฝึกมาให้บินแบบนี้ภายในระยะเวลาอันสั้นมากๆ และเขาก็ต้องบินด้วยตัวเอง สตันท์ส่วนใหญ่ที่เราทำกับทอมในอดีตจะมีการติดตั้งกลไกรักษาความปลอดภัยไว้ในนั้นด้วย เช่นสายเกลียวหรืออะไรทำนองนั้นที่จะช่วยรั้งตัวเขาไว้ในนาทีสุดท้าย อย่างตอนที่เขาปีนขึ้นตึกเบิร์จ คาลิฟาหรือด้านข้างของเครื่องบิน A400 ซีเควนซ์นี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทอม ถ้าเขาบังคับพลาดแม้ซักนิดเดียว ทุกอย่างก็จบเห่ มันสั่นประสาทมากๆ ครับ และทุกครั้งที่พวกเขากลับมา ผมก็จะถอนหายใจโล่งอกเลยล่ะ”

ซีเควนซ์ไล่ล่ากันนี้ลงเอยที่มิลฟอร์ด ซาวน์ในฉากที่ท้าทายเป็นพิเศษ ซึ่งวอล์คเกอร์เริ่มยิงใส่อีธาน ผู้ต้องหลบหลีกด้วยท่าที่เรียกว่า วิงโอเวอร์ หลังจากนั้น เฮลิคอปเตอร์ก็บินโฉบต่ำเหนือทะเลสาบก่อนที่จะบินม้วนเข้าไปในน้ำตก

“การบินม้วนเป็นเรื่องที่ยากอย่างเหลือเชื่อครับ” แม็คควอร์รีย์ตั้งข้อสังเกต “ผมบินกับทอมและครูฝึกของเขา ที่สาธิตให้ดูครั้งหนึ่ง เขามีประสบการณ์มาทั้งชีวิต ผมจินตนาการไม่ได้เลยว่าทอมจะสามารถทำอะไรแบบนั้นได้ ผมเฝ้าดูเป็นระยะเวลาสามหรือสี่วันตอนที่ทอมขยับจากการบินม้วนได้แค่รอบเดียวไปเป็นการบินม้วนได้เรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวทีเดียว จากมุมมองของเราที่มองมันจากกล้อง คุณจะไม่เห็นความลึกของภาพ ทำให้การบินม้วนแต่ละครั้งดูเหมือนเขาจะชนเลยล่ะครับ”

ทุกก้าวย่างมีความหมาย

หลังจากสตันท์ท้ามฤตยูที่ครูซได้แสดงในนิวซีแลนด์ ก็ไม่มีใครคาดคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขากลับมายังอังกฤษในเดือนสิงหาคม ปี 2017 เพื่อถ่ายทำการไล่ล่าบนหลังคาที่เมื่อเปรียบเทียบแล้วค่อนข้างจะเรียบง่าย เดิมที ซีเควนซ์นี้ ที่ถ่ายทำตามโลเกชันหลายแห่งในลอนดอน ซึ่งรวมถึงวิหารเซนต์ปอล, สถานีแบล็คไฟรอาร์สและพิพิธภัณฑ์เทท โมเดิร์น เป็นฉากแอ็กชันเล็กๆ ที่เชื่อมสององก์เข้าด้วยกัน แต่อย่างที่เรื่องมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ในการถ่ายทำ Mission: Impossible ซีเควนซ์นี้ก็ได้ขยายออกทั้งในเรื่องขนาดและความซับซ้อน ระหว่างการถ่ายทำส่วนหนึ่งของการไล่ล่านี้เองที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป

“ทอมแสดงสตันท์นี้ได้แบบเป๊ะๆ แต่เขาก็รู้ทันทีเลยว่าข้อเท้าเขาหักซะแล้ว” แม็คควอร์รีย์กล่าว “มีกล้องสี่ตัว และตัวหนึ่งก็หันไปทางเขาตรงๆ เขาก็เลยลุกขึ้นแล้ววิ่งไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อให้พ้นจากกล้อง ก่อนที่เขาจะล้มทรุดลงไปน่ะครับ”

ครูซกล่าวว่า เขาทุ่มสุดตัวตอนกระโดดเพราะเขาอยากให้ผู้ชมรู้สึกถึงความสิ้นหวังของฮันท์ในตอนที่เขาตัดสินใจเสี่ยงทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “แรงกระแทกมันรุนแรงมากเลยครับ และผมก็โดนกระแทกที่ซี่โครง ผมยื่นเท้าออกไปชั่วครู่เพื่อพยายามลดแรงกระแทกลง ทันทีที่ผมกระแทกกับกำแพง ผมก็รู้สึกเหมือนว่า ‘ให้ตายเถอะ’ ผมรู้ว่าผมจะต้องเดินหน้าต่อไปเพราะนี่เป็นเทคสำคัญ ผมก็ทำได้แค่วิ่งผ่านกล้องไปน่ะครับ”

หลังจากนั้น แม็คควอร์รีย์ก็ไปตรวจดูอาการของครูซ “เขายกขาขึ้นแล้วบอกว่า ‘ผมค่อนข้างแน่ใจว่ามันหัก’ ผมจำได้ว่าบอกออกไปว่า ‘มันก็มีข้อดีอยู่นะ เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรเท่านั้นเอง’ ผมผ่านการผจญภัยและเรื่องผิดพลาดกับทอมมาเยอะแยะจนรู้ว่าหายนะคือโอกาสของความเป็นเลิศครับ”

การสแกนเอ็มอาร์ไอเผยว่า กระดูกข้อเท้าของครูซ ที่อยู่ส่วนล่างของข้อเท้า เหนือกระดูกส้นเท้า แตกเป็นเสี่ยง “มันเป็นอาการบาดเจ็บรุนแรงครับ” นักแสดงหนุ่มกล่าว “ตอนแรก หมอคิดว่าจะต้องใช้เวลารักษานานเก้าเดือน ผมทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อที่จะกลับไปได้ด้วยการทำกายภาพบำบัดและฝึกร่างกายประมาณ 10-12 ชั่วโมงต่อวัน และเราก็เริ่มถ่ายทำอีกครั้งในหกสัปดาห์ ใน 10 สัปดาห์ ผมสามารถเริ่มวิ่งได้อีกครั้งอย่างช้าๆ แล้วพอ 12 สัปดาห์ ผมก็วิ่งระยะสั้นได้ ผมใช้เวลาสองวันในการวิ่งบนหลังคาสถานีรถไฟแบล็คไฟรอาร์ส และหลังจากนั้น ผมก็เดินไม่ได้ไปสามวันครับ”

โชคดีที่ภาพยนตร์ถ่ายทำไปได้ประมาณหนึ่งแล้วใตอนที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น ทำให้แม็คควอร์รีย์สามารถเริ่มงานลำดับภาพได้ “พอผมเริ่มงาน ผมก็สามารถประเมินหนังเรื่องนี้ได้ในแบบที่ผมไม่สามารถทำได้ถ้าเหตุการณ์ไม่ได้เป็นแบบนี้” ผู้กำกับกล่าว “มันทำให้ผมมีโอกาสได้รีไรท์เรื่องราวบางส่วนและเขียนบทหนังเรื่องนี้จนจบ เมื่อมองระยะยาวแล้ว มันก็เป็นประโยชน์ต่อหนังเรื่องนี้ครับ”

รอดมาได้หวุดหวิด

ในตอนจบของการไล่ล่ากันทางอากาศ เฮลิคอปเตอร์ของฮันท์และวอล์คเกอร์ได้ประสานงากันและร่วงลงไปบนยอดเขา มันเป็นฉากสำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างสองตัวละครหลัก แม็คควอร์รีย์ต้องการให้ฉากนี้เกิดขึ้นที่ขอบเหวที่สูงชัน แต่แม้ว่าในนิวซีแลนด์จะมีภูเขามากแค่ไหน แต่ทีมโลเกชันก็ไม่สามารถหาสิ่งที่ผู้กำกับต้องการเจอที่นั่น

หลังจากการค้นหาทั่วโลก พวกเขาก็ตัดสินใจเลือกพรีเคสโตลเลน (พัลพิท ร็อค) ในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นที่ราบสูงเล็กๆ ที่มีหน้าผาสูงชัน ที่ลาดลงไปสู่ฟยอร์ดจากความสูงเกือบ 2,000 ฟุต แม้ว่าจุดนี้จะเป็นโลเกชันที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับฉากต่อสู้ มันก็เป็นสถานที่ถ่ายทำที่ท้าทายมากๆ อย่างแรกเลยคือมันมีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดโต่ง ด้วยลมพายุ หิมะ ฝนและแสงอาทิตย์ ซึ่งบางครั้ง ทุกอย่างนี้ก็เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ครั้งที่สองที่ทีมงานขึ้นไปสำรวจสถานที่ ลมแรงมากจนพวกเขาต้องคลานเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพัดตกจากหน้าผา และอากาศก็มีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะฤดูหนาวกำลังจะมาเยือน สถานการณ์ที่ท้าทายเหล่านี้ทำให้ครูซไม่มีเวลาที่จะทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปในตอนที่เขากลับมากองถ่ายอีกครั้งหลังจากพักฟื้นแล้ว

“ทอมกับเฮนรีขึ้นไปบนนั้นท่ามกลางอากาศหนาวเย็นบนพื้นที่ที่อันตรายมากๆ” แม็คควอร์รีย์กล่าว “ในตอนนั้น กระดูกเท้าทอมยังแตกอยู่ เขาก็เลยรู้สึกลำบากมากๆ” ทีมงานเจออุปสรรคจากสภาพอากาศ มีตอนหนึ่ง มันกลายเป็นเรื่องไม่แน่นอนว่าพวกเขาจะสามารถถ่ายทำให้เสร็จก่อนหน้าที่ฤดูหนาวจะมาเยือนได้รึเปล่า พวกเขาทำได้ แต่ประมาณ 15 นาทีหลังจากที่เฮลิคอปเตอร์ขนส่งทีมงานลำสุดท้ายบินขึ้นไป พายุหิมะก็ฝังโลเกชันทั้งหมด ทั้งอุปกรณ์และของทุกอย่าง ไว้ใต้หิมะ เครื่องมือบางอย่างต้องถูกทิ้งไว้จนกว่าพวกเขาจะไปเก็บมันกลับมาได้ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป

การกระโดดร่มฮาโล

การโดดสูงเปิดต่ำ หรือฮาโล เป็นเทคนิคการกระโดดร่มพิเศษ ที่หน่วยทหารพิเศษใช้เพื่อแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ของศัตรู ในการถ่ายทำ Mission: Impossible – Fallout ครูซกลายเป็นนักแสดงคนแรกในภาพยนตร์ที่ได้กระโดดออกจากเครื่องโบอิ้ง C-17 Globemaster III จากความสูง 25,000 ฟุต เดิมที สตันท์นี้ถูกกำหนดให้ถ่ายทำที่ราฟ บริซ นอร์ตัน ฐานทัพอากาศที่อยู่ห่างจากลอนดอนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 75 ไมล์ ฉากภายนอกและภายในบางฉากถูกถ่ายทำที่นั่น แต่ความล่าช้าที่เกิดจากอุบัติเหตุของครูซทำให้การถ่ายทำถูกเลื่อนไปเป็นฤดูหนาวในอังกฤษ ทำให้เขาไม่สามารถฝึกฝนได้จนจบ

“ผมต้องการการฝึกดิ่งพสุธาแบบเข้มข้นเพราะซีเควนซ์นี้ต้องอาศัยเทคนิคสูงมากๆ และบอกตามตรงว่ามันอันตรายมากๆ ด้วย” ครูซกล่าว

การฝึกฝนส่วนหนึ่งเกิดขึ้นที่ลีฟส์เดน สตูดิโอส์ในอังกฤษ ที่ซึ่งนีล คอร์บูลด์ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ ได้ดูแลการสร้างอุโมงค์ลมแนวตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก “เราได้ออกแบบมันกับแอโรโดรมในลัตเวียครับ” เขากล่าว “พวกเขาทำงานได้อย่างน่าทึ่ง เราใช้เวลาออกแบบหกสัปดาห์และใช้เวลาสร้างห้าเดือนครับ”

คอร์บูลด์กล่าวว่า อุโมงค์ลมปกติสำหรับการฝึกกระโดดร่มจะใช้มอเตอร์ 800 กิโลวัตต์หนึ่งตัว ซึ่งจะสร้างลมที่พัดด้วยความเร็ว 130 ไมล์ต่อชั่วโมง อุโมงค์ที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับการถ่ายทำมีมอเตอร์สี่ตัว ที่หมุนด้วยเครื่องผลิตไฟฟ้าสี่เมกะวัตต์ และการดีไซน์ใบพัดแบบใหม่ ที่ทำให้มันสามารถยกคนได้มากถึงสี่คนไปถึงระดับความสูงมากกว่า 60 ฟุต

หลังจากการถ่ายทำหลักสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 หน่วยกระโดดร่มก็ได้เดินทางสู่อาบู ดาบี้ เพื่อเริ่มฝึกกับครูซ ผู้ต้องกระโดดให้สำเร็จอย่างน้อย 100 ครั้งก่อนที่การถ่ายทำซีเควนซ์ฮาโลจะเริ่มต้นขึ้นได้ นอกเหนือจากนั้น ครูซและวอล์คเกอร์ยังต้องฝึกการใช้อ็อกซิเจนในการบินที่ระดับความสูง

“สิ่งที่เสี่ยงที่สุดของการอยู่ที่ระดับความสูง 25,000 ฟุตคือภาวะขาดอ็อกซิเจนครับ” อัลลัน เฮวิตต์ อดีตนักแสดงของทีมเรด เดวิลส์ (ทีมแสดงของหน่วยพลร่มของกองทัพอังกฤษ) ผู้รวมทีมพลร่มเพื่อร่วมงานกับครูซในซีเควนซ์นี้ กล่าว “คุณจะรู้สึกเคลิ้มสุขนิดๆ แต่แล้วสมองคุณก็จะหยุดทำงาน คุณจะต้องมีนักกระโดดร่มคุ้มกันอยู่รอบๆ เพื่อที่ว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทอมเกิดภาวะขาดอ็อกซิเจน เราจะรับรู้ได้และหยุดถ่ายทำ ในตอนที่คุณเกิดภาวะขาดอ็อกซิเจน คุณจะไม่รู้ตัวหรอกครับ คุณจะคิดว่าตัวคุณเองทำได้ดี มันก็เลยเป็นสถานการณ์ที่อันตรายมากๆ”

อีกหนึ่งสมาชิกคนสำคัญของทีมคือดร.แอนนา ฮิคส์ แพทย์ทหารทางอากาศ ผู้สนใจในเรื่องการกระโดดร่มเป็นพิเศษและผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางอากาศของสมาคมการบินพลเรือนทั่วไปของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (จีซีเอเอ) เธอมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำให้แน่ใจว่าทีมงานและนักแสดงมีสภาพร่างกายพร้อมรับสภาพของการบินในระดับความสูงได้รวมถึงคอยสังเกตพวกเขาระหว่างการบินและการกระโดดร่มกับทีมงานในฐานะพลร่มคุ้มกันด้วย

ทูโฟร์54 บริษัทโปรดักชันในอาบู ดาบี้ ที่บริหารงานโดยท่านผู้หญิงมัรยัม อัลม์เฮรี ได้ทำข้อตกลงกับกองทัพสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เพื่อให้ได้เข้าถึงเครื่องบิน C-17 Globemaster และเครื่องบินใบพัด DHC-6 Twin Otter ของสายการบินไวกิ้ง แอร์ ที่ถูกใช้สำหรับการฝึกซ้อม

“โชคดีที่กองทัพสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์รู้ว่าเรากำลังพยายามทำอะไรและอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของมันด้วย” ครูซกล่าว “พวกเขาที่นั่นรักหนังและผมก็ซาบซึ้งพวกเขามาก เราไม่รู้หรอกว่าเราจะทำมันยังไงจนกระทั่งเราได้แตะพื้นที่อาบู ดาบี้และเริ่มซ้อมกัน ถ้าพวกเขาไม่ก้าวเข้ามาช่วยเหลือเราล่ะก็ เราคงจะถ่ายทำซีเควนซ์นี้ไม่ได้แน่ๆ”

สตันท์นี้นำมาซึ่งความท้าทายอีกอย่างหนึ่งที่มีผลลัพธ์ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ด้วยระดับความสูง 25,000 ฟุต ครูซและคาวิลจำเป็นต้องสวมหมวกอ็อกซิเจน แต่หมวกตามมาตรฐานจะปิดหน้า ดังนั้น หมวกของ “ตัวเอก” จะต้องถูกพัฒนาและสร้างขึ้นมาโดยแผนกอุปกรณ์ประกอบฉากร่วมกับเฮวิตต์

“คุณต้องการอุปกรณ์อ็อกซิเจนพิเศษ และคนกลุ่มเดียวที่มีมันก็คือพวกทหารครับ” ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระโดดร่มกล่าว “อุปกรณ์ของพวกเขาถูกออกแบบมาให้รักษาชีวิตของคุณจนกระทั่งคุณมาถึงระดับความสูงที่ปลอดภัย มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำอะไรเลยในการปล่อยตัวร่วงลงมา เราก็เลยต้องดัดแปลงอุปกรณ์อ็อกซิเจนทั้งหมด พวกเขาอยากได้หมวกเปิดหน้าที่สามารถขึ้นไปถึงระดับความสูง 25,000 ฟุต ซึ่งไม่เคยมีการทำมาก่อน เราก็เลยต้องเริ่มต้นจากศูนย์และหาวิธีทำมันขึ้นมาครับ”

เฮวิตต์ได้ร่วมงานกับหัวหน้าช่างทำโมเดล โทบี้ เชียร์สและช่างทำโมเดลการออกแบบ CAD แดน รัตเตอร์เพื่อสร้างอุปกรณ์ชิ้นนี้ขึ้นมา “เราสร้างหมวกนี้ขึ้นมาจากเรซินแข็งที่ปรินท์ออกมาเป็นสามมิติ” เชียร์สกล่าวอธิบาย “แต่มันไม่แข็งแรงพอ เราก็เลยขึ้นรูปโลหะด้วยวิธีไฟฟ้าเคมี โดยใช้ทองแดง ซึ่งทำให้พวกมันมีความแข็งแรงพอสมควร แล้วค่อยทาสีดำทับลงไป หนึ่งในส่วนที่ยากที่สุดของการออกแบบคือไฟแอลอีดีที่ถูกติดไว้รอบใบหน้าของนักแสดงเพื่อให้แสงพวกเขา หลอดไฟจะเคลือบไปด้วยซิลิโคนเพื่อที่จะไม่เกิดความเสี่ยงของการเกิดประกายไฟจากอ็อกซิเจนในกรณีที่หลอดไฟดับไปน่ะครับ”

ตารางการฝึกสำหรับการกระโดดฮาโลเข้มงวดมาก ตลอดทั้งวัน ครูซได้กระโดดจากเครื่องบิน Twin Otter สี่ถึงห้าครั้ง และหลังจากอาหารกลางวัน ก็กระโดดจากเครื่อง C-17 อีกสามครั้ง นักกระโดดร่มส่วนใหญ่จะฝึกเข้มแบบนั้นไม่เกินสองสัปดาห์โดยไม่พัก แต่จนกว่าการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น ครูซก็ฝึกแบบนี้นานกว่าสี่สัปดาห์แล้ว

“ผมคิดว่า ผมฟิตพอ ผมจะกระโดดวันละ 10-15 ครั้ง แล้วเราก็จะชำนาญเรื่องนี้” นักแสดงหนุ่มกล่าว “แต่พอเราเริ่มทำงานกัน ผมก็คิดว่า เหอ! สิ่งที่เรากำลังทำมันหนักมากสำหรับเราทุกคนครับ”

ในฉากนั้น ฮันท์กระโดดออกจากเครื่อง C-17 เพื่อช่วยวอล์คเกอร์ ผู้กระโดดออกจากเครื่องบิน ก่อนจะถูกสายฟ้าฟาดจนหมดสติไป ความพยายามในการช่วยเหลือเขาเกี่ยวข้องกับกายกรรมเหินเวหาที่ซับซ้อนหลายท่าที่แม้แต่นักกระโดดร่มมากประสบการณ์ยังคิดว่าเป็นเรื่องท้าทาย นอกเหนือจากนั้น แม็คควอร์รีย์และครูซยังต้องการให้ฉากนี้เกิดขึ้นในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน หมายความว่าในแต่ละวัน พวกเขามีโอกาสถ่ายทำเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และพวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอีกหนึ่งความท้าทายที่เป็นไปไม่ได้

“มันเป็นการกระโดดร่มที่ซับซ้อนมากๆ เมื่อคุณต้องช่วยเหลือคนที่ร่วงลงมาแบบอิสระ” เฮวิตต์กล่าว “ครูสอนการร่วงลงมาแบบอิสระต้องกระโดดกว่าพันครั้งกว่าจะทำได้ และประมาณ 70% ของคนที่พยายามเข้ารับการทดสอบในระดับครูฝึกก็ทำพลาด ทอมกระโดดเพียงแค่ 100 ครั้งในการกระโดดอย่างสมบูรณ์แบบครับ”

หนึ่งในความท้าทายที่ยากที่สุดสำหรับครูซคือการออกจากเครื่องบิน C-17 “มันเป็นเครื่องบินลำใหญ่ที่บินด้วยความเร็ว 160 ไมล์ต่อชั่วโมง” เฮวิตต์กล่าว “พอคุณก้าวลงมา ข้างใต้นั้นจะเต็มไปด้วยความปั่นป่วนของอากาศ คุณจะต้องเผชิญหน้ากับมันตรงๆ ซึ่งเป็นแรงปะทะกับร่างกายที่ค่อนข้างจะแรงทีเดียว แล้วคุณก็ต้องใช้กระแสอากาศนั้นในการช่วยให้คุณร่อนลงไปหาเป้าหมาย ทอมร่วงลงไปอิสระด้วยความเร็วประมาณ 160 ไมล์ต่อชั่วโมงและพอเขาไปถึงตัววอล์คเกอร์ เขาก็ต้องติดเบรก ซึ่งมันเป็นงานที่ต้องอาศัยความชำนาญมากๆ ครับ”

เคร็ก โอ’ ไบรอัน ช่างกล้องทางอากาศมากประสบการณ์ ถูกนำตัวมาถ่ายทำซีเควนซ์นี้ โอ’ ไบรอันมีประสบการณ์การกระโดดกว่า 23,000 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นในฐานะช่างกล้อง ในการบันทึกภาพช็อตนี้ เขาซ้อมท่าการเคลื่อนไหวอย่างละเอียดรอบคอบกับครูซ

“สิ่งที่เคร็กทำเป็นเรื่องเหลือเชื่อครับ” ครูซกล่าว “เขาไม่เคยถ่ายทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่เขาก็เป็นศิลปิน คุณต้องการช่างกล้องที่ไม่เพียงแต่เข้าใจช็อตนั้นๆ แต่เขายังเข้าใจเรื่องราวด้วย เขาทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ”

นอกเหนือจากความซับซ้อนในการออกแบบท่ากระโดดแล้ว โอ’ ไบรอันยังต้องติดกล้องเรด เว็พพอนพร้อมเลนส์ IMAX ไว้ที่หมวกของเขาอีกด้วย ไม่เพียงแต่มันจะหนักมากเท่านั้น (ประมาณ 20 ปอนด์) แต่เขายังต้องจับโฟกัสของกล้องโดยที่ไม่สามารถมองผ่านช่องมองภาพได้อีกด้วย อุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกออกแบบมาร่วมกับบริษัทผลิตเลนส์ พานาวิชัน ซึ่งทำให้โอ’ ไบรอัน สามารถจับโฟกัสได้ระหว่างที่เขาถ่ายทำครูซใกล้ๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนโฟกัสโดยอัตโนมัติด้วยการวัดระยะห่างระหว่างที่เขาลอยไกลออกไป เลนส์ IMAX ไม่เคยถูกใช้ในการปล่อยตัวอิสระมาก่อน

“ผมอยากให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนว่าพวกเขาอยู่ตรงนั้น” ครูซกล่าว “ทันทีที่ผมออกจากเครื่อง C-17 ผมก็กระโดดลังกาหลัง ซึ่งค่อนข้างจะรุนแรงทีเดียว ระหว่างที่ผมกระโดดนั้น ผมจะต้องมองหาให้ได้ว่าเคร็กอยู่ตรงไหน เพื่อที่ผมจะได้ลอยไปหาเขาได้ ในแต่ละเทค คุณไม่แน่ใจหรอกว่าคุณจะถ่ายอะไรได้บ้าง มันไม่เหมือนกับการที่คุณใช้กล้องปกติในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ แต่มันเป็นอะไรที่ควบคุมไม่ได้และผมคิดว่าซีเควนซ์นี้ก็สื่อสารเรื่องนั้นออกมาครับ”

ในแต่ละวัน ครูซจะซ้อมกระโดดประมาณ 4-6 ครั้ง จากนั้น ก่อนหน้าที่พระอาทิตย์จะตก ในตอนที่แสงใช้การได้ แม็คควอร์รีย์ก็จะถ่ายทำการกระโดดครั้งสุดท้ายของวัน “เรามีเวลาสามนาทีในการถ่ายทำช็อตนั้น” ผู้กำกับกล่าว “และถ้าเราถ่ายทำไม่สำเร็จ เราก็รู้ว่าเราจะต้องกลับมาอีกในวันรุ่งขึ้น ดังนั้น ความตึงเครียดก็เลยจะก่อตัวขึ้นในระหว่างวัน นอกเหนือจากการเป็นงานสตันท์ที่น่าทึ่งแล้ว ทอมยังช่วยช่างกล้อง และแน่นอนว่าระหว่างนั้น เขาก็ยังแสดงไปพร้อมๆ กันอีกด้วย”

หลังจากช็อตนั้น ทีมงานก็จะรวมตัวกันในรถตู้วิดีโอเพื่อดูว่าฉากนั้นใช้การได้รึเปล่า “ทีมงานทุกคนรอดูว่าเราถ่ายทำได้รึเปล่า” ครูซกล่าว “มีหลายวันที่เราทำไม่ได้ ผมก็จะพาทุกคนมาดูฟุตเตจเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงใช้การไม่ได้และสิ่งไหนที่เราต้องทำให้แตกต่างออกไปน่ะครับ”

ซีเควนซ์นั้นถูกแยกออกเป็นสามส่วน และแต่ละส่วนก็ต้องอาศัยการฝึกฝนเข้มข้น การวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบและการฝึกฝนและการถ่ายทำนานหลายวัน “เราคิดว่าส่วนแรกจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่พอเราไปถึงตอนที่สอง การกระโดดครั้งแรกก็ดูง่ายไปเลย” ครูซกล่าวกลั้วหัวเราะ “ในที่สุด เราก็ทำส่วนที่สองสำเร็จ และทุกคนก็ตื่นเต้นกันมาก แต่ส่วนที่สามก็โหดไม่แพ้กัน เราต้องหาวิธีที่ทำให้มันเข้าคู่กับส่วนที่สอง ในตอนที่ผมตะครุบตัววอล์คเกอร์ได้ ผมพยายามจะจับตัวเขาไว้ และแรงหนีศูนย์กลางก็เกือบจะดึงแขนผมหลุดจากเบ้าเลย เส้นเอ็นที่แขนของผมและไหล่ของผมถูกดึงจนตึงสุดๆ เคร็ก ช่างกล้องของเรา ก็เจอกับเรื่องนั้นเหมือนกัน”

“หลังจากที่แม็คคิว, เจคและผมมองดูเทคสุดท้ายของส่วนที่สาม เราก็เรียกทีมงานมารวมตัวกันแล้วเปิดมันให้พวกเขาดู” ครูวกล่าวเสริม “มันเหมือนเราทุกคนตัดสินใจร่วมกันว่า นั่นคือการปิดกล้อง หนังเรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จแล้ว! ทุกคนตื่นเต้นกันมากและภูมิใจกับสิ่งที่เราทำสำเร็จจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่สุดและเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมคิดว่าผมเสพติดการสร้างหนัง มันเป็นความรู้สึกตอนที่คุณได้ร่วมงานกับคนที่มีพรสวรรค์มากๆ ในทุกแผนก ที่รักหนังและอยากจะสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้ชม ในตอนที่ช่วงเวลาแบบนั้นเกิดขึ้น มันก็เป็นความรู้สึกที่น่าทึ่งและเป็นความรู้สึกที่คุณจะไม่มีวันลืมเลยจริงๆ ครับ”

ประวัตินักแสดง MISSION: IMPOSSIBLE – FALLOUT

          ทอม ครูซ (Tom Cruise) รับบท อีธาน ฮันท์

ทอม ครูซ เป็นไอคอนทางวัฒนธรรมระดับโลก ที่สร้างผลกระทบที่ไม่อาจวัดได้ให้กับวงการภาพยนตร์ด้วยการสร้างตัวละครที่น่าจดจำที่สุดตลอดกาลหลายตัว ด้วยการประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะนักแสดง ผู้อำนวยการสร้างและผู้ทำการกุศล ตลอดการทำงานกว่าสามทศวรรษ ครูซเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลออสการ์และได้รับสามรางวัลลูกโลกทองคำ ผู้ซึ่งผลงานภาพยนตร์ของเขาทำรายได้ไปกว่าเก้าพันล้านเหรียญในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ไม่มีใครเทียบได้ ภาพยนตร์สิบเจ็ดเรื่องของครูซทำรายได้ไปกว่า 100 ล้านเหรียญในอเมริกาและ 22 เรื่องก็ทำรายได้มากกว่า 200 ล้านเหรียญทั่วโลก

ครูซได้แสดงในภาพยนตร์ในตำนานหลายเรื่องเช่น Top Gun, Jerry Maguire, Risky Business, Minority Report, Interview With the Vampire, A Few Good Men, The Firm, Rain Man, Collateral, The Last Samurai, Edge of Tomorrow, The Color of Money และแฟรนไชส์ the Mission: Impossible ภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible – Rogue Nation ซึ่งเข้าฉายในเดือนกรกฎาคม ปี 2005 เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการทำงานเป็นนักแสดงของเขา ด้วยรายได้เกือบ 700 ล้านเหรียญทั่วโลก รวมกันแล้ว ภาพยนตร์ในแฟรนไชส์ Mission: Impossible กวาดรายได้ไปเกือบ 2.8 พันล้านเหรียญ เขาเป็นคนคิดไอเดียในการนำซีรีส์นี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์และได้อำนวยการสร้างภาคแรกในปี 1996

คนทำหนังผู้ทุ่มเทคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกแง่มุมของงานสร้าง เขาพิสูจน์ความสามารถหลากหลายของตัวเองด้วยภาพยนตร์และบทบาทที่เขาเลือก เขาได้สร้างภาพยนตร์ 42 เรื่อง และมีบทบาทในฐานะผู้อำนวยการสร้างในภาพยนตร์หลายเรื่อง และได้ร่วมมือกับผู้กำกับที่โด่งดังหลายคน รวมถึงฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา, ริดลีย์ สก็อต, โทนี สก็อต, มาร์ติน สกอร์เซซี, แบร์รี เลวินสัน, โอลิเวอร์ สโตน, รอน โฮเวิร์ด, ร็อบ ไรเนอร์, ซิดนีย์ พอลแล็ค, นีล จอร์แดน, ไบรอัน เดอ พัลมา, คาเมรอน โครว์, สแตนลีย์ คูบริค, พอล โธมัส แอนเดอร์สัน, เอ็ด ซวิค, สตีเวน สปีลเบิร์ก, ไมเคิล แมนน์, เจ.เจ. อับรามส์, โรเบิร์ต เรดฟอร์ด, แบรด เบิร์ด, ดั๊ก ลีแมนและคริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์

ครูซได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Born on the Fourth of July และ Jerry Maguire เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Magnolia และนอกเหนือจากรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Magnolia แล้ว เขายังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ (สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม) จาก Born on the Fourth of July และ Jerry Maguire ด้วย นอกจากนั้น เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Risky Business, A Few Good Men  และ The Last Samurai เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลและได้รับรางวัลด้านการแสดงมากมายจากบาฟตา, สมาพันธ์นักแสดง, สมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชิคาโกและสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติ

ผลงานภาพยนตร์หลายเรื่องล่าสุดของครูซรวมถึง The Mummy, Oblivion และทริลเลอร์ลุ้นระทึกเรื่อง Jack Reacher ซึ่งทำรายได้ไป 218 ล้านเหรียญทั่วโก ก่อนหน้านั้น เขาได้มีบทบาทที่น่าจดจำในภาพยนตร์คอเมดีโดยเบน สติลเลอร์เรื่อง Tropic Thunder ในบทยักษ์ใหญ่ปากเสียแห่งวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด เลส กรอสแมน การแสดงครั้งนี้ ที่มาจากตัวละครที่ครูซได้สร้างขึ้น ทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และผู้ชมและทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งที่เจ็ด

ครูซได้รับการยกย่องมากมาย ทั้งในรูปแบบของเฮสตี้ พุดดิ้ง แมน ออฟ เดอะ เยียร์ อวอร์ดของฮาร์เวิร์ด ไปจนถึงจอห์น ฮูสตัน อวอร์ดจากมูลนิธิสิทธิศิลปินและอเมริกัน ซีเนมาธิค อวอร์ด สาขาความสำเร็จโดดเด่นในภาพยนตร์ นอกเหนือไปจากคุณูปการด้านศิลปะแล้ว ครูซยังใช้ความสำเร็จจากอาชีพนักแสดงของเขาเป็นเครื่องมือในก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแง่บวก โดยเขาได้กลายเป็นผู้ให้การสนับสนุน นักเคลื่อนไหวและผู้ใจบุญระดับโลกในสายของสุขภาพ การศึกษาและสิทธิมนุษยชน เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลจากมูลิธิเมนเทอร์-แอลเอจากผลงานของเขาที่ทำเพื่อเด็กๆ ในลอสแองเจลิสและทั่วโลก ในปี 2011 เขาได้รับรางวัลไซมอน วีเซนธัล ฮิวแมนิทาเรียน อวอร์ด และในปีถัดมา เขาก็ได้รับรางวัลเอนเตอร์เทนเมนต์ ไอคอน อวอร์ดจากไฟรอาร์ส คลับ จากความสำเร็จยอดเยี่ยมของเขาในวงการบันเทิงและด้านมนุษยธรรม เขาเป็นบุคคลที่สี่ที่ได้รับเกียรตินี้ต่อจากดักกลาส แฟร์แบงค์, แครี แกรนท์และแฟรงค์ ซินาตรา นิตยสารเอ็มไพร์ได้มอบรางวัลลีเจนด์ ออฟ เอาเออร์ ไลฟ์ไทม์ อวอร์ดให้กับครูซในปี 2014

เฮนรี คาวิล (Henry Cavill) รับบท วอล์คเกอร์

ภายในระยะเวลาสั้นๆ เฮนรี คาวิล ได้พิสูจน์ถึงความเป็นดาราระดับโลกทั้งในวงการจอแก้วและจอเงิน เขาเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบทคลาร์ค เคนท์และซูเปอร์แมนในภาพยนตร์โดยแซ็ค สไนเดอร์เรื่อง Man of Steel ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันคนแรกที่ได้สวมชุดที่โด่งดังนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็น Superman ที่ทำรายได้สูงสุดจนถึงปัจจุบัน คาวิลได้กลับมารับบทเดิมอีกครั้งในภาพยนตร์ยอดนิยมโดยสไนเดอร์เรื่อง Batman v Superman: Dawn of Justice ประกบเบน เอฟเฟล็คและเอมี อดัมส์ เขาได้กลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน Justice League ประกบเอฟเฟล็ค, กัลป์ กาโดท์, เอซรา มิลเลอร์, เรย์ ฟิชเชอร์และเจสัน โมมัว

คาวิลแสดงประกบเบน คิงส์ลีย์, สแตนลีย์ ตุชชีและอเล็กซานดรา แด็ดดาริโอในทริลเลอร์จิตวิทยาเรื่อง Nomis ที่กำกับโดยเดวิด เรย์มอนด์ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในดรามาสงครามโดยเฟอร์นันโด คอมบราเรื่อง Sand Castle ประกบนิโคลัส โฮลท์และโลแกน มาร์แชล-กรีนอีกด้วย

นักแสดงชาวอังกฤษผู้นี้เกิดในแชนแนล ไอแลนด์ เขาเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วย The Count of Monte Cristo สำหรับผู้กำกับเควิน เรย์โนลด์ส หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงในซีรีส์โชว์ไทม์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำเรื่อง “The Tudors” เขาสานต่อความสำเร็จทางด้านการแสดงของเขาด้วยกานำแสดงในโรแมนติกคอเมดีโดยวู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง Whatever Works และภาพยนตร์แอ็กชันโดยทาร์เซม ซิงห์เรื่อง Immortals

คาวิลและชาร์ลีย์ น้องชายของเขา ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทโปรดักชันในชื่อ โปรมีเธียน โปรดักชันส์ ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการมีส่วนร่วมของนักแสดงหนุ่มในทุกแง่มุมของงานสร้างออกไปอีก ปัจจุบัน พี่น้องคาวิลอยู่ระหว่างการค้นหาและพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ที่ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา

ในตอนที่เขาไม่ได้ทำงานอยู่หน้ากล้องหรือหลังกล้อง เขาก็จะไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมการกุศล เขาเป็นทูตของเดอร์เรล ไวลด์ไลฟ์ คอนเซอร์เวชัน ทรัสต์ องค์กรอนุรักษ์ที่ต้องการป้องกันสายพันธุ์ต่างๆ ไม่ให้สูญพันธุ์ นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับรอยัล มารีนส์ ชาริตี้ (อาร์เอ็มซี) ซึ่งระดมเงินเพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับทหารเรือที่ยังประจำการอยู่และปลดประจำการไปแล้ว รวมถึงครอบครัวของพวกเขาเหล่านั้นด้วย

วิง รามส์ (Ving Rhames) รับบท ลูเธอร์

วิง รามส์ เป็นนักแสดงงานชุม เจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ (สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในมินิซีรีส์ สำหรับซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Don King: Only in America”) ผู้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการแสดงที่แข็งแรงของเขาในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่นภาพยนตร์โดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์เรื่อง Out of Sight ประกบจอร์จ คลูนีย์และเจนนิเฟอร์ โลเปซ, ภาพยนตร์โดยจอน เอมีลเรื่อง Entrapment ประกบฌอน คอนเนอรีและแคทเธอรีน ซีต้า-โจนส์, ภาพยนตร์โดยมาร์ติน สกอร์เซซีเรื่อง Bringing Out the Dead ประกบนิโคลัส เคจและแพทริเซีย อาร์เควทท์และแน่นอน แฟรนไชส์ภาพยนตร์ Mission: Impossible เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงในภาพยนตร์คอเมดีเรื่อง Father Figures ประกบโอเวน วิลสัน, เอ็ด เฮล์มส์และเจ.เค. ซิมมอนส์

นักแสดงมากพรสวรรค์ผู้นี้เกิดและเติบโตในย่านฮาร์เล็ม รัฐนิวยอร์ก อาชีพนักแสดงของเขาเริ่มต้นที่นิวยอร์ก ไฮสคูล ออฟ เพร์ฟอร์มิง อาร์ตส์ ตามด้วยสถาบันจูเลียร์ด สคูลที่โด่งดัง การฝึกฝนของเขาทำให้เขาได้รับบทแรกบนเวทีบรอดเวย์ ในเรื่อง “The Boys of Winter” อย่างรวดเร็ว หลังจากละครเวทีเรื่องนั้น เขาก็ได้ก้าวสู่วงการจอแก้ว และเปิดตัวด้วยเรื่อง “Go Tell It on the Mountain” ในปี 1985 ก่อนที่เขาจะได้รับบทรับเชิญใน “Miami Vice” หลังจากนั้นเขาก็ไปชิมลางงานภาพยนตร์ เช่น  Jacob’s Ladder และ Homicide

หลายปีหลังจากที่เขาเปิดตัวบนจอเงิน รามส์ก็ได้รับบทพ่อค้ายาผู้โหดเหี้ยม ประกบซามวล แอล. แจ็คสันและจอห์น ทราโวลตาในภาพยนตร์โดยเควนติน ทารันติโนเรื่อง Pulp Fiction การแสดงที่โดดเด่นของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับบท ลูเธอร์ สติคเคลในภาพยนตร์โดยไบรอัน เดอ พัลมาเรื่อง Mission: Impossible ประกบทอม ครูซ ผลงานที่โด่งดังของรามส์ทำให้เขามีอาชีพนักแสดงที่ยาวนานและรุ่งโรจน์ในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง เช่นภาพยนตร์โดยจอห์น ซิงเกิลตันเรื่อง Rosewood ประกบจอน วอยท์และ Baby Boy ประกบไทริส กิ๊บสัน, ภาพยนตร์โดยไซมอน เวสต์เรื่อง Con Air ประกบนิโคลัส เคจ, ภาพยนตร์โดยจอห์น มัลโควิชและจอห์น คูแซ็ค, ภาพยนตร์โดยวอลเตอร์ ฮิลเรื่อง Undisputed ประกบเวสลีย์ สไนป์, ภาพยนตร์โดยรอน เชลตันเรื่อง Dark Blue ประกบเคิร์ท รัสเซล, ภาพยนตร์โดยแซ็ค สไนเดอร์เรื่อง Dawn of the Dead ประกบซาราห์ พอลลีย์และเมคี ไฟเฟอร์, I Now Pronounce You Chuck & Larry ประกบอดัม แซนด์เลอร์และเควิน เจมส์, Surrogates ประกบบรูซ วิลลิสและราดาห์ มิทเชล, The Goods: Live Hard, Sell Hard ประกบเจเรมี ไพเวนและ Piranha 3D ประกบอลิซาเบธ ชู

รามส์ได้ก้าวสู่การทำงานเบื้องหลังในปี 2005 ด้วยการทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างซีรีส์อเมริกันเรื่อง “Kojak” ผลงานอื่นๆ ในฐานะผู้อำนวยการสร้างของเขารวมถึง  Back in the Day, Animal และ Shooting Gallery

ด้านจอแก้ว รามส์เป็นขาประจำซีรีส์ทีเอ็นทีเรื่อง “Monday Mornings” จากมือเขียนบท/ผู้อำนวยการสร้างเดวิด อี. เคลลีย์และซันย์ กูปตา ผู้เขียนหนังสือที่เป็นที่มาของโปรเจ็กต์นี้

ไซมอน เพ็กก์ (Simon Pegg) รับบท เบนจี้

ไซมอน เพ็กก์ เป็นที่รู้จักจากการรับบท มอนท์โกเมอร์รี สก็อต (“สก็อตตี้”) ในภาพยนตร์ฮิตทั่วโลกโดยเจ.เจ. อับรามส์เรื่อง Star Trek และ Star Trek: Into Darkness และเขายังรับหน้าที่มือเขียนบทร่วมใน Star Trek: Beyond อีกด้วย เขาได้กลับมารับบท เบนจี้ ดันน์ ที่น่าจดจำจาก Mission: Impossible III อีกครั้งในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Mission: Impossible – Ghost Protocol และ Mission: Impossible – Rogue Nation เพ็กก์มี “บทลับ” ที่ถูกปกปิดอย่างดีใน Star Wars: The Force Awakens ด้วยการพากย์เสียงอังคาร์ พลัทท์ เจ้าพ่อขยะ และเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับผู้กำกับอับรามส์เบื้องหลังฉาก

ผลงานของเขารวมถึงโรแมนติกคอเมดีเรื่อง Man Up ประกบเลค เบล ซึ่งเขารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยมาร์ก็อท ร็อบบี้เรื่อง Terminal และ Ready Player One ที่สตีเวน สปีลเบิร์กดัดแปลงจากนิยายโดยเออร์เนสต์ ไคลน์

ในช่วงเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ เพ็กก์ได้ร่วมเขียนบทและร่วมแสดงในซีรีส์คัลท์ชื่อดังเรื่อง “Spaced” หลังจากสองซีซันที่โดดเด่น เขาก็ขยับไปพัฒนาและร่วมเขียนบทคอเมดีสยองขวัญที่เป็นที่ชื่นชอบเรื่อง Shaun of the Dead กับเอ็ดการ์ ไรท์ โดยเขาได้รับบทเป็นพระเอกของเรื่อง นับตั้งแต่นั้นมา นิตยสารเอ็มไพร์และแชนแนลโฟร์ ก็ได้โหวตให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์คอเมดีอังกฤษที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา

หลังจากเอาชนะซอมบี้ พิธีมอบรางวัลและส่วนอื่นๆ ของโลกแล้ว เพ็กก์และไรท์ก็มีผลงานเป็นภาพยนตร์ฮิตถล่มทลายเรื่อง Hot Fuzz หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงในภาพยนตร์โดยเดวิด ชวิมเมอร์เรื่อง Run, Fatboy, Run และรับบทแอนตี้ฮีโร ซิดนีย์ ยังใน How to Lose Friends & Alienate People ประกบเคิร์สเตน ดันส์และเจฟฟ์ บริดเจส เขาและนิค ฟรอสต์ เพื่อนร่วมแสดงจาก Shaun ได้กลับมาแสดงร่วมกันอีกครั้งใน Paul ที่พวกเขาร่วมเขียนบทและร่วมแสดงโดยเซธ โรแกนและซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์ พวกเขาได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน The World’s End ที่กำกับโดยเอ็ดการ์ ไรท์อีกครั้ง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมทั่วโลก

ผลงานอื่นๆ ที่โดดเด่นของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง The Adventures of Tin Tin: The Secret of the Unicorn และภาพยนตร์โดยจอห์น แลนดิสเรื่อง Burke & Hare เขาได้พากย์เสียงรีพิชีพใน The Chronicles of Narnia: The Voyage of the Dawn Treader และบัคใน Ice Age: Dawn of the Dinosaurs และ Ice Age: Collision Course ในปี 2016

รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน (Rebecca Ferguson) รับบท อิลซา ฟอสต์

รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน เป็นนักแสดงหญิงชาวยุโรป ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ผู้เป็นที่สนใจของผู้ชมทั่วโลกครั้งแรกด้วยบทราชินีอลิซาเบธในซีรีส์ยอดนิยมทางบีบีซี/สตาร์ซเรื่อง The White Queen ช่วงเวลาหลายเดือนหลังจากนั้นส่งผลให้เธอกลายเป็นนักแสดงหญิงที่น่าจับตามอง

ล่าสุด เธอได้แสดงประกบฮิวจ์ แจ็คแมน, แซ็ค เอฟรอนและมิเชลล์ วิลเลียมส์ในภาพยนตร์เรื่อง The Greatest Showman ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยไมเคิล เกรซีย์ เล่าเรื่องของนักแสดงชาวอเมริกัน พี.ที. บาร์นัม ผู้ก่อตั้งละครสัตว์ที่กลายเป็นคณะละครสัตว์เร่ที่โด่งดัง ริงก์ลิง บรอส. แอนด์ บาร์นัม แอนด์ เบลลีย์ เซอร์คัส รีเบ็กก้ารับบท ‘เจนนี ลินด์’ นักร้องโซปราโนชาวสวีดิช ผู้เดินทางไปอเมริกาภายใต้คำเชิญของพี.ที. บาร์นัม ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในเดือนธันวาคม ปี 2017

หลังจากนี้ เธอจะได้กลับมารับบท ‘อิลซา ฟอสต์’ อีกใน Mission: Impossible – Fallout ภาคถัดไปของแฟรนไชส์ Mission Impossible ภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องนี้ ที่ร่วมแสดงโดยทอม ครูซ, ไซมอน เพ็กก์, เฮนรี คาวิลและวาเนสซา เคอร์บี้ มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 27 กรกฎาคม

หลังจากนี้ เธอจะได้แสปงะกรบแพทริค สจวร์ต, หลุยส์ แอชบอร์น เซอร์คิส, ทอม เทย์เลอร์และนักแสดงหน้าใหม่ ดีน เชามูใน The Kid Who Would Be King ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เขียนบทและกำกับโดยโจ คอร์นิช จะบอกเล่าเรื่องราวของเด็กกลุ่มหนึ่งที่ออกผจญภัยที่กำจัดภัยคุกคามในยุคกลาง มีกำหนดเข้าฉายในอเมริกาในวันที่ 28 กันยายน

เมื่อปีที่แล้ว รีเบ็กก้าได้แสดงภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Life ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เปิดและปิดงานเทศกาลภาพยนตร์เซาธ์บายเซาธ์เวสต์ในปีนี้ รีเบ็กก้าได้แสดงประกบไรอัน เรย์โนลด์สและเจค จิลเลนฮัลในบทนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ ผู้หลังจากเก็บตัวอย่างจากดาวอังคารมาได้ ก็ค้นพบว่ามันแสดงถึงสัญญาณชีพ และมันก็ฉลาดกว่าที่คาดคิด นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบไมเคิล ฟาสเบนเดอร์และชาร์ล็อตต์ เกนส์เบิร์กห์ใน The Snowman อีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยโทมัส อัลเฟรดสัน เล่าเรื่องการหายตัวไปของผู้หญิงคนหนึ่ง และผ้าพันคอสีชมพูของเธอก็ถูกพบว่าพันอยู่รอบตุ๊กตาหิมะที่ดูน่าขนลุก ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ในปี 2016 รีเบ็กก้าได้แสดงใน The Girl on the Train ซึ่งเธอรับบท ‘แอนนา’ ประกบเอมิลี บลันท์, ลุค อีวานส์และจัสติน เธอโรซ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่ชื่อราเชล ผู้จับรถไฟไปนิวอร์ก เธอได้เห็นสก็อตและเมแกน คู่รักที่ “เพอร์เฟ็กต์” แต่แล้ววันหนึ่ง คู่รักคู่นี้เกิดเรื่องขึ้นและราเชลก็เข้ามามีส่วนพัวพันกับดรามา/ปริศนาฆาตกรรมเมแกน ฮิปเวลของพวกเขา

ในปีเดียวกัน รีเบ็กก้ารับบท ‘แคธลีน’ ในภาพยนตร์โดยสตีเฟน เฟรียส์เรื่อง Florence Foster Jenkins ที่แสดงประกบเมอริล สตรีพและฮิวจ์ แกรนท์ ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับ ‘ฟลอเรนซ์ ฟอสเตอร์ เจนกินส์’ ทายาทสาวชาวนิวยอร์ก ผู้ฝันจะเป็นนักร้องโอเปรา ทั้งๆ ที่มีเสียงร้องเพลงที่ห่วยแตก ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม

ในปี 2015 รีเบ็กก้าได้แสดงใน Mission Impossible: Rogue Nation ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของแฟรนไชส์ Mission: Impossible ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ด เธอรับบท ‘อิลซา ฟอสต์’ ประกบทอม ครูซ, ไซมอน เพ็กก์และเจเรมี เรนเนอร์

ในเดือนธันวาคม ปี 2014 รีเบ็กก้าได้แสดงบท ‘ไดนาห์’ ในมินิซีรีส์ไลฟ์ไทม์เรื่อง The Red Tent ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ชื่อเดียวกันของอนิตา เดียมา ดรามาสองตอนเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของอิสราเอลทั้งสิบสองเผ่า ผ่านมุมมองของไดนาห์ รีเบ็กก้าได้แสดงประกบมินนี ไดรเวอร์, เอียน เกลนและโมเรนา แบ็คคาริน นอกจากนั้น ในปี 2014 รีเบ็กก้ายับงได้ถ่ายทำบท ‘แคทยา’ และ ‘ลอเรน’ ในภาพยนตร์โดยชามิม ซาริฟเรื่อง Despite The Falling Snow ประกบชาร์ลส์ แดนซ์และแซม รี้ด ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เกิดขึ้นโดยมีแบ็คดร็อปเป็นมอสโคว์ ช่วงสงครามเย็น เล่าเรื่องราวของสายลับสาว ผู้ขโมยความลับจากนักการเมืองผู้มองโลกในอุดมีติ และตกหลุมรักเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในปลายปี 2015

ในปี 2013 รีเบ็กก้ารับบท ‘เอริจีเนีย’ ในภาพยนตร์โดยเบรท แรทเนอร์เรื่อง Hercules ประกบจอห์น เฮิร์ท, ดเวย์น จอห์นสันและเอียน แม็คเชน นอกจากนี้ เธอยังเสร็จจากงานถ่ายทำภาพยนตร์โดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง The Vatican สำหรับโชว์ไทม์ ซึ่งเธอแสดงประกบแมทธิว กู๊ด, ไคล์ แชนด์เลอร์และเซบาสเตียน โค้ชอีกด้วย ต้นปี 2013 เธอได้รับบทอลิซาเบธ วู้ดวิลล์ นางเอกของซีรีส์ดรามาบีบีซีเรื่อง The White Queen อีพิคสิบชั่วโมงเรื่องนี้สร้างจากซีรีส์นิยายอิงประวัติศาสตร์เบส์เซลเลอร์ที่โดดเด่นของฟิลิปป้า เกรกอรีเรื่อง “The Cousin’s War” ซึ่งเพื่อนร่วมแสดงของเธอรวมถึงแม็กซ์ ไอออนส์และเจเน็ต แม็คเทียร์ การแสดงในบทอลิซาเบธ วู้ดวิลล์ทำให้รีเบ็กก้าได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขา ‘นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์’ นอกจากนี้ ในปี 2013 เธอยังมีผลงานในภาพยนตร์อินดีสัญชาติสวีดิชที่หลายคนรอคอย VI ซึ่งกำกับโดยมานี มาสเซรัท

รีเบ็กก้าเกิดในกรุงสต็อคโฮล์มจากครอบครัวของคุณพ่อชาวสวีดิชและคุณแม่ชาวอังกฤษ เธอเติบโตขึ้นมาในสต็อคโฮล์มและเข้าศึกษาที่มิวสิค สคูล อดอล์ฟ เฟรดริค ที่โด่งดังในสวีเดน เธอเริ่มต้นทำงานตอนอายุ 15 ปีเมื่อเธอได้รับบทนำในซีรีส์ดรามาช่วงกลางวันเรื่อง Nya Tider ผลงานอื่นๆ รวมถึงบทนำในภาพยนตร์โดยริชาร์ด โฮเบิร์ทส์เรื่อง One Way To Antibes ซึ่งได้รับรางวัลออเดียนซ์ อวอร์ดจากงานเทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรปปี 2012 ในโตรอนโต ในปีเดียวกัน เธอก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดาราดาวรุ่งในสวีเดน

ฌอน แฮร์ริส (Sean Harris) รับบท โซโลมอน เลน

ฌอน แฮร์ริส ได้ร่วมแสดงในแฟรนไชส์ Mission: Impossible อีกครั้งหลังจากได้ปรากฏตัวมาแล้วใน Mission: Impossible – Rogue Nation เขามีผลงานการแสดงที่น่าทึ่งในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น ภาพยนตร์โดยไมเคิล วินเทอร์บอททอมเรื่อง 24 Hour Party People ซึ่งเขารับบทนักดนตรีคนดัง เอียน เคอร์ติส, ภาพยนตร์โดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง Prometheus และภาพยนตร์โดยยานน์ เดอแมงค์เรื่อง ’71 เมื่อเร็วๆ นี้ แฮร์ริสได้ร่วมแสดงกับไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ใน Trespass Against Us และได้ร่วมแสดงใน Macbeth  ที่กำกับโดยจัสติน เคอร์เซล

นักแสดงชาวอังกฤษผู้นี้ได้ฝึกฝนฝีมือที่ดรามา เซ็นเตอร์ ลอนดอน ในปี 2002 เขาได้แสดงในภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง True Love (Once Removed) ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ปาล์ม สปริงส์และเทศกาลภาพยนตร์ฮูสตัน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Deliver Us From Evil, The Goob, Serena, Tom & Thomas, Brighton Rock และ Harry Brown

ในปี 2014 แฮร์ริสได้รับรางวัลบาฟตาสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการแสดงของเขาในบทสตีเฟน มอร์ตันในมินิซีรีส์ชื่อดังทางแชนแนลโฟร์เรื่อง “Southcliffe” ผลงานจอแก้วที่โด่งดังเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง “Jamaica Inn,” “The Borgias,” “Five Daughters” และไตรภาค “Red Riding”

แองเจลา บาสเซ็ทท์ (Angela Bassett) รับบท เอริก้า สโลน

แองเจลา บาสเซ็ทท์ เป็นหนึ่งในนางเอกระดับแนวหน้าของวงการ การแสดงที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ของเธอและความสามารถของเธอในฐานะผู้กำกับและผู้ควบคุมงานสร้างทั้งในแวดวงจอแก้วและจอเงินได้รับการยกย่องและเสียงชื่นชมจากทั้งเพื่อนพ้องในวงการและแฟนๆ เธออาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงที่เข้มข้นของเธอในบท ทีนา เทิร์นเนอร์ในภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง What’s Love Got to Do With It ประกบลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในมิวสิคัลและได้รับรางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ด รวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดด้วย บาสเซ็ทท์ได้รับ 11 รางวัลเอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ดจากการแสดงของเธอในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น How Stella Got Her Groove Back, The Score, Music of the Heart, Malcolm X และ Contact นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักแสดงจากการแสดงของเธอใน “Ruby’s Bucket of Blood” และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีจาก “The Rosa Parks Story” อีกด้วย

ล่าสุด บาสเซ็ทท์ได้แสดงในภาพยนตร์ดังโดยไรอัน คูเกลอร์เรื่อง Black Panther ประกบแชดวิค โบสแมนและลูพิตา นยองโก นอกจากนี้ เธอยังได้ควบคุมงานสร้างและนำแสดงใน “9-1-1” ซีรีส์ยอดนิยมเรื่องใหม่ทางฟ็อกซ์ของไรอัน เมอร์ฟีย์และได้แสดงถึงความสามารถในการกำกับของเธอในซีรีส์เอฟเอ็กซ์เรื่อง “American Horror Story: Cult” เธอกลับมารับบท ลินน์ จาค็อบส์ ประกบเจอราร์ด บัตเลอร์, แอรอน เอคฮาร์ทและมอร์แกน ฟรีแมนอีกครั้งใน London Has Fallen ซีเควลของ Olympus Has Fallen นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์โดยสไปค์ ลีเรื่อง Chi-Raq และได้แสดงในมินิซีรีส์โดยสตีเฟน โพเลียคอฟเรื่อง “Close to the Enemy” ทางบีบีซีทู ประกบจิม สเตอร์เกส, เฟร็ดดี้ ไฮมอร์และชาร์ล็อตต์ ไรลีย์ บาสเซ็ทท์ได้พากย์เสียงซีรีส์อนิเมชันทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “BoJack Horseman” ร่วมกับวิล อาร์เน็ตต์และเอมี เซดาริส

เมื่อปีที่แล้ว บาสเซ็ทท์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขานักแสดงรับเชิญหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดีจากการแสดงของเธอในซีรีส์ยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Master of None” นอกจากนี้ เธอยังได้ร่วมงานกับทีมกำกับซีรีส์ “American Horror Story: Roanoke” ทางเอฟเอ็กซ์ พร้อมกับการได้เป็นหนึ่งในทีมนักแสดงของเรื่องด้วย ก่อนหน้านี้ เธอได้รับบท ราโมนา รอยัลใน “American Horror Story: Hotel” ประกบเลดี้ กาก้า, ซาราห์ พอลสันและแมทท์ โบเมอร์ เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในมินิซีรีส์จากการแสดงของเธอใน “American Horror Story: Coven” และ “American Horror Story: Freak Show”

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของบาสเซ็ทท์รวมถึงภาพยนตร์โดยเจมส์ แม็คที้กเรื่อง Survivor ประกบเพียร์ซ บรอสแนนและเอ็มมา ธอมป์สัน, ภาพยนตร์โดยเกร็กก์ อารากิเรื่อง White Bird in a Blizzard ประกบไชลีน วู้ดลีย์, ภาพยนตร์โดยคาซี เลมมอนส์เรื่อง Black Nativity ประกบฟอเรสต์ วิทเทคเกอร์, ภาพยนตร์โดยจอห์น ซิงเกิลตันเรื่อง Boyz N the Hood ประกบคิวบา กู๊ดดิ้ง จูเนียร์, ภาพยนตร์โดยเทอร์รี แม็คมิลเลนเรื่อง Waiting to Exhale ที่ร่วมแสดงโดยวิทนีย์ ฮูสตัน, ภาพยนตร์โดยแคธริน บิเกโลว์เรื่อง Strange Days ประกบราล์ฟ ไฟน์, Vampire in Brooklyn ประกบเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์, ภาพยนตร์โดยวอลเตอร์ ฮิลเรื่อง Supernova ประกบเจมส์ สเปเดอร์และภาพยนตร์โดยจอร์จ ทิลแมน จูเนียร์เรื่อง Notorious ประกบจามัล วู้ดลาร์ด

บาสเซ็ทท์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับแห่งอเมริกาครั้งแรกจากผลงานการกำกับเรื่องแรกของเธอด้วยภาพยนตร์ไลฟ์ไทม์เรื่อง “Whitney” ภาพยนตร์ชีวประวัติที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์รักใคร่และร้าวฉานระหว่างวิทนีย์ ฮูสตันและบ็อบบี้ บราวน์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมและด้วยยอดผู้ชม 4.5 ล้านคน ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็กลายเป็นภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ที่มีผู้ชมสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี นอกจากนี้ เธอยังได้กำกับเอพิโซดเกี่ยวกับน้ำให้กับ“Breakthrough” ซีรีส์แปลกใหม่ทางเนชันแนล จีโอกราฟิก ซึ่งเป็นแอนโธโลจี้เกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลกและนวัตกรรมและความก้าวหน้าแปลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา

หนึ่งในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพนักแสดงของบาสเซ็ทท์คือโอกาสในการได้ผสมผสานศรัทธาและความสามารถของเธอเมื่อเธอได้พากย์เสียงตัวละครต่างๆ ใน “The Bible Experience” หนังสือเสียงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยการพัฒนาความสามารถแง่มุมต่างๆ ของตัวเองเสมอ เธอได้ชิมลางสื่อบันเทิงแนวใหม่ในฐานะตัวละครเอกใน “Tom Clancy’s Rainbow Six Siege” วิดีโอเกมแนวยิงบุคคลที่หนึ่งชื่อดัง

เธอสำเร็จการศึกษาจากเยล สคูล ออฟ ดรามาและเริ่มต้นอาชีพนักแสดงบนเวทีละครและยังคงมีผลงานละครเวทีต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เธอได้แสดงละครบรอดเวย์และออฟเวย์หลายเรื่อง เช่น “Ma Rainey’s Black Bottom,” “Colored People’s Time,” “Henry IV, Part I,” “Joe Turner’s Come and Gone” และ “Black Girl” เธอได้กลับมายืนบนเวทีละครอีกครั้งในปี 1998 เพื่อแสดงประกบอเล็ค บัลด์วินใน “Macbeth” ที่โจเซฟ แป็ปป์ พับลิค เธียเตอร์ในนิวยอร์ก ในปี 2005 บาสเซ็ทท์ได้แสดงประกบคอร์ทนีย์ บี. แวนซ์ สามีของเธอในรอบปฐมทัศน์ในอเมริกาเหนือของละครเวทีเรื่อง “His Girl Friday” ที่โรงละครกัธรีย์ เธียเตอร์ ที่เก่าแก่ เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงประกบลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์นในละครเวทีโดยออกัสต์ วิลสันเรื่อง “Fences” ที่พาซาเดนา เพลย์เฮาส์ และได้แสดงประกบซามวล แอล. แจ็คสันในรอบปฐมทัศน์บนเวทีบรอดเวย์ของละครเวทีโดยคาโทริ ฮอลเรื่อง “The Mountaintop”

เธอและสามีของเธอได้ร่วมกันเขียนหนังสือเรื่อง Friends: A Love Story ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ใกล้กับลอสแองเจลิสกับบบรอนวิน โกลเดนและสเลเตอร์ โจเซียห์ ลูกฝาแฝดวัย 12 ปีของพวกเขา

วาเนสซา เคอร์บี้ (Vanessa Kirby) รับบท ไวท์ วิโดว์

วาเนสซา เคอร์บี้ อาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบทเจ้าหญิงมาร์กาเร็ตในซีรีส์ “The Crown” นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์ไซไฟโดยพี่น้องวาโชว์สกี้เรื่อง Jupiter Ascending ประกบมิลา คูนิส, แชนนิง ทาทัมและเอ็ดดี้ เรดเมย์นอีกด้วย นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง Bone in the Throat ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เซาธ์บายเซาธ์เวสต์ในเดือนมีนาคมและร่วมแสดงกับเอ็ด เวสต์วิค, ทอม วิลคินสันและนีล มาสเคลอีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันโดยแอนโธนี บูร์เดน

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเคอร์บี้รวมถึง Charlie Countryman ประกบไชอา ลาบัฟ, อีวาน ราเชล วู้ดและแมดส์ มิคเคลสัน, ภาพยนตร์โดยริชาร์ด เคอร์ติสเรื่อง About Time ประกบดอมห์นัล กลีสัน, ราเชล แม็คอดัมส์และบิล ไนฮีย์และ Queen & Country ภาคต่อสุดฮาของ Hope and Glory โดยจอห์น บูร์แมน

เคอร์บี้เริ่มต้นอาชีพนักแสดงของเธอด้วยบทบาทละครเวทีที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้กำกับเดวิด แธ็คเกอร์ เธอได้รับบทแอนในละครเวทีโดยอาร์เธอร์ มิลเลอร์เรื่อง “All My Sons” ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลบีซา ไรซิง สตาร์ อวอร์ด ตามด้วยละครเวทีโดยเฮนริค อิบสันเรื่อง “Ghosts” หลังจากนั้น เธอก็ได้แสดงในละครเวทีโดยเนชันแนล เธียเตอร์เรื่อง “Women Beware Women” และ “As You Like It” โดยเวสต์ ยอร์คเชียร์ เพลย์เฮาส์ ในปี 2011 การแสดงของเธอใน “The Acid Test” ที่รอยัล คอร์ท เธียเตอร์ ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมล้นหลาม

เคอร์บี้ยังคงทำงานในละครเวทีอย่างต่อเนื่อง เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเธอใน “Three Sisters” เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเธอที่ยัง วิค ในปี 2014 เธอได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเวที ว็อทส์ออนสเตจ อวอร์ดจากการแสดงของเธอในบท สเตลลาใน “A Streetcar Named Desire” ที่ยัง วิค ประกบกิลเลียน แอนเดอร์สันและเบน ฟอสเตอร์ ในปี 2016 เคอร์บี้รับบท เยเลนา ใน “Uncle Vanya” ที่ดิ อัลเมดา ประกบเจสสิกา บราวน์ ฟินด์เลย์และโทเบียส เมนซีส์

เคอร์บี้เปิดตัวในโลกจอแก้วด้วยซีรีส์บีบีซีเรื่อง “The Hour” ประกบเบน วิชอว์และโดมินิค เวสต์ หลังจากนั้น เธอก็ได้รับบท เอสเตลลา ใน “Great Expectations” ที่ดัดแปลงโดยบีบีซี ประกบเรย์ วินสโตน, กิลเลียน แอนเดอร์สันและดักกลาส บูธ ในปี 2012 เคอร์บี้รับบท อลิซ นางเอกใน “Labyrinth” มินิซีรีส์ที่ดัดแปลงจากนิยายของเคท มอสโดยริดลีย์ สก็อต ในปี 2015 เคอร์บี้ได้แสดงในดรามาสองชั่วโมงที่หลายคนรอคอยทางบีบีซีทูเรื่อง “The Dresser” ประกบแอนโธนี ฮ็อปกินส์และเซอร์เอียน แม็คเคลเลน นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงประกบฌอน บีนในซีรีส์ไอทีวีเรื่อง “The Frankenstein Chronicles” ซึ่งเล่าเรื่องราวของนักสืบผู้ปราศจากความกลัว ผู้กำลังไล่ล่าฆาตกรบ้าคลั่งท่ามกลางมุมมืดในยุครีเจนซี ลอนดอน

เวส เบนท์ลีย์ (Wes Bentley) รับบท แพทริค

เวส เบนท์ลีย์ ได้รับความสนใจครั้งแรกจากการแสดงในภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง American Beauty ซึ่งเขารับบท ริคกี้ ฟริทส์ เพื่อนบ้านผู้เชื่อในเรื่องจิตวิญญาณของเจน เบิร์นแฮม (ธอรา เบิร์ช) นอกจากนั้น เขายังได้รับบทผู้ควบคุมเกม เซเนก้า เครนใน The Hunger Games และร่วมแสดงใน Lovelace ในบทช่างภาพโธมัส

ในปี 2014 เบนท์ลีย์ได้แสดงในภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง Interstellar, ภาพยนตร์โดยเทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง Knight of Cups ประกบเคท บลังเช็ตต์และคริสเตียน เบล, Welcome To Me ประกบคริสเตน วิ้กและวิล เฟอร์เรลและ Unconscious ประกบเคท บอสเวิร์ธ ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2014 ในปี 2015 เวสได้แสดงในภาพยนตร์โดยเทอร์เรนซ์ มาลิคเรื่อง Knight of Cups ประกบคริสเตียน เบลและนาตาลี พอร์ตแมน และ We Are Your Friends สำหรับเวิร์คกิ้ง ไทเทิล ประกบแซ็ค เอฟรอน พร้อมกับการนำแสดงในซีรีส์เอฟเอ็กซ์เรื่อง “American Horror Story” เขาได้แสดงในสองซีซันของซีรีส์ดังกล่าวและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ จากผลงานของเขาในซีซันห้า

ในปี 2018 เวสจะได้แสดงในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ยอดนิยมของพาราเมาท์เรื่อง  Mission Impossible: Fallout และภาพยนตร์อินดีเรื่อง The Best Of Enemies ประกบแซม ร็อคเวลและทาราจี พี. เฮนสัน เขาจะได้แสดงเป็นหนึ่งในตัวละครเอกในซีรีส์ที่เขียนบทและกำกับโดยเทย์เลอร์ เชอริแดนเรื่อง “Yellowstone” สำหรับพาราเมาท์ เน็ตเวิร์ค

เบนท์ลีย์เกิดในเมืองโจเนสโบโร รัฐอาร์แคนซัส เขาได้เข้าร่วมชมรมละครและได้บ่มเพาะความสนใจในคอเมดีอิมโพรไวส์ ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่ซิลแวน ฮิลส์ ไฮสคูลในเมืองเชอร์วู้ด รัฐอาร์แคนซัส ที่ซึ่งเขาได้ก่อตั้งคณะละครอิมโพรไวส์กับพี่ชายของเขา แพทริค เบนท์ลีย์และเพื่อนๆ เดเมียน บันติ้งและจอช โคว์เดอรี เขาได้เข้าศึกษาที่จูเลียร์ด สคูลในนิวยอร์กหลังจากจบการศึกษาจากไฮสคูลตามคำรบเร้าของแม่ แต่ก็เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ไม่นานหลังจากนั้น เบนท์ลีย์ก็ได้เปิดตัวบนจอเงินในภาพยนตร์โดยโจนาธาน เดมม์เรื่อง Beloved ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึง The Four Feathers, Interstellar, Ghost Rider, Knight of Cups และ Interstellar ที่กำกับโดยคริสโตเฟอร์ โนแลน

ในปี 2010 เบนท์ลีย์ได้เปิดตัวบนเวทีละครด้วยการแสดงประกบนีนา เอเรียนดาในละครเวทีที่ได้รับรางวัลโดยเดวิด อีฟส์เรื่อง “Venus in Fur”

เบนท์ลีย์อาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสกับลูกๆ สองคนและภรรยา แจ็คกี้ สเว็ดเบิร์ก

เฟรเดอริค ชมิดท์ (Frederick Schmidt) รับบท โซลา

เฟรเดอริค ชมิดท์ เปิดตัวในวงการภาพยนตร์ด้วย Snow in Paradise ที่ทำให้เขาโด่งดังในวงกว้างจากการแสดงนำของเขา เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้รับบทนายอำเภอขี้ฉ้อในเวสเทิร์นเรื่อง Brimstone ประกบกาย เพียร์ซ, คิท แฮร์ริงตัน, คาริซ แวน ฮูเตนและดาโกต้า แฟนนิง นอกจากนี้ เขายังได้แสดงประกบนาตาลี ดอร์เมอร์, สแตนลีย์ ตุชชีและแมทท์ สมิธ ใน Patient Zero และรับบทนำใน The Marker ทริลเลอร์มืดหม่นเกี่ยวกับการไถ่บาป ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงประกบโทบี้ โจนส์ใน Kaleidoscope ทริลเลอร์จิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ร้าวฉานระหว่างชายวัยกลางคนและแม่ของเขา

ด้านจอแก้ว ชมิดท์รับบทจอมวายร้ายที่มีพลังจากคริปโตไนท์ เมทัลในซีรีส์ซีดับเบิลยูเรื่อง “Supergirl” ที่นำแสดงโดยเมลิสซา เบนัวส์ นอกเหนือจากการแสดงแล้ว ชมิดท์ยังได้แสดงในมิวสิค วิดีโอชื่ดังให้กับฟลอเรนซ์ แอนด์ เดอะ แมชชีน และปาโลมา เฟธอีกด้วย

หลังจากฝึกฝนในฐานะศิลปินแล้ว ชมิดท์ก็ได้รับเลือกให้รับบทผู้คุมนักโทษผู้แข็งกร้าวใน “Starred Up” ประกบแจ็ค โอ’ คอนเนล ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้ร่วมงานกับอิดริส เอลบาใน Second Coming นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์ขนาดสั้นที่ได้รางวัลหลายเรื่อง รวมถึง Senka, Pigchild และ Sleep อีกด้วย

มิเชลล์ โมนาแกน (Michelle Monaghan) รับบท จูเลีย

มิเชลล์ โมนาแกน เป็นที่รู้จักจากบทบาทต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและเสน่ห์ของเธอ นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำผู้นี้นำความลึกซึ้งและความเป็นมนุษย์มาสู่การแสดงแต่ละครั้ง ปัจจุบัน เธอแสดงในดรามาฮูลูเรื่อง “The Path” ที่กำลังแพร่ภาพซีซันที่สาม ซึ่งเล่าเรื่องของครอบครัวผู้ตกอยู่ตรงกลางของขบวนการอื้อฉาว ขณะที่พวกเขาต้องรับมือกับความสัมพันธ์ ชีวิตคู่และอำนาจ โมนาแกนรับบท ซาราห์ เคลียรี สมาชิกระดับสูงของขบวนการ ประกบแอรอน พอลและฮิวจ์ แดนซี

เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์โดยฌอน ฮานิชเรื่อง Saint Judy ภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับทนายความเรื่องการอพยพของลอสแองเจลิส จูดี้ วู้ด (โมนาแกน) ผู้ว่าความคดีสำคัญที่เปลี่ยนแปลงกฎหมายที่พักพิงสำหรับผู้หญิงที่เข้ามาในอเมริกา ล่าสุด เธอได้แสดงประกบมาร์ค วอห์ลเบิร์กในภาพยนตร์โดยปีเตอร์ เบิร์กเรื่อง Patriots Day ซึ่งบันทึกเหตุการณ์ที่ห้อมล้อมเหตุระเบิดที่งานวิ่งมาราธอนบอสตันปี 2013 นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์ปริศนาโดยชอว์น คริสเตนเซนเรื่อง The Vanishing of Sidney Hall ประกบโลแกน เลอร์แมน, แอล แฟนนิง, มาร์กาเร็ต ควอลลีย์และไคล์ แชนด์เลอร์ เรื่องราวนี้ติดตามสามขั้นตอนในชีวิตของตัวละครเอก (เลอร์แมน) ผู้แต่งนิยายสำคัญแห่งยุคก่อนที่จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ก่อนหน้านี้ โมนาแกนได้แสดงในภาพยนตร์โดยบารัน โบ โอดาร์เรื่อง  Sleepless ประกบเจมี ฟ็อกซ์, ภาพยนตร์โดยคริส โคลัมบัสเรื่อง Pixels ประกบอดัม แซนด์เลอร์, ปีเตอร์ ดิงค์เลจและเควิน เจมส์, ภาพยนตร์โดยคลอเดีย ไมเออร์สเรื่อง Fort Bliss ประกบพาโบล ชไรเบอร์, ภาพยนตร์โดยไมเคิล ฮอฟแมนเรื่อง The Best of Me ประกบเจมส์ มาร์สเดนและภาพยนตร์โดยจัสติน เรียร์ดอนเรื่อง Playing It Cool ประกบคริส อีวานส์

ในบทบาทแจ้งเกิดของเธอในภาพยนตร์เรื่อง Kiss Kiss Bang Bang โมนาแกนได้แสดงประกบโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์และได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมล้นหลาม ในภาพยนตร์อินดีปี 2008 เรื่อง Trucker ซึ่งเธอได้ควบคุมงานสร้างด้วย เธอรับบทคนขับรถบรรทุกผู้ใช้ชีวิตเสรีในการขับรถบรรทุกลากยาว การมีสัมพันธ์คืนเดียวและการเมาทั้งคืนจนกระทั่งลูกชายวัย 11 ปีที่ห่างเหินไปของเธอมาปรากฏตัวตรงหน้าประตูของเธอ

โมนาแกนได้แสดงประกบเจอราร์ด บัตเลอรในภาพยนตร์โดยมาร์ค ฟอร์สเตอร์เรื่อง Machine Gun Preacher, ภาพยนตร์โดยดันแคน โจนส์เรื่อง Source Code ประกบเจค จิลเลนฮัล, ภาพยนตร์โดยดี.เจ. คารูโซเรื่อง Eagle Eye ประกบไชอา ลาบัฟ, ภาพยนตร์โดยโซเฟีย คอปโปลาเรื่อง Somewhere ประกบสตีเฟน ดอร์ฟ, ภาพยนตร์โดยนิคกี้ คาโรเรื่อง North Country ประกบชาร์ลิซ เธอรอนและฟรานซิส แม็คดอร์มานด์, Gone Baby Gone ประกบเคซีย์ เอฟเฟล็คและมอร์แกน ฟรีแมนและภาพยนตร์โดยเจ.เจ. อับรามส์เรื่อง Mission: Impossible III ประกบทอม ครูซ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึง Made of Honor, The Heartbreak Kid และ Due Date

เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากการแสดงของเธอในดรามาเอชบีโอเรื่อง “True Detective” ประกบแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์และวู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน แอนโธโลจี้แปดเอพิโซดเรื่องนี้เขียนบทโดยนิค ปิซโซลาโต้และกำกับโดยแครี ฟุกุนากะ

โมนาแกนมาจากไอโอวา ปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสกับสามี ลูกสาวและลูกชายของเธอ

อเล็ค บัลด์วิน (Alec Baldwin) รับบท อลัน ฮันลีย์

อเล็ค บัลด์วิน ได้แสดงภาพยนตร์กว่า 50 เรื่อง รวมถึง Beetlejuice, Working Girl, Miami Blues, The Hunt for Red October, Glengarry Glen Ross, Malice, The Juror, The Edge, Ghosts of Mississippi, State and Main, The Cat in the Hat, The Cooler (รางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์), The Aviator, The Departed, It’s Complicated, Blue Jasmine และ Still Alice

ด้านจอแก้ว บัลด์วินได้แสดงประกบทีนา เฟย์ในซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง “30 Rock” ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดปี 2007, 2008 และ 2009 สาขาซีรีส์คอเมดียอดเยี่ยม การแสดงของเขาในซีรีส์ดังกล่าวทำให้บัลด์วินได้รับเจ็ดรางวัลแซ็ก อวอร์ด, สามรางวัลลูกโลกทองคำ, หนึ่งรางวัลเทเลวิชัน คริติกส์ อวอร์ดและสองรางวัลเอ็มมีสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดี ในปี 2011 เขาได้รับดวงดาวประดับอยู่บนฮอลลีวูด วอล์ค ออฟ เฟม

เอล โดราโด พิคเจอร์ส บริษัทของเขา ได้อำนวยการสร้างโปรเจ็กต์ต่างๆ หลายเรื่อง รวมถึง “Nuremberg: Infamy on Trial” สำหรับทีเอ็นที (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลทีเอ็นที), “The Confession” สำหรับโชว์ไทม์ (รางวัลดับเบิลยูจีเอ อวอร์ดสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม) และภาพยนตร์โดยเดวิด มาเม็ตเรื่อง State and Main ที่นำแสดงโดยวิลเลียม เอช. เมซี

เขาได้แสดงละครเวทีครั้งล่าสุดในละครบรอดเวย์ปี 2013 ที่นำ “Orphans” ของไลล์ เคสเลอร์มาสร้างใหม่ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในละครโดยปีเตอร์ แชฟเฟอร์เรื่อง “Equus” โปรดักชันของกิลด์ ฮอลและละครเวทีโดยโจ ออร์ตันเรื่อง “Entertaining Mr. Sloane” โปรดักชันปี 2006 ของราวน์อเบาท์ เธียเตอร์ คัมปะนี ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง “Loot,” “Serious Money,” “Prelude to a Kiss,” “A Streetcar Named Desire” (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี อวอร์ด), “Macbeth” และ “The Twentieth Century”

นอกจากนี้ บัลด์วินยังเป็นผู้สนับสนุนองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะและศิลปะมากมาย เขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพีเพิล ฟอร์ ดิ อเมริกัน เวย์, เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแฮมป์ตัน, ราวน์อะเบาท์ เธียเตอร์และกิลด์ ฮอล ออฟ อีสต์ แฮมป์ตัน เขาเป็นผู้สนับสนุนเรดิเอชัน แอนด์ พับลิค เฮลธ์ โปรเจ็กต์, อีสต์ แฮมป์ตัน เดย์ แคร์ เซ็นเตอร์, แอ็กเตอร์ส ฟันด์, เดอะ พับลิค เธียเตอร์/เทศกาลนิวยอร์ก เชคสเปียร์, พีเพิล ฟอร์ ดิ เอธิคัล ทรีทเมนต์ ออฟ แอนนิมอลส์และวอเตอร์ คีพเปอร์ อัลลายแอนซ์

หนังสือเรื่อง A Promise to Ourselves (เซนต์ มาร์ติน เพรส) ของบัลด์วิน ได้รับการตีพิมพ์แบบปกอ่อนในปี 2009 นอกจากนั้น เขายังเป็นผู้ประกาศทางวิทยุของวงนิวยอร์ก ฟิลฮาร์มอนิคอีกด้วย

เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (ปริญญาตรีสาขาศิลปกรรมศาสตร์ – ทิสช์ ปี 1994) และได้รับปริญญากิตติมศักดิ์สาขาศิลปกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กในปี 2010 เขามีลูกสาวสองคน คือไอร์แลนด์ เอลลิส บัลด์วินและคาร์เมน กาเบรียลลา บัลด์วิน เขาแต่งงานกับฮิลาเรีย โธมัส บัลด์วิน

ประวัติทีมผู้สร้าง

          คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์ (Christopher McQuarrie)—ผู้กำกับ มือเขียนบท ผู้อำนวยการสร้าง

คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์ เป็นมือเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้ซึ่งผลงานของเขารวมถึง The Usual Suspects, The Way of the Gun, Valkyrie, Jack Reacher และ Edge of Tomorrow

เขาเติบโตขึ้นมาในปรินซ์ตัน จังค์ชัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ หลังจากออกจากวิทยาลัย เขาก็ได้ใช้เวลาช่วงห้าปีแรกเดินทางและทำงานที่สำนักงานนักสืบก่อนที่จะย้ายไปลอสแองเจลิสเพื่อทำงานในแวดวงภาพยนตร์ สามปีให้หลัง บทภาพยนตร์ของเขาเรื่อง   The Usual Suspects ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็ดการ์ อวอร์ด, รางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดและรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากทั้งฝั่งอังกฤษและอเมริกา ในปี 2000 เขาได้กำกับ The Way of the Gun ที่นำแสดงโดยไรอัน ฟิลิปเป้, เบนิซิโอ เดล โทโรและเจมส์ คาน ในปี 2008 เขาได้อำนวยการสร้างและร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Valkyrie ที่นำแสดงโดยทอม ครูซ ในปี 2012 เขาได้ร่วมมือกับครูซอีกครั้งเพื่อกำกับ Jack Reacher ซึ่งเป็นผลงานการกำกับเรื่องที่สองของเขา ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเสร็จงานภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขาก็ได้ร่วมงานกับครูซอีกครั้ง ด้วยการรีไรท์บทภาพยนตร์เรื่อง   Edge of Tomorrow โดยดั๊ก ลีแมน ระหว่างการร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่องนั้น ครูซก็เสนอให้แม็คควอร์รีย์กำกับภาพยนตร์ที่กลายมาเป็น   Mission Impossible: Rogue Nation

 

เจค ไมเออร์ส (Jake Myers)—ผู้อำนวยการสร้าง

เจค ไมเออร์ส ได้สร้างผลงานที่โดดเด่นของตัวเองในฮอลลีวูด เขารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง Dunkirk และ Interstellar นอกจากนี้ เขายังรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Revenant ซึ่งได้รับสามรางวัลออสการ์และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย ไมเออร์สได้ร่วมงานกับคริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์และทอม ครูซครั้งแรกใน Jack Reacher ก่อนที่จะได้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible – Rogue Nation ที่พวกเขาร่วมมือกัน

ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของไมเออร์สในฐานะผู้ควบคุมงานสร้างรวมถึง Red and Red 2, Man on a Ledge, Hollywoodland และภาพยนตร์โดยไมเคิล ฮาฟสตรอมเรื่อง 1408 เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์โดยฮาฟสตรอมเรื่อง Shanghai และทำหน้าที่ผู้ร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์โดยเทอร์รี กิลเลียมเรื่อง The Brothers Grimm รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Brooklyn Babylon และ Jump Tomorrow ผลงานของเขาในฐานะผู้บริหารงานสร้างที่มิราแมกซ์ ฟิล์มส์และไดเมนชัน ฟิล์มส์ รวมถึง Chicago, The Adventures of Shark Boy & Lava Girl in 3-D, Derailed, The Prophecy: Uprising, Dracula II: Ascension และ Dracula III: Legacy, Ella Enchanted, Mimic: Sentinel, Darkness, Halloween: Resurrection และ Dirty Pretty Things

 

เจ.เจ. อับรามส์ (J.J. Abrams)—ผู้อำนวยการสร้าง

เจ.เจ. อับรามส์ เป็นมือเขียนบท ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง รวมถึงผู้ก่อตั้งแบ๊ด โรบอท โปรดักชันส์ หลังจากนี้ เขาจะอำนวยการสร้าง กำกับและร่วมเขียนบท Star Wars: Episode IX (กับคริส เทอร์ริโอ) ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างการอำนวยการสร้างซีรีส์ “Westworld,” “Castle Rock” และ “Lovecraft Country” ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของเขาในฐานะผู้อำนวยการสร้างรวมถึง Star Wars: The Last Jedi, God Particle และ Overlord

ในช่วงเริ่มแรกของการทำงาน อับรามส์ได้เขียนบทหรือร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Regarding Henry, Forever Young, Joy Ride และ Armageddon ก่อนที่เขาจะได้ร่วมสร้างซีรีส์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำเรื่อง “Felicity” (กับแมท รีฟส์) หลังจากนั้น เขาก็ได้สร้างซีรีส์อีกสองเรื่องให้กับเอบีซีได้แก่ “Alias” และซีรีส์รางวัลเอ็มมีเรื่อง “Lost” (ซึ่งเขาร่วมสร้างกับเดมอน ลินเดลอฟ) อับรามส์ได้รับรางวัลเอ็มมีจากการกำกับเอพิโซดไพล็อตของซีรีส์ “Lost” ก่อนที่เขาจะไปอำนวยการสร้างซีรีส์ต่างๆ เช่น “Fringe” แล “Person of Interest”

ในปี 2006 อับรามส์ได้กำกับ Mission: Impossible III ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา  และหลังจากความสำเร็จนั้น เขาก็มีผลงานเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง Star Trek, Super 8 และ Star Trek: Into Darkness ซึ่งแต่งดนตรีประกอบโดยเพื่อนร่วมงานคนเก่าคนแก่ของเขา ไมเคิล จิอัคคิโน ในปี 2015 เขาได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: The Force Awakens ซึ่งเขาได้อำนวยการร้างและร่วมเขียนบทกับลอว์เรนซ์ คัสแดน อับรามส์ได้เดินหน้าทำงานต่อในแฟรนไชส์ Mission: Impossible และ Star Trek ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้เริ่มต้นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ของตัวเองด้วย Cloverfield

นอกเหนือจากงานจอแก้วและจอเงินแล้ว เขายังได้ร่วมแต่งนิยายเรื่อง S. กับนักเขียน ดั๊ก ดอร์สท์ ซึ่งกลายเป็นเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์ในปี 2013 อีกด้วย เขาได้อำนวยการสร้างละครเวทีเรื่อง “The Play That Goes Wrong” ที่เปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ในเดือนเมษายน ปี 2017

อับรามส์และภรรยาของเขา เคที แม็คกราธ ซีอีโอร่วมของแบ๊ด โรบอท อาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสกับลูกๆ สามคน

 

เดวิด เอลลิสัน (David Ellison)–ผู้ควบคุมงานสร้าง

เดวิด เอลลิสัน เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของสกายแดนซ์ บริษัทสื่อหลากหลายประเภท ที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 2010 เพื่อสร้างภาพยนตร์บันเทิงพาณิชย์ฟอร์มยักษ์สำหรับผู้ชมทั่วโลก ในฐานะซีอีโอ เขาได้กำหนดและปฏิบัติตามวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธของบริษัท ในแผนกต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ โทรทัศน์ อินเตอร์แอ็กทีฟและอนิเมชัน และความบันเทิงสำหรับครอบครัว ในปี 2018 เอลลิสันได้ประกาศว่าสกายแดนซ์จะร่วมเป็นพันธมิตรกับเทนเซนต์ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมูลค่าเพิ่มระดับแนวหน้าในจีน

ภายใต้การนำของเดวิด สกายแดนซ์ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์รางวัลและภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์มากมาย Annihilation, Geostorm, Life, Jack Reacher: Never Go Back, Star Trek: Beyond, Mission: Impossible – Rogue Nation, Terminator Genisys, Star Trek: Into Darkness, World War Z, G.I. Joe: Retaliation, Jack Reacher, Mission: Impossible – Ghost Protocol และ True Grit นอกจากนี้ เขายังอยู่ระหว่างการอำนวยการสร้างภาคต่อไปของแฟรนไชส์ Top Gun และ World War Z รวมถึงการเริ่มต้นใหม่ของแฟรนไชส์ Terminator และภาพยนตร์ออริจินอลเรื่อง Bermuda Triangle และ Gemini Man

ผ่านทางการเป็นพันธมิตรกับอิลเลียน อนิเมชัน สตูดิโอแห่งสเปน เมื่อเร็วๆ นี้ เอลลิสันเพิ่งเปิดแผนกอนิเมชันและความบันเทิงสำหรับครอบครัวขึ้นที่สกายแดนซ์ ที่จะนำเสนอรายการอนิเมชันและไฮบริดสำหรับครอบครัวทั้งที่เป็นภาพยนตร์และซีรีส์ ในปี 2013 เขาได้ก่อตั้งสกายแดนซ์ เทเลวิชัน ซึ่งสร้างซีรีส์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงเอ็มมี อวอร์ดสองเรื่อง ได้แก่ “Manhattan” ทางดับเบิลยูจีเอ็น อเมริกาและ “Grace and Frankie” ทางเน็ตฟลิกซ์ สตูดิโอแห่งนี้มีผลงานซีรีส์หลากหลายตามเครือข่ายต่างๆ รวมถึง  “Altered Carbon” (เน็ตฟลิกซ์), “Jack Ryan” (อเมซอน), “Condor” (เอทีแอนด์ที ออเดียนซ์ เน็ตเวิร์ค) และ “Dietland” (เอเอ็มซี)

ในปี 2016 เดวิดได้ก่อตั้งสกายแดนซ์ อินเตอร์แอ็กทีฟ สตูดิโอที่ให้ความสำคัญกับการผลิตวิดีโอเกมที่จะช่วยเสริมสร้างอนาคตของประสบการณ์เสมือนจริง เกม VR เกมแรกของสกายแดนซ์ อินเตอร์แอ็กทีฟคือ “Archangel” ซึ่งเปิดตัวในปี 2017 บนแพลทฟอร์ม VR ทั้งหมดและผลงานหลังจากนี้รวมถึงเกม VR  “The Walking Dead”

เขาเป็นนักบินที่ประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ชื่นชอบภาพยนตร์มายาวนาน เขาเข้าศึกษาที่สคูล ออฟ ซีเนมาติก อาร์ตส์ที่ยูเอสซีและเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกา (พีจีเอ) และสถาบันโทรทัศน์ เขาใช้ชีวิตอยู่ทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียกับภรรยาของเขา แซนดรา ลินน์ ผู้เป็นนักดนตรี

ดานา โกลด์เบิร์ก (Dana Goldberg)—ผู้ควบคุมงานสร้าง

ดานา โกลด์เบิร์กดำรงตำแหน่งซีซีโอของสกายแดนซ์ มีเดีย ที่ซึ่งเธอได้มีส่วนร่วมในการกำหนดและดำเนินการตามวิสัยทัศน์สร้างสรรค์โดยรวมของบริษัท ที่ครอบคลุมฝ่ายภาพยนตร์ โทรทัศน์ และอนิเมชัน และความบันเทิงสำหรับครอบครัว เธอเข้าทำงานกับสกายแดนซ์ในปี 2010 ในตำแหน่งประธานฝ่ายโปรดักชัน ที่ดูแลงานภาพยนตร์ทั้งหมด รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Annihilation, Geostorm, Life, Jack Reacher: Never Go Back, Star Trek: Beyond, Mission: Impossible – Rogue Nation, Terminator Genisys, Star Trek: Into Darkness, World War Z, G.I. Joe: Retaliation, Jack Reacher, Mission: Impossible – Ghost Protocol และ True Grit ปัจจุบัน เธอกำลังดูแลงานภาพยนตร์หลายเรื่องของสกายแดนซ์ รวมถึงเรื่องภาคต่อไปของแฟรนไชส์ Top Gun และ World War Z รวมถึงการเริ่มต้นใหม่ของแฟรนไชส์ Terminator และภาพยนตร์ออริจินอลเรื่อง Bermuda Triangle และ Gemini Man และภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง  Luck, Split (อาจเปลี่ยนแปลง) และ Powerless (อาจเปลี่ยนแปลง)

นอกจากงานภาพยนตร์แล้ว เธอยังได้ดูแลงานสร้างสรรค์ของสกายแดนซ์ เทเลวิชัน ซึ่งอำนวยการสร้างซีรีส์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงเอ็มมี อวอร์ดสองเรื่อง ได้แก่ “Manhattan” ทางดับเบิลยูจีเอ็น อเมริกาและ “Grace and Frankie” ทางเน็ตฟลิกซ์ สตูดิโอแห่งนี้มีผลงานซีรีส์หลากหลายตามเครือข่ายต่างๆ รวมถึง  “Altered Carbon” (เน็ตฟลิกซ์), “Jack Ryan” (อเมซอน), “Condor” (เอทีแอนด์ที ออเดียนซ์ เน็ตเวิร์ค) และ “Dietland” (เอเอ็มซี)

ก่อนหน้าสกายแดนซ์ เธอดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายโปรดักชันที่วิลเลจ โร้ดโชว์ พิคเจอร์ส ที่ซึ่งเธอได้ดูแลและทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์และภาพยนตร์รางวัลของสตูดิโอหลายเรื่อง รวมถึง I Am Legend และ Happy Feet ก่อนหน้าวิลเลจ โร้ดโชว์ เธอดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายโปรดักชันที่บัลติมอร์/สปริง ครี้ก พิคเจอร์ส

เธอเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 2007 และเป็นสมาชิกสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกาและสถาบันโทรทัศน์ เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมิสซูรีและปัจจุบัน อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียกับครอบครัวของเธอ

          ดอน เกรนเจอร์ (Don Granger)—ผู้ควบคุมงานสร้าง

ดอน เกรนเจอร์ เป็นประธานบริหารฝ่ายงานสร้างภาพยนตร์ที่สกายแดนซ์ มีเดีย ที่ซึ่งเขารับผิดชอบการดูแลผลงานพัฒนาและงานสร้างภาพยนตร์ที่กำลังขยายตัวของบริษัท เกรนเจอร์มีประสบการณ์กว่า 30 ปีในการดูแลภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ โดยเขาได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์โดยสกายแดนซ์เรื่อง Annihilation, Geostorm, Life, Jack Reacher: Never Go Back, Jack Reacher และ Mission: Impossible – Rogue Nation

ก่อนหน้านี้ เกรนเจอร์รับตำแหน่งประธานฝ่ายงานสร้างภาพยนตร์ที่ยูไนเต็ด อาร์ติสท์ ที่ซึ่งเขาทำการพัฒนาและงานสร้างภาพยนตร์เป็นเวลานานห้าปี ก่อนหน้ายูไนเต็ด อาร์ติสท์ เขาได้ดูแลงานสร้าง งานพัฒนาและงานบริหารที่ครูซ/แว็กเนอร์ โปรดักชันส์ ที่ซึ่งเขามีบทบาทในการช่วยนำ War of the Worlds, Mission: Impossible III และ Elizabethtown สู่จอเงิน นอกจากนั้น เขายังรับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างในภาพยนตร์เรื่อง Ask the Dust และ The Eye และทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างใน Death Race อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ เขาดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารฝ่ายงานสร้างภาพยนตร์ที่พาราเมาท์ พิคเจอร์ส ที่ซึ่งเขาได้ดูแลงานสร้างแฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Mission: Impossible, Star Trek, Tomb Raider, Patriot Games, Clear and Present Danger, The Sum of All Fears, Varsity Blues, The Saint, Kiss the Girls, Along Came a Spider และ Saving Private Ryan ก่อนหน้าพาราเมาท์ เกรนเจอร์ดำรงตำแหน่งผู้บริหารงานสร้างสรรค์และผู้อำนวยการสร้างที่มิวชวล ฟิล์ม คัมปะนี, เดอะ ไวน์ทร็อบ เอนเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ปและทัชสโตน พิคเจอร์ส

เขาเป็นสมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์และสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้าง เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาจากมหาวิทยาลัยเยลและใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย

          ร็อบ ฮาร์ดี้, บีเอสซี (Rob Hardy, BSC)—ผู้กำกับภาพ

ร็อบ ฮาร์ดี้, บีเอสซี เป็นผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัลบาฟตา ผู้เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากผลงานของเขาใน “Red Riding,” Ex Machina และ Boy A ล่าสุด เขาได้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Euphoria ที่อำนวยการสร้างและนำแสดงโดยอลิเซีย วิคันเดอร์ และร่วมแสดงโดยอีวา กรีนและชาร์ล็อตต์ แรมพลิง นอกจากนี้ เขายังได้ถ่ายทำภาพยนตร์โดยอเล็กซ์ การ์แลนด์เรื่อง Annihilation ภาพยนตร์ไซไฟสยองขวัญสุดหลอนที่นำแสดงโดยนาตาลี พอร์ตแมน

เอ็ดดี้ แฮมิลตัน, เอซีอี (Eddie Hamilton, ACE)—มือลำดับภาพ

เอ็ดดี้ แฮมิลตัน เป็นมือลำดับภาพให้กับ Mission: Impossible – Rogue Nation ภาคก่อนหน้านี้ของแฟรนไชส์นี้ เขาได้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง (ทั้งภาพยนตร์อินดีและภาพยนตร์สตูดิโอ) ในแนวต่างๆ รวมถึงซีรีส์ดรามา สารคดีและภาพยนตร์ขนาดสั้นที่ได้รับรางวัลด้วย ความกระตือรือร้นที่เขามีต่อการเล่าเรื่องบนจอเงินเข้าคู่กันได้ดีกับความมุ่งมั่นที่เขามีต่อศิลปะการลำดับภาพภาพยนตร์ ความชำนาญด้านเทคนิคระดับโลกและความรักที่เขามีต่อช็อคโกแลต

ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของแฮมิลตันรวมถึง Kingsman: The Golden Circle, for Matthew Vaughn และ Kick-Ass 2 สำหรับเจฟฟ์ วัดโลว์ เขาร่วมลำดับภาพ (กับลี สมิธ) ในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกของวอห์นเรื่อง X-Men: First Class ก่อนหน้านี้ เขาได้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Kick-Ass (กับจอน แฮร์ริสและปิเอโทร สกาเลีย), The Loft, All Things to All Men, Jadoo, Resident Evil: Apocalypse, DOA: Dead or Alive, Mean Machine, Swept Away, Urban Ghost Story, Dead Babies, Club Le Monde, Mr. In-Between และ Crime Spree ผลงานจอแก้วของแฮมิลตันรวมถึงซีรีส์หลายรางวัลเอ็มมีเรื่อง “The Incredible Mrs. Ritchie,”  “Shadows in the Sun,” “Impact Earth” และ “U Be Dead”

แฮมิลตันใช้เวลาหกเดือนในการลำดับภาพให้กับสารคดีมอเตอร์ไซค์ฉบับ 10 เอพิโซดพิเศษของโดยยวน แม็คเกรเกอร์และชาร์ลีย์ บูร์แมนเรื่อง “Long Way Down” ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายมหาศาลเนื่องด้วยจำนวนเนื้อหาดิบ 900 ชั่วโมง สารคดีเรื่องนี้เข้าฉายในกว่า 50 ประเทศและผู้อำนวยการสร้างของเรื่องก็ขอให้แฮมิลตันลำดับภาพให้กับเอพิโซโซดแรกของสารคดีเรื่องถัดไปของบูร์แมนในชื่อ “By Any Means” และลำดับภาพให้กับซีรีส์ออริจินอลสำหรับบีบีซีของพวกเขาใหม่

แฮมิลตันได้สอนนักศึกษาในเรื่องทฤษฎีและการปฏิบัติในการลำดับภาพภาพยนตร์ที่สถาบันภาพยนตร์ลอนดอน, โรงเรียนภาพยนตร์นานาชาติลอนดอนและโรงเรียนภาพยนตร์เมโทรโพลิแทน เขาได้ทำการนำเสนอผลงานที่เวทีหลักของงานไอบีซี 2011 และเอ็นเอบี 2012 เขาเป็นสมาชิกของแผนกลำดับภาพของบาฟตาและสมาคมมือลำดับภาพภาพยนตร์อเมริกัน เขาถูกสัมภาษณ์ลงนิตยสารและคู่มือสำหรับคนทำหนังหลายครั้ง นอกเหนือจากนั้น เขายังเป็นสมาชิกของคณะกรรมการภาพยนตร์ของงานอีดิทเฟสต์ ลอนดอน ปี 2013 อีกด้วย

ปีเตอร์ เวนแฮม (Peter Wenham)—ผู้ออกแบบงานสร้าง

ปีเตอร์ เวนแฮมได้ออกแบบภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Battle Los Angeles (2011), Fast Five (2011), 21 Jump Street (2012) และ Now You See Me (2013) เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับศิลป์จากผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Captain America: The Winter Soldier ล่าสุด เขาได้ออกแบบงานสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง  Pixels และ Inferno

หลังจากศึกษาการออกแบบภายในและสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยเดอ มองฟอร์ท เวนแฮมก็เริ่มต้นทำงานในวงการบันเทิงในปี 1987 ด้วยการทำงานที่บีบีซี เขาขยับขยายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานให้กับตัวเองด้วยการทำงานเป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับอินดีเพนเดนท์ เทเลวิชัน (ไอทีวี) และลอนดอน วีคเอนด์ เทเลวิชัน (แอลดับเบิลยูที) ในอังกฤษ และมีส่วนร่วมในรายการโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จมากมายเช่น “Poirot” (1989-1996) หลังจากนั้น เขาก็ก้าวไปชิมลางงานภาพยนตร์และภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยมสำหรับมินิซีรีส์ ภาพยนตร์หรือรายการพิเศษจากทั้ง “Hornblower: Mutiny” (2001) และ “Hornblower: Duty” (2003)

ความสำเร็จในจอแก้วและภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางจอแก้วของเขานำไปสู่การทำหน้าที่หัวหน้าผู้กำกับศิลป์ในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ เช่น The Bourne Supremacy (2004), Kinky Boots (2005), The Queen (2006) และ Blood Diamond (2006) เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับศิลป์ (สาขาออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม) จาก The Queen และผลงานของเขาใน The Bourne Supremacy ก็ทำให้เขาได้ทำหน้าที่ผู้ออกแบบงานสร้างใน The Bourne Ultimatum (2007) ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้กำกับศิลป์อีกครั้งหนึ่ง

เจฟฟรีย์ เคอร์แลนด์ (Jeffrey Kurland)—ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย

เจฟฟรีย์ เคอร์แลนด์ ได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ในการทำงานของเขาไปกับการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์โดยวู้ดดี้ อัลเลน เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ของผู้กำกับผู้นี้เรื่อง Bullets Over Broadway และเขาก็ได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ดจากผลงานของเขาใน Radio Days ผลงานเรื่องอื่นๆ ที่เขาได้ร่วมงานกับอัลเลนรวมถึง Everyone Says I Love You, Mighty Aphrodite, Manhattan Murder Mystery, Husbands and Wives, Shadows and Fog, Alice, Crimes and Misdemeanors, New York Stories, Another Woman, September, Hannah and Her Sisters, The Purple Rose of Cairo และ Broadway Danny Rose

นอกจากนี้ เคอร์แลนด์ยังได้รับหน้าที่ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์โดยเอฟ. แกรี เกรย์เรื่อง Law Abiding Citizen ที่นำแสดงโดยเจมี ฟ็อกซ์, ภาพยนตร์โดยเจนนิเฟอร์ แฟล็คเก็ตต์และมาร์ค เลวินเรื่อง Nim’s Island ที่นำแสดงโดยโจดี้ ฟอสเตอร์และอบิเกล เบรสลิน, ภาพยนตร์โดยแอนดรูว์ เฟลมิงเรื่อง Nancy Drew ที่นำแสดงโดยเอ็มมา โรเบิร์ตส์, ภาพยนตร์โดยสตีเฟน ฮ็อปกินส์เรื่อง The Reaping ที่นำแสดงโดยฮิลลารี สแวงค์, ภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง Collateral ที่นำแสดงโดยทอม ครูซและเจมี ฟ็อกซ์และภาพยนตร์โดยไมลอส ฟอร์แมนเรื่อง Man on the Moon ที่นำแสดงโดยจิม แคร์รีย์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง ภาพยนตร์โดยริชาร์ด ลากราวินิสเรื่อง Living Out Loud, ภาพยนตร์โดยนีล จอร์แดนเรื่อง In Dreams, ภาพยนตร์โดยพี.เจ. โฮแกนเรื่อง My Best Friend’s Wedding, ภาพยนตร์โดยนอรา เอฟรอนเรื่อง This Is My Life และ Mixed Nuts, ภาพยนตร์โดยโจ จอห์นสตันเรื่อง Hidalgo และ Criminal ที่อำนวยการสร้างโดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมงานกับโซเดอร์เบิร์กห์ในฐานะผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์เรื่อง Ocean’s Eleven ที่นำแสดงโดยทีมนักแสดงชั้นนำและ Erin Brockovich ที่นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์ ผลงานของเขาในภาพยนตร์เรื่องหลังนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลสมาพันธ์ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย

เว้ด อีสต์วู้ด (Wade Eastwood)—ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ ผู้กำกับยูนิทที่สอง

เว้ด อีสต์วู้ด ทำหน้าที่สตันท์ ดับเบิลให้กับแบรด พิตต์, อาร์โนลด์ ชวอร์ซเนกเกอร์, ยวน แม็คเกรเกอร์และ ฯลฯ โดยเขาได้รับรางวัลทอรัส เวิลด์ สตันท์ อวอร์ดสาขาการประสานงานฝ่ายสตันท์ยอดเยี่ยม (Troy), สตันท์โดยรวมยอดเยี่ยมโดยสตันท์แมน (Terminator 3), ผลงานกับยานพาหนะยอดเยี่ยม (Terminator 3) และผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ยอดเยี่ยม (Salt) ผลงานของเขาในฐานะผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์รวมถึง The Mummy, Jack Reacher: Never Go Back, Inferno, Mission: Impossible – Rogue Nation, Edge of Tomorrow, Jack Ryan: Shadow Recruit และ Men in Black 3

อีสต์วู้ดเกิดในเมืองเดอร์แบน ประเทศเซาธ์ แอฟริกาในปี 1971 เขาเป็นลูกคนสุดท้องจากบรรดาพี่น้องสี่คน เขาเป็นตัวแทนของประเทศในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรและ 200 เมตรและเข้าเกณฑ์ทหารภาคบังคับเพื่อรับใช้กองทัพ พออายุได้ 19 ปี เขาก็ปลดประจำการและกลายเป็นยามชายฝั่งอาสา หน้าที่ของเขารวมถึงการช่วยชีวิตทางอากาศ/ทะเลตามชายฝั่งของเดอร์แบน บริษัทภาพยนตร์ได้มาที่เมืองแห่งนี้และมองหาคนรูปร่างแบบทหารที่จะกระโดดออกจากเฮลิคอปเตอร์ที่บินเหนือแม่น้ำที่เต็มไปด้วยจระเข้ อีสต์วู้ดได้รับเลือกจากผู้กำกับ หลังจากงานครั้งนี้ เขาก็ติดใจและไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยยๆ ในฐานะนักแสดงสตันท์

หลังจากแสดงและทำหน้าที่ประสานงานฝ่ายสตันท์นานเจ็ดปีในภาพยนตร์ ซีรีส์และโฆษณาในเซาธ์ แอฟริกา อีสต์วู้ดก็อยากจะขยับขยายสู่โปรเจ็กต์ที่ดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่า ที่มีทุนสร้างหนากว่าและโอกาสมากกว่าในการสร้างซีเควนซ์แอ็กชันที่ไม่เหมือนใคร ในอังกฤษ เขาได้เป็นสตันท์ ดับเบิลของเบรนแดน เฟรเซอร์ในภาพยนตร์เรื่อง The Mummy, เพียร์ซ บรอสแนนในแฟรนไชส์ และเจอราร์ด บัตเลอร์กับแดเนียล เคร็กในแฟรนไชส์ Tomb Raider

สิ่งเดียวที่ขาดหายไปสำหรับอีสต์วู้ดคือชีวิตกลางแจ้ง เขาก็เลยตัดสินใจย้ายไปแคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งเขาสามารถทำงานและยังคงได้เพลิดเพลินกับกีฬาจากบ้านเกิดของเขาเช่นการเล่นกระดานโต้คลื่น การปีนเขาและการแข่งมอเตอร์ไซค์และรถยนต์

นีล คอร์บูลด์ (Neil Corbould)—ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายสเปเชียล เอฟเฟ็กต์

นีล คอร์บูลด์ ได้ทำงานแรกในวงการสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ในปี 1978 ด้วยการทำงานในภาพยนตร์โดยริชาร์ด ดอนเนอร์เรื่อง Superman ตามด้วยการได้ทำงานใน Saturn 3, The Elephant Man, An American Werewolf in London, Victor Victoria, Pink Floyd: The Wall และ Amadeus ในปี 1985 เขาได้เริ่มต้นทำงานในภาพยนตร์ Bond สามเรื่องแรกของเขา ด้วยการทำหน้าที่ช่างเทคนิคในภาพยนตร์เรื่อง A View to a Kill และ The Living Daylights และเขาก็ได้รับโอกาสในการดูแลเอฟเฟ็กต์ใน License to Kill ระหว่างปี 1990-1996 เขาได้ทำงานในภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึง Highlander 2, City of Joy, Cliffhanger, Leon และ Muppet Treasure Island

ในปี 1995 คอร์บูลด์ได้ทำงานในภาพยนตร์โดยลุค เบซงเรื่อง The Fifth Element ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาได้รับหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์และทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ด หลังจากนั้น เขาก็ได้ดูแลงานเอฟเฟ็กต์ให้กับภาพยนตร์โดยพอล ดับเบิลยู. เอส. แอนเดอร์สันเรื่อง Event Horizon และภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง Saving Private Ryan ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ดเป็นครั้งที่สอง หลังจากนั้น เขาก็มีผลงานเป็นภาพยนตร์โดยจอน เอมีลเรื่อง Entrapment และอีพิคโดยริดลีย์ สก็อตเรื่อง Gladiator ซึ่งคอร์บูลด์ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ในปีเดียวกันนั้น เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตาจาก Gladiator และ Vertical Limit อีกด้วย ผลงานหลังจากนั้นของเขาคือ The Mummy Returns และการร่วมงานกับริดลีย์ สก็อตเป็นครั้งที่สองใน Black Hawk Down ในปี 2002 เขามีผลงานเป็นภาพยนตร์โดยโรแลนด์ เอ็มเมอริคเรื่อง The Day After Tomorrow ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ดเป็นครั้งที่สาม ตามมาด้วยผลงานใน King Arthur และ Kingdom of Heaven ในปี 2005 เขาเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อเริ่มทำงานใน Superman Returns การดูแลงานเอฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือนฝันที่เป็นจริง เพราะการผจญภัยในวงการภาพยนตร์ของคอร์บูลด์เริ่มต้นจาก Superman ต้นฉบับ ทีมสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ของโปรเจ็กต์นี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และบาฟตาจากผลงานของพวกเขา

โจดี้ จอห์นสัน (Jody Johnson)—ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์

โจดี้ จอห์นสัน ทำงานที่ดับเบิล เนกาตีฟ เขาได้เข้าทำงานที่บริษัทวิชวล เอฟเฟ็กต์แห่งนี้ในปี 1999 ด้วยการทำงานในภาพยนตร์เรื่อง Children of Men, Die Another Day และ Enemy at the Gate ก่อนที่จะขยับไปดูแลงานซีเควนซ์ในภาพยนตร์โดยคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่อง Batman Begins ล่าสุด เขาได้ทำหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์โดยรวมในภาพยนตร์โดยรอน โฮเวิร์ดเรื่อง Inferno สานต่อความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จกับผู้กำกับผู้นี้ ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยร่วมงานกันมาก่อนในภาพยนตร์เรื่อง In the Heart of the Sea ที่จอห์นสันได้ดูแลช็อตวิชวล เอฟเฟ็กต์ 1,500 ช็อต จากบริษัทสี่แห่ง และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาคมวิชวล เอฟเฟ็กต์ครั้งที่สอง จอห์นสันเริ่มต้นทำงานกับผู้กำกับผู้นี้ตอนที่เขารับหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์โดยรมในภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับรถสูตรหนึ่งของโฮเวิร์ดเรื่อง Rush ผลงานของเขาเกี่ยวข้องกับการจำลองสเกล ดรามาและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในฤดูกาล F1 ปี 1976

ผลงานเรื่องแรกๆ ของเขาในฐานะซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ได้แก่ Bridget Jones: The Edge of Reason และ Penelope และหลังจากนั้น เขาก็ได้ไปทำงานกับเกร็กก์ มอตโตลาและไซมอน เพ็กก์ในคอเมดีเกี่ยวกับเอเลียนของพวกเขาเร่อง Paul จอห์นสันเริ่มต้นทำงานในช่วงเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Paul โดยเขาได้ช่วยออกแบบงานนำเสนอภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับสตูดิโอเพื่อให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับไฟเขียว หลังจากนั้น เขาก็ได้ดูแลช็อตวิชวล เอฟเฟ็กต์กว่า 750 ช็อต รวมถึงเกือบ 500 ช็อตของตัวละครเอก ที่พากย์เสียงโดยเซธ โรแกน


ติดตาม ReviewsPooH ที่นี่

Website : www.reviewspooh.com

Instagram : @reviewpooh

Facebook Page : @reviewpooh

Youtube : reviewpoohyoutube

Facebook Comments

อ่านเรื่องที่น่าสนใจ


ชอบบทความนี้ แชร์ได้เลยจ้า