Skyscraper ระห่ำตึกเสียดฟ้า ข้อมูลหนังใหม่ เรื่องย่อ นักแสดง

Skyscraper ระห่ำตึกเสียดฟ้า
ชอบบทความนี้ แชร์ได้เลยจ้า

skyscraper logo

ลีเจนดารี่ พิคเจอร์ส และยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ ภูมิใจเสนอ

ผลงานการสร้างของ ลีเจนดารี่ พิคเจอร์ส


ผลงานของ ฟลินน์ พิคเจอร์ คัมปานี/เซเว่น บั๊คส์

ภาพยนตร์ของ รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์

ดเวย์น จอห์นสัน / เนฟ แคมป์เบลล์ / ชิน ฮาน / โรแลนด์ โมลเลอร์ / โนอาห์ เทย์เลอร์ / ไบรอน แมนน์ / ปาโบล ชไรเบอร์ / ฮันนาห์ ควินลิแวน

Skyscraper หนังใหม่

ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

เดนี่ การ์เซีย / เวนดี้ เจค็อบสัน / เอริค แม็คลีอ็อด / เอริค เฮดาแย็ท

อำนวยการสร้างโดย

โบ ฟลินน์, p.g.a. / ดเวย์น จอห์นสัน / รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์, p.g.a. / ไฮแรม การ์เซีย, p.g.a.


เขียนบทและกำกับโดย

รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์

ชื่อไทย: ระห่ำตึกเสียดฟ้า

วันที่เข้าฉาย: 12 กรกฏาคม 2561

จัดจำหน่าย: บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด

skyscraper

ดาราดังระดับโลก ดเวย์น จอห์นสัน นำทีมนักแสดงในภาพยนตร์ของลีเจนดารี่ เรื่อง Skyscraper โดยเขารับบทอดีตหัวหน้าทีมช่วยเหลือตัวประกันของเอฟบีไอ และยังเป็นทหารผ่านศึกประจำกองทัพสหรัฐฯ วิลล์ ซอว์เยอร์ ผู้ซึ่งบัดนี้ ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินความปลอดภัยให้กับตึกระฟ้าทั้งหลาย ในระหว่างทำหน้าที่อยู่ในจีน เขาพบว่าจู่ๆ อาคารที่สูงที่สุด และปลอดภัยที่สุดในโลก จู่ๆ ก็เกิดไฟไหม้ และเขาถูกป้ายสีว่าเป็นผู้กระทำ  วิลล์ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่หลบหนีความผิด ต้องหาผู้ร้ายตัวจริง เคลียร์ชื่อเสียงให้กับตัวเอง และต้องหาทางช่วยครอบครัวของเขาที่ติดอยู่ภายในตึกหลังนั้น…ในชั้นที่อยู่เหนือเปลวเพลิง


เขียนบทและกำกับโดย รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ (Central Intelligence, We’re the Millers) ภาพยนตร์เรื่อง Skyscraper นี้ ยังร่วมแสดงโดย เนฟ แคมป์เบลล์ (ผลงานของ เน็ทฟลิกซ์ เรื่อง House of Cards) ในบท ดร.ซาร่าห์ ซอว์เยอร์ ศัลยแพทย์ผู้เก่งกาจประจำกองทัพ ซึ่งเป็นผู้ช่วยชีวิตวิลล์ และตอนนี้ เธอก็คือภรรยาของเขา, ชิน ฮาน (The Dark Knight) ในบท เจ้าหมิงซี่ มหาเศรษฐีผู้มีวิสัยทัศน์ผู้สร้างตึกเดอะเพิร์ล, โรแลนด์ โมลเลอร์ (Atomic Blonde) ในบท โคเรส โบธา ผู้เต็มไปด้วยความเคียดแค้น และโนอาห์ เทย์เลอร์ (ผลงานของ HBO เรื่อง Game of Thrones) ในบท คุณเพียร์ซ โบกเกอร์บริษัทประกันผู้กุมความลับเอาไว้มากมาย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนำแสดงโดยนักแสดงหน้าใหม่อย่าง แม็คเคนน่า โรเบิร์ตส์ และโนอาห์ ค็อตเทรลล์ ในบท จอร์เจีย และเฮนรี่ ลูกฝาแฝดของ วิลล์และซาร่าห์ ขณะที่มีการคัดเลือกตัวนักแสดงนานาชาติอย่าง ไบรอน แมนน์ (Arrow, Rush Hour) ในบทสารวัตรหวู เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกง, ปาโบล ชไรเบอร์ (The Great Wall, 13 Hours) ในบท เบน เจ้าหน้าที่พิเศษของเอฟบีไอ อดีตเพื่อนของวิลล์ ที่คอยช่วยเหลือเขา, ฮันนาห์ ควินลิแวน (Moon River) ในบท เซีย มือสังหารสุดอันตรายจากตะวันออกไกล และเอเดรียน โฮล์มส์ (ผลงานทางทีวีเรื่อง  Arrow) ในบท อาจานี่ โอกีกี้ หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของเจ้า


เธอร์เบอร์ ซึ่งกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้จากบทภาพยนตร์ของเขาเอง กำกับงานแอ็กชั่นทริลเลอร์สามมิติเรื่องนี้ โดยร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้าง โบ ฟลินน์ (San Andreas, Baywatch), จอห์นสัน, เธอร์เบอร์ และไฮแรม การ์เซีย (San Andreas, Central Intelligence)

ทีมงานสร้างสรรค์ของ เธอร์เบอร์ ยังรวมถึงผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัลออสการ์ โรเบิร์ต เอลส์วิท (There Will Be Blood, Mission: Impossible—Rogue Nation), โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ จิม บิสเซลล์ (Jack Reacher, Mission: Impossible—Ghost Protocol), ทีมลำดับภาพ ไมก์ เซล (Bridesmaids, Central Intelligence) และจูเลี่ยน คล๊าร์ก (Deadpool, District 9), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แอนน์ โฟลี่ย์ (Marvel’s Agents of S.H.I.E.L.D., Star Trek Into Darkness), มิวสิค ซูเปอร์ไวเซอร์ ปีเตอร์ อัฟเตอร์แมน (Kong: Skull Island) และมาร์กาเร็ต เยน (Kong: Skull Island) และผู้แต่งดนตรีประกอบ สตีฟ จาบลอนสกี้ (ภาพยนตร์ชุด Transformers, Lone Survivor)


ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหารของ Skyscraper ได้แก่ เดนี่ การ์เซีย (Baywatch, Jumanji: Welcome to the Jungle), เวนดี้ เจค็อบสัน (San Andreas, Rampage), เอริค แม็คลีอ็อด (Kong: Skull Island, ภาพยนตร์ชุด Pirates of the Caribbean) และเอริค เฮดาแย็ต (The Great Wall, Real Steel)

มังกรและไข่มุก: ตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กชายยากจนคนหนึ่ง ผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่แสนข้นแค้น แผ่นดินแห้งแล้งมานานแสนนานเท่าที่ทุกคนจำได้ ในทุกๆ วัน เด็กชายจะต้องออกดั้นด้นค้นหาหญ้าเพื่อเอามาเป็นอาหารให้สัตว์เลี้ยงที่กลายมาเป็นแหล่งอาหารให้กับเด็กชายและแม่ วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังขุดดินอยู่กลางทุ่ง เด็กชายค้นพบไข่มุกแสนสวยเม็ดหนึ่ง เขาเก็บรักษาไข่มุกนั้นเอาไว้ในโถสำหรับใส่ข้าว และในเช้าวันต่อมา ข้าวก็ล้นทะลักออกมาจากโถ ในไม่ช้า ไข่มุกมหัศจรรย์ก็นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่หมู่บ้าน ชาวบ้านไม่ต้องหิวโหยอีกต่อไป


“ข่าวเรื่องความมหัศจรรย์ของไข่มุกแพร่กระจายออกไปไกลแสนไกล ในไม่ช้า ก็เริ่มมีพวกคนชั่วร้ายเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้ โดยตั้งใจจะยึดไข่มุกไปเป็นของตน เด็กชายตัวน้อยจึงกลืนมุกเม็ดนั้นลงไปในท้อง และเขาก็กลายร่างเป็นมังกรที่ดุร้าย ท้องฟ้าเปิด น้ำล้นทะลักเต็มแม่น้ำ มังกรหายตัวไปในน้ำ นับแต่นั้น เขายังคงเฝ้าปกป้องหมู่บ้าน และชาวบ้านจวบจนสิ้นกาลปาวสาน”

—“ไข่มุกมังกร”

วิลล์ ซอว์เยอร์ และเดอะเพิร์ล:

เมื่ออดรีนาลีน ปะทะ งานวิศวกรรม

ครอบครัวชาวอเมริกันที่ประกอบไปด้วยสามี ภรรยา และลูกสองคน กำลังเล่นกันอย่างมีความสุขอยู่ในสวนกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้สวยๆ และน้ำตกลดหลั่น แต่เมื่อมองย้อนกลับไปไกลๆ จากสรวงสวรรค์แห่งนี้ คุณจะพบว่านี่ไม่ใช่สวนธรรมดา แต่มันคือความมหัศจรรย์ใจกลางสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่อย่าง เดอะเพิร์ล ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 225 ชั้น และมีความสูงมากกว่า 3,500 ฟุต อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่สุดขอบเกาลูน บริเวณ วิคตอเรีย ฮาร์เบอร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเกาะฮ่องกง มันคือตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์และความสำเร็จทางด้านเทคโนโลยี

ด้วยขนาดที่ใหญ่เทียบเท่ากับตึกเอ็มไพร์สเตทสองตึก ภายในกรอบโครงสร้างที่ยังเหลือพื้นที่ว่างอีก 50 ชั้น นี่คือผลงานชิ้นเอกทางด้านวิศวกรรมอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยโครงอาคารที่แยกออกตรงยอดตึก กลายเป็นเหมือนขากรรไกรขนาดใหญ่ที่ช่วยค้ำจุนลูกโลกยักษ์เรืองแสงเอาไว้ ทำให้อาคารแห่งนี้มีฉายาอันโด่งดัง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานจีนที่เล่าขานกันมาแต่โบราณเรื่อง ไข่มุกมังกร โดยมังกรได้ให้คำสัญญาว่าทุกคนที่อาศัยอยู่ภายในที่แห่งนี้จะปลอดภัยที่สุด


ภายในอาคารประกอบไปด้วยโรงแรมห้าดาว ห้องยิมขนาดใหญ่ครบครัน 3 แห่ง โรงภาพยนตร์ 16 จอ สองโรง, คอนเสิร์ตฮอลล์, ห้างสรรพสินค้า 6 ชั้น, ร้านอาหารระดับมิเชลินสามดาว, สวนเจดพาร์ก และเป็นห้องสูทที่พักสุดหรูมากกว่า 100 ชั้น เดอะเพิร์ลคือเมืองหย่อมๆ เมืองหนึ่ง มันคือผลิตผลของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวจีน เจ้าหมิงซี่ และยังเป็นอาคารใหญ่ยักษ์แห่งแรกในโลกที่ใช้เทคโนโลยีแสงอาทิตย์และลมเพื่อผลิตพลังงานไว้ใช้ และสามารถที่จะผลิตอาหารไว้บริโภคเองภายในอาคารได้

“เดอะเพิร์ลก็คือตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์ของเราครับ” ผู้อำนวยการสร้างไฮแรม การ์เซีย บอก “ในนครอย่างฮ่องกง ที่ซึ่งมีประชากรอยู่เยอะมาก บ่อยครั้งจะไม่เหลือพื้นที่ให้สร้างอาคารเพิ่มแล้ว คุณทำได้แค่สร้างให้สูงขึ้นไปอีก การวางเรื่องราวของเราเอาไว้ในอาคารที่สูงที่สุดในโลก มันคือสิ่งที่สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ครับ อย่างไรก็ดี เดอะเพิร์ลมีขนาดเกือบสามเท่าของขนาดตึกเอ็มไพรสเตท มันคือเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกิดคำถามที่ว่า ‘เพียงเพราะว่าเราทำได้ แล้วเราควรทำมันหรือไม่’ ที่จริงเรื่องนี้เหมือนมีแง่มุมแบบเดียวกับเรือไททานิค มันคือความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยี แต่ภายในบริบทที่มาพร้อมความเสี่ยงมากมาย อย่างที่ วิลล์และครอบครัวของเขา จะต้องเผชิญในไม่ช้า”

อีกไม่นาน ส่วนที่พักครึ่งบนของเดอะเพิร์ล จะเปิดรับพลเรือนที่ประสบความสำเร็จที่สุดของฮ่องกง แต่ก่อนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าหมิงซีต้องสร้างความมหัศจรรย์ยุคใหม่อีกอย่างเสียก่อน นั่นก็คือ การสร้างความปลอดภัยให้กับนโยบายประกันภัยที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีคนทำกันมาสำหรับอาคารเอนกประสงค์เช่นนี้ กระบวนการนี้จำต้องมีการประเมินความเสี่ยง เพื่อวัดความปลอดภัยและข้อจำกัดในการดูแลรักษาความปลอดภัยของอาคาร เพื่อยืนยันว่าอาคารนี้สามารถรับต่อหายนะได้ทุกอย่าง

เดอะเพิร์ล พร้อมสรรพไปด้วยระบบดับไฟชั้นเลิศ ซึ่งจะกักเปลวไฟเอาไว้ภายในชั้นที่เกิดเพลิงไหม้ รวมไปถึงมีศูนย์ควบคุมนอกสถานที่ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับการประเมินและจัดการกับเหตุฉุกเฉิน รวมไปถึงยังมีลิฟต์ที่ทำงานด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทดแทนการใช้สายเคเบิ้ล อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องผ่านการพิสูจน์ก่อนว่ามีประสิทธิภาพและไม่สามารถแฮ็คระบบได้

ตรงนี้เองที่ วิลล์ ซอว์เยอร์ ก้าวเข้ามา

ก่อนอื่น เราได้พบ วิลล์ เมื่อสิบปีก่อน โดยเขาเป็นหัวหน้าหน่วยจู่โจมในทีมช่วยเหลือตัวประกันของเอฟบีไอ ท่ามกลางเหตุการณ์ตึงเครียดที่ชายคนหนึ่งจับครอบครัวเป็นตัวประกันอยู่ในกระท่อม เมื่อการเจรจาล้มเหลว ทีมของวิลล์จึงถูกส่งตัวเข้าไป ภารกิจช่วยเหลือเกิดผิดพลาด วิลล์เสียตัวประกันไป รวมถึงสมาชิกในทีมเกือบทั้งหมด และยังเสียขาซ้ายต่ำกว่าหัวเข่าลงไป


วิลล์ที่ฟื้นขึ้นในโรงพยาบาล มีบาดแผลตามเนื้อตัว เขาได้พบกับศัลยพทย์สาวสวยคนเก่ง ซาร่าห์ ซึ่งช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ เขากับซาร่าห์แต่งงานและสร้างชีวิตที่มีความสุขด้วยกัน หนึ่งทศวรรษต่อมา วิลล์และซาร่าห์อุทิศตนให้กับการทำหน้าที่พ่อและแม่ให้กับลูกแฝดอายุ 8 ปีอย่าง จอร์เจียและเฮนรี่ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและอริกันเพื่อเรียกร้องความรักจากพ่อและแม่

แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไป แต่บาดแผลบางบาดแผลไม่ยอมหาย วิลล์กลายเป็นชายที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล การเสียขาไปเตือนให้เขานึกถึงค่ำคืนที่น่าเศร้าที่สุดในชีวิต เขายอมทิ้งอาวุธมาจับปากกา และออกจากกองทัพเพื่อมาเป็นผู้รับเหมาเอกชน โดยให้คำแนะนำด้านการรักษาความปลอดภัยกับองค์กรเอกชน

แม้จะมีชีวิตแต่งงานและชีวิตครอบครัวที่มีความสุข แต่วิลล์ยังเหมือนถูกเรื่องเศร้าในอดีตตามหลอกหลอน เมื่อเขาสารภาพกับเพื่อนคนหนึ่งว่า “หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้น ฉันตัดสินใจวางดาบ และไม่คิดจะหยิบมันขึ้นมาอีก เรื่องตลกก็คือ ถ้าไม่ใช่เพราะดวงกุดวันนั้น ฉันคงไม่มีวันได้พบซาร่าห์ และคงไม่มีวันได้มีลูกๆ แบบนี้ ฉันรักพวกเขาสุดหัวใจ แต่ก็มีบางอย่างในตัวของฉันที่มันพังพินาศไปแล้ว ฉันรู้สึกได้ มันตามหลอกหลอนฉัน บางครั้งฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรมีความสุขเช่นนี้ เหมือนฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขในชีวิตได้”

เมื่อ เบน อดีตเพื่อนร่วมงานของวิลล์ ผู้รอดชีวิตจากเหตุร้ายครั้งนั้น และยังผันตัวเองมาทำงานกับหน่วยงานภาคเอกชน เขาก็คือหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของเดอะเพิร์ล เบนมอบโอกาสครั้งที่ 2 ในชีวิตให้กับวิลล์ ด้วยการแนะนำวิลล์ให้กับเจ้าหมิงซี่ วิลล์เตรียมตัวอยู่นานหลายเดือน แต่คำแนะนำมีเพียงเท่านั้น และวิลล์ต้องพิสูจน์ว่าความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงของเขา ตรงกันความต้องการของเจ้า และผู้ทำประกันให้กับเดอะเพิร์ล


เขาแทบไม่รู้ตัวเลยว่าการพบกันครั้งนี้จะกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา และยังกุมชะตากรรมของครอบครัวของเขาไว้ด้วย เมื่อถูกสถานการณ์บีบให้ต้องใช้ฝีมือที่ผ่านการฝึกในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และเพราะครอบครัวอันเป็นที่รักตกอยู่ท่ามกลางอันตราย วิลล์จึงต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่แทบเกินจินตนาการ ทั้งนี้เพื่อเคลียร์ชื่อเสียงให้กับตัวเอง และเพื่อช่วยชีวิตคนที่ใกล้ตัวที่สุด ซึ่งบัดนี้อยู่สูงขึ้นไปจากพื้นถึง 1 ไมล์

เบื้องหลังงานสร้าง Skyscraper

การทำพิมพ์เขียว จนถึงการลงมือสร้าง: ตึกระฟ้าตั้งตระหง่าน

ในปี 2016 เมื่อ ดเวย์น จอห์นสัน และ รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ ซึ่งเป็นทั้งมือเขียนบทและผู้กำกับของภาพยนตร์เรื่อง Central Intelligence กำลังปิดกล้องภาพยนตร์ตลกแอ็กชั่นเรื่องนั้น พวกเขาก็เริ่มพูดคุยกันถึงโปรเจ็กต์ใหม่ที่จะทำร่วมกัน โดยจะต้องมีตัวละครประเภทที่จอห์นสันยังไม่เคยแสดงมาก่อน ขณะที่ความสามารถของจอห์นสัน ในการดึงดูดคนดูทั่วโลก ด้วยการผสมผสานทั้งเสน่ห์ของเขา ความแข็งแกร่ง ได้ผ่านการพิสูจน์มาเป็นเวลานานแล้ว ทำให้ จอห์นสัน กระตือรือร้นที่จะนำเสนอความแข็งแกร่งในแนวใหม่

“เราเพิ่งเสร็จจากการทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนั้น และเราก็ทำงานกับรอว์สันได้อย่างราบรื่นดีมากครับ” ไฮแรม การ์เซีย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในบริษัทของจอห์นสัน และเดนี่ การ์เซีย เล่า “เขากับดเวย์นทำสำเร็จแล้ว รอว์สันได้เห็นแล้วว่าดเวย์นแสดงได้หลากหลายด้านแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นบทที่ดูอ่อนไหว แข็งแกร่งหรือน่ากลัว รอว์สันมีไอเดียในการสร้างตัวละครให้ดเวย์นแสดง โดยเป็นคนที่มาจากจุดที่อ่อนแอ เป็นบทในแบบที่รอว์สันรู้สึกว่าคนดูยังไม่เคยเห็นมาก่อนครับ”

การ์เซีย ซึ่งเป็นที่รู้จักดีว่าเขาชื่นชอบงานแอ็กชั่นเดิมพันสูงจากยุค 80s อย่างเรื่อง Die Hard และ Lethal Weapon ได้นำเสนอไอเดียนี้กับจอห์นสัน ซึ่งรีบโทรกลับมาหาการ์เซียทันที และทั้งคู่อยากฟังไอเดียสดใหม่นี้ ตามที่เธอร์เบอร์บอก มันเป็นไปดังนี้ “ลองนึกภาพ ตึกที่สูงที่สุดในโลก มันอยู่ในจีน ตึกโดนไฟไหม้ และครอบครัวของคุณอยู่ในตึกนั้น คนที่อยู่ในตึกนั้นทั้งหมดตามล่าคุณ และคุณต้องเข้าไปในตึก และคุณเสียขาไปข้างหนึ่ง ดวงตาของดเวย์นเป็นประกายขึ้นมาเลยเมื่อเขาได้ยิน โอกาสที่จะให้เกียรติกับคนที่ต้องเอาชนะใจตัวเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับมนุษย์ มันทำให้เขาตื่นเต้นครับ”

จอห์นสันอธิบายว่าทำไมเขาถึงได้สนใจโปรเจ็กต์นี้ ซึ่งเขาเรียกว่า “เป็นบทที่เรียกร้องการใช้ร่างกายหนักที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงมาครับ” จอห์นสันบอก “และสิ่งที่จะเหนี่ยวรั้งคนดูทั่วโลกเอาไว้ก็คือความผูกพันกันของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน หรือวัฒนธรรมใด หรือชนชั้นไหน หรือศาสนาใด ความเป็นครอบครัวคือสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ มันทำให้ทุกคนเจ็บปวดเมื่อเจอกับเรื่องที่ครอบครัวต้องพลัดพราก และพ่อแม่ก็ทำทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่อปกป้องลูกๆ นั่นคือหลักพิเศษสำหรับพวกเราใน Skyscraper และสำหรับพวกเราในการสำรวจเรื่องนี้ในภาพยนตร์ ทำให้มันสัมพันธ์กับผู้คนครับ”

ไม่ใช่แค่เรื่องสนุกเท่านั้น แต่โอกาสที่จะได้ร่วมงานกับ เธอร์เบอร์ ซึ่งเคยร่วมงานกันมาแล้ว ทำให้ จอห์นสัน สนใจโปรเจ็กต์นี้ทั้งในฐานะนักแสดงและผู้อำนวยการสร้าง “รอว์สันคือหนึ่งในคนที่มีความสามารถโดดเด่นในฮอลลีวู้ด ในแง่ที่ว่าเขาเป็นทั้งมือเขียนบทและผู้กำกับหนังที่มีงานสร้างระดับยักษ์ ทั้งหมดนี้เกิดมาจากความคิดของเขาและจากสมองของเขา เมื่อเขาเสนอเรื่อง Skyscraper ให้ผมฟัง ผมกระโดดเข้าร่วมงานแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เลยครับ ผมรู้สึกว่ามันคือการผสมรวมของ Die Hard, The Towering Inferno และ The Fugitive แฮร์ริสัน ฟอร์ด คือแรงบันดาลใจสำหรับ วิลล์ ซอว์เยอร์ ครับ”

ทั้งสามคนติดต่อไปหาผู้อำนวยการสร้าง โบ ฟลินน์ ซึ่งเคยร่วมงานกับจอห์นสันตั้งแต่ภาพยนตร์ปี 2012 เรื่อง Journey 2: The Mysterious Island และยังได้ร่วมงานกับเขาในภาพยนตร์ต่อมาอีก 4 เรื่อง ฟลินน์ตกลงใจร่วมสร้างเรื่องราวนี้ทันที “ดเวย์นกับผมชอบหนังแนวหายครับ” ฟลินน์บอก “ผมหลงใหลเรื่อง Towering Inferno และผมก็รักหนัง Die Hard ดังนั้น ตอนที่พวกเขานำเสนอไอเดียนี้กับผม ผมพูดเลยว่า ‘ผมเอาด้วย’ ทันใดนั้น ผมก็มองเห็นภาพของหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่อง วิลล์ ซอว์เยอร์คือตัวละครที่มีความโดดเด่นและแตกต่างมากกว่าทุกบทที่ดเวย์นเคยแสดงเอาไว้ เขาอ่อนไหวและมีความเป็นมนุษย์สูง คุณต้องการเรื่องทำนองนั้นเพื่อทำให้ ดเวย์น จอห์นสัน ดูเป็นมนุษย์ปุถุชน ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่ต้องเอาชนะข้อจำกัดของตนเอง เมื่อผสมผสานมันเข้ากับงานดราม่า เรารู้ดีว่าต้องสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาแน่นอนครับ”

สำหรับทีมผู้สร้าง Skyscraper ยังเป็นโอกาสที่จะได้ทุ่มเทสร้างบทภาพยนตร์ “ตอนนี้เราอยู่ในวงการที่มีแต่เรื่องคอมพิวเตอร์กับพวกซูเปอร์ฮีโร่” การ์เซียบอก “อย่าเข้าใจผิดนะครับ เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านั้น และเราก็รักมันด้วย เพียงแต่โอกาสที่จะได้สร้างเนื้อหาที่มีความเป็นตัวของตัวเองไม่เหมือนใคร มันทำให้เราสนใจได้จริงๆ ครับ โดยเฉพาะหลังจากประสบความสำเร็จจาก Central Intelligence ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมือนใครเช่นกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเหมาะที่สุดครับ”

ไม่เคยมีใครสงสัยในเรื่องที่ว่าเธอร์เบอร์คือคนที่จะมากำกับภาพยนตร์จากบทภาพยนตร์ของเขาเอง “ในวงการนี้ มีอยู่เพียงไม่กี่คนหรอกที่เป็นมือเขียนบทและผู้กำกับระดับนี้” การ์เซียให้ความเห็น “รอว์สันคือปรมาจารย์ในเรื่องของการคิดคอนเซ็ปต์ เขียนบท และกำกับ เขามีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง Dodgeball, We’re the Millers และแน่นอน Central Intelligence เขาก้าวมาถึงจุดนี้โดยที่ทุกคนต่างมองว่าเขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ตลกที่เก่งมาก แต่รอว์สันเป็นแฟนผลงานทริลเลอร์มากมาย และเขาก็อยากกำกับภาพยนตร์แนวนี้สักเรื่องเสมอมา เขาส่งโครงร่างบทเวอร์ชั่นแรกมา ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก และหลังจากเขียนโครงร่างมาอีกสองเวอร์ชั่น เราก็พร้อมที่จะลุยพร้อมบทที่ใช้ในการถ่ายทำแล้ว เขาคือหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์ฝีมือดีในวงการของเราในเวลานี้ และเขาก็ยังอายุน้อย เขามีอนาคตที่น่าทึ่งเลยครับ”

สำหรับเธอร์เบอร์ การผสมผสานระหว่างการเขียนบทภาพยนตร์และงานกำกับ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และเขาก็มองไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องแบ่งแยกทั้งสองด้านนี้ “ผมไม่แบ่งแยกงานเขียนบทกับงานกำกับนะครับ มันคือทุกส่วนของกระบวนการสร้างภาพยนตร์” เธอร์เบอร์กล่าว “สำหรับผม เป้าหมายเดียวที่มีบทภาพยนตร์ก็คือ เพื่อให้มันกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่บทกลอน หรืองานด้านวารสารศาสตร์ ไม่ใช่บทความหรือนิยาย เป้าหมายเดียวของมันก็คือการถูกแสดงและถูกถ่ายทำ ในหลายๆ ทางมันก็เหมือนกับพิมพ์เขียวครับ แต่ผมคงจะบอกว่ามีหลายครั้งที่มันทำงานกันตรงข้ามกัน จุดที่ความเป็นมือเขียบทในตัวผมลังเลที่จะเขียนบท เพราะผมรู้ว่ามันคงยากที่จะถ่ายทำออกมาได้ ปกติแล้ว ผมพยายามจะไม่สนใจเสียงเตือนนั้น และพยายามเขียนออกมาดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ครับ”

สำหรับเธอร์เบอร์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการที่คนดูจะได้เห็น ดเวย์น จอห์นสัน ในฐานะฮีโร่ผู้มีความอ่อนไหว “เราทุกคนรู้จักเขาในฐานะเดอะร็อค เราทุกคนรู้ว่าเขาสามารถยกรถ และเหวี่ยงมันทะลุตึกได้” เธอร์เบอร์หัวเราะ “แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตัวเขาในฐานะนักแสดงและในฐานะบุคคล ผมไม่คิดว่านั่นคือสิ่งที่คนดูจะอินไปด้วยได้ ทุกคนรัก อินเดียน่า โจนส์ ก็เพราะเขาโดนต่อยได้ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนต่อยคนอื่นตลอด เขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่พยายามจะเอาชีวิตให้รอดจากการผจญภัย ดเวย์นกับผมอยากให้วิลล์เป็นคนที่เกือบไม่รอดชีวิตจากสิ่งที่เขาจะต้องเจอครับ”

เมื่อทีมผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับทำให้เรื่องมีความแปลกใหม่มากขึ้น เดิมพันก็ยิ่งสูงขึ้นสำหรับวิลล์ “อาคารหลังนี้ถูกไฟลุกท่วม ครอบครัวของซอว์เยอร์ติดอยู่เหนือแนวไฟไหม้ และตัวเขาเองอยู่นอกตัวอาคาร” เธอร์เบอร์อธิบาย “แถมเขายังถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนวางเพลิง ดังนั้นเขาจึงต้องหาทางที่จะเข้าไปในอาคาร เพื่อช่วยครอบครัวของเขา ต้องหาว่าคนร้ายตัวจริงคือใคร หยุดพวกนั้น และแก้ชื่อให้กับตัวเอง และหนีออกมาจากตัวอาคาร ทั้งหมดนี้ในวันเดียวครับ” ขณะที่เขาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับจอห์นสัน เธอร์เบอร์บอกว่า “ผมอยากท้าทายดเวย์นครับ ผมอยากเห็นเขาแสดงความอ่อนแอออกมา ผมอยากให้เขามองเห็นตัวเองและคิดหาทางให้หลุดจากปัญหา แทนที่จะตลุยออกมา ผมอยากเห็นเขาแทบเอาชีวิตไม่รอดครับ”

จากนั้นทางทีมผู้สร้างนำเสนอไอเดียนี้ไปทั่ว และ “มันกลายเป็นไอเดียงานที่มาแรงที่สุดครับ” การ์เซียเล่า “มีสงครามการประมูลอย่างเข้มข้น ซึ่งในวงการของเราถือว่าหาได้ยากมากที่จะคิดคอนเซ็ปต์ขึ้นมา ปะติดปะต่อเรื่องเข้าด้วยกัน ขายมัน และหนึ่งปีต่อมา ก็ได้ไฟเขียวและถ่ายทำกัน มันไม่ใช่แค่เกิดขึ้น โดยปกติแล้ว ภาพยนตร์แบบนี้จะต้องใช้เวลาประมาณห้าปี นับแต่ตอนที่คุณเริ่มพัฒนาไอเดียเริ่มแรก ดังนั้น มันจึงเป็นงานที่พิเศษจริงๆ เมื่อดูจากการเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา”

Skyscraper ยังถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญมากในหน้าที่การงานของฟลินน์ และเขาก็รู้สึกขอบคุณมากที่ภาพยนตร์ของเขาพัฒนาไปเช่นนี้ “ผมรู้สึกว่าเราทุกคนได้ดูภาพยนตร์แอ็กชั่นมามากมายแล้ว” ฟลินน์บอก “แต่เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องแน่ใจว่าคนดูมีอารมณ์ผูกพันกับฮีโร่ของเรา และเอาใจช่วยพวกเขา นั่นคือสิ่งที่เราพยายามทำใน Skyscraper ครับ ถ้าเราทำให้คุณรู้สึกห่วงใย วิลล์ ซอว์เยอร์  ขณะที่เขาพยายามช่วยเหลือครอบครัว นั่นถือว่าเราทำงานของเราสำเร็จแล้วครับ ก็หวังว่าเราจะสามารถส่งแนวคิดนี้ไปถึงคนดูได้ครับ”

 

จากฮ่องกง สู่โลกตะวันตก:

ทีมนักแสดงจากทั่วโลก

 

กับผลงานทุกเรื่องของจอห์นสัน สำหรับเขาแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมากที่สิ่งที่พวกเราได้เห็นบนจอภาพยนตร์จะต้องสะท้อนภาพคนดูทั่วโลกที่กำลังดูตัวละครของเขาอยู่ Skyscraper ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยเขาได้ร่วมแสดงกับนักแสดงระดับแถวหน้าทั้งจากโลกตะวันออกและตะวันตก ที่ต้องมาเจอหน้ากันในฮ่องกงเป็นครั้งแรก

“เรามีทีมนักแสดงที่มีความหลากหลายและหลายเชื้อชาติมากครับ” ฟลินน์กล่าว “เรามี ชิน ฮาน จากสิงคโปร์ ที่มารับบท เจ้า มี โรแลนด์ โมลเลอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เก่งที่สุดจากเดนมาร์ก มารับบทเป็นผู้ร้าย เรามี โนอาห์ เทย์เลอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักแสดงแถวหน้าของสหราชอาณาจักร มี เนฟ แคมป์เบลล์ ซึ่งถือเป็นนักแสดงผู้เป็นตำนานชาวแคนาดา และมีสองนักแสดงเด็กชาวอเมริกัน แม็คเคนน่า และโนอาห์ ซึ่งมารับบทเป็นลูกๆ ของ ดเวย์นและเนฟ ซึ่งพวกเขาสองคนคือการค้นพบครั้งสำคัญจริงๆ ครับ เรียกว่าเรามีทีมนักแสดงที่มีความสามารถ น่าทึ่ง และสดใหม่จริงๆ ครับ”

แน่นอนว่ายังมี จอห์นสัน ซึ่งเกิดในแคลิฟอร์เนีย โดยมีพ่อเป็นชาวแคนาดา แต่เป็นลูกหลานที่เป็นลูกผสมของไอริชและแบล็คโนวาสโคเชีย และมีแม่ที่มีเชื้อสายซาโมน (นิวซีแลนด์) และเพราะบท วิลล์ ซอว์เยอร์ ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อจอห์นสันโดยเฉพาะ “มันน่าทึ่งมากที่ได้มาดูเขาแสดงเป็นตัวละครตัวนี้” การ์เซียบอก “ได้เห็น ดเวย์น รับบทเป็นตัวละครที่ผ่านอะไรมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกสำนึกผิดของคนที่รอดชีวิต การสูญเสียขาไป การสูญเสียเพื่อนร่วมงานที่เป็นเหมือนพี่น้อง การดิ้นรนในการทำงาน มันน่าทึ่งมากจริงๆ ครับ เราทุกคนต่างรักที่ได้เห็นเขาเปลี่ยนแปลงและทุ่มเทให้กับตัวละครตัวนี้ นี่คือบทบาทที่ถือว่าท้าทายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจมากที่สุดเท่าที่เขาเคยแสดงมาครับ”

เมื่อได้ตัวละครในบทนำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลำดับงานต่อไปก็คือการต้องหาคู่ชีวิตบนจอของจอห์นสัน และแล้วทีมงานก็ได้พบความเป็น ดร.ซาร่าห์ ซอว์เยอร์ ในตัวนักแสดงหญิง เนฟ แคมป์เบลล์ ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในงานดราม่าและงานแอ็กชั่น เธอร์เบอร์เขียนบทบาทตัวละครหญิงที่ดูทรงอำนาจ เป็นคนที่ไม่ใช่ผู้หญิงอมทุกข์ที่เอาแต่รอพระเอกมาช่วยเท่านั้น “ในชีวิตจริง เนฟก็เป็นคนที่แข็งแกร่งมากครับ” ฟลินน์บอก “เธอแสดงเป็น ซาร่าห์ ได้อย่างงดงาม และได้อย่างเหมือนจริงมากครับ ซาร่าห์อยู่กับลูกๆ เพียงลำพัง และต้องกระทำสิ่งที่พิเศษจริงๆ เพื่อให้พวกเขาสามคนยังรอดชีวิตอยู่ได้ ครอบครัวนี้คือครอบครัวที่คุณจะทุ่มเทจิตใจและห่วงใยพวกเขาอย่างลึกซึ้ง สุดท้าย ความผูกพันเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะอยู่ด้วยกันและเอาชีวิตรอดให้ได้ครับ”

“พวกเราตื่นเต้นกันมากที่ได้เนฟมาแสดงครับ” การ์เซียบอก “มีนักแสดงหญิงเก่งๆ มากมายที่สนใจจะมาแสดงบทนี้ แต่หลังจากได้เห็นการทดลองอ่านบทที่เข้าคู่กันได้ดีระหว่างเนฟกับดเวย์น เรารู้ทันทีเลยครับ ดเวย์นมีบุคลิกที่ดูยิ่งใหญ่มาก และวิธีที่เนฟคุมฉากนั้นจนอยู่ มันทำให้คุณคิดว่าพวกเขาแต่งงานกันมานานหลายปีแล้ว เธอเอาเขาอยู่ในการอ่านบทวันนั้น และเหมือนคุมเขาได้อยู่สองครั้ง มันล้ำค่าจริงๆ ครับ การแสดงที่เข้าขาของพวกเขาทั้งคู่เหมือนกระโดดออกมานอกจอเลยครับ”

ต่อมา เมื่อได้เห็นการแสดงของเธอบนจอ การ์เซียรู้ว่าทีมผู้สร้าง Skyscraper ตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุดแล้ว “เนฟสามารถคุมบทซาร่าห์ได้ และยังเข้าใจความเป็นแม่หมีที่ต้องคอยปกป้องลูกๆ ได้ดีอีกด้วย” การ์เซียกล่าวต่อ “ไม่เพียงแต่เธอจะดูแลให้ลูกๆ ของเธอปลอดภัยเท่านั้น แต่เธอยังพาตัวเองเข้าสู่โหมดต่อสู้กับหนึ่งในคนร้ายของเรา ซึ่งรับบทโดย ฮันนาห์ ควินลิแวน ด้วย  มันคือปรากฏการณ์เลยครับ รอว์สันได้สร้างตัวละครที่น่าทึ่งขึ้นมาในตัว ซาร่าห์ และบทนี้ก็ต้องการคนที่สามารถแสดงเสน่ห์ ความรัก ความอบอุ่นออกมา ขณะที่สามารถลุยกับผู้ร้ายได้ด้วย เนฟให้คุณสมบัติเหล่านั้นอย่างครบถ้วนครับ”

ขณะที่หัวใจของ Skyscraper คือครอบครัวซอว์เยอร์ แคมป์เบลล์กล่าวว่า “คุณต้องเชื่อว่าคนคู่นี้ต้องการที่จะค้นหากันและกันให้พบและช่วยครอบครัวของพวกเขาเอาไว้ ไม่งั้นคนดูจะไม่รู้สึกเอาใจช่วยเลยค่ะ ฉันพบว่าพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ และมีความสดใหม่ และฉันก็ห่วงใยพวกเขามาก ซาร่าห์เป็นแม่ที่ดีค่ะ เธอเป็นนักสู้ที่มีพลังใจสูง เธอยังมีความสัมพันธ์ที่น่ารักและตรงไปตรงมากับสามีของเธอ พวกเขาคือคู่ที่งดงามมาก เธอเห็นเขาผ่านเหตุการณ์ที่น่าเศร้าที่สุดในชีวิตมาแล้ว พวกเขาได้อยู่ด้วยกันและสร้างความแข็งแกร่งมาด้วยกันนับแต่วินาทีนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขามันน่ารักมากเลยค่ะ”

แคมป์เบลล์ยังดีใจที่เธอร์เบอร์ได้สร้างตัวละครนำหญิงที่เป็นได้ทุกอย่าง ยกเว้นการเป็นตัวละครที่คอยเป็นผู้รับแต่เพียงอย่างเดียว “มันดีมากเลยนะคะที่ได้มาแสดงเป็นตัวละครที่ทั้งผู้หญิงและเด็กผู้หญิงอาจมาดูและพูดว่า ‘เฮ้ ฉันก็แข็งแกร่งได้เช่นกัน ฉันไม่ต้องเป็นเหยื่อในหนังก็ได้’” ดร.ซอว์เยอร์ ศัลยแพทย์หญิงผู้เก่งกาจประจำกองทัพ ไม่ได้เพียงแค่ช่วยชีวิตของวิลล์เอาไว้เท่านั้น แต่เธอคือเหตุผลที่ทำให้เขาค้นพบความแข็งแกร่งที่จะฟื้นฟูร่างกายและจิตใจตัวเองขึ้นมา ความแข็งแกร่งของซาร่าห์ เกิดมาจากประสบการณ์การต่อสู้และการฝึกทางร่างกายของเธอ “มันสมเหตุผลที่เธอดูแข็งแกร่งอย่างที่เห็นค่ะ” แคมป์เบลล์กล่าวเสริม “แต่เธอก็คือแม่สิงโตที่กำลังช่วยเหลือลูกของเธออยู่ สำหรับคนเป็นแม่ทุกคน แค่คิดว่าลูกกำลังตกอยู่ในอันตราย มันน่ากลัวมากนะคะ และทำให้คุณเหมือนอดรีนาลีนพุ่งขึ้นมาทันที ลองนึกภาพสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อช่วยลูกๆ คุณในชีวิตจริงดูซิคะ”

ไม่มีใครจะเป็นแฟนของ แคมป์เบลล์ มากไปกว่า จอห์นสัน ผู้เอ่ยชมการตัดสินใจของ แคมป์เบลล์ ที่ก้าวกลับสู่โลกภาพยนตร์อีกครั้งหลังจากที่เธอใช้เวลานานหลายปีในการแสดงบทบาททางจอทีวี ซึ่งรวมถึงผลงานชิ้นสำคัญในซีรีส์เรื่อง House of Cards  “ผมคิดว่าเนฟเหมาะกับบทนี้ที่สุดครับ” จอห์นสันบอก “ถือเป็นเกียรติมากที่ได้ เนฟ กลับมาทำงานบนจอใหญ่ และสำหรับ Skyscraper ก็ถือเป็นงานคืนฮอลลีวู้ดของเธอเลยครับ”

เมื่อได้แคมป์เบลล์มาร่วมจอแล้ว ก้าวต่อไปก็คือการหาคู่แฝด การ์เซียตั้งคำถามว่า “ถ้าดเวย์นและเนฟมีลูก พวกเขาจะหน้าตาเป็นอย่างไร และนั่นทำให้เกิดการค้นหาครั้งใหญ่ไปทั่วประเทศ ตอนที่เราได้เห็นรูปของ โนอาห์ ค็อตเทรลล์ ครั้งแรก เขาก็คือ ดเวย์น ตอนเป็นเด็กเลยครับ วินาทีที่เราได้เห็น เรารู้เลยว่า โนอาห์ คือจุดเริ่มต้นที่เหมาะมาก จากนั้น ความท้าทายก็คือการหาคู่แฝดให้กับเขาครับ”

“มีเด็กหญิงที่น่าทึ่งมากมายมาทดสอบอ่านบท แต่ แม็คเคนน่า โรเบิร์ตส์ โดดเด่นออกมาเลยครับ” การ์เซียเล่าต่อ “ในครั้งแรกที่เราให้เธอ, โนอาห์ และดเวย์นมาอยู่ด้วยกัน เรารู้ได้ในทันทีเลย นี่คือนักแสดงเด็กสองคน พวกเขาไม่เคยแสดงหนังแบบเรื่องนี้มาก่อน แต่เราก็ประทับใจมากกับความเป็นมืออาชีพ และความเก่งของพวกเขา ทุกวันจะมีวินาทีที่เราต้องหันมามองหน้ากันและพูดว่า ‘เราได้เด็กๆ ที่เหมาะมากนะ พวกเขาทั้งคู่ต้องมีอนาคตไกลแน่’”

เฮนรี่เป็น “เด็กฉลาดและตลกครับ” ค็อตเทรลล์บอก “แต่เพราะเป็นโรคหอบหืด มันทำให้เขามีข้อจำกัดเรื่องกิจกรรมทางร่างกาย” สำหรับค็อตเทรลล์แล้ว นี่ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องแรกของเขาเท่านั้น แต่มันยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาด้วย “ตอนที่ผมรู้ว่าผมได้แสดงบทนี้แล้ว ผมมีความสุขมากไปนานทั้งอาทิตย์เลยครับ”

โรเบิร์ตส์ พูดถึง จอร์เจีย น้องสาวของเฮนรี่ว่า “เธอเป็นเด็กที่เป็นตัวของตัวเองค่ะ เธอไม่กลัวที่จะพูดสิ่งที่คิดอยู่ในหัวออกมา เธอคอยช่วยเหลือและใส่ใจคนอื่นๆ เธอเหมือนพ่อเธอมากเลยค่ะ”

Skyscraper เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกสำหรับโรเบิร์ตส์เช่นกัน ถึงแม้ว่าสมัยที่ยังเด็กกว่านี้ เธอจะเคยสร้างชื่อเสียงมาแล้วในแวดวงทีวี ส่วนใหญ่ก็คือการรับบทในซีรีส์เรื่อง The Young and the Restless แต่แม็คเคนน่าก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เพิ่มงาน “สตั๊นต์” ในประวัติการทำงานของเธอ “มีฉากหนึ่งที่ฉันถูกจับเป็นตัวประกัน พ่อของฉันยิงกระจก และฉันก็ตกลงไป พ่อจับตัวฉันไว้ แล้วดึงฉันกลับมา ฉันล้มลง จากนั้น ดเวย์นก็คว้าเสื้อฮู้ดของฉันเอาไว้ค่ะ ฉันชอบแสดงฉากนี้มาก ฉันเคยทดลองเล่นกับพี่ชายของฉันที่บ้าน มันเจ๋งดีค่ะที่ตอนนี้ฉันสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นสตั๊นต์แมนได้แล้ว”

ความสัมพันธ์ในครอบครัวซอว์เยอร์คือสิ่งสำคัญต่อการเล่าเรื่องราวนี้ ชิน ฮาน ซึ่งรับบทเป็น เจ้าหมิงซี่ เชื่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวิลล์และเจ้า ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน “รอว์สันกับผมเข้าใจตรงกันในแง่ของความนับถือที่เรามีต่อความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับวิลล์” ฮานบอก “ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสองตัวนี้ต้องสนิทสนมกันครับ พวกเขามีจิตวิญญาณที่คล้ายกัน พวกเขามาจากคนละส่วนของโลก แต่พวกเขามาจากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อย พวกเขาทั้งคู่ต่างเอาชนะสิ่งต่างๆ มากมายในชีวิตเพื่อมาถึงจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน มันทำให้พวกเขามีความรู้สึกสนิทสนมกัน ซึ่งเราจะได้เห็นไปจนถึงตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยครับ”

ฮานซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ เชื้อสายจีน สนใจบทนี้ เพราะอย่างแรกเลย “เหตุการณ์เกิดขึ้นในจีน และสะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเติบโตในประเทศนั้น ซึ่งมีการสร้างตึกขนาดใหญ่ เหนือกว่านั้น รอว์สันได้สร้างตัวละครที่น่าสนใจตัวนี้ เป็นคนที่ดูน่าสนใจ ทรงพลัง และอ่อนไหวในเวลาเดียวกันครับ นี่คือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในทุกแง่มุมทีเดียว มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนต้องเสี่ยงตาย เต็มไปด้วยอารมณ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวและความสัมพันธ์ ความรัก และสิ่งที่เรายินดีจะเสียสละ” และเช่นเดียวกับทีมผู้อำนวยการสร้าง ฮานสนใจ Skyscraper ก็เพราะมันคือตัวแทนของสิ่งที่ดีที่สุดในภาพยนตร์แนวนี้ “ตอนที่ผมยังเด็ก ผมชอบภาพยนตร์หายนะอย่างเรื่อง Towering Inferno, The Poseidon Adventure และ Earthquake มาก ดังนั้น พอได้อ่านบทภาพยนตร์ที่นำให้นึกถึงความทรงจำเหล่านั้น มันเลยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผมมากเลยครับ”

เมื่อให้พูดถึงตัวละครของเขา ชิน ฮาน อธิบายว่า “เจ้ามีความลึกลับ เขาเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ และเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเองสูง เป็นอัจฉริยะด้านเทคนิคที่ผลักดันขีดจำกัดความสามารถของมนุษย์อยู่เสมอ แต่เขาเติบโตมาในหมู่บ้านชาวประมงยากจน และมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับพ่อของเขา เดอะเพิร์ลได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานโบราณของจีนเกี่ยวกับเด็กชายที่ค้นพบไข่มุกวิเศษ และกลายร่างเป็นมังกร มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะนึกภาพได้ว่า เจ้ามองตัวเองว่าเขาคือเด็กชายคนนั้น และเปลี่ยนตัวเขาเองเป็นมังกร เขาเข้าใจถึงการดิ้นรนต่อสู้ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเกิดความผูกพันกับ วิลล์ ซอว์เยอร์ ในทันที เขาชื่นชมในความตรงไปตรงมาของวิลล์ และวิลล์ก็คือหนึ่งในคนเพียงไม่กี่คนที่ยินดีจะบอกความจริงกับคนอย่างเจ้า เขาเคาะประตูสวรรค์ พยายามจะไปให้ถึงสุดยอดของงานออกแบบของมนุษย์ แต่มันก็ทำให้เขาเข้าใกล้ความเสี่ยงมากขึ้น เมื่อเรื่องราวดำเนินไป คุณจะเห็นเลยว่ามันเสี่ยงต่อชีวิตของเขาเองและชีวิตของคนอื่นๆ อย่างไรครับ”

ชิน ฮาน ได้พบคนที่เป็นแฟนผลงานของเขาในกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ “ชิน ฮานคือการค้นพบที่แสนพิเศษของพวกเราครับ” ฟลินน์ให้ความเห็นไว้ “เขามีผลงานที่สุดยอดมากในฐานะนักแสดง ตอนที่เราได้รู้จักเขา เราประทับใจกับเขามาก เรารู้ว่านี่คือเจ้าของพวกเรา เป็นนายใหญ่แห่งเดอะเพิร์ล เจ้าคือตัวละครที่ออกแบบและสร้างตึกหลังนี้ขึ้นมา เขามาจากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อยครับ และพิสูจน์แล้วว่าเขาคือตัวละครที่น่าสนใจเป็นพิเศษจริงๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้”

เช่นเดียวกับเพื่อนนักแสดงและทีมงาน โนอาห์ เทย์เลอร์ นักแสดงชาวอังกฤษ สนใจภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะมันคืองานยกย่องภาพยนตร์หายนะที่เคยถูกสร้างออกมา และเขายังยินดีที่มีโอกาสจะได้แสดงเป็น มิสเตอร์เพียร์ซ “ผมสนุกที่ได้มาแสดงภาพยนตร์ที่เหมือนย้อนไปหาภาพยนตร์หายนะจากยุค ’70 ภาพยนตร์เหล่านั้นทุกเรื่องวางเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ในสภาพแวดล้อมที่ถูกจำกัดพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินหรือในอาคาร แทบจะเหมือนกับเรื่องราวของ อากาธา คริสตี้ ที่วางเหตุการณ์เอาไว้บนคฤหาสน์หรือบนรถไฟครับ  Skyscraper ก็คืองานอัพเดทเรื่องราวดราม่าเดิมพันสูง โดยมีพระเอกที่จะต้องเอาชนะอุปสรรค์ที่เหลือเชื่อและน่าเกรงขามครับ”

ท่าทางอันยโสของเพียร์ซคือโฉมหน้าที่ปิดบังความลับดำมืดเอาไว้มากมาย เทย์เลอร์กล่าวว่า “เขาคือตัวร้ายที่มีความรุนแรง เป็นเหมือนพวกโรคจิตที่นิยมความเจ็บปวดที่มีความสามารถในการเลียนแบบและหลอกล่อคนอื่นๆ เขาเป็นพวกที่สนุกกับการกระตุ้นผู้คนและเล่นสนุกกับการหลอกล่อความคิดของคนอื่น เขาชิงชังวิลล์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาสนองความสนุกของตัวเอง และเน้นย้ำความสำคัญของเขากับเจ้า แต่มันดันส่งผลเสียต่อตัวเขา เพราะว่าเจ้าเป็นคนที่มีสัญชาตญาณ เพียร์ซออกจะเล่นมากไปหน่อยครับ”

ผู้เจรจาเรื่องประกันภัยผู้นี้ไม่ใช่ผู้เล่นจอมโหดคนเดียวในโลกของ Skyscraper เพราะคงไม่มีใครโหดไปกว่า โคเรส โบธา อีกแล้ว “พระเอกทุกคนต้องการผู้ร้ายดีๆ ทั้งนั้นครับ” การ์เซียอธิบาย “โรแลนด์ โมลเลอร์ ผู้รับบทเป็น โบธา ผู้ร้ายของเรา คือปรากฏการณ์โดยแท้ เราทุกคนเป็นแฟนภาพยนตร์เรื่อง Land of Mine ของเขา และเราก็รู้ว่าเขาเก่งมาก บุคลิกของเขาดูยิ่งใหญ่ เขาเป็นคนสนุก เสียงดัง และอึกทึกหน่อย แต่เมื่อเขาอินไปกับบท มันลงตัวมากครับ คุณต้องการคู่ปรับที่แข็งแกร่งที่จะสู้กับคนอย่างดเวย์นได้ และโรแลนด์ก็ตอบรับต่อความท้าทายนั้นครับ”

โคเรส โบธา คือทหารรับจ้างที่มีภารกิจต้องฉกเจ้าจากสวนสวรรค์บนฟ้าของเขา เจ้ามีบางสิ่งที่โบธาต้องการอย่างมาก จนยอมฆ่าคนได้ โบธาและกลุ่มนักฆ่าวางเพลิงที่ชั้น 96 และตั้งใจที่จะใช้แทบเล็ตของวิลล์ปิดระบบดับเพลิงฉุกเฉินของอาคาร เมื่อไม่มีทางเลือก นอกจากการอพยพคนออกจากตึก เจ้าถูกบีบให้ต้องออกจากที่ซ่อนของเขา “ก็เหมือนที่โบธาพูดกับลูกน้องของเขา” โมลเลอร์อธิบาย “’วางเพลิงเผาบ้านเขาซะ แล้วเราจะรู้ว่าจริงๆ เขารักอะไรกันแน่’ โบธารักเงินของเขา มันคือสิ่งที่เขาตามล่า มันคือสิ่งที่เขาต้องการอย่างมาก เจ้ามีข้อมูลที่สามารถทำลายชีวิตของโบธาได้ พรากสิ่งที่เขารักไป เขาจะปกป้องมันในทุกวิถีทางครับ”

สำหรับโมลเลอร์ Skyscraper คืออีกหนึ่งโอกาสที่จะได้รับบทคนต่างชาติ ซึ่งเป็นบทที่เขาชอบอย่างมาก “ผมชอบการพูดสำเนียงต่างๆ ครับ มันดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวผมออกมาเมื่อผมได้พบความท้าทาย และคุณต้องถูกท้าทายแน่นอนเมื่อคุณต้องหัดพูดภาษาหรือสำเนียงอื่น ตอนนี้มันคือสิ่งที่ผมถนัดมากครับ เพราะผมเคยแสดงเป็นคนรัสเซียในเรื่อง Atomic Blonde เมื่อเร็วๆ นี้ผมก็แสดงเป็นชาวเซอร์เบีย และอีกเรื่องผมก็ต้องพูดเยอรมัน ตอนนี้ผมเป็นคนแอฟริกาใต้ มาดูกันว่า เรื่องต่อไปจะเป็นยังไงครับ”

ฟลินน์อธิบายว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่คนดูจะต้องเข้าใจตัวผู้ร้ายมากพอๆ กับตัวพระเอก นั่นคือสิ่งที่สำคัญมากสำหรับโบธา “การมีผู้ร้ายที่ดูน่าเชื่อและน่ากลัวเป็นสิ่งสำคัญมากครับ” ฟลินน์กล่าว “เราได้เห็นผู้ร้ายที่ไว้หนวดดูเจ้าเล่ห์มามาก แต่เราอยากสร้างตัวละครผู้ร้ายที่มีแรงจูงใจที่คุณเข้าใจได้ ในภาพยนตร์ของเรา โบธากำลังทำงานของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะดูเพี้ยน และมีลักษณะเฉพาะตัว แต่เขาไม่ใช่แค่คนบ้านะครับ เขาคือคนที่มีมุมมอง เป็นคนที่อยากมีส่วนร่วมด้วยเท่านั้น”

สำหรับตัวละคร เบน ทางทีมผู้สร้างต้องการตัวคู่ปรับที่สามารถลุกขึ้นสู่กับจอห์นสันได้อย่างสมจริง พวกเขาพบคนๆ นั้นในตัวนักแสดงผู้ทรงพลังที่เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งฝากผลงานเอาไว้ในงานของเน็ทฟลิกซ์ เรื่อง Orange Is the New Black และผลงานของ STARZ เรื่อง American Gods  “ปาโบล ชไรเบอร์ ยิ่งใหญ่พอจะต่อสู้ตัวต่อตัวกับดเวย์นได้ครับ” การ์เซียบอก “ปาโบลเป็นผู้ชายร่างใหญ่ เขาสูง 6 ฟุต 5 นิ้ว สำหรับพวกเรา เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องหาคนที่เป็นคู่ปรับที่น่าหวั่นเกรงสำหรับดเวย์น และเป็นคนที่เราเชื่อว่าเคยเป็นเพื่อนเขาสมัยที่ยังทำงานในกองทัพ การแสดงเข้าขากันของพวกเขาเกิดขึ้นทันที ปาโบลคือความเพลิดเพลินที่พวกเรามีในกองถ่ายครับ เขามีความสามารถ และอินไปกับบทเต็มที่ เขาเข้าใจถึงความต้องการที่จะทำร้ายวิลล์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากทำอันตรายครอบครัวของวิลล์ครับ”

การต่อสู้ระหว่างวิลล์กับเบนในฮ่องกงคือฉากโปรดของเธอร์เบอร์ เขาอธิบายว่า “การได้เห็นกระทิงยักษ์สองตัวมาสู้กันในร้านค้าจีนมันสุดยอดมากครับ ช่างแสนสนุกที่ได้ดูปาโบลโรมรันต่อสู้กับดเวย์น” สำหรับเธอร์เบอร์ นี่คือฉากที่กำหนดแนวทางของภาพยนตร์ของเขา “เรื่องใหญ่ที่ผมกับดเวย์นคุยกัน ก็คือตัวละครของเขาแทบเอาชีวิตไม่รอด นั่นคือทุกอย่างที่เขาทำในการต่อสู้กับเบนครับ เขาแทบไม่สามารถได้แต้มเหนือกว่า เขาต้องดิ้นรน ตะเกียกตะกาย เพื่อจะนำหน้าให้ได้หนึ่งก้าว”

ก็ไม่ใช่ว่าผู้ร้ายทั้งหมดใน Skyscraper จะเป็นพวกโฉ่งฉ่าง ผู้ร้ายหลายตัวในเรื่องก็คือมือสังหารที่นิ่งเงียบ เมื่อให้พูดถึง เซีย ตัวละครของเธอ ซึ่งเป็นมือสังหารรับจ้าง ฮันนาห์ ควินลิแวน อธิบายว่า “เธอเก่งในงานที่ทำค่ะ เธอทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เธอไม่สนอะไรเลย เธอเป็นเครื่องจักรสังหารเลือดเย็น และเธอก็ทำงานนี้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด”

ในบรรดานักแสดงทุกคน ไม่มีใครที่จะคุยโอ้อวดได้เท่ากับเธออีกแล้ว “ฉันออดิชั่นบทนี้ก่อนฉันจะไปคลอดแค่วันเดียวค่ะ” ควินลิแวนอธิบาย “เราเริ่มถ่ายทำกันในสามเดือนต่อมา! นี่คือภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรกของฉัน ฉันกังวลมากเพราะฉันรู้ว่าฉันต้องพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลา ซึ่งเป็นภาษาที่ฉันไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ แต่ทุกคนน่ารักมากค่ะ พวกเขายอมรับฉัน พวกเขาสอนฉันเยอะมาก มันเหมือนครอบครัวขนาดใหญ่เลยค่ะ”

แรงบันดาลใจจากนักกีฬาโอลิมปิค:

เจฟฟ์ กลาสเบรนเนอร์มาเยือนกองถ่าย

 

ระหว่างดำเนินงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Skyscraper ทางทีมผู้สร้างมองหาแหล่งข้อมูลที่จะเข้ามาช่วยยืนยันได้ว่า การแสดงเป็น วิลล์ ซอว์เยอร์ ของจอห์นสัน ซึ่งมีความพิการจะต้องดูเหมือนจริงมากที่สุด “สำหรับผม เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ ครับที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงพลังที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่คนอื่นอาจคิดว่าเป็นตัวถ่วงหรือเป็นคำสาป” เธอร์เบอร์อธิบาย “คนพิการก็สามารถเป็นฮีโร่ได้เช่นเดียวกับทุกคน และผมก็ไม่เคยเห็นลักษณะเช่นนั้นบนจอภาพยนตร์มาก่อนครับ”

ฟลินน์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตอนที่เขาได้เห็นงานชิ้นหนึ่งในผลงานของ HBO เรื่อง Real Sports ที่พูดถึงนักกีฬาพาราลิมปิค เจฟฟ์ กลาสเบรนเนอร์ “รายการพิเศษนั้นทำให้ผมประทับใจมากเลยครับ” ฟลินน์กล่าว “มันคือหนึ่งในเรื่องที่ให้แรงบันดาลใจที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา เจฟฟ์ต้องเสียขาไปตั้งแต่เขาอายุ 8 ขวบ และมีคนบอกเขาว่าเขาไม่มีวันเล่นกีฬาได้ หรือใช้ชีวิตปกติได้ แต่ในไม่ช้า เขาตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมทำตัวเป็นเหยื่อ เขาจะต้องกลับมาควบคุมชีวิตของเขาให้ได้ นับแต่นั้น เขาลงแข่งไตรกีฬาคนเหล็กถึง 45 ครั้ง เขากลายมาเป็นแชมป์พาราลิมปิคสามครั้ง เป็นแชมป์โลกในกีฬาบาสเกตบอลวีลแชร์ เมื่อเร็วๆ นี้ เขายังกลายเป็นคนพิการอเมริกันคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอฟเวอเรสต์อีกด้วยครับ”

“ตอนที่ผมดูสารคดีเรื่องนี้ ผมได้รับแรงบันดาลใจมากครับ” ฟลินน์กล่าวต่อ “เจฟฟ์คือคนที่ผมอยากพบมาก และอยากแนะนำให้ดเวย์นได้รู้จักครับ เขากับดเวย์นมีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่ว่าพวกเขาจะตั้งเป้า และจะไม่ยอมหยุดเพื่อทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ พวกเขาสองคนยังเป็นคนที่มีความสุขและคิดบวกมากที่สุดที่ผมเคยเจอมาด้วยครับ”

ทางทีมผู้สร้างได้จัดเตรียมให้ เจฟฟ์ กลาสเบรนเนอร์ มาเยือนกองถ่าย และได้พูดคุยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน จากนั้น เขาได้ยังพูดคุยกับจอห์นสัน ให้คำแนะนำเรื่องวิธีการลงบันได หรือความสูงอื่นๆ ที่คุณไม่สามารถใช้ขาเทียมก้าวลงมาก่อนได้ ต้องใช้ขาจริงก้าวลงก่อนเท่านั้น กลาสเบรนเนอร์ยังแนะนำจอห์นสันในเรื่องการเดิน วิธีการติดตั้งขาเทียม วิธีการสวมมันที่อาจส่งผลต่อการกระโดดของคุณ อย่างเช่นการกระโดดจากเครนที่สูงถึง 1,000 ฟุต

ฟลินน์บอกว่ากลาสเบรนเนอร์ภูมิใจอย่างมากกับรูปแบบการนำเสนอตัวละครของ จอห์นสัน ที่เป็นคนพิการอย่างถูกต้อง “เจฟฟ์รู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีความสำคัญมากพอๆ กับผลงานสร้างแรงบันดาลใจต่อทุกคนในโลกนี้” ฟลินน์บอก “เขาชื่นชอบธีมของภาพยนตร์ของเราที่ว่า ‘ความกล้าหาญไม่มีขีดจำกัด’ และ “ข้อจำกัดเดียวที่เรามีคือข้อจำกัดที่เราตั้งขึ้นกับตัวเอง’ เขากับดเวย์นยังมีปรัชญาคล้ายๆ กันเกี่ยวกับการขยันทำงานและความสามารถของมนุษย์ ระหว่างพวกเขาสองคนมีช่วงเวลาที่พวกเขาแบ่งปันจิตวิญญาณที่คล้ายกัน”

ตัวละคร วิลล์ ซอว์เยอร์ กำลังต่อสู้กับความรู้สึกอ่อนไหวทั้งหลาย อันเนื่องมาจากความสูญเสียของเขา “มันสำคัญสำหรับดเวย์นและเจฟฟ์ที่ต้องพูดคุยกันเกี่ยวกับการเป็นคนพิการครับ” ผู้อำนวยการสร้างอธิบายเสริม “สภาพจิตใจเป็นเช่นไร เจฟฟ์ต้องเอาชนะสิ่งใดมาบ้าง และมีบางสิ่งที่คอยย้ำเตือนคุณเช่นไร” สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับทั้งทีมงานและทีมนักแสดงมากเป็นพิเศษก็คือ เรื่องราวของกลาสเบรนเนอร์เกี่ยวกับการเดินทางกลับบ้านหลังจากพิชิตเทือกเขาเอฟเวอเรสต์ “เขานั่งอยู่ตรงแถวประตูฉุกเฉิน และเขาก็พอใจกับพื้นที่พิเศษนั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่บริการบนเครื่องบินบอกเขาว่าเขาต้องย้ายที่นั่งเพราะ ‘ฉันต้องการคนที่พร้อมและสามารถ …’

“เจฟฟ์ตอบไปว่า ‘ผมพร้อมและสามารถครับ ผมเพิ่งพิชิตยอดเขาเอฟเวอเรสต์มา’” ฟลินน์เล่าต่อ “แต่เธอก็ขอให้เขาย้ายที่ มันคือตัวอย่างถึงวิธีที่เรามองคนพิการ แต่เจฟฟ์เลือกที่จะตอบโต้อย่างสุภาพ เขาเอาขาของเขาออกจากช่องเหนือศีรษะ และย้ายไปหกแถว การต้องรับมือกับเรื่องแบบนั้นในชีวิตของคุณ โดยต้องแสดงรอยยิ้มและจิตวิญญาณที่งดงาม มันคือพลังในแบบที่เราต้องการในโลกตอนนี้ครับ นั่นคือธีมหลักของ Skyscraper เราทุกคนต่างมีความสามารถที่จะเอาชนะอุปสรรคทุกชนิดที่จิตใจเราต้องเผชิญ ผมหวังว่ามันจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดูที่จะเชื่อว่าไม่ว่าคุณจะต้องเผชิญกับอะไร เราทุกคนต่างมีความสามารถที่จะมีชีวิตอย่างดีที่สุดได้”

จอห์นสันรู้สึกถ่อมตนให้กับพลังที่นักกีฬาโอลิมปิคผู้นี้มอบความรู้ที่เขามีให้กับทีมงานทุกคน “ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือของเจฟฟ์ และได้ศึกษาตัวเขาครับ” จอห์นสันบอก “เขาเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีมาก มันคือวันที่เราได้รับเกียรติและภาคภูมิใจที่ เจฟฟ์ มาเยือนกองถ่ายเป็นครั้งแรก ผมรู้สึกราวกับว่าเรามีโอกาสที่ได้สร้างตัวละครที่คนทั่วโลกสามารถเข้าใจได้”

กลาสเบรนเนอร์มาถึงกองถ่ายในวันที่ วิลล์ ซอว์เยอร์ จะต้องปีนขึ้นไปบนยอดสุดของเครนที่มีความสูงเท่าเดอะเพิร์ล และกระโดดออกจากเครนนั้น สู่ตึกที่สูงที่สุดในโลก ถ้าจอห์นสันจะต้องการแรงกระตุ้น เขาก็พบมันในตัวฮีโร่ผู้นี้ การได้เรียนรู้จากที่ปรึกษาผู้นี้ ทำให้การแสดงของจอห์นสันสมบูรณ์แบบ “หลังจากแสดง ผมเดินไปหาเจฟฟ์และถามเขาว่าเขาคิดอย่างไร เขาชอบมากครับ เขาพูดว่า ‘แม่เจ้าโว้ย นั่นคือวิธีที่ผมวิ่งจริงๆ เลยแหละ’ มันเป็นวันที่พิเศษมากครับ และเป็นวินาทีที่สุดยอดมาก ผมแค่หวังว่าผมจะสร้างสิ่งที่ถูกต้องโดยเจฟฟ์และโดยตัวละครตัวนี้ด้วยครับ”

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ขาเทียมของวิลล์ ถูกสร้างโดย ดีน ไอเลิร์ตสัน และทีมของเขา โดยมีการสแกนขาของจอห์นสัน จากนั้นก็มีการประเมินความฝ่อของกล้ามเนื้อ จากการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่าสิบปีหลังจากที่ต้องเป็นผู้พิการนั้น คาดการณ์ได้ว่ากล้ามเนื้อจะเริ่มหดตัวลงจากการไม่ได้ใช้ จากโมเดลสามมิติที่ถูกสร้างขึ้น และมีการทำพิมพ์ขา ในที่สุด ก็มีการทำขาเทียมและเบ้ารับ

“มีเรื่องทางเทคนิคมากมายที่เราต้องทำความเข้าใจครับ” ไอเลิร์ตสันบอก “เราเรียนรู้ว่ามีหลายวิธีที่จะยึดขาเทียมไว้กับขาของคุณ ซึ่งอันที่เราตัดสินใจใช้เรียกกันว่าเบ้าเจล นี่คือสิ่งแรกที่คนที่จะใส่ขาเทียมจะต้องใส่ในทุกเช้า จากนั้นก็จะมีระบบล็อค เมื่อคุณก้าวใส่มัน คุณจะต้องกระโดดเล็กน้อย คุณจะต้องโดดจนเกิดเสียงคลิ๊กๆๆ แล้วพอคุณใส่แล้ว มันจะไม่หลุดออกมาครับ มันคือสิ่งที่ทำให้ฉากที่ดเวย์นจะต้องห้อยหัวลงโดยเกี่ยวตัวไว้กับขาเทียมนั้นออกมาดูสมจริงมาก”

สิ่งที่ทีมงานของไอเลิร์ตสันได้เรียนรู้จากกลาสเบรนเนอร์ และพัฒนาการของขานั้น มันน่าตื่นตะลึงมาก “เวลามีคนสั่งขาเทียม” ไอเลิร์ตสันเล่าต่อ “ทางบริษัทต้องรู้น้ำหนักและส่วนสูงของคุณ เพราะมันไม่ใช่ตัวล็อคแบบยึดกับที่ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถที่จะใส่เท้าของคุณในแบบหนึ่ง และมันอาจขยับไปได้ มันต้องใช้ความรู้ทางวิศวกรรมเยอะมาก ผมเองยังทึ่งกับเทคโนโลยีนี้ เรามีทหารที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และคนที่เกิดอุบัติเหตุ มันดีมากเลยครับที่ได้มาเห็นว่าการเติบโตในเทคโนโลยีนี้ทำให้ผู้คนที่ต้องทนทุกข์กับอาการบาดเจ็บนี้ สามารถกลับมาเดินได้มากแค่ไหน”

 

 

 

 

 

 

การนำเสนอระดับโลก:

ภาษาและป้าย

 

นอกจากทีมนักแสดงนานาชาติแล้ว งานถ่ายทำ Skyscraper ยังเน้นการใช้ภาษาที่สมจริงอีกด้วย เมื่อตัวละครพูดกันในภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาใช้ภาษาตามชาติของพวกเขา ในกรณีนี้ก็คือภาษากวางตุ้งและภาษาจีนกลาง ภาษากวางตุ้งเป็นภาษาที่ใช้กันมากในฮ่องกง ขณะที่ภาษาจีนกลางเป็นภาษาสากลที่ใช้กันในจีนแผ่นดินใหญ่ (ซึ่งมีภาษาจีนหลายร้อยสำเนียงที่พูดกันในระดับท้องถิ่น) ผลก็คือคนที่อาศัยอยู่ในฮ่องกง มีทั้งที่พูดกวางตุ้ง หรือจีนกลาง หรือพูดทั้งสองภาษา

เพื่อสร้างความสมจริงตรงนี้ ทางทีมผู้อำนวยการสร้างได้จ้าง หลินลี ครูฝึกสำเนียง ลีได้แปลภาษาอังกฤษให้กับตำรวจฮ่องกง (และคนฮ่องกง) ให้เป็นภาษากวางตุ้ง นอกจากนี้ ทางทีมผู้อำนวยการสร้างยังได้ดึงผู้การตำรวจฮ่องกงที่เกษียณงานแล้วให้เข้ามาให้ความรู้ในแวดวงตำรวจอย่างเหมาะสมด้วย

จากนั้น ลียังดูแลป้ายต่างๆ ที่พบในรถเคลื่อนที่ของตำรวจฮ่องกง รวมไปถึงป้ายตามชั้นและในลิฟต์ในตึกเดอะเพิร์ล เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ถึงแม้คนดูที่พูดภาษาอังกฤษอาจไม่ได้สังเกตถึงความใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้ แต่คนดูที่พูดภาษาจีน ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกาหรือทั่วโลก จะพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้วางอยู่บนรากฐานความเป็นจริง เป็นโลกที่แสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอ

หลินลียังทำงานกับจอห์นสันและแคมป์เบลล์ ซึ่งตัวละครของพวกเขาจะต้องพูดภาษาจีนกลางหรือกวางตุ้งอยู่บ้าง ถึงแม้จะเป็นประโยคสั้นๆ แต่ภาษาทางฝั่งเอเชียนั้นแตกต่างไปจากภาษาอังกฤษ ทำให้การเรียนรู้เพียงแค่ไม่กี่ประโยคก็มีความยากอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาจีนกลางและกวางตุ้งยังถูกแบ่งแยกด้วยโทนเสียงด้วย การพูดคำที่ “เหมือนกัน” ในโทนต่างกัน คุณสามารถสื่อความหมายที่แตกต่างกันไปเลย “มันแตกต่างจากสิ่งที่หูฉันเคยคุ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส ซึ่งฉันพูดได้ดีค่ะ” แคมป์เบลล์เล่า “การใช้โทนเสียงให้ความหมายแตกต่างกันด้วย มันคือแนวคิดที่แตกต่างกันในการใช้ภาษา มันยากที่ฉันจะจำได้ แต่ก็สนุกที่ได้เรียนรู้ค่ะ แค่ฟังและพูดซ้ำตามเท่านั้น”

นักแสดงแต่ละคนมีวิธีที่แตกต่างกันในการรับมือกับงานนี้ แคมป์เบลล์ขอให้ลีบันทึกประโยคพูดลงในมือถือของเธอ และเธอจะคอยฝึกซ้อมทั้งเมื่ออยู่ในและนอกกองถ่าย ขณะที่จอห์นสันชอบซ้อมบทพูดในกองถ่าย จากนั้น ลีจะพูดบทพูดนั้นออกมา และจอห์นสันจะพูดซ้ำ จนจอห์นสันสามารถพูดได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเขาจับสำเนียงได้เร็วมาก เพราะเขา “เป็นคนหูดี” ตามที่ลีบอก แค่ลองพูดไม่กี่ครั้งเขาก็พูดได้ถูกต้อง

 

การต่อสู้บนรถ และท่าล็อคคอ

งานสตั๊นต์ระดับเอพิค

 

หนึ่งในฉากต่อสู้ที่น่าตื่นตาที่สุดใน Skyscraper ก็คือฉากต่อสู้ในอพาร์ตเมนต์ของเบน ที่วิลล์ต่อสู้กับเบน “นี่เป็นฉากสำคัญเพราะว่ามีเรื่องที่เราอยากใส่ลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเรื่องของชายที่แทบเอาชีวิตไม่รอด” การ์เซียอธิบาย “วิลล์คือซามูไรที่วางดาบลงแล้ว เขาไม่ได้ใช้การต่อสู้มือเปล่ามานานหลายปี เรียกว่าสนิมขึ้น เขาไม่ใช่ เจสัน บอร์น และเขาก็ไม่ได้ทำงานนี้อย่างใสสะอาด มันเป็นงานสกปรก มันโหด เป็นเรื่องของชายสองคนที่พยายามจะฆ่ากัน วิลล์แค่พยายามเอาชีวิตรอด นี่คือเพื่อนที่ดีของเขา และจู่ๆ เบนก็พยายามจะฆ่าเขา”

จอห์นสันไม่ประหลาดใจที่ได้เห็นว่าคนดูตอบสนองดีมากกับฉากต่อสู้ระหว่างอดีตเพื่อนที่เป็นเหมือนพี่น้องกันคู่นี้ ซึ่งต่างเป็นอดีตทหารผู้รับชาติ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นศัตรูกัน “มันดิบและจริงจังมากครับ” จอห์นสันบอก “สิ่งที่ผมชอบมากเกี่ยวกับฉากต่อสู้นี้ก็คือ ในฮอลลีวู้ดทุกวันนี้ มันมีอยู่หลายครั้งมากที่การต่อสู้ถูกจัดแต่ง บางครั้งฉากแอ็กชั่นก็เหมือนเกินเลยความเป็นจริง แต่กับฉากนี้ มันคือมือเปล่าเลยครับ มีแต่ความบ้า เลือด และความกล้าเท่านั้น”

ฉากต่อสู้นี้ถือว่าดุเดือดมาก เมื่อเบนเตะขาเทียมวิลล์จนหลุดออก มันเหมือนการทำร้ายจุดอ่อนของวิลล์ “นี่คือตัวละครที่มีความท้าทายทางร่างกาย” แคมป์เบลล์บอก “เราเคยเห็นดเวย์นแสดงเป็นตัวละครที่มีความสามารถทางร่างกาย เลยกลายเป็นเรื่องน่าทึ่งที่ได้เห็นเขาเป็นคนอย่างวิลล์ และแสดงตามแบบความเป็นจริง ตัวละครตัวนี้ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ เขาดิ้นรนต่อสู้ คนดูจะต้องประหลาดใจที่เห็นว่าดเวย์นสามารถแสดงแบบนี้ก็ได้”

การต่อสู้อีกฉากหนึ่งที่มีความโดดเด่นสำหรับจอห์นสัน ก็คือ การต่อสู้บนยอดตึกเดอะเพิร์ล กับนักเลงที่รับบทโดยนักมวยปล้ำ WWE เจสัน เดย์ ซึ่งมีฉายาว่า “ดูมส์เดย์” สำหรับ จอห์นสัน ฉากต่อสู้ฉากนี้บ่งบอกทุกอย่าง เพราะในตัวละคร วิลล์ “ทุกตารางนิ้วในตัวเขา ในจิตวิญญาณของเขา ในดีเอ็นเอของเขา ไม่ยอมให้เขายอมแพ้ เขาจะไม่ยอมหยุด เขาจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ” สำหรับฉากนี้ เดย์ต้องแสดงท่าล็อคคอ จอห์นสัน จากด้านหลัง ซึ่งกินเวลานานพอสมควร ซึ่งอาการหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงของจอห์นสันไม่ใช่การแต่งหน้า

จอห์นสันไม่ใช่เพียงคนเดียวที่จะต้องลงไปพะบู๊ ศัลยแพทย์ประจำกองทัพอย่าง ซาร่าห์ ก็ต้องลงไปต่อสู้ด้วยตัวเองเช่นกัน “ฉากการต่อสู้ในรถกับฮันนาห์เป็นฉากที่ดูสนุกมากค่ะ” แคมป์เบลล์บอก “เพราะคุณมีตัวละครสองตัวที่แตกต่างกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็เป็นตัวละครหญิงที่แข็งแกร่ง และต้องมาต่อสู้กัน เพราะมันเป็นพื้นที่จำกัดอย่างในรถ การออกแบบคิวบู๊จึงต้องสร้างสรรค์มาก มันคือความท้าทายที่น่าสนใจสำหรับผู้ประสานงานสตั๊นต์ค่ะ แต่พวกเขาทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาก”

 

จินตนาการฮ่องกง:

การออกแบบ, ถ่ายทำ และดนตรีประกอบ

 

งานสร้างเดอะเพิร์ล

วินสตัน เชอร์ชิลล์ ได้กล่าวเอาไว้ในการพูดคุยกับรัฐสภาหลังจากประเทศได้รับความเสียหายจากระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า “เราสร้างอาคาร หลังจากนั้น พวกมันจะสร้างเรา” คำกล่าวนี้เองที่ส่งผลโดยตรงกับโปรดักชั่นดีไซเนอร์ จิม บิสเซลล์ ในการออกแบบเดอะเพิร์ล “อาคารหรือผังเมืองคือสิ่งที่กำหนดวัฒนธรรมที่อยู่ในนั้น” บิสเซลล์บอก “มันต้องขุดลึกลงในวัฒนธรรมของที่ที่เราอยากสร้างขึ้นมา มันต้องมีเสน่ห์ในเชิงสถาปัตยกรรม ถึงแม้ความจริงที่ว่าเรามีเวลาเพียงห้าเดือนเท่านั้นในการออกแบบทุกอย่างและเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่เดอะเพิร์ลต้องดูเหมือนใช้เวลาพัฒนาสร้างมานานหลายปีแล้วครับ”

ตามที่ บิสเซลล์ บอก “อาคารแห่งนี้ไม่ได้ถูกทำลาย อาคารแห่งนี้มีความคงทน มันคือสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ตรงกันข้ามกับสัญลักษณ์ของความโอหังอย่างใน Towering Inferno ซึ่งมันเป็นอุปมาอุปไมยว่า ‘เราก้าวไกลเกินไป’ ในภาพยนตร์เรื่องนั้น มีผู้รับเหมาที่ฉ้อโกง และสถาปนิคที่ยอมประนีประนอม แต่ใน Skyscraper อาคารแห่งนี้มันน่าทึ่งมากครับ มันแค่ถูกลวงโดยพลังแห่งความชั่วร้ายเท่านั้น”

บิสเซลล์และทีมของเขาเริ่มต้นด้วยการค้นคว้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน พวกเขามองหาธีมหลักรอบๆ สิ่งที่เขาสามารถสร้างได้ พวกเขาพบตำนานเกี่ยวกับ “ไข่มุกมังกร” และพบว่าในวัฒนธรรมจีน ไข่มุกคือตัวแทนของการรู้แจ้ง หรือการเดินทางของจิตวิญญาณที่มุ่งสู่การรู้แจ้ง ในตำนานเรื่องนี้ เด็กชายกลายร่างเป็นมังกรในแม่น้ำ หนึ่งในการค้นคว้าของบิสเซลล์พบว่า ปากแม่น้ำเพิร์ลจะไหลสู่ทะเลในฮ่องกง และบ่อยครั้งที่แม่น้ำเพิร์ลนี้ถูกเปรียบว่าเป็นมังกร

เมื่อบิสเซลล์เดินทางไปดูโลเกชั่นในฮ่องกง ยิ่งเขาศึกษาภูมิประเทศของพื้นที่แห่งนี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องสร้างเดอะเพิร์ลเอาไว้ที่ฝั่งเกาลูน ไม่ใช่บนฝั่งฮ่องกง มันทำให้ทีมผู้สร้างสามารถมีภาพฮ่องกงเป็นแบ็คกราวน์ จากนั้น บิสเซลล์ได้รู้ว่าคำว่า เกาลูน หมายถึง  “มังกรเก้าตัว” มีภูเขาแปดลูกอยู่ด้านหลังเมืองซึ่งเป็นตัวแทนมังกรแปดตัว กับมีฮ่องเต้เป็นมังกรตัวที่ 9 (ไอเดียเกิดมาจากจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ่ง เมื่อจักรพรรดิเจ้าปึ่ง ที่มีพระชนม์มายุแค่ 7 พรรษา (เกิดปี 1972) ที่ปกครองบัลลังก์นานแค่ 313 วัน กระโดดหน้าผาหลังจากกองทัพของพระองค์พ่ายให้กับมองโกล)

การทำงานกับภาพของมังกรและไข่มุก ทีมงานของบิสเซลล์เริ่มพัฒนางานออกแบบอาคารหลังนี้ “หนึ่งในสิ่งที่ต้องมีก็คือการมีหอสังเกตการณ์ทรงกลมขนาดใหญ่ยักษ์” บิสเซลล์อธิบาย “ปัญหาก็คือถ้าคุณสร้างอาคารที่เป็นเส้นตรงแบบปกติทั่วไป และติดโดมเอาไว้บนยอดตึก มันก็จะดูเหมือนศิวลึงก์ ดังนั้นเราจึงเล่นกับรูปทรงที่ต่างออกไป และผมรู้สึกว่าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง คุณจะต้องออกแบบให้มันดูบึกบึน ดังนั้นเราจึงเริ่มเล่นกับไอเดียนั้น ซึ่งเริ่มต้นด้วยงานออกแบบที่ดูเหมือนมังกรกำลังเลื้อยขึ้นไปหาไข่มุก”

แต่เริ่มเดิมที สมาชิกคนหนึ่งของทีมบิสเซลล์ได้พัฒนางานออกแบบที่ต้องมีเสาสามต้นที่บิดตัวเมื่อตัวอาคารสูงขึ้น เกิดเป็นเหมือนโครงร่างสามขาที่ค้ำยันรูปทรงกลม หรือไข่มุกที่อยู่บนยอดสูงสุดเอาไว้ บิสเซลล์จินตนาการว่ามันคือปากของมังกร และเขาตั้งคำถามว่า “จะเป็นอย่างไรถ้าเราใส่ลูกตาเอาไว้ตรงนี้ และมันกลายเป็นกังหันลม”

บิสเซลล์เล่าว่า จากตรงนั้น  “เราเริ่มต้นสร้างงาน และเราก็เปลี่ยนอาคารหลังนี้ให้กลายเป็นมังกรที่ตั้งอยู่ริมอ่าววิคตอเรียฮาร์เบอร์ เรามีสระน้ำที่ถูกสร้างล้อมรอบฐานอาคาร ที่ซึ่งน้ำไหลเข้าออกเพื่อหมุนกังหัน และนั่นคือส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้า จากนั้นก็มีกังหันลมที่หมุนอยู่รอบชั้นที่ 150”

สุดท้าย พวกเขาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และทำให้เดอะเพิร์ลมีระบบพลังงานอัตโนมัติ “เมื่อเราเกิดไอเดียเรื่องสระน้ำที่มีระบบน้ำขึ้นน้ำลง เราคิดว่าถ้างั้นทำไมไม่พัฒนาสระนี้ให้กลายเป็นทุ่งนาล่ะ ดังนั้นเดอะเพิร์ลไม่เพียงแต่มีพลังงานใช้ในตึกที่ผลิตเองเท่านั้น แต่ยังเพาะปลูกอาหารได้เองด้วย” บิสเซลล์อธิบายต่อ “ข้าวคือพืชพันธุ์หลักของจีน ดังนั้นคุณจึงมีอุปมาอุปไมยถึงมังกรที่พุ่งขึ้นมาจากทุ่งนา และขึ้นไปสู่ท้องฟ้าเพื่อก้าวหาไข่มุกแห่งภูมิปัญญา ทั้งหมดนี้ประกอบรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาสองอาทิตย์ นั่นถือเป็นโชคดีมากครับ บางครั้งนั่นคือวิถีแห่งศิลปะ คุณมีโชคดีและเรื่องดีๆ เหล่านี้ก็เกิดขึ้นครับ”

มังกรพุ่งขึ้นไปหาไข่มุกบนท้องฟ้า บิสเซลล์จึงอยากสร้างภาพของไข่มุกลอยอยู่ในอากาศ โดยเขาได้แรงบันดาลใจจาก Salar de Uyuni ทะเลเกลือที่เหมือนกระจกของโบลีเวีย ซึ่งสะท้อนภาพท้องฟ้า และสร้างภาพที่น่าตื่นตะลึงอย่างมาก “ผมคิดว่า” บิสเซลล์เล่า “ถ้าคุณมีตึกที่สูง 225 ชั้น และคุณมีพื้นผิวที่สะท้อนภาพ ท้องฟ้าก็จะกลายมาเป็นพื้น และคุณก็จะได้ภาพที่ดูไร้ข้อจำกัดแบบเดียวกัน  เราจึงออกแบบปากขนาดใหญ่ที่โผล่ออกมาจากโดม และเมื่อประตูทางเข้าเปิดคุณเข้าสู่ความรู้สึกที่มันกว้างใหญ่ไร้ขีดจำกัด คุณจะมีความรู้สึกเหมือนว่าคุณกำลังก้าวเข้าสู่แดนสวรรค์”

ส่วนของหอสังเกตการณ์ถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ไอเดียนั้นยังคงยึดมั่นกับความเป็นจริง เพทรา โฮลทอร์ฟ-สแตร็ทตัน วิชวลเอฟเฟ็กต์ โปรดิวเซอร์/ โพสต์โปรดักชั่นซูเปอร์ไวเซอร์ กล่าวว่า “มันสามารถสร้างได้ในชีวิตจริง อาคารหลายแห่งก็มีสกายวอล์กแบบนี้ คุณออกไปนอกอาคาร และมันจะมีสระน้ำสุดลูกหูลูกตาจนคุณคิดว่าคุณอยู่ตรงขอบตึก แต่ที่จริงมันเป็นภาพลวงตา เหตุผลเดียวที่เราสร้างมันไม่ได้ก็เป็นเพราะอาคารของเราไม่ได้มีอยู่จริง แต่ทุกอย่างที่เราสร้างขึ้นต้องให้ความรู้สึกราวกับว่ามันมีอยู่ในโลกจริงๆ เราอยากให้คนที่ไปดูหนังเรื่องนี้อยากไปเยือนฮ่องกงและได้เห็นอาคารของเรา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีอยู่จริงก็เถอะ”

นอกจากทีมออกแบบของเขาแล้ว บิสเซลล์ยังได้คำปรึกษาจาก เอเดรียน สมิธ สถาปนิคของตึก Burj Khalifa ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก ในช่วงที่มีการพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ฟลินน์เล่าถึงการติดต่อหาสมิธ ซึ่งเปิดเผยไอเดียของเขา ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ “เอเดรียนบอกเราว่าหนึ่งในปัญหาในการสร้างอาคารที่มีความสูงขนาดนี้ ก็คือเรื่องง่ายๆ อย่างสายเคเบิ้ลลิฟต์ เพราะมันคงไม่มีสายเคเบิ้ลที่ยาวจนถึงยอดบนสุดได้ เอเดรียนบอกว่า ‘ลองจินตนาการว่าคุณสามารถใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กในการผลักดันลิฟต์ให้ลอยขึ้นไปและลงมาถึง 3,000 ฟุตดูซิ’ มันคือนิยายวิทยาศาสตร์จริงๆ และเราก็ปิ๊งส์เลย และใส่มันลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ”

“เราให้เอเดรียนคุยโทรศัพท์กับรอว์สัน และพวกเขาก็เริ่มเสนอไอเดียต่างๆ ซึ่งนำเราไปสู่แนวคิดพื้นฐานของเดอะเพิร์ลครับ” ฟลินน์กล่าวต่อ “จากนั้น เราก็จ้าง จิม บิสเซลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักออกแบบที่เก่งที่สุดในโลก และเขาก็พบตำนานจีนที่น่าทึ่งเรื่องนี้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับรูปทรงของอาคาร พื้นผิว และสีสัน ซึ่งเข้ากันได้ดีกับเรื่องของเจ้า นั่นคือวิธีที่ทุกอย่างกลายมาเป็นจริงครับ”

เมื่อมีการตัดสินใจในงานออกแบบด้านนอกของอาคารแล้ว คำถามต่อไปก็คือจุดไหนของฮ่องกงที่เหมาะจะตั้งอาคารแห่งนี้เอาไว้ ในความเป็นจริง ปัจจุบัน อาคารที่สูงที่สุดในฮ่องกงก็คือตึก International Commerce Centre ที่สูง 108 ชั้น แต่เดอะเพิร์ลที่มีทั้งหมด  225 ชั้น มีความสูงมากขึ้นกว่าสองเท่า บิสเซลล์จึงใช้โมเดลดิจิตอลของฮ่องกง และเริ่มเล่นกับมุมต่างๆ สุดท้าย บิสเซลล์บอกว่า เดอะเพิร์ล “ดูน่าตื่นตะลึง และตั้งอยู่ใจกลางเลยครับ”

 

การสร้าง (และเผา) เจดพาร์ค

ความท้าทายต่อไปสำหรับทีมผู้สร้างก็คือ การสร้างเจดพาร์ค ที่แตกต่างไปจากอาคารทั่วไปที่มีสวนแนวราบอยู่บนดาดฟ้า เจดพาร์คคือพื้นที่แนวตั้ง 30 ชั้นที่ต้องเริ่มต้นทำงานตั้งแต่แนวคิดแรกเริ่ม จากนั้นก็ต้องสร้างจากแง่มุมของการถ่ายทำด้วย

การวางแนวคิดเริ่มแรกเริ่มต้นด้วยการค้นคว้าถึงวิวัฒนาการเกี่ยวกับมังกรในงานศิลปะของจีน ตั้งแต่สมัย 200 ปีก่อนคริสตกาล ภาพวาดจีนมักเป็นภาพวาดธรรมชาติ ฉะนั้นภาพวาดส่วนใหญ่ของจีนจึงเป็นข้อมูลอ้างอิงให้กับเจดพาร์คได้ คำถามก็คือจะนำเอาความงดงามของภาพวาดเหล่านั้นมาใส่เอาไว้ในโลกสามมิติในสวนแห่งนี้ได้อย่างไร สุดท้าย ทีมงานได้จ้างศิลปินร่วมสมัยที่เข้ามาจินตนาการภาพวาดโบราณเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ด้วยการสร้างเลเยอร์ของแสงและเงาที่ประกอบเข้าด้วยกันจนกลายเป็นวิวทิวทัศน์ และโดยหัวใจแล้ว มันได้กลายมาเป็นเจดพาร์ค

อย่างไรก็ดี การถ่ายทำฉากเปิดเรื่อง ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะฉากดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งภายใต้แสงตามธรรมชาติที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา การถ่ายทำจึงต้องเกิดขึ้นด้านนอกเพื่อแม็ตช์กับแสงเหล่านั้น มันทำให้เกิดปัญหา พวกเขาควรใช้จอกรีนสกรีนติดตั้งฉากด้านนอก และสร้างสวนทั้งหมดขึ้นในคอมพิวเตอร์หรือไม่ การสร้างสวนด้านนอก จากนั้นก็นำมันเข้ามาในฉากขนาดใหญ่ด้านใน หรือจะใช้สวนจริง จากนั้นก็สร้างพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นสำหรับฉากแอ็กชั่น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับงานวิชวลเอฟเฟ็กต์หรือไม่ สุดท้าย ทางเลือกที่ 3 คือวิธีที่เหมาะสมที่สุด และ ซีซิล พาร์ค ที่มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ถูกเลือกให้มาเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากเจดพาร์ค

ภายในพื้นที่สวนก็คือน้ำตกสูง 30 ชั้น ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยขนาดที่เล็กกว่าภาพที่เห็นในภาพยนตร์ แต่ก็ยังมีขนาดใหญ่จนน่าประทับใจ โจล วิสต์ สเปเชียลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ เป็นผู้ดูแลงานสร้างสิ่งที่จะกลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งจะต้องปั๊มน้ำด้วยอัตรา 2,000 แกลลอนต่อนาที อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ฉากนี้ต้องเก็บกักน้ำและปั๊มน้ำขึ้นไป คือสิ่งที่ วิสต์ บอกว่า “เป็นอ่างกันกระสุน เพื่อทำให้มันปลอดภัยและทำงานอย่างต่อเนื่อง เราต้องสามารถปิดและเปิดมันได้ในช่วงพริบตา”

นี่ไม่ใช่งานง่ายเลย ระดับของน้ำจะต้องมีมากพอที่จะสร้างฉากทึบแสงทำให้เรามองไม่เห็นตัวละคร จอร์เจีย เมื่อเธอหลบให้พ้นจากสายตาลูกน้องของโบธา นั่นหมายความว่าปั๊มน้ำจะต้องสามารถควบคุมความเร็วที่ทำให้สามารถปรับแต่งจำนวนน้ำได้ในระหว่างการทดสอบ เมื่อระดับน้ำถูกกำหนดแล้ว จะต้องมีการคำนวณการเคลื่อนไหวของน้ำ เพื่อให้มีน้ำมากพอในอ่างน้ำและปั๊มตลอดเวลา “ระหว่างการคิดคอนเซ็ปต์ การร่างภาพ การคำนวณ และการพบปะกับทีมปั๊มน้ำ จากนั้นก็ต้องคำนวณการทำงานของปั๊ม น้ำหนัก มาตราต่างๆ และฝ่ายศิลปกรรมก็เปลี่ยนไป กระบวนการนี้กินเวลาหลายอาทิตย์มากครับ” วิสต์อธิบาย

ความท้าทายประการที่ 2 ของเจดพาร์ค ก็คือ การจุดไฟเผามัน หลายชอตนั้นอันตรายเกินกว่าจะถ่ายทำได้จริง การใช้จอกรีนสกรีนจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็มีหลายชอตที่มีการใช้ไฟในการถ่ายทำจริงๆ ซึ่งต้องมีการเตรียมงานอย่างเข้มงวดภายในการดูแลของผู้ประสานงานสตั๊นต์ อัลลัน ป็อปเพลตัน

“เราอยากให้คนดูรู้สึกถึงความกระวนกระวายของตัวละครครับ” เจเจ เพอร์รี่ ผู้กำกับกองถ่ายย่อยที่ 2 อธิบาย “ดังนั้นการจับพวกเขาไปอยู่ในไฟจริงๆ แต่กันไม่ให้พวกเขาได้รับอันตรายก็คือการทดสอบ ทุกฉากต้องมีการทดสอบก่อนที่ฉากจะถูกสร้างขึ้น จากนั้นก็มีการทดสอบและพิสูจน์ มีส่วนที่ขยับได้ให้กับทีมสตั๊นต์ของเรา เราถ่ายทำโดยใช้ตัวแสดงแทน และทำให้แน่ใจว่าสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ และทุกคนพอใจ แต่เราก็พยายามที่จะถ่ายทำกันในกองถ่ายให้มากที่สุด เราจุดไฟภายในฉากหลายครั้งด้วยกัน แต่อัลและทีมของเขาทำงานได้สุดยอดมากครับ”

สิ่งที่ช่วยเพิ่มความจริงจังให้กับสถานการณ์นี้ก็คือการมีเด็กๆ อยู่ด้วย อย่างไรก็ดี เด็กๆ ทั้งสองคนทำงานราวกับเป็นมืออาชีพ สำหรับค็อตเทรลล์ ประสบการณ์ครั้งนี้เหมือนได้เข้าไปเล่นสวนสนุก ซึ่งมีทั้งความสนุกและความน่ากลัว “ฉากลิฟต์ในเจดพาร์ค นั่นคือฉากที่ผมชอบมากเลยครับ” ค็อตเทรลล์บอก “สนุกมาก เรามีจอกรีนสกรีนอยู่ด้านหลัง และไฟก็พุ่งขึ้น แต่ส่วนที่น่ากลัวที่สุดก็คือเรามีเครื่องเล่นเล็กๆ แปลกๆ อยู่ใต้ตัวเรา และมันก็เหวี่ยงเราไปทั่ว เราแทบบ้าเลย ผมกลัวจริงๆ นะครับ มันเหมือนจริงมาก ดเวย์นมีบทพูดที่ต้องพูดว่า  ‘ลูกไม่มีทางกล้าหาญได้ถ้าลูกไม่รู้จักกลัว’ นั่นเป็นประโยคที่ให้แรงบันดาลใจกับผมจริงๆ ครับ”

ทุกอย่างขึ้นกับ เอริก แนช วิชวลเอฟเฟ็กต์ซูเปอร์ไวเซอร์ของ Motion Picture Company (MPC) ที่จะรวมภาพที่ได้จากการถ่ายทำ ผสมรวมเข้ากับไฟดิจิตอลของเขา “เมื่อใดก็ตามที่คุณมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แบบนี้” แนชบอก “กลเม็ดก็คือการจัดแสงที่บ่งบอกว่ามันจะเป็นอย่างไรเมื่ออยู่ที่นั่น ในกรณีนี้ เรามีเอฟเฟ็กต์แสงจากเปลวไฟมากมายภายใต้พื้นกระจกที่สะท้อนแสงจากไฟที่อยู่ต่ำกว่าตัวละครลงไปเป็นสิบชั้น”

“และยังมีแสงจันทร์ที่จะต้องฉายส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาด้วยครับ” วิชวลเอฟเฟ็กต์ซูเปอร์ไวเซอร์ กล่าวต่อ “คุณต้องจินตนาการถึงผลลัพธ์สุดท้ายและแสงให้ได้อย่างถูกต้อง โรเบิร์ต เอลส์วิท และทีมของเขาสร้างการจัดแสงได้อย่างยอดเยี่ยม และให้แสงไฟที่ดูสวยสำหรับเรา เหมือนตัวละครของพวกเราไปตกอยู่กลางกองไฟจริงๆ ครับ”

 

สตาร์เฟอร์รี่ในแวนคูเวอร์

เพราะมีฉากแอ็กชั่นมากมายเกิดในอาคาร การเล่าเรื่องจึงไม่เปิดโอกาสให้แสดงฉากภายนอกของฮ่องกงมากนัก ฉากแอ็กชั่นฉากแรกที่เกิดขึ้นนอกอาคารก็คือฉากปล้น ซึ่งบทภาพยนตร์เรียกร้องให้วิลล์และเบนต้องนั่งกินบะหมี่อยู่ในตรอกในฮ่องกง แต่ทางโปรดักชั่นดีไซเนอร์ บิสเซลล์ มองเห็นโอกาสที่จะใช้นครแห่งนี้เป็นฉากหลังโดยจัดให้ฉากนี้ไปเกิดขึ้นที่สตาร์เฟอร์รี่อันมีชื่อเสียงโด่งดังของฮ่องกง (เป็นบริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก) เขาเสนอไอเดียการเปลี่ยนแปลงนี้กับผู้กำกับ ซึ่งเห็นด้วยกับสัญชาตญาณของบิสเซลล์ในทันที

จากนั้น ความเป็นจริงก็บังเกิด ไอเดียในการตกแต่งเรือลำหนึ่งในแวนคูเวอร์ และตกแต่งท่าเรือ นี่ยังไม่พูดถึงการถ่ายทำฉากแอ็กชั่น เกือบจะทำให้พวกเขาต้องยุติไอเดียนี้แล้ว ในไม่ช้า มันก็กลายเป็นว่า ‘เราคงทำแค่นี้ไม่ได้ ต้องย้อนกลับไปถึงบะหมี่กันเลย’ บิสเซลล์หัวเราะ “จากนั้น เราก็แค่นั่งลงและมองไปที่ลุ่มน้ำ และผมก็คิดว่า ‘ทำไมฉันไม่ใช้ริมตลิ่งน้ำนั้นให้เป็นท่าเรือล่ะ เราจะสร้างส่วนบนของสตาร์เฟอร์รี่ขึ้นมา’ ผมรู้ว่าถ้าเราทำมันได้ถูกต้อง เราสามารถใส่เส้นทางเฟอร์รี่เอาไว้เป็นแบ็คกราวน์ได้ มันจะให้ความรู้สึกใหญ่โต โดยเฉพาะถ้าเราใช้เฮลิคอปเตอร์ถ่ายทำชอตภาพฮ่องกง และมันก็ควบคุมได้ด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ต้องใช้เรือจริงและเป็นห่วงเรื่องกระแสน้ำและท่าเรือและทุกสิ่งอย่าง เราก็แค่ย้อนมันกลับไปที่ตำแหน่งเริ่มต้น และมันก็ได้ผลดีเลยครับ!”

จากนั้นสตาร์เฟอร์รี่ก็ถูกใส่เข้ามาในทีหลังภายใต้การดูแลของโฮลทอร์ฟ-สแตร็ทตัน “ความท้าทายสูงสุดของฉากเฟอร์รี่” โฮลทอร์ฟ-สแตร็ทตัน อธิบายว่า “ซึ่งก็คือมันจะต้องถ่ายทำไปตามแนวแม่น้ำเฟรเซอร์ของแวนคูเวอร์ โดยมีเรือและรถไฟจริงๆ วิ่งผ่าน ดังนั้น การปรับแต่งภาพและเรื่องของเสียงจึงเป็นงานท้าทายมาก สิ่งที่เรามี ก็คือส่วนหนึ่งของเรือเฟอร์รี่ เราสร้างมันให้ใหญ่มากพอ เพื่อที่เราจะได้ให้นักแสดงหลักๆ ขึ้นไปอยู่บนนั้น กับตัวประกอบจำนวนหนึ่ง และเราเพิ่มส่วนด้านหน้าและด้านหลังของเรือเฟอร์รี่ด้วยงานดิจิตอล เราสร้างโมเดลดิจิตอลขึ้นมาโดยใช้ภาพอ้างอิงจากเรือสตาร์เฟอร์รี่ของจริงของที่นั่น และเราก็ไปที่ฮ่องกง และหาข้อมูลเรือเฟอร์รี่ของจริง จากนั้นศิลปินที่ไอแอลเอ็มและ Iloura ได้สร้างโมเดลเรือดิจิตอลขึ้นมา ซึ่งเรานำไปใส่เอาไว้ในฉากนั้น”

 

ผู้เล่นหลักและกองถ่ายย่อยที่ 2

เรือเฟอร์รี่ น้ำตก และการถ่ายทำฉากไฟไหม้ เหล่านี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของวิธีที่เธอร์เบอร์ใช้ในการสร้าง Skyscraper  “ต้องเล่นใหญ่ หรือไม่ก็กลับบ้านซะ” เธอร์เบอร์กล่าว “ใช่ครับ มันคือความท้าทายทางด้านเทคนิค และเป็นความท้าทายในการสร้างสรรค์ เราต้องถ่ายทำงานครึ่งหนึ่งที่โลเกชั่น จากนั้นก็ถ่ายทำฉากที่เหลือในกองถ่าย เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเข้ากันได้ดี และต้องใช้ได้ด้วย มันคือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่มีฉากขนาดใหญ่ และขนาดงานสร้างขนาดใหญ่ แต่ผมมีทีมงานที่สุดยอดมาก ผมมีเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง โรเบิร์ต เอลส์วิท มาถ่ายทำภาพยนตร์ของผม ซึ่งถือเป็นฝันที่เป็นจริงสำหรับผม  และผมก็มีหนึ่งในโปรดักชั่นดีไซเนอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นั่นก็คือ จิม บิสเซลล์ ที่ทำให้เรื่องราวนี้มีชีวิตขึ้นมาครับ”

สำหรับกองถ่ายย่อยที่ 2 เธอร์เบอร์ได้ เจเจ เพอร์รี่ มาทำงานด้วย นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้รับโอกาสให้กำกับหลังจากพยายามทำงานไต่เต้ามานานหลายปี “ผมเคยอยู่ในกองทัพก่อนหน้าที่ผมจะทำงานนี้ และผมก็ไม่เคยไปโรงเรียนสอนทำภาพยนตร์มาก่อนครับ” เพอร์รี่ บอก “แต่ผมทำงานกับซีรีส์มา 400 ตอน และภาพยนตร์กว่า 150 เรื่อง ตอนที่ผมอยู่ในกองทัพ ผมไม่รู้เลยว่าผมจะนำการฝึกฝนนั้นมาทำอะไรเมื่อเป็นพลเรือน แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วครับ ผมเหมาะกับงานนี้ คุณนำทีมโดยยกตัวอย่าง และสร้างโอกาสให้ทีมของคุณทำงานให้สำเร็จ ผู้นำที่ดีจะรู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะควรเดินตาม และเมื่อไหร่ที่จะหลีกทาง ผมโชคดีมากกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ผมมีทีมงานที่อาจจะเดินตามผมเข้าไปในอาคารที่กำลังลุกเป็นไฟจริงๆ ครับ”

แต่เริ่มเดิมที แผนสำหรับกองถ่ายย่อยที่ 2 ก็คือการเดินตามกองถ่ายแรก และคอยเก็บรายละเอียดงาน แต่เพราะตารางการถ่ายทำเป็นงานท้าทายมาก หน้าที่ของเพอร์รี่จึงมีมากขึ้น เพอร์รี่บอกว่าโชคดี “ที่รอว์สันอธิบายชัดเจนถึงสิ่งที่เขาต้องการ เขาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงมองเห็นภาพยนตร์เรื่องนี้ในหัวของเขาแล้ว และเขาก็บรรยายจินตนาการของเขาเพื่อให้เราแปลงมันไปเป็นงานให้เขา เขาเป็นผู้กำกับที่ดี เป็นมือเขียนบทที่ดี และมีความสามารถ มันสนุกที่ได้เห็นเขาทำงานของเขาครับ”

เพอร์รี่ ซึ่งเคยร่วมงานกับจอห์นสันครั้งแรกใน The Scorpion King รู้สึกดีใจอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับจอห์นสันอีกครั้ง “เขาคือเพชรเม็ดงามครับ” เพอร์รี่เอ่ยชม “ผมกระโดดเข้าใส่ทุกโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับเขา ดเวย์นเคยเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลมาก่อน และเพราะเขาเคยเล่นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีม เขาจึงเข้าใจกระบวนการสร้างภาพยนตร์เป็นอย่างดี มีหลายด้านของเพชรเม็ดนี้ และทุกคนก็คือด้านหนึ่ง ดังนั้นคุณจึงต้องควบคุมและทำงานกับทุกด้านที่แตกต่างกันเหล่านั้นเพื่อทำให้เพชรเปล่งประกายออกมา และนั่นก็คือจุดที่ผมเข้าใจเขาได้ดีครับ”

 

ความเป็นจริงประดิษฐ์

ความสามารถที่จะบรรยายภาพจินตนาการของเขาให้คนอื่นเข้าใจได้ ส่งผลได้ดีเมื่อรอว์สันทำงานกับภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในความจริงประดิษฐ์มากขนาดนี้ การทำงานกับผู้กำกับผู้นี้มาเป็นเวลานาน ทำให้จอห์นสันมีความเชื่อใจที่จะถ่ายทำ Skyscraper ไม่มีฉากไหนที่ความเชื่อใจจะสำคัญเท่ากับในฉากต่อสู้ในฉากไข่มุกยักษ์ ส่วนที่ถูกสร้างขึ้นจริงเพียงพื้นที่เดียวก็คือตัวพื้น ขณะที่ส่วนอื่นๆ นักแสดงต้องจินตนาการขึ้นมาเอง ฉากที่ว่านั้นถ่ายทำด้วยกล้องห้าตัวที่ตั้งอยู่ในมุมที่ต่างกัน และภาพที่ต่อมาจะปรากฎขึ้นบนจอที่มีความละเอียดสูง ถูกสร้างขึ้นในงานโพสต์โปรดักชั่น ผลก็คือฉากที่มีความซับซ้อน ที่เป็นการผสมผสานอย่างละเอียดระหว่างงานแอ็กชั่นที่ใช้คนแสดงกับสภาพแวดล้อมดิจิตอล

อย่างไรก็ดี โฮลทอร์ฟ-สแตร็ทตัน กล่าวว่า “ถ้าคุณมีทีมงานที่ดี คุณสามารถทำได้ทุกอย่าง เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก คุณอาจเคยต้องรอนานถึง 20 ชั่วโมงกว่าจะได้เห็นภาพสมบูรณ์หนึ่งเฟรมภาพ แต่ตอนนี้คุณรอแค่ 20 วินาทีเท่านั้น คุณจึงเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น ทำให้คุณสามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้นด้วย รอว์สันเป็นคนที่เปิดกว้างในการทำงานโพสต์โปรดักชั่น เขาให้เราเดินทางไปที่ไอแอลเอ็มเพื่อนั่งคุยกับพวกศิลปิน ถ้าเราต้องเปลี่ยนแปลง เราก็สามารถทำได้ ไอแอลเอ็มคอยปรับเข้ากับจินตนาการของผู้กำกับของเราดีมาก เรามีความสุขและโชคดีที่ได้พวกเขามาทำงานนี้”

ผู้อำนวยการสร้างฟลินน์ บอกว่างานวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่ใช้ในการสร้างสรรค์เดอะเพิร์ลคือผลงานชิ้นเอกจริงๆ “ทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์คนเก่งของเรา ทำให้เราสามารถสร้างงานที่ไร้รอยต่อ จนรู้สึกเหมือนคุณกำลังลอยอยู่ในอากาศหลายพันฟุตจริงๆ ครับ” ฟลินน์บอก “มันทำให้แทบลืมหายใจ และการใช้งานก็สุดยอดมาก เคร็ก แฮมแม็ค วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ของเรา และผู้อำนวยการสร้างเพทรา โฮลทอร์ฟ ก็ทำงานที่สุดยอดมาก รับรองว่าคนดูจะต้องตะลึงเมื่อพวกเขาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ และมันคงจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับงานออกแบบในอนาคต และการพัฒนาอาคารต่างๆ ครับ”

 

งานดนตรีของ Skyscraper

เพื่อนำเสนอธีมต่างๆ ของ Skyscraper เธอร์เบอร์เลือกผู้แต่งดนตรีประกอบชื่อดัง สตีฟ จาบลอนสกี้ ผู้เล่าถึงการทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “การทำงานกับรอว์สันใน Skyscraperสุดยอดมากจริงๆ ครับ เขาเป็นนักสื่อสารที่ดี เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ไอเดียผมมากมาย เราพูดคุยกันถึงเรื่องสไตล์ เพราะตัวละครของ ดเวย์น จอห์นสัน คือฮีโร่ที่มีบาดแผล แต่เขาไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ รอว์สันกับผมพูดคุยกันถึงจังหวะของงานดนตรี และการที่ดนตรีจะจริงจังมากขึ้น และรักษาความสนใจของคนดูเอาไว้ที่จอได้อย่างไร

“เราอยากให้ดนตรีรักษาความสมจริงเอาไว้ให้มากขึ้น ธีมเกี่ยวกับครอบครัวที่ผมแต่งขึ้น ก็คือเสียงกีตาร์ง่ายๆ ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว และเหมาะกับเนื้อเรื่องครับ” จาบลอนสกี้กล่าวต่อ “แต่เมื่อภาพยนตร์มีบรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น เราก็เริ่มใช้งานกีตาร์ที่จริงจังมากขึ้น และใส่เอฟเฟ็กต์เข้าไป มันจึงให้ความรู้สึกเกินจริง แต่ก็ยังเล่นธีมเกี่ยวกับครอบครัวอยู่ ผมสนุกมากกับซาวน์กีตาร์ที่ต่างกันไป และวิธีที่จะผสมมันผ่านธีมเพลงเกี่ยวกับครอบครัวที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ครับ แม้แต่ในฉากที่มันเครียดมากขึ้นด้วย”

เมื่อการถ่ายทำเสร็จสิ้นลง เธอร์เบอร์และจอห์นสัน ได้พูดถึงผลงานที่ทีมงานได้สร้างขึ้นมา และสิ่งที่มีความหมายสำหรับพวกเขาทุกคน มือเขียนบท/ ผู้กำกับสรุปว่า สิ่งที่เป็นภารกิจแห่งรักสำหรับเขาในที่สุดก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา “ไม่มีใครวิ่งกลับเข้าไปในอาคารที่กำลังมีไฟไหม้เพื่อช่วยไอแพดของพวกเขาหรอกครับ สิ่งเดียวที่คุณจะวิ่งกลับเข้าไปเอา ก็คือสิ่งหรือคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นเมีย ลูกสาว ลูกชาย สามี หรือหมา คุณยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสิ่งที่คุณรัก นั่นคือเรื่องราวหลัก และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้เราสร้างเรื่อง Skyscraper ครับ”

ฟลินน์รู้สึกว่าความต้องการที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยครอบครัวของคุณคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวของวิลล์เป็นที่เข้าใจของคนดูได้ สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผลักดันคุณไปถึงขีดสุดก็คือ สิ่งที่ทำให้ฮีโร่ของเรามีพลังที่จะเอาชีวิตรอด “ผู้ชายคนนี้ยินดีที่จะทำทุกอย่างไม่ยอมย่อท้อ แม้แต่สละชีวิตตัวเอง เพื่อช่วยครอบครัวของเขา” ผู้อำนวยการสร้างบอก “นั่นคือไอเดียที่แจ่มมากในแง่ที่ว่าคุณจะทำได้แค่ไหนเพื่อปกป้องสิ่งที่คุณรักมากที่สุด คุณจะยอมขึ้นไปสูงขนาดไหน คุณจะป่ายปีนขึ้นไปสูงแค่ไหน คุณจะยอมกระโดดจากเครนยักษ์เพื่อเข้าไปในตึกที่ไฟกำลังลุกท่วมหรือไม่”

“ในโลกทุกวันนี้ มีภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง และมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เป็นงานแฟรนไชส์ และภาพยนตร์ดูเพลินฟอร์มใหญ่” จอห์นสันบอกปิดท้าย “ผมรู้ เพราะผมแสดงมันอยู่ครับ แต่สิ่งที่ผมชอบใน Skyscraper ก็คือ เราคือภาพยนตร์ซัมเมอร์ฟอร์มยักษ์ เราสนุก และเราก็สมควรจะสนุก แต่ก็มีบางอย่างที่มันอาจดูดิบ ที่สร้างความแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ฉายกันอยู่ ผมภูมิใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากครับ”

****

ลีเจนดารี่ พิคเจอร์ส และยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานการสร้างของลีเจนดารี่ พิคเจอร์ส ผลงานการสร้างของ ฟลินน์ พิคเจอร์ คัมปานี- เซเว่น บั๊คส์ ภาพยนตร์ของ รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ ซึ่งนำแสดงโดย ดเวย์น จอห์นสัน เรื่อง Skyscraper ร่วมแสดงโดย เนฟ แคมป์เบลล์, ชิน ฮาน, โรแลนด์ โมลเลอร์, โนอาห์ เทย์เลอร์, ไบรอน แมนน์, ปาโบล ชไรเบอร์, ฮันนาห์ ควินลิแวน ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดงให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ ซาร่าห์ ฮัลลี่ย์ ฟินน์, CSA ดนตรีประกอบเป็นฝีมือของ สตีเว่น จาบลอนสกี้ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายได้แก่ แอนน์ โฟลี่ย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดย ไมก์ เซล, ACE, จูเลี่ยน คล๊าร์ก, ACE โปรดักชั่นดีไซเนอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ จิม บิสเซลล์ และผู้กำกับภาพ ได้แก่ โรเบิร์ต เอลส์วิท, ASC ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหารได้แก่ แดนี่ การ์เซีย, เวนดี้ เจค็อบสัน, เอริค แม็คลีอ็อด, เอริค เฮดาแย็ต และอำนวยการสร้างโดย โบ ฟลินน์, ดเวย์น จอห์นสัน, รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์, ไฮแรม การ์เซีย Skyscraper เขียนบทและกำกับโดย รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ งานวิชวลเอฟเฟ็กต์และแอนิเมชั่น เป็นฝีมือของ Industrial Light & Magic จัดจำหน่ายโดยยูนิเวอร์แซล  © 2018 Universal Studios.  www.skyscrapermovie.com

 

 

ประวัตินักแสดง

 

ดเวย์น จอห์นสัน (DWAYNE JOHNSON) รับบท วิลล์ ซอว์เยอร์/ ผู้อำนวยการสร้าง

ดเวย์น จอห์นสัน คือเจ้าของผลงานภาพยนตร์ที่ทำรายได้จากทั่วโลกไปเกินกว่า 3 พันล้านดอลล่าร์ เขาสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะนักแสดงที่สามารถโกยรายได้ให้กับภาพยนตร์ที่เขาแสดง ทั้งในแวดวงภาพยนตร์และทีวี

จอห์นสันยังไม่มีทีท่าว่าจะทำงานน้อยลงแต่อย่างใด และยังคงเพิ่มตารางการทำงานให้ยุ่งมากขึ้นไปอีก ในปี 2017เขาแสดงนำในภาพยนตร์ของ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง Baywatch และภาคต่ออีกตอนของภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Fast and Furious เรื่อง The Fate of the Furious ในช่วงปลายปี 2017 จอห์นสันแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Jumanji: Welcome to the Jungle โดยร่วมแสดงกับ เควิน ฮาร์ต และแจ็ค แบล็ค

ในปีนี้ จอห์นสันแสดงนำในภาพยนตร์ของ นิวไลน์ ซีนีม่า เรื่อง Rampage ซึ่งเปิดตัวในอเมริกันด้วยรายได้อันดับ 1 และทำรายได้จากทั่วโลกไปเกือบ $400 ล้าน ในซัมเมอร์นี้ จอห์นสันจะแสดงนำในซีซั่นที่ 4 ของผลงานของ HBO เรื่อง Ballers และเขายังจะแสดงนำในผลงานใหม่ของ วอล์ท ดิสนีย์ พิคเจอร์ส เรื่อง Jungle Cruise ซึ่งสร้างจากเครื่องเล่นในสวนสนุกของดิสนีย์แลนด์

นอกจากนี้ จอห์นสันยังแสดงนำในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ปี 2015 เรื่อง San Andreas และภาพยนตร์ตลกทำรายได้สูงเรื่อง Central Intelligence ที่เขาร่วมแสดงกับ เควิน ฮาร์ต เขายังให้เสียงพากย์กับตัวละครในภาพยนตร์ของ วอล์ท ดิสนีย์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ เรื่อง Moana ซึ่งเปิดตัวฉายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2016

ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของจอห์นสัน ได้แก่ ภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง Furious 7 ที่เขาร่วมแสดงกับ วิน ดีเซล, ภาพยนตร์ของพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง Hercules ซึ่งกำกับโดย เบร็ตต์ แร็ตเนอร์, ภาพยนตร์ทริลเลอร์ดราม่าเรื่อง Snitch ที่พูดถึงพ่อที่ปลอมตัวเข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ปราบยาเสพติดเพื่อช่วยลูกชายที่ติดคุก, ภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง G.I. Joe: Retaliation ซึ่งเป็นภาคที่ 2 ของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้, ภาพยนตร์อินดี้ดราม่าเรื่อง Empire State ที่เขาร่วมแสดงกับ เลียม เฮมส์เวิร์ธ และเอ็มม่า โรเบิร์ตส์, Pain & Gain ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ มาร์ก วอห์ลเบิร์ก และภาพยนตร์แฟรนไชส์ The Fast and the Furious ในตอน Fast Five และ Fast & Furious 6 ซึ่งทำรายได้รวมกันจากทั่วโลกไปกว่า $1.4 พันล้าน

ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของ จอห์นสัน ยังรวมถึงเรื่อง Race to Witch Mountain; Tooth Fairy; Planet 51; Get Smart; The Game Plan; Journey 2: The Mysterious Island ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $335 ล้าน; Be Cool ภาคต่อของภาพยนตร์เรื่อง Get Shorty, ภาพยนตร์รีเมกปี 2004 เรื่อง Walking Tall และภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง The Rundown ที่กำกับโดย ปีเตอร์ เบิร์ก และเขาร่วมแสดงกับ ฌอนน์ วิลเลี่ยม สก็อตต์, โรซาริโอ้ ดอว์สัน และคริสโตเฟอร์ วอล์กเก้น ในปี 2011 จอห์นสันได้รับเลือกให้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส เรื่อง The Mummy Returns โดยตัวละครที่เขาแสดง ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี จนต่อมาได้มีการสร้างภาพยนตร์ที่อิงจากตัวละครตัวนี้เรื่อง The Scorpion King ซึ่งทำลายสถิติรายได้ในปี 2002 ด้วยการเป็นภาพยนตร์ที่เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลในเดือนเมษายน

 

เนฟ แคมป์เบลล์ (NEVE CAMPBELL) รับบท ดร.ซาร่าห์ ซอว์เยอร์

เนฟ แคมป์เบลล์ นักแสดงหญิงชาวแคนาดา เริ่มแจ้งเกิดและสร้างชื่อจากภาพยนตร์ Scream ภาคแรกในปี 1996 และต่อมา เธอยังกลับมารับบทนี้อีกครั้งในภาคต่อถึง 3 ภาคด้วยกัน

ในบรรดาผลงานภาพยนตร์ของแคมป์เบลล์ ได้แก่ ภาพยนตร์ดราม่ารวมดาราเรื่อง 54 ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ ไรอัน ฟิลิปปี้, ซัลม่า ฮาเย็ก และไมก์ ไมเออร์ส; ภาพยนตร์ของ จอห์น แม็คนัฟตัน เรื่อง Wild Things ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แม็ตต์ ดิลล่อน, เดนิส ริชาร์ดส์, บิลล์ เมอร์เร่ย์ และเควิน เบคอน และทำให้แคมป์เบลล์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล MTV Movie Award; ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง Three to Tango ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แมทธิว เพอร์รี่ และดิแลน แม็คเดอม็อตต์; ภาพยนตร์เรื่อง Drowning Mona ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ แดนนี่ เดอวีโต้, เจมี่ ลี เคอร์ติส, เคซี่ย์ แอฟเฟล็ค, เบ็ตต์ มิดเลอร์; ภาพยนตร์ของเจมส์ ทูแบ็ค เรื่อง When I Will Be Loved; ภาพยนตร์ของ ปีเตอร์ ริชาร์ดสัน เรื่อง Churchill: The Hollywood Years ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ คริสเตียน สเลเตอร์; Relative Strangers ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เดอวีโต้ และเคธี่ เบ็ตส์; ภาพยนตร์ของ วิค ซาริน เรื่อง Partition; ภาพยนตร์ของโอลิเวอร์ พาร์คเกอร์ เรื่อง I Really Hate My Job และภาพยนตร์ของ เซอร์ริชาร์ด แอทเทนเบอโรห์ เรื่อง Closing the Ring ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ เชอร์ลี่ย์ แม็คเลน และคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์

แคมป์เบลล์ยังเป็นขวัญใจภาพยนตร์อินดี้ โดยแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Investigating Sex ซึ่งเธอประกบบทกับ นิค โนลเต้ และเดอร์ม็อต มุลโรนี่ย์; Panic ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ วิลเลี่ยม เอช เมซี่ย์ และโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์ และร่วมแสดงกับเมซี่ย์ และเวอร์จิเนีย แม็ดเซ่น ในภาพยนตร์เรื่อง Walter

เธอยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Company ร่วมกับ บาร์บาร่า เทอร์เนอร์ โดยมี โรเบิร์ต อัลท์แมน เป็นผู้กำกับ โดยเธอแสดงนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับ เจมส์ ฟรังโก้ และมัลคอล์ม แม็คโดเวลล์

 

ชิน ฮาน (CHIN HAN) รับบท เจ้า

ชิน ฮานสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งในนักแสดงชั้นแนวหน้าของสิงคโปร์ ก่อนที่จะเจาะเข้าสู่ตลาดภาพยนตร์อเมริกันด้วยภาพยนตร์อินดี้ในปี 2005 เรื่อง 3 Needles จากนั้น เขาได้นำแสดงในภาพยนตร์ของสตูดิโอ โดยร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง The Dark Knight

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาแสดงนำในภาพยนตร์ของ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง Ghost in the Shell โดยประกบบทกับ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน, จูเลียตต์ บีนอช และทาเคชิ “บีท” คิตาโน่ จากนั้น เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์จีน เรื่อง A Sweet Life

ในปี 2016 ฮานร่วมแสดงในภาพยนตร์ของค่ายทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง Independence Day: Resurgence ผลงานภาพยนตร์อเมริกันเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ โรแลนด์ เอ็มเมอริช เรื่อง 2012 และภาพยนตร์ของ กัส แวน แซนต์ เรื่อง Restless เขายังแสดงนำในภาพยนตร์ของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง Contagion โดยประกบบทกับ แม็ตต์ เดม่อน, มารียง โกติลลาร์ด, เคท วินสเลต และจู้ด ลอว์ และยังมีบทรับเชิญในภาพยนตร์เรื่อง Captain America: The Winter Soldier

 

โนอาห์ เทย์เลอร์ (NOAH TAYLOR) รับบท มิสเตอร์เพียร์ซ

โนอาห์ เทย์เลอร์ คือนักแสดงเชื้อสายออสเตรเลีย-อังกฤษ ที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับและนักแสดงชื่อดังระดับโลกมาแล้วมากมาย ผลงานที่ผ่านมาของเขา ได้แก่ The Year My Voice Broke และ Flirting ซึ่งทั้งสองเรื่องกำกับโดย จอห์น ดุยแกน; ภาพยนตร์ของ บ็อบ เอลลิส เรื่อง The Nostradamus Kid; ภาพยนตร์ของคาเมรอน โครว์ เรื่อง Almost Famous; ภาพยนตร์ของ ไซม่อน เวสต์ เรื่อง Tomb Raider; ภาพยนตร์ของ ยาน เดอ บองต์ เรื่อง Lara Croft Tomb Raider: The Cradle of Life; ภาพยนตร์ของ เวส แอนเดอร์สัน เรื่อง The Life Aquatic; ภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Charlie and the Chocolate FactoryThe New World ผลงานของผู้กำกับ เทอร์เรนซ์ มาลิค และ Lecture 21 ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ Richard Ayoade เรื่อง Submarine; ภาพยนตร์ของ ไซม่อน รัมลี่ย์ เรื่อง Red White and Blue; ภาพยนตร์ของ เบน วีทลี่ย์ เรื่อง Free Fire ซึ่งอำนวยการสร้างบริหารโดย มาร์ติน สกอร์เซซี่; ภาพยนตร์เรื่อง LawlessThe Double; และ Edge of Tomorrow

 

 

 

 

โรแลนด์ โมลเลอร์ (ROLAND MØLLER) รับบท โคเรส โบธา

โรแลนด์ โมลเลอร์ นักแสดงชาวดัทช์ เปิดตัวบนจอภาพยนตร์ในปี 2010 ในภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับความโหดร้ายในเรือนจำเรื่อง R ซึ่งทำให้โมลเลอร์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Bodil Award สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

โมลเลอร์ได้รับรางวัล Bodil Award จากภาพยนตร์ปี 2013 เรื่อง Northwest จากนั้น เขาแสดงนำในภาพยนตร์ของ ไมเคิล โนเออร์ เรื่อง Papillon โดยร่วมแสดงกับ ชาร์ลี ฮันนัม และเรมี่ มาเล็ก และแสดงนำในภาพยนตร์ของเจเรไม กูเอซ เรื่อง A Bluebird in My Heart

ในปี 2014 โมลเลอร์คว้าบทนำบทแรกในภาพยนตร์ของ  Martin Zandvliet เรื่อง Land of Mine และในปี 2017 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

ในปี 2017 โมลเลอร์เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนดูอเมริกัน เมื่อเขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ของผู้กำกับ เดวิด ลีทช์ เรื่อง Atomic Blonde โดยประกบบทกับ ชาร์ลิซ  เธียรอน และจอห์น กู้ดแมน และในภาพยนตร์ของ ฮัวเม่ คอลเล็ตต์ เซอร์ร่า เรื่อง The Commuter ซึ่งนำแสดงโดย เลียม นีสัน

 

ไบรอน แมนน์ (BYRON MANN) รับบทสารวัตรวู

ไบรอน แมนน์ เกิดและเติบโตในฮ่องกง และสร้างชื่อในอเมริกาจากผลงานของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง Street Fighter โดยประกบบทกับ ฌ็อง-คล็อด แวน แดมม์ และราอูล จูเลีย หลังจากนั้นไม่นาน เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ คริสโตฟี่ กันส์ เรื่อง Crying Freeman ติดตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่อง Invincible ที่นำแสดงโดย บิลลี่ แซน และภาพยนตร์เรื่อง Belly of the Beast ที่เขาประกบบทกับ สตีเว่น ซีกัล

นอกจากจะรับงานแอ็กชั่นแล้ว แมนน์ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์แนวดราม่า โดยเขาร่วมแสดงกับ ริชาร์ด เกียร์ ในภาพยนตร์เรื่อง Red Corner; ภาพยนตร์ของ นิวไลน์ เรื่อง The Corruptor ซึ่งเขาร่วมแสดงกับโจวเหวินฟะ และมาร์ก วอห์ลเบิร์ก; ภาพยนตร์ของค่ายโซนี่ เรื่อง Sniper 3 ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ทอม เบอเรนเจอร์; ภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง The Man with the Iron Fists ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ รัสเซลล์ โครว์ และลูซี่ ลิว; ภาพยนตร์ใหม่ของค่ายบลูมเฮ้าส์ เรื่อง Only You; ภาพยนตร์จากค่ายไลออนส์เกท เรื่อง Mercenary: Absolution ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ สตีเว่น ซีกัลป์ และวินนี่ โจนส์ และเขายังร่วมแสดงกับ แบร็ด พิตต์, คริสเตียน เบล, ไรอัน กอสลิ่ง และสตีฟ คาเรลล์ ในภาพยนตร์เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2016 เรื่อง The Big Short

 

ปาโบล ชไรเบอร์ (PABLO SCHREIBER) รับบท เบน

ปาโบล ชไรเบอร์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Primetime Emmy Award จากภาพยนตร์ฮิตของเน็ทฟลิกซ์ เรื่อง Orange Is the New Black เมื่อเร็วๆ นี้ เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ คริสเตียน กูดีแกสต์ เรื่อง Den of Thieves โดยประกบบทกับ เจอราร์ด บัตเลอร์, ภาพยนตร์ของ ไมเคิล เบย์ เรื่อง 13 Hours: The Secret Soldiers of Benghazi และภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง Thumper ผลงานของผู้กำกับ จอร์แดน รอสส์

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของชไรเบอร์ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ จอช แร็ดเนอร์ เรื่อง Happythankyoumoreplease ซึ่งคว้ารางวัล Audience Award (Dramatic) ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์; ภาพยนตร์ของวูดี้ อัลเลน เรื่อง Vicky Cristina Barcelona; ภาพยนตร์ของ แคเธอรีน ฮาร์ดวิค เรื่อง Lords of Dogtown; ภาพยนตร์ของ ไมเคิล คูสต้า เรื่อง Tell Tale; ภาพยนตร์ของ จอร์จ ซี วูล์ฟ เรื่อง Nights in Rodanthe; ภาพยนตร์ของ โจนาธาน เด็มมี่ เรื่อง The Manchurian Candidate; ภาพยนตร์ของ ดาริล ไวน์ เรื่อง Breaking Upwards; ภาพยนตร์ของ คลอเดีย ไมเออร์ส เรื่อง Fort Bliss และภาพยนตร์ของ สตีเฟ่น เฟรียร์ส เรื่อง Muhammad Ali’s Greatest Fight

เขาจะร่วมแสดงกับ ไรอัน กอสลิ่ง และแคลร์ ฟอย ในภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ เดเมี่ยน ชาเซลล์ เรื่อง First Man

 

ฮันนาห์ ควินลิแวน (HANNAH QUINLIVAN) รับบท เซีย

ฮันนาห์ ควินลิแวน คือนักแสดงหญิงและนางแบบที่เริ่มต้นเข้าวงการด้วยการร่วมแสดงใน Blackie’s Teenage Club ในปี  2008 และในที่สุด เธอได้กลายเป็นพิธีกรรับเชิญของ I Love The Man ก่อนจะประเดิมงานแสดงชิ้นแรกในเรื่อง Ti Amo Chocolate ในปี 2012 นับแต่นั้น ควินลิแวนร่วมแสดงในภาพยนตร์จีนและผลงานทางทีวีหลายเรื่อง เมื่อเร็วๆ นี้ก็คือการประกบบทกับออร์แลนโด้ บลูม ในเรื่อง S.M.A.R.T. Chase ภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษที่กำกับโดย ชาร์ลส์ มาร์ติน

 

โนอาห์ ค็อตเทรลล์ (NOAH COTTRELL) รับบท เฮนรี่

โนอาห์ ค็อตเทรลล์ เกิดในฟอร์ตเวิร์ธ, เท็กซัส เขาค้นพบความรักในงานแสดงตั้งแต่อายุ 6 ปี ขณะที่เข้าร่วมวิชาการแสดงเพื่อความสนุก เขาเริ่มได้รับงานโฆษณาต่างๆ หลังจากเซ็นสัญญาได้สองเดือน นอกจากงานแสดงแล้ว ค็อตเทรลล์ยังชื่นชอบการตกปลา การเล่นฟุตบอล เต้นบัลเล่ต์ แจ๊ซ และฮิปฮ็อป และการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวของเขา

 

แม็คเคนน่า โรเบิร์ตส์ (MCKENNA ROBERTS) รับบท จอร์เจีย

แม็คเคนน่า โรเบิร์ตส์ อายุเพียง 3 ปีเท่านั้นเมื่อตอนที่เธอเริ่มต้นเป็นนางแบบ และในไม่ช้าก็ได้เซ็นสัญญากับฟอร์ดโมเดลส์

ผลงานชิ้นแรกของโรเบิร์ตส์คืองานสื่อสิ่งพิมพ์ และได้ทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง

ผลงานทางทีวีชิ้นแรกของโรเบิร์ตส์ ได้แก่ การร่วมแสดงในซีรีส์เรื่อง Sam & Cat นับแต่นั้น เธอมีบทรับเชิญในซีรีส์ CSI: Cyber และมีบทประจำในซีรีส์เรื่อง Extant และเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือบทประจำในรายการของเอ็นบีซี เรื่อง Timeless

โรเบิร์ตส์รักการแสดง ร้องเพลง และเต้น เวลาไม่ได้แสดงหรือทำงานนางแบบ เธอจะสนุกกับกีฬายิมนาสติค และเต้นฮิปฮ็อป เมื่อเร็วๆ นี้เธอหลงใหลในการทำอาหาร จนเริ่มเข้าเรียน และเตรียมอาหารสูตรใหม่ๆ ให้กับครอบครัวได้ลิ้มลองอีกด้วย!

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติทีมผู้สร้าง

 

รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ (RAWSON MARSHALL THURBER, p.g.a.) – เขียนบท และกำกับ/ อำนวยการสร้าง

รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ เกิดในซานฟรานซิสโก และไปเติบโตที่อีสต์เบย์ หลังสำเร็จการศึกษาได้เพียงไม่นาน เขาเริ่มต้นเขียนบทและกำกับภาพยนตร์สั้นเรื่อง Terry Tate, Office Linebacker ซึ่งได้เข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปี 2001 หลังจากนั้นไม่นาน ชิ้นงานโฆษณาในระหว่างการแข่งซูเปอร์โบวล์ ที่เธอร์เบอร์ทั้งเขียนบทและกำกับ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดทางด้านงานโฆษณา Golden Lion Award ที่งานเทศกาลโฆษณานานาชาติคานส์ ไลออนส์

จากนั้น เธอร์เบอร์ได้กำกับบทภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของเขา นั่นก็คือภาพยนตร์ตลกสุดฮิตในปี 2004 เรื่อง Dodgeball: A True Underdog Story ซึ่งนำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ และวินซ์ วอห์น

หลังความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนั้น เธอร์เบอร์ได้ดัดแปลงนิยายเรื่องแรกของ ไมเคิล ชาบอน เรื่อง “The Mysteries of Pittsburgh” ให้กลายมาเป็นภาพยนตร์ ซึ่งนำแสดงโดย ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด, เซียนน่า มิลเลอร์, นิค โนลเต้, มีนา ซูวารี่ และจอน ฟอสเตอร์ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grand Jury Prize ที่งานเทศกาลซันแดนซ์ในปี 2008

ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ของเธอร์เบอร์ ได้แก่ภาพยนตร์ตลกเรื่อง We’re the Millers ซึ่งนำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ อนิสตัน, เจสัน ซูไดคิส และเอ๊ด เฮล์มส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ฮิตประจำซัมเมอร์ปี 2013 และกลายเป็นภาพยนตร์แนวตลกที่ทำรายได้เป็นอันดับ 1 ของปีนั้น

ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของเธอร์เบอร์ คือภาพยนตร์ตลกแอ็กชั่นเรื่อง Central Intelligence ซึ่งนำแสดงโดย ดเวย์น “เดอะร็อค” จอห์นสัน และเควิน ฮาร์ต

เธอร์เบอร์และจอห์นสันจะร่วมงานกันอีกครั้งในภาพยนตร์เกี่ยวกับการปล้น เรื่อง Red Notice ซึ่งจะเริ่มต้นงานถ่ายทำในปี 2019 และมีกำหนดฉายในวันที่ 12 มิถุนายน ปี 2020

 

โบ ฟลินน์ (BEAU FLYNN, p.g.a.) – ผู้อำนวยการสร้าง

โบ ฟลินน์คือผู้อำนวยการสร้างผลงานทั้งภาพยนตร์และทีวีมานานกว่า 20 ปี โดยเขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า 32 เรื่อง ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $2.8 พันล้าน

ปัจจุบัน ฟลินน์อยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ของ วอลท์ ดิสนี่ย์ พิคเจอร์ส เรื่อง Jungle Cruise ซึ่งถือเป็นผลงานเรื่องที่ 7 แล้วที่เขาร่วมงานกับ ดเวย์น จอห์นสัน โดยมี ฮัวเม่ คอลเล็ต-เซอร์ร่าทำหน้าที่กำกับ

ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของ ฟลินน์ ได้แก่ Rampage ซึ่งยังคงทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $400 ล้าน โดยได้ ดเวย์น จอห์นสัน มาร่วมแสดงกับ นาโอมี่ แฮร์ริส

หลังจาก Jungle Cruise ฟลินน์, จอห์นสัน และเธอร์เบอร์ จะร่วมงานกันอีกครั้งในปี 2019 เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Red Notice

ในปี 2015 ฟลินน์มีผลงานคือภาพยนตร์เรื่อง San Andreas ซึ่งเกิดมาจากไอเดียของเขา และถือเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จของค่ายนิวไลน์ ซีนีม่าและวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ในปีนั้น โดยทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $475 ล้าน ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ Baywatch, Hercules, Hansel & Gretel: Witch Hunters 2, Journey 2: The Mysterious Island, The Rite และ Journey to the Center of the Earth

 

ไฮแรม การ์เซีย (HIRAM GARCIA, p.g.a.) – ผู้อำนวยการสร้าง

ไฮแรม การ์เซ๊ย คือประธานฝ่ายโปรดักชั่นของบริษัท เซเว่น บั๊คส์ โปรดักชั่นส์ โดยเขาคือเพื่อนร่วมงานที่ ดเวย์น จอห์นสัน ให้ความไว้วางใจ โดยจอห์นสัน, แดนี่ การ์เซีย และไฮแรม การ์เซีย ได้ช่วยกันดูแลงานสร้างภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง

ปัจจุบัน เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของเซเว่น บั๊คส์ โปรดักชั่นส์อย่างเรื่อง Jumanji: Welcome to the Jungle, Rampage, Skyscraper, Jungle Cruise, ภาพยนตร์ตอนแยกของ Fast & Furious ที่ยังไม่มีชื่อเรื่อง, Black Adam, Baywatch และ Fighting with My Family ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ฮิตอย่าง Furious 7 และ The Fate of the Furious และ San Andreas

 

แดนี่ การ์เซีย (DANY GARCIA) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

แดนี่ การ์เซียกลายมาเป็นผู้ทรงอำนาจในฮอลลีวู้ดอย่างรวดเร็ว เธอเป็นทั้งผู้อำนวยการสร้าง นักธุรกิจหญิง นักกีฬาอาชีพ ภรรยาและแม่

ในตำแหน่งผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Garcia Companies เธอดูแลงานให้กับ ดเวย์น จอห์นสัน และเฮนรี่ คาวิลล์  นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เซเว่น บั๊คส์ โปรดักชั่นส์ และดูแลงานทั้งทางด้านทีวี ภาพยนตร์ และดิจิตอล

หลังความสำเร็จของภาพยนตร์ของพาราเมาต์ พิคเจอร์ส เรื่อง Baywatch ซึ่งนำแสดงโดย ดเวย์น จอห์นสัน และแซ็ค เอฟรอน การ์เซีย พร้อมด้วยผู้อำนวยการสร้างบริหารคนอื่นๆ ของบริษัท ได้ดูแลงานสร้างให้กับภาพยนตร์ของค่ายโซนี่ เรื่อง Jumanji: Welcome to the Jungle ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของ โซนี่ พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์ โดยทำรายได้ไปมากกว่า $950 ล้าน เธอยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยเรื่อง Rampage ส่วนผลงานใหม่ของเธอ ได้แก่ My Family, Jungle Cruise, Red Notice  และ Big Trouble in Little China 

 

เวนดี้ เจค็อบสัน (WENDY JACOBSON) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

เวนดี้ เจค็อบสัน ทำหน้าที่เป็นรองประธานให้กับบริษัท ฟลินน์ พิคเจอร์ โค (FPC) ของผู้อำนวยการสร้าง โบ ฟลินน์ โดยผลงานที่เธอทำงานร่วมกับฟลินน์ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ทำรายได้ไปอย่างมหาศาลถึง $1.6 พันล้านจากทั่วโลก ทำให้เธอเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการปัจจุบัน

เจค็อบสันและฟลินน์ จะร่วมงานกันอีกครั้งในงานสร้างภาพยนตร์ของ รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ ที่ ดเวย์น จอห์นสัน นำแสดงเรื่อง Red Notice ซึ่งจะเริ่มถ่ายทำกันในลอนดอนในเดือนเมษายน ปี 2019

ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเธอ ได้แก่ Rampage ซึ่งนำแสดงโดย จอห์นสัน และกำกับโดย แบร็ด พีย์ตัน ซึ่งเธอทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วม นี่คือผลงานความร่วมมือเป็นครั้งที่ 3 ระหว่างทีมผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง San Andreas และจอห์นสัน รวมไปถึงผลงานอีกเรื่องอย่าง Journey 2: The Mysterious Island ในปี 2012

ก่อนหน้า San Andreas เธอทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง Solace ซึ่งนำแสดงโดย แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์ เธอยังเป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์ของ แม็กซ์ นิโคลส์ เรื่อง Two Night Stand

 

 

เอริค แม็คลีอ็อด (ERIC MCLEOD) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

เอริค แม็คลีอ็อดคือผู้อำนวยการสร้างและผู้อำนวยการสร้างบริหารที่ทำงานในวงการมานานกว่า 30 ปี บ่อยครั้งที่ภาพยนตร์ของเขาคืองานที่ถ่ายทำซับซ้อน และไปถ่ายทำตามโลเกชั่นในต่างประเทศ

สำหรับภาพยนตร์ชุด Austin Powers เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับตอน Austin Powers: International Man of Mystery (1997) และอำนวยการสร้างตอน Austin Powers: The Spy Who Shagged Me (1999) และ Austin Powers in Goldmember (2002) นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ภาคต่อของ Pirates of the Caribbean ในตอน Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest (2006) และ Pirates of the Caribbean: At World’s End (2007) ซึ่งทั้งสองตอนกำกับโดย กอร์ เวอร์บินสกี้

ในปี 2005 แม็คลีอ็อดอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Mr. & Mrs. Smith ซึ่งนำแสดงโดย แบร็ด พิตต์ และแองเจลิน่า โจลี่ ในปี 2008 เขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Tropic Thunder ซึ่งกำกับโดย เบน สติลเลอร์ และนำแสดงโดยสติลเลอร์, แจ็ค แบล็ค และโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ เขายังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ โทนี่ สก็อตต์ เรื่อง Unstoppable ในปี 2010 ซึ่งนำแสดงโดย เดนเซล วอชิงตัน และคริส ไพน์ และทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Lone Ranger ในปี 2013 ซึ่งนำแสดงโดย จอห์นนี่ เด๊ปป์ และอาร์มี่ แฮมเมอร์

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Pacific Rim Uprising (2018), Blackhat (2015), 47 Ronin (2013), Prince of Persia: The Sands of Time (2010), Showtime (2002), The Dukes of Hazzard (2005), The Cat in the Hat (2003), Showtime (2002), The Cell (2000), Enemy of the State (1998), Living Out Loud (1998), Wag the Dog (1997), Feeling Minnesota (1996), Now and Then (1995), Corrina, Corrina (1994), Even Cowgirls Get the Blues (1993), Cry-Baby (1990) และ Drugstore Cowboy (1989)

เมื่อไม่นานมานี้ แม็คลีอ็อดทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของ ลีเจนดารี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ เรื่อง Kong: Skull Island ซึ่งนำแสดงโดย บรี ลาร์สัน, ทอม ฮิดเดิลสตัน, ซามวล แอล แจ็คสัน, จอห์น กู้ดแมน และจอห์น ซี รีลลี่ย์

 

เอริค เฮดาแย็ต (ERIC HEDAYAT) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

เมื่อเร็วๆ นี้ เอริค เฮดาแย็ต มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากผลงานคว้ารางวัลออสการ์ เรื่อง Carne y Arena ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่เขาร่วมงานกับ อเลฮานโดร อินาร์ริตู กับเอ็มมานูเอล ลูเบซกี้ ก่อนหน้านั้น เขาเคยทำหน้าที่เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายโปรดักชั่นให้กับ ลีเจนดารี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ โดยดูแลงานสร้างของภาพยนตร์ของ เกียอาร์โม่ เดล โทโร่ เรื่อง Pacific Rim; ภาพยนตร์เรื่อง Godzilla; The Seventh Son ซึ่งนำแสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจส และจูลีแอนน์ มัวร์ และภาพยนตร์ของ ไบรอัน เฮลเจลแลนด์เรื่อง 42 ก่อนหน้าที่จะมาทำงานกับลีเจนดารี่ เฮดาแย็ตเคยทำงานฝ่ายโปรดักชั่น โดยเป็นผู้จัดการโลเกชั่น และต่อมาก็คือการทำหน้าที่โปรดักชั่นซูเปอร์ไวเซอร์ และผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์อย่างเรื่อง Real Steel ซึ่งนำแสดงโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน; Date Night ซึ่งนำแสดงโดย สตีฟ คาเรลล์ และทิน่า เฟย์; Night at the Museum: Battle of the Smithsonian ซึ่งนำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ และเอมี่ อดัมส์; Rock of Ages ซึ่งนำแสดงโดย ทอม ครูซ และอเล็กซ์ บอลด์วิน; Percy Jackson & the Olympians: The Lightning Thief ซึ่งนำแสดงโดย เพียร์ซ บรอสแนน และสตีฟ คูแกน; The Heartbreak Kid ซึ่งนำแสดงโดย สติลเลอร์ และมาลิน อาเคอร์แมน; Just Like Heaven ซึ่งนำแสดงโดย รีส วิเธอร์สปูน และมาร์ฟ รัฟฟาโล่; Dreamgirls ซึ่งนำแสดงโดย เจมี่ ฟ็อกซ์ และบียอนเซ่; DodgeBall: A True Underdog Story ซึ่งนำแสดงโดย สติลเลอร์ และวินซ์ วอห์น; K-PAX ซึ่งนำแสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจส; The Wedding Planner ซึ่งนำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ โลเปซ และแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์; Gun Shy ซึ่งนำแสดงโดย เลียม นีสัน และแซนดร้า บูลล็อค และ Kingpin ซึ่งนำแสดงโดย วูดี้ ฮาร์เรลสัน และบิลล์ เมอร์เร่ย์

 

โรเบิร์ต เอลส์วิท (ROBERT ELSWIT) – ผู้กำกับภาพ

โรเบิร์ต เอลส์วิท เคยได้รับรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์ของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน เรื่อง There Will Be Blood และเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากภาพยนตร์ของ จอร์จ คลูนี่ย์ เรื่อง Good Night, and Good Luck

เขาเคยร่วมงานกับผู้กำกับที่ได้รับคำชมมากมายหลายคน อาทิเช่น ได้ร่วมงานกับ สตีเฟ่น กาแกน ในภาพยนตร์เรื่อง Syriana และ Gold; ได้ร่วมงานกับ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ในภาพยนตร์เรื่อง Hard Eight, Boogie Nights, Magnolia, Punch-Drunk Love, There Will Be Blood และ Inherent Vice;  ได้ร่วมงานกับ เดวิด มาเม็ต ในภาพยนตร์เรื่อง Heist; ร่วมงานกับ ดอน รูส ในภาพยนตร์เรื่อง Bounce; ร่วมงานกับ เคอร์ติส แฮนสัน ในภาพยนตร์เรื่อง The River Wild, The Hand That Rocks the Cradle และ Bad Influence; ร่วมงานกับ สตีเฟ่น จิลเลนฮาล ในภาพยนตร์เรื่อง A Dangerous Woman, Waterland, Paris Trout และ A Killing in a Small Town; ภาพยนตร์ของ เบน แอฟเฟล็ค เรื่อง The Town; ร่วมงานกับ โทนี่ กิลรอย ในภาพยนตร์เรื่อง The Bourne Legacy; ร่วมงานกับ แดน กิลรอย ในภาพยนตร์เรื่อง  Nightcrawler และ Roman J. Israel Esq. และร่วมงานกับ แบร็ด เบิร์ด ในภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible – Ghost Protocol

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ พอล ไวตซ์ เรื่อง American Dreamz; ภาพยนตร์ของ แกรี่ เฟลเดอร์ เรื่อง Runaway Jury และ Imposter; ภาพยนตร์ของ โรเจอร์ สป็อตติสวู้ด เรื่อง Tomorrow Never Dies; Boys; The Pallbearer; ภ่าพยนตร์ของ ไมก์ นีเวลล์ เรื่อง Amazing Grace and Chuck; Desert Hearts และภาพยนตร์ของ ร็อบ ไรเนอร์ เรื่อง The Sure Thing

 

เจมส์ ดี บิสเซลล์ (JAMES D. BISSELL) – โปรดักชั่นดีไซเนอร์

เจมส์ ดี บิสเซลล์ เริ่มต้นทำงานในวงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ให้กับภาพยนตร์คลาสสิกของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง E.T. the Extra-Terrestrial ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล British Academy of Film and Television Arts Award สาขาออกแบบโปรดักชั่นยอดเยี่ยม ต่อมา เขาได้กลับมาร่วมงานกับสปีลเบิร์กอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Twilight Zone: The Movie และ Always และร่วมงานกับสปีลเบิร์กที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง Harry and the Hendersons และ Arachnophobia

การทำงานร่วมกันระหว่างเขากับ จอร์จ คลูนีย์ เริ่มต้นขึ้นในปี 2001 กัลป์ผลงานการกำกับเรื่องแรกของคลูนีย์ เรื่อง Confessions of a Dangerous Mind ติดตามมาด้วยผลงานในปี 2004 เรื่อง Good Night, and Good Luck ซึ่งทำให้บิสเซลล์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ติดตามมาด้วยผลงานเรื่อง LeatherheadsThe Monuments Men และล่าสุดก็คือ Suburbicon ซึ่งนำแสดงโดย แม็ตต์ เดม่อน และจูลีแอนน์ มัวร์

บิสเซลล์ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจาก Art Directors Guild จากภาพยนตร์ของ แซ็ค สไนเดอร์ เรื่อง 300 และภาพยนตร์แฟนตาซี เรื่อง The Spiderwick Chronicles ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ รอน เชลตัน เรื่อง Tin Cup และ Hollywood Homicide, ภาพยนตร์ของ โจ จอห์นสตัน เรื่อง The Rocketeer และ Jumanji, ภาพยนตร์ของ จอห์น ชเลสซิงเกอร์ เรื่อง The Falcon and the Snowman และภาพยนตร์ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง Someone to Watch Over Me

เมื่อเร็วๆ นี้ บิสเซลล์ทุ่มเทความสามารถให้กับการทำงานกับภาพยนตร์แฟรนไชส์หลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น Jack Reacher และสองภาคล่าสุดของภาพยนตร์ชุด Mission: Impossible นั่นก็คือตอน Mission: Impossible – Ghost Protocol และ Mission: Impossible – Rogue Nation

 

ไมก์ เซล (MIKE SALE, ACE) – ผู้ลำดับภาพ

ก่อนหน้านี้ ไมก์ เซล ทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ตลกเรื่อง We’re the Millers และ Central Intelligence  โดยร่วมงานกับผู้กำกับ รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ภาพยนตร์ของ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ เรื่อง The Hangover Part II  และภาพยนตร์ของ พอล ฟีก เรื่อง Bridesmaids ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Eddie Award ในปี 2012

เซลยังทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง I Love You, Man; Forgetting Sarah Marshal; Superbad; Undercover Brother และ Nutty Professor II: The Klumps

 

จูเลี่ยน คล๊าร์ก (JULIAN CLARKE, ACE) – ผู้ลำดับภาพ

นับแต่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัย บริติช โคลัมเบีย จูเลี่ยน คล๊าร์ก ทำหน้าที่ลำดับภาพมาตลอด 8 ปี เขาเคยร่วมงานกับผู้กำกับ นีลล์ บลอมแคมป์ ในภาพยนตร์เรื่อง District 9, Elysium และ Chappie ซึ่งจากผลงานในภาพยนตร์เรื่อง District 9 ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ในปี 2015 เขาทำหน้าที่ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของ ทิม มิลเลอร์ เรื่อง Deadpool ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $780 ล้าน ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของคล๊าร์ก ได้แก่ Project Almanac และ The Thing

 

แอนน์ โฟลี่ย์ (ANN FOLEY) – ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย

แอนน์ โฟลี่ย์ คือผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่ประสบความสำเร็จ เธอเป็นคนออกแบบเสื้อผ้าให้กับซีรีส์ของมาร์เวล เรื่อง Agents of S.H.I.E.L.D มาสี่ซีซั่น

ก่อนหน้านี้ โฟลี่ย์เป็นคนออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์ของ สตีฟ พิงก์ เรื่อง About Last Night ซึ่งนำแสดงโดย เควิน ฮาร์ต และพอล่า แพ็ตตัน และ 3, 2, 1… Frankie Go Boom ผลงานของ จอร์แดน โรเบิร์ตส์ เขายังเคยเป็นผู้ช่วยผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่ได้รับคำชมมากมาย อาทิเช่น มาร์ลีน สจ๊วร์ต (Real Steel และ Hansel & Gretel: Witch Hunters),ไมเคิล แค็ปแลน (Star Trek: Into Darkness) และเอลเลน ไมรอจนิค ในเรื่อง Behind the Candelabra ซึ่งได้รับรางวัล Primetime Emmy Award

 

สตีฟ จาบลอนสกี้ (STEVE JABLONSKY) – ผู้แต่งดนตรีประกอบ

สตีฟ จาบลอนสกี้ แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ประสบความสำเร็จมากมายหลายเรื่อง ก่อนหน้านี้ เขาเคยแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์แฟรนไชส์ของผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ เรื่อง Transformers หลายภาคด้วยกัน ได้แก่ Transformers, Transformers: Revenge of the Fallen, Transformers: Dark of the Moon, Transformers: Age of Extinction และ Transformers: The Last Knight เขายังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง Pain & Gain รวมถึงภาพยนตร์ทริลเลอร์โลกอนาคตเรื่อง The Island นอกจากนี้ จาบลอนสกี้ยังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์สยองขวัญของบริษัท แพล็ตตินั่ม ดูนส์ ของเบย์ เรื่อง A Nightmare on Elm Street, Friday the 13th, The Hitcher, The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning และ The Amityville Horror

เมื่อเร็วๆ นี้ จาบลอนสกี้ แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ตลกแอ็กชั่น เรื่อง Game Over, Man! ซึ่งกำกับโดย ไคล์ นิววาเช็ค

จาบลอนสกี้ยังได้ร่วมงานกับ ปีเตอร์ เบิร์ก ในภาพยนตร์หลายเรื่องด้วยกัน รวมถึงภาพยนตร์ดราม่าแอ็กชั่นเรื่อง Lone Survivor ซึ่งนำแสดงโดย มาร์ก วอห์ลเบิร์ก และเทย์เลอร์ คิทสช์ และภาพยนตร์ผจญภัยแอ็กชั่นเรื่อง Battleship ซึ่งนำแสดงโดย เลียม นีสัน และอเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด เขายังร่วมงานกับเบิร์กในภาพยนตร์ทริลเลอร์แอ็กชั่นเรื่อง Deepwater Horizon และยังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยเรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles: Out of the Shadows

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของจาบลอนสกี้ ได้แก่ The Last Witch Hunter ซึ่งนำแสดงโดย วิน ดีเซล และเอไลจาห์ วู้ด; ภาพยนตร์ของ กาวิน ฮู้ด เรื่อง Ender’s Game ซึ่งนำแสดงโดย แฮร์ริสัน ฟอร์ด และอาซา บัตเตอร์ฟิลด์; ภาพยนตร์ของ รูเบน เฟสเชอร์ เรื่อง Gangster Squad ซึ่งนำแสดงโดย จอช โบรลิน และไรอัน กอสลิ่ง; ภาพยนตร์ของ เดวิด กอร์ดอน กรีน เรื่อง Your Highness ซึ่งนำแสดงโดย เจมส์ ฟรังโก้, นาตาลี พอร์ตแมน และแดนนี่ แม็คไบรด์; งานอะนิเมะของญี่ปุ่นเรื่อง Steamboy ซึ่งกำกับโดย คัทสุฮิโร่ โอโตโมะ

จาบลอนสกี้ยังเคยร่วมงานกับนักแต่งดนตรีประกอบชื่อดังอย่าง ฮานส์ ซิมเมอร์ และแฮร์รี่ เกร็กสัน-วิลเลี่ยมส์ โดยเขาร่วมแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่อง Bad Boys 2, Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl, Armageddon, Tears of the Sun, Pearl Harbor, Hannibal และ Deceiver

 

—skyscraper—

 


ติดตาม ReviewsPooH ที่นี่

Website : www.reviewspooh.com

Instagram : @reviewpooh

Facebook Page : @reviewpooh

Youtube : reviewpoohyoutube

 

 

 

Facebook Comments

อ่านเรื่องที่น่าสนใจ


ชอบบทความนี้ แชร์ได้เลยจ้า