Site icon ReviewsPooh.com

Truth or Dare จริงหรือกล้า..เกมสยองท้าตาย เข้าฉาย 3 พฤษภาคมนี้

HENRY'S GAME

เนื้อหายาวไป จิ้มที่หัวข้อ เลือกอ่านได้เลยจ้า

5/5 - (1 vote)

“เกมนี้มีกติกา 4 ข้อ:

เมื่อคุณถูกถาม คุณต้องเล่นเกม

คุณต้องพูดความจริง ไม่งั้นตาย

คุณต้องทำตามคำท้า ไม่งั้นตาย

ถ้าคุณหยุดเล่นเกม คุณตาย”

      เจสัน บลูม

 

เบื้องหลังงานสร้าง

 

ลูซี่ เฮล (Pretty Little Liars) และไทเลอร์ โพซี่ย์ (Teen Wolf) รับบทนำเป็นโอลิเวีย และลูคัส สองนักศึกษาในภาพยนตร์เรื่อง Blumhouse’s Truth or Dare ภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติเรื่องใหม่จากค่ายบลูมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ (Happy Death Day, Get Out, Split)

เมื่อกลุ่มเพื่อนสนิท เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเรียนจบ และร่วมเล่นเกม “เล่าความจริงหรือรับคำท้า” ซึ่งเป็นเกมที่ดูไม่มีพิษมีภัย แต่เกมที่ว่าดันเหมือนติดตามพวกเขากลับไปบ้าน โดยบีบให้พวกเขาต้องเล่นหรือเผชิญหน้ากับผลอันตรายที่ติดตามมา

จากฝีมือการกำกับของ เจฟฟ์ แว็ดโลว์ (Kick-Ass 2, Cry Wolf) และอำนวยการสร้างโดย เจสัน บลูม (Whiplash, Get Out) ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังร่วมแสดงโดย ไวโอเล็ตต์ บีน ในบท มาร์กี้ เพื่อนสนิทของโอลิเวียผู้กำลังต่อสู้กับปีศาจร้ายของตนเอง, เฮย์เด้น ซีโต้ ในบท แบร็ด ที่แอบเก็บงำความลับที่เขารู้สึกว่าครอบครัวเขาจะรู้ไม่ได้เป็นอันขาด, แลนดอน ไลบอยรอน ในบท คาร์เตอร์ นักศึกษาใหม่ที่ชวนเชื้อเพื่อนๆ กลุ่มนี้ให้เข้าไปติดกับดับอันตรายของเขา, โซเฟีย อาลี ในบท เพเนโลปี้ ผู้เป็นสีสันของงานปาร์ตี้ และกำลังเผชิญกับทางแยกของชีวิตที่น่าสะพรึง และโนแลน เจอราร์ด ฟั๊งก์ ในบท ไทสัน แฟนหนุ่มของเพเนโลปี้ นักศึกษาที่มีความทะเยอทะยาน ผู้ซึ่งลักษณะที่เอาตัวเองเป็นใหญ่ของเขาอาจนำเขาไปสู่ความตายเสียเอง

Truth or Dare ยังร่วมแสดงโดย แซม เลอร์เนอร์ ในบท รอนนี่ นักศึกษาปีสุดท้ายที่ดูไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ที่สุด, ออโรร่า เพอร์รินู ในบท จิเซลล์ ผู้พยายามหนีให้พ้นจากคำสาปที่เธอไม่สามารถรับมันได้อีกต่อไป, ทอม ชอย ในบท พ่อของแบร็ด ตำรวจผู้ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายของเขาถึงไม่ยอมเปิดใจ, วีร่า เทย์เลอร์ ในบท อิเนซ รีย์ส ผู้หญิงลึกลับที่กุมกุญแจที่ไขสู่ชะตากรรมของเด็กๆ เหล่านี้ และเกร็กก์ แดเนียล ในบทนักสืบเครนิส ผู้อยากช่วยเหลือ แต่ก็ปฏิเสธที่จะเชื่อว่ามีปีศาจร้ายที่เป็นผู้ก่อให้เกิดความตายกับเด็กๆ เหล่านี้

(Clockwise, bottom left) TYLER POSEY, VIOLETT BEANE, HAYDEN SZETO, NOLAN GERARD FUNK, SOPHIA TAYLOR ALI, LANDON LIBOIRON, LUCY HALE and SAM LERNER in “Blumhouse’s Truth or Dare,” a supernatural thriller from Blumhouse Productions. A harmless game of “Truth or Dare” among friends turns deadly when someone—or something—begins to punish those who tell a lie—or refuse the dare.

แว็ดโลว์ สร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจากเรื่องราวที่คิดขึ้นโดย ไมเคิล ไรสซ์ และจากบทภาพยนตร์ที่เขียนโดย ไรสซ์ กับจิลเลี่ยน เจค็อบส์ และคริส โรช (Non-Stop) และตัวแว็ดโลว์เองก็ร่วมเขียนบทด้วย

HENRY’S GAME

ที่เข้ามาช่วยแว็ดโลว์ดำเนินงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ล้วนแต่มีความสามารถ อาทิเช่น ผู้กำกับภาพ ฌ๊าคส์ จูฟเฟร็ท (ภาพยนตร์ชุด The Purge), ผู้ลำดับภาพ ฌอน อัลเบิร์ตสัน (Warrior), โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ เมลานี่ ไพซิส-โจนส์ (Whiplash), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ลิซ่า นอร์เซีย (Insidious: The Last Key) และผู้แต่งดนตรีประกอบ แมทธิว มาร์จีสัน (Kingsman: The Secret Service)

Blumhouse’s Truth or Dare อำนวยการสร้างบริหารโดย แว็ดโลว์ และโรช พร้อมด้วย จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน่ (Get Out) และคูเปอร์ ซามวลสัน (Whiplash)

 

เบื้องหลังงานสร้าง

 Truth or Dare เริ่มต้น

 ในปี 2016 เมื่อตอนที่มือเขียนบท/ ผู้กำกับ เจฟฟ์ แว็ดโลว์ ซึ่งเป็นมันสมองที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์สุดสร้างสรรค์อย่าง Kick- Ass 2 และภาพยนตร์ทริลเลอร์อย่าง Cry Wolf กำลังพิจารณาหางานชิ้นต่อไปของเขาอยู่นั้น เขาได้พบกับ เจสัน บลูม ผู้ถือว่าเป็นเจ้าแห่งงานสร้างภาพยนตร์เขย่าขวัญ เพื่อพูดคุยกันถึงโอกาสต่างๆ ที่เขาน่าจะร่วมสร้างกับบลูมเฮ้าส์ แว็ดโลว์รู้สึกว่า ผลงานของบริษัทแห่งนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ตั้งแต่เรื่อง Happy Death Day และ Get Out จนถึง Split ทำให้บริษัทแห่งนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด หลังจากนั้นเพียงไม่นาน Truth or Dare ก็ได้รับไฟเขียวในฐานะภาพยนตร์เรื่องใหม่ของบริษัทที่ได้ชื่อว่ามีความคิดสร้างสรรค์และกล้าที่จะเสี่ยง

แว็ดโลว์มีความสนใจในการผสมผสานความตื่นเต้น งานแอ็กชั่น และอารมณ์ขันเอาไว้ในงานศิลปะของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าเขาจะบอกเล่าเรื่องราวของชายผู้ทำชุดซูเปอร์ฮีโร่ด้วยตัวเองและออกลงโทษคนผิด จนไปติดอยู่ในโยงใยของความรุนแรงมากกว่าแผนสมคบคิดที่เขาคาดคิด หรือการเล่าเรื่องราวที่ทำให้หัวใจเต้นแรง เมื่อตำรวจอากาศต้องปกป้องเหตุทำลายล้างครั้งใหญ่ ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เขารู้สึกสนใจได้มากไปกว่าการคิดสร้างเรื่องราวที่ไม่ได้มีอะไรเหมือนกับที่คิดไว้เลย ในโลกของผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องทำให้คนดูต้องคาดเดาอยู่เสมอ…

บลูมบอกว่าเขาอยากร่วมงานกับแว็ดโลว์มาพักใหญ่ๆ แล้ว และ Truth or Dare ก็น่าจะเป็นงานที่ลงตัวที่สุด ผู้อำนวยการสร้างบลูมติดตามผลงานของแว็ดโลว์มาตั้งแต่ Cry Wolf และบลูมก็รู้สึกดีใจที่ผู้กำกับของเขาสามารถจัดการกับความซับซ้อนของงานสยองขวัญได้ และแว็ดโลว์ยังให้ความละเอียดกับการวางโครงเรื่องด้วย

“ผมชอบโปรเจ็กต์ที่เรามีปัจจัยที่กำหนดได้จริงๆ” บลูมบอก “ปกติแล้วมันคือเรื่องของงบสร้าง แต่แม้แต่ชื่อหนังก็ยังเป็นความท้าทายเลยครับ เจฟฟ์มีไอเดียที่ดีมาก โดยอิงกับแนวคิดที่เราจะนำมาเล่นด้วย เขาทำงานกับตัวบทภาพยนตร์ เขาเป็นทั้งมือเขียนบทและผู้กำกับที่มีประสบการณ์ และเขาก็พอใจกับงบสร้างที่เรามีให้ รวมถึงจำนวนวันทำงานที่ได้ รวมถึงสโคปงานที่เราวางเอาไว้ เขาไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้เขาสามารถทำงานได้ดีขึ้น ผลก็คือ เรายังทำงานในโปรเจ็กต์อื่นๆ ด้วยกันอีก ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นงานทีวีและงานภาพยนตร์ครับ”

สมาชิกหน้าใหม่ล่าสุดของบลูมเฮ้าส์ เล่าให้เราฟังถึงจุดกำเนิดของ Truth or Dare “ผมเดินทางไปพบเจสัน และเราก็ปิ๊งส์กันเลยครับ” แว็ดโลว์บอก “เราพูดคุยกันถึงไอเดียที่แตกต่าง เขาขอให้ผมกลับมาในอีกสักสองสามเดือนต่อมา เขากับผู้อำนวยการสร้างบริหาร คูเปอร์ ซามวลสัน อยากรู้ว่าผมสนใจที่จะเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเรื่องว่า Truth or Dare ไหม” นี่คือการทำงานจากคอนเซ็ปต์ที่ดูธรรมดา แต่ทางทีมผู้อำนวยการสร้างเชื่อว่าแว็ดโลว์จะสามารถทำให้ไอเดียธรรมดาๆ นั้นกลายเป็นงานที่น่าสนใจขึ้นมาได้ รวมถึงจะกลายเป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานงานที่หลากหลายแนวเข้าด้วยกันในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของบลูมเฮ้าส์

แว็ดโลว์ยังพูดถึงแรงบันดาลใจของเขาว่า “ผมอยากสร้างภาพยนตร์ที่สนุก ฉลาด และน่ากลัวที่มีความเสี่ยงจริงๆ Cry Wolf คืองานชิ้นแรกของผมที่ลองกับภาพยนตร์แนวเขย่าขวัญ และเมื่อเจสันและคูเปอร์เดินเข้ามาหาผมพร้อมกับไอเดียแจ่มๆ เรื่องนี้ ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสอันดีทีเดียวที่จะสร้างภาพยนตร์ที่คนดูจะต้องชอบครับ”

แว็ดโลว์ชอบไอเดียที่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเพื่อนสนิทว่าคนไหนที่จะรอดชีวิตไปได้ เป็นคำถามที่ถามคนดูเช่นกันว่า “คุณจะยอมทำขนาดไหนเพื่อจะเอาชีวิตรอดจากเกมนี้” แว็ดโลว์ยอมรับว่าเขามองเห็นอารมณ์ขันในงานเขย่าขวัญมานานแล้ว “เรารู้ดีว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเดินไปตามเส้นและทำให้เดิมพันให้ความรู้สึกว่าเป็นของจริงในหมู่เพื่อนๆ กลุ่มนี้ แต่ก็ต้องทำให้คนดูหัวเราะได้ในจังหวะที่ใช่ด้วย ผมมักพยายามหาอารมณ์ตลกๆ ในส่วนที่น่าเศร้าในชีวิตของผมเอง มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องไต่เชือกระหว่างอารมณ์ดิบ กับเสียงหัวเราะจริงๆครับ”

การทำงานกับเรื่องราวที่คิดสร้างสรรค์โดยมือเขียนบท ไมเคิล ไรสซ์ ทำให้แว็ดโลว์และเพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมกันอย่าง คริส โรช และจิลเลี่ยน เจค็อบส์ ได้ร่วมกันจรดปลายปากกาเพื่อนำเสนอเรื่องราวทริลเลอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง It Follows และ The Ring รวมไปถึงผลงานของดอนนี่ ทาร์ตต์ เรื่อง The Secret History “เราสร้างสิ่งที่เราหวังว่าจะมีอันตรายพอๆ กับความสนุกครับ” ผู้กำกับแว็ดโลว์บอก “เรารู้ดีว่าเกมที่ตัวละครกำลังเล่นอยู่ จะต้องออกมาดูฉลาด และควรจะใช้รอยแตกที่อยู่ในความสัมพันธ์ของพวกเขามาเป็นตัวเข้าถึงคนเหล่านี้”

ยิ่งแว็ดโลว์และเพื่อนร่วมเขียนบทของเขาพัฒนาการเล่าเรื่องไปมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งเรียนรู้ว่ามีเกม “เล่าความจริงหรือรับคำท้า” หลายเวอร์ชั่นมาก ซึ่งมันปรากฏอยู่ในเกือบทุกวัฒนธรรม กฎจะบอกให้คนทำในสิ่งที่ปกติเขาไม่เคยทำอย่างสุดขั้ว อย่างเช่น การจูบคนที่ปิ๊งส์อยู่ หรือเปิดเผยเรื่องที่เป็นส่วนตัวอย่างมาก “เราได้รับโอกาสให้ทำสิ่งที่เราไม่ควรทำครับ” แว็ดโลว์เล่า “เราใช้ลักษณะนั้นของเกม จากนั้นเราก็เพิ่มเดิมพันแบบที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเข้าไป เราไม่ใช่แค่บอกให้คุณทำและพูดสิ่งที่ปกติคุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้พูดหรือทำเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่พูดหรือทำ คุณจะต้องตาย มันได้สร้างพายุที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา เปิดโอกาสให้ทำความปรารถนาให้เป็นจริงได้ รวมไปถึงช่วงเวลาที่น่ากลัวอีกด้วย”

ขณะที่พวกเขาทำงานกับบทภาพยนตร์อยู่นั้น ทีมผู้เขียนบทรู้ดีว่าพวกเขาต้องแก้ปัญหาสองข้อให้ได้ พวกเขาต้องทำให้เกมนี้ดูจริง มีเดิมพันที่เป็นความเป็นความตาย และพวกเขาต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้ เรื่องราวนี้ต้องบีบให้ตัวละครเปิดเผยความลับที่ดำมืดที่สุดของพวกเขา และผลักดันพวกเขาไปมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ขณะที่พยายามเอาชีวิตให้รอด แว็ดโลว์และทีมของเขาตัดสินใจว่าในการกระทำที่กล้าหาญหลายอย่าง ซึ่งเป็นวิธีที่เกมสอนพวกเราเกี่ยวกับตัวเราเอง จะมีปีศาจจอมเจ้าเล่ห์จากโบราณกาลที่ชื่อว่า คัลลักซ์ ที่จะเข้ามาเป็นตัวฆ่าคน บลูมสรุปว่า “เกมนี้ใช้ประวัติส่วนตัวของเด็กๆ เหล่านี้มาจัดการกับพวกเขาครับ”

พวกเขาจินตนาการถึงกลุ่มเพื่อนๆ ในระดับมหาวิทยาลัยที่เดินทางไปยังเม็กซิโกเพื่อท่องเที่ยวด้วยกันเป็นทริปสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นชีวิตหลังเรียนจบ และอาจต้องแยกย้ายกันไป เรื่องราวความรักที่เพาะบ่มมานาน และความขัดแย้งที่เคยถูกเก็บฝังเอาไว้เริ่มโผล่ออกมาเมื่อพวกเขาเตรียมตัวจะกล่าวลากัน เมื่อชายหนุ่มรูปหล่อแปลกหน้า หลอกล่อนางเอกสาวของเราให้ชวนเพื่อนๆ ของเธอเล่นเกมที่น่าจะดูไร้สาระอย่าง “เล่าความจริงหรือรับคำท้า” พวกเขาได้ปลุกปีศาจร้ายที่บีบให้พวกเขาต้องเล่าความลับที่เก็บเอาไว้ลึกที่สุด หรือเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวมากที่สุด ถ้าพวกเขาไม่ทำ พวกเขาจะต้องชดใช้ด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุด “ถ้าคุณอยากมีชีวิตรอด” ผู้กำกับบอก “คุณต้องตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาที่สุด หรือทำสิ่งที่คุณไม่อยากจะทำเลยครับ”

สุดท้าย คัลลักซ์บังคับให้เด็กๆ กลุ่มนี้ต้องตัดสินใจว่าพวกเขายอมทำได้มากขนาดไหนเพื่อจะปกป้องเพื่อนๆ “ความสัมพันธ์ของโอลิเวียและมาร์กี้คือความสัมพันธ์หลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงต้องผ่านการทดสอบ” แว็ดโลว์อธิบาย “พวกเธอทั้งคู่ต่างตกหลุมรักลูคัส เขาคือจุดที่ 3 ของรักสามเส้า พวกเธอต้องเรียนรู้ว่าการเสียสละทุกสิ่งเพื่อคนที่คุณรักเป็นยังไง ถ้าพวกเขาอยากรอดชีวิต”

หนึ่งในสิ่งที่ให้ความบันเทิงในการสร้างเรื่องราวนี้ขึ้นมาก็คือ การวางเมล็ดพันธุ์เอาไว้ให้กับคนดู ทำให้เรื่องเดินไปข้างหน้า และก้าวสู่งานเขย่าขวัญมากขึ้น สุดท้าย ทุกฉากที่เป็นการเล่นเกมเล่าความจริงหรือรับคำท้าถูกออกแบบมาเพื่อจะทำให้เห็นถึงจุดบกพร่อง จุดอ่อน หรือความลับที่ตัวละครตัวหนึ่งเก็บเอาไว้ แว็ดโลว์อธิบายว่า “เราแสดงให้คุณเห็นว่าตัวละครตัวนี้มีปัญหาเรื่องการติดเหล้า และตัวละครตัวนั้นแอบชอบแฟนของเพื่อนสนิท เมื่อเกมเดินหน้าไป คำถามที่กระตุ้นความคิดก็ยิ่งถูกถามมากขึ้น รวมไปถึงคำท้าแบบส่วนตัว ผมหวังว่าคนดูคงจะเริ่มอิน และเรียนรู้เกี่ยวกับผู้เล่นมากขึ้น ทำให้พวกเขาได้ร่วมเล่นและสนุกไปด้วย ได้รับประสบการณ์คำท้าเหล่านั้น และมีปฏิกิริยากับคำถามที่ตัวละครถูกถาม พวกเขาไม่ใช่แค่เกิดความผูกพันกับตัวละครเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังสนุกกับความมุ่งร้ายของคัลลักซ์ด้วยครับ”

แว็ดโลว์ยังเล่าถึงประสบการณ์การได้ทำงานภายในโมเดลของบลูมเฮ้าส์ด้วยว่า “เจสันเป็นผู้อำนวยการสร้างที่ดีที่สุดเลยครับ เขาหยิบยื่นสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ และเข้าใจว่าการหยิบยื่นหมายถึงอะไร นับแต่หนังเวอร์ชั่นการตัดต่อของผู้ลำดับภาพ จนถึงงานตัดต่อของผู้กำกับเอง ผ่านกระบวนการทั้งหมด เขาชี้นำเพื่อให้เราทำสิ่งที่เราทำอยู่ออกมาให้ดีที่สุด ผมขอบคุณมากที่เขามีทัศนคติในเชิงที่ว่าหนังเรื่องนี้คือการตัดสินใจว่าจะจมหรือว่ายน้ำต่อ และมีความท้าทายในการทำงานด้วยงบที่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับหนังเรื่องก่อนของผม แต่สุดท้ายแล้ว มันหมายถึงทีมของเราต้องทำงานกันอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น เมื่อต้องคิดว่าจะเล่าเรื่องนี้ออกมาอย่างไร เจสันยังมีกลุ่มคนเก่งๆ ที่ทำงานอยู่ในหลายโปรเจ็กต์ของเขา และผมก็ตื่นเต้นมากครับที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับพวกเขาเหล่านั้น”

ปีศาจหรือเหยื่อ

การคัดเลือกตัวนักแสดงและตัวละคร

 

แว็ดโลว์รู้สึกประทับใจที่สุดที่ทีมคัดเลือกตัวนักแสดงที่บลูมเฮ้าส์ ซึ่งนำทีมโดย เทอร์รี่ เทย์เลอร์ ออกค้นหาตัวนักแสดงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะมาแสดงเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนเหล่านี้ ทีมคัดเลือกตัวนักแสดงใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อตามหานักแสดงที่มีความเข้าใจบทบาทเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง และอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

บลูมรู้สึกประทับใจที่แว็ดโลว์สามารถประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกลุ่มนักแสดงที่มีความหลากหลายมาก “เราสามารถดึงดูดความสนใจของนักแสดงเก่งๆได้ และต้องยกความดีให้กับการเข้ามาทำงานของเจฟฟ์ และบทภาพยนตร์ที่มีจุดแข็งครับ” ผู้อำนวยการสร้างบลูม กล่าว “ภาพยนตร์ของเรายังมีกำหนดตารางเวลาถ่ายทำที่สั้นมาก พวกเขาถ่ายทำกันในแอลเอ นั่นช่วยได้มากเลยครับ”

โดยส่วนตัวแล้ว แว็ดโลว์รู้สึกประทับใจกับความทุ่มเทของนักแสดงอย่างมาก “ทีมนักแสดงทำงานได้อย่างน่าทึ่งเลยครับในการสร้างชีวิตให้กับตัวละครเหล่านี้ รวมไปถึงยังใส่บุคลิกส่วนตัวที่ทำให้คุณรู้สึกห่วงใยตัวละครเหล่านี้มากขึ้นด้วย” ผู้กำกับแว็ดโลว์เล่า “พวกเขาทำให้คนดูตกหลุมรักตัวละครในสถานการณ์อันตรายเหล่านี้ และนั่นช่วยเพิ่มความตึงเครียดให้มากขึ้นสามเท่าครับ”

เมื่อทีมผู้สร้างเริ่มต้นกระบวนการคัดเลือกตัวนักแสดง พวกเขามองหานักแสดงจากทั้งแวดวงภาพยนตร์จอเงินและจอแก้ว สำหรับคนที่จะมารับบทเป็น โอลิเวีย และลูคัส พวกเขาเลือก ลูซี่ เฮล จาก Pretty Little Liars’ และ ไทเลอร์ โพซี่ย์ จาก Teen Wolf “เราโชคดีมากที่ได้ตัวลูซี่กับไทเลอร์มาครับ” แว็ดโลว์บอก “พวกเขาเป็นคนน่ารัก และหลังจากผ่านกระบวนการทำงานสุดโหดมาด้วยกัน ผมถือว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีเลยนะ พวกเขาเป็นศิลปิน และความสามารถในการแสดงอารมณ์ของพวกเขาก็สมจริงมาก และปรับแต่งเข้ากันได้ดี พวกเขาทำงานกันมาตลอดตั้งแต่เด็ก  และนำประสบการณ์เหล่านั้น รวมถึงความสามารถมาใส่ในหนังของเราครับ พวกเขาให้การแสดงที่ทั้งตึงเครียด ช่างคิด และสนุกมากครับ”

การออดิชั่นถูกจัดขึ้นไม่ใช่เพื่อคัดเลือกตัวนักแสดงเท่านั้น แต่ยังมีขึ้นเพื่อให้นักแสดงตัดสินใจว่าพวกเขาอยากร่วมงานกับผู้กำกับแว็ดโลว์หรือไม่ “ระหว่างการออดิชั่นบทของเธอ ลูซี่ทำให้พวกเราอึ้งไปเลยครับ” แว็ดโลว์กล่าวชม “เธอเป็นคนมีพรสวรรค์มาก และเราก็รู้เลยว่าเราได้ดารานำฝ่ายหญิงของเราแล้วทันทีที่เธอแสดงฉากทดสอบจบ ไทเลอร์คือคนที่ถูกเลือกมาเป็นคนสุดท้าย เพราะตัวละครตัวนั้นถือว่าเป็นตัวที่เลือกนักแสดงยากที่สุด ลูคัสต้องทั้งแข็งแกร่งและทรหด แต่เขาก็ให้คุณลักษณะที่ดูเปิดกว้าง อ่อนไหวในเวลาเดียวกันด้วยครับ ไม่มีใครที่จะเหมาะกับบทนี้มากกว่าไปไทเลอร์ โพซี่ย์ อีกแล้วครับ”

โอลิเวียที่ถือว่าเป็นหัวใจของกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมกันมากกลุ่มนี้ รู้สึกห่วงใยและคอยช่วยเหลือคนอื่นๆ มากกว่าที่จะห่วงใยตนเอง เธออยากใช้เวลาหยุดพักในช่วงใบไม้ผลิสร้างบ้านให้กับคนยากจน แต่ มาร์กี้ เพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เกลี้ยกล่อมเธอให้ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันที่ชายหาดโรวาริโต้ในเม็กซิโก เมื่อโอลิเวียและเพื่อนๆ กลับมา เหตุการณ์น่ากลัวทั้งหลายที่เกิดขึ้นมิอาจมองว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้อีกต่อไป เธอไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมรับว่าเกมนี้คือของจริง และมันตามพวกเธอกลับบ้านมาด้วย บัดนี้ มันขึ้นกับเธอแล้วที่จะทำให้เพื่อนๆ เชื่อว่าเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าเธอทำไม่สำเร็จ จะต้องมีคนตายหลายคนทีเดียว

สิ่งที่ทำให้เฮลรู้สึกสนใจ ก็คือความผูกพันกันอย่างสนิทสนมระหว่างเด็กสาวสองคน ซึ่งเป็นแกนหลักของเรื่องนี้ เฮลเปิดเผยว่า”ทุกครั้งที่ฉันได้อ่านบทหนัง ฉันจะคิดสร้างเรื่องราวความเป็นมาให้กับตัวละครของฉันเสมอ ฉันนึกภาพว่าโอลิเวียและมาร์ตี้เติบโตมาบนถนนเส้นเดียวกัน พ่อแม่ของพวกเธอก็เป็นเพื่อนกัน พวกเธอไปเรียนเต้นด้วยกัน พวกเธอผ่านทุกอย่างในชีวิตมาด้วยกัน พวกเธอทะเลาะกันเหมือนพี่น้อง แต่สุดท้ายแล้ว พวกเธอก็คือเพื่อนรักกัน และจะคอยดูแลกันและกันเสมอ”

เฮลดีใจที่แว็ดโลว์ทำให้เกมนี้มีการหักมุมมากขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในงานถ่ายทำที่เธอจดจำได้มากที่สุดก็คือตอนที่ตัวละครเหล่านี้พยายามหลอกปีศาจจอมเจ้าเล่ห์ที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องเล่นเกม “ทุกคนคิดว่า ‘ทั้งหมดที่เราต้องทำก็คือการเล่าความจริงและเราจะปลอดภัย’ แต่พวกเขาพบว่าถ้ามีคนสองคนเลือกความจริงแล้ว คนต่อไปก็ต้องเลือกรับคำท้า มันช่างแสนโหดร้าย ในตอนต้นเรื่อง มาร์กี้บอกโอลิเวียว่า ‘ฉันจะหักแขนเธอถ้าเธอแตะต้องตัวฉันอีก’ เมื่อโอลิเวียถูกบีบให้ต้องรับคำท้า เธอก็ต้องทำ ไม่งั้นมาร์ตี้จะต้องตาย มันตื่นเต้นมากจากตรงนั้นค่ะ”

ลูคัสไม่ใช่แค่แฟนของมาร์กี้เท่านั้น แต่เขายังแอบชอบโอลิเวียอยู่ด้วย พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง และยอมรับกับความคิดที่ว่าพวกเขาจะต้องเป็นแค่เพื่อนกัน ลูคัสเป็นชายหนุ่มที่เป็นคนดี จิตใจดี แต่ก็แกร่งได้ในเวลาที่ต้องแกร่ง นั่นทำให้ตัวละครตัวนี้ดูน่าสนใจ เพราะเขาเองก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เขาต้องเลือกระหว่างความเป็นและความตาย คนแรกที่เชื่อว่าโอลิเวียพูดความจริงก็คือลูคัส เพราะเขาหันมาอยู่ข้างเธอ เมื่อคุณเกิดเปลี่ยนใจ คุณรู้ว่านี่ไม่ใช่การหลอกลวง นี่ไม่ใช่เรื่องตลก นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ

โพซี่ย์สะท้อนว่าลูคัสเองก็ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริงเหมือนกับคนอื่นๆ ในกลุ่ม จนกระทั่งเกมนี้ทำให้เกิดข้อความบนแขนของเขา “ถึงแม้ลูคัสไม่รู้ว่าจะจัดการทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเขาได้ยังไง แต่เขาก็เก่งในเรื่องของการคำนวณ และคิดหาวิธี ถ้าโอลิเวียคือมันสมองและผู้นำของกลุ่มนี้ เขาก็คือคนเจ้าความคิด เขาพยายามที่จะรักษาความสงบในกลุ่ม เมื่อพวกเขาเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น”

โพซี่ย์ชอบมากกับการเดินทางกลับไปยังโรซาริโต้ของลูคัส พร้อมกับมาร์กี้และโอลิเวีย เพื่อค้นหารากเหง้าของปีศาจตนนี้ และหยุดเกมนี้ให้ได้ “ตัวละครของเรากลับไปยังเม็กซิโก เพื่อพูดคุยกับผู้หญิงคนนี้ ที่รอดจากความตายหมู่มาได้ และพยายามคิดหาหนทางที่จะล้างคำสาป” โพซี่ย์อธิบาย “ขณะที่เราทำ เราพยายามที่ให้ชายที่ชวนให้ขนลุกคนเดียวกันกับที่ทำให้เราต้องเล่นเกม ‘เล่าความจริงหรือรับคำท้า’ เริ่มพูด

ถึงแม้ภายนอก มาร์ตี้จะดูเหมือนมีชีวิตที่สมบูรณ์ แต่ภายใน เธอกลับเต็มไปด้วยปัญหา เธอต้องรับมือกับโศกนาฏกรรมในชีวิตตัวเอง ไม่เพียงแต่เธอแทบจะรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ไม่ได้ แต่เธอยังต้องสูญเสียพ่อไปหลังจากที่เขาฆ่าตัวตายไปเมื่อหลายปีก่อน โอลิเวียคือเสาหลักในชีวิตให้กับเธอ ความผูกพันของเธอสองคนกลายเป็นความสัมพันธ์หลักของเรื่องที่ต้องผ่านการทดสอบ

สำหรับไวโอเล็ตต์ บีน ซึ่งสร้างชื่อจากผลงานอย่าง The Resident และ The Flash โอกาสที่จะได้แสดงเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนคือโอกาสที่เธอยินดีตอบรับ “มาร์กี้เป็นเพื่อนที่มีความซับซ้อน ผู้บังคับให้โอลิเวียเดินทางไปยังเม็กซิโก เธอเองก็ต้องรับมือกับปัญหามากมายในชีวิตส่วนตัว สุดท้ายเธอก็ไม่ใช่แฟนสาวที่ดีที่สุดสำหรับลูคัส แต่เธอห่วงใยเขามาก และพวกเขาก็กำลังแก้ปัญหาเหล่านี้”

สิ่งที่ทำให้บีนสนใจเรื่องนี้ก็คือ มันวางเรื่องราวดราม่าเอาไว้ระหว่างเพื่อนรักสองคน ผสมเข้ากับงานเขย่าขวัญเหนือธรรมชาติ “ตอนแรก มาร์กี้ไม่เชื่อว่าเกมนี้กำลังเกิดขึ้นจริงๆ เพราะโอลิเวียเปิดเผยความลับของเธอ เธอไม่เชื่อว่าโอลิเวียจะทำเช่นนั้น เพียงเพราะมีคนท้าให้เธอทำ เธออยากเชื่อว่ามันคือเรื่องของการอิจฉาริษยากัน นานทีเดียวว่ามาร์กี้จะยอมเชื่อ จนเธอถูกบีบให้ต้องหักแขนโอลิเวีย”

ที่เข้ามาเติมเต็มให้กับกลุ่มที่เหลือก็คือ ไทสัน ซึ่งกำลังเตรียมตัวให้พร้อมจะไปเรียนแพทย์ เขารู้สึกว่าเขาคือของขวัญที่พระเจ้ามอบให้กับโลกนี้ เพื่อนๆ ของไทสันต่างยอมรับเขาเพราะความฉลาดของเขา ทางทีมผู้สร้างเลือก โนแลน เจอราร์ด ฟั๊งก์ ซึ่งมีชื่อเสียงจากบทแจ้งเกิดใน Riddick และผลงานทางทีวีเรื่อง Counterpart ให้มารับบทเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่น่าสงสัยคนนี้

ไทสันกำลังคบหาอยู่กับเพเนโลปี้ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับมาร์กี้และโอลิเวีย เพเนโลปี้ ซึ่งรับบทโดย โซเฟีย เทย์เลอร์ อาลี จาก Grey’s Anatomy คือสีสันของงานปาร์ตี้ เธอน่ารัก ตลก สวย อย่างไรก็ดี ความจริงที่ว่าเธอปาร์ตี้มากเกินไป อาจกลายเป็นจุดบกพร่องของเธอ

คนสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดก็คือ แบร็ด ผู้เป็นหัวใจของเพื่อนๆ กลุ่มนี้ เขากำลังพยายามรับมือกับปัญหาเรื่องเพศของตัวเอง ขณะที่ยังไม่อาจแก้ปัญหากับพ่อแม่ได้ พ่อของเขาเป็นตำรวจที่แสนจริงจัง ซึ่งมักจะก่อความเครียดมากมายในชีวิตของแบร็ด สุดท้าย มันคือปัญหาที่เขาจะต้องแก้ตลอดเรื่องราวที่เกิดขึ้น

แบร็ดรับบทโดย เฮย์เด้น ซีโต้ ซึ่งแจ้งเกิดจากบทบาทในเรื่อง The Edge of Seventeen การแสดงของเขาสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนๆ นักแสดงอย่างมาก เฮลบอกว่า “แบร็ดเก็บความลับจากพ่อมาเป็นเวลานาน และสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็คือการต้องพูดความจริงกับพ่อของเขา นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงได้น่าสนใจนัก เพราะพวกเราทุกคนต่างก็มีความลับที่เราเก็บงำเอาไว้ เมื่อเราต้องพูดความลับพวกนั้นออกมา มันอาจช่วยได้ในทางหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเกมที่เต็มไปด้วยการหักมุมก็ตาม”

แลนดอน ไลบอยรอน จากซีรีส์ของ Netflix เรื่อง Hemlock Grove ได้รับเลือกให้มารับบท คาร์เตอร์ ผู้หลอกให้โอลิเวียและเพื่อนๆ มาเล่นเกมนี้ แว็ดโลว์อธิบายว่าตัวละครตัวนี้น่าจะเป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับนางเอกของเราได้อย่างไร “สำหรับโอลิเวีย ความรู้สึกนี้เปรียบเสมือนสัญญาณที่บอกว่ามันถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องถอดใจจากลูคัส และเลิกคอยมองตามเขาเสียที เธอคิดว่า ‘ฉันจะลองเสี่ยงดู’ เมื่อค่ำคืนนั้นดำเนินไป และเธอได้พบกับชายหนุ่มที่ดูเป็นมิตรและมีเสน่ห์คนนี้ที่บาร์ และทั้งกลุ่มก็กำลังคิดกันว่าจะทำอะไรดีกับคืนสุดท้ายในเม็กซิโก คาร์เตอร์พูดว่า ‘ฉันรู้จักที่หนึ่งที่เราไปเที่ยวกันได้…’”

ผู้กำกับแว็ดโลว์บอกว่ามันยากที่จะบอกได้ว่าคาร์เตอร์เป็นปีศาจหรือเหยื่อ เพราะเขาเป็นทั้งสองอย่าง เขาคือเหตุผลที่ว่าทำไมตัวละครเหล่านี้ถึงต้องมาเผชิญกับเรื่องวุ่นวายทั้งหมด แต่เขาก็ไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้นเช่นกัน สุดท้ายแล้ว นั่นคือจุดเริ่มต้นการเดินทางของโอลิเวีย “ในตอนเริ่มเล่นเกม แบร็ดถามเธอว่า ‘เธอจะเลือกช่วยเพื่อนเธอ แต่ต้องยอมให้คนเม็กซิโกทั้งหมดตาย หรือจะยอมช่วยประชากรทั้งหมดของเม็กซิโก แต่เพื่อนของเธอต้องตาย เธอจะเลือกอย่างไหน ในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอมีคำตอบที่แตกต่างไปจากที่เธอให้ไว้ในตอนต้นเรื่อง’”

ทีมนักแสดงต่างทำให้เป้าหมายที่แว็ดโลว์และบลูมคิดเอาไว้ นั่นก็คือการนำเสนอเหล่าตัวละครที่คนดูจะต้องห่วงใย สำเร็จลงได้ ผู้กำกับแว็ดโลว์อธิบายไว้ว่า “ถ้าคุณผลักดันใครสักคนที่มีความกำกวมในเรื่องของศีลธรรมไปสู่สถานการณ์ที่ประนีประนอมได้ คุณจะไม่สนใจกับผลลัพธ์ที่ออกมาสักเท่าไหร่ เราอยากแสดงให้เห็นตัวละครที่มีหลากหลายมิติที่คุณเกิดความผูกพัน และชอบ ตัวละครเหล่านี้ไม่ใช่คนที่รอความตาย เหมือนอย่างที่มักเห็นกันบ่อยๆ ในหนังเขย่าขวัญ สิ่งที่ทำให้พวกเขาดูเป็นมนุษย์ปุถุชน และมีฉากที่กระชากหัวใจคนดูได้มากขึ้นก็คือ เกมนี้กำลังใช้มันสู้กับตัวละครของเรา จนทำให้พวกเขาแทบไม่สามารถทำอะไรได้เพื่อหยุดมัน นอกจากต้องเล่นเกมต่อไปครับ”

 

คุณอยู่ในเกมแล้ว:

งานถ่ายทำภาพยนตร์ทริลเลอร์

 

ทีมงานของแว็ดโลว์เขียนดราฟต์สุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาเสร็จสิ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2016 และใช้เวลาในการพัฒนางานสร้างต่อมากับบลูมเฮ้าส์อีกหกเดือน จากนั้นก็ทำการคัดเลือกตัวนักแสดงจนเสร็จสิ้น เมื่อหนึ่งปีก่อน การเตรียมงานถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2017 หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มต้นถ่ายทำ Truth or Dare กันในทันที

ผู้กำกับแว็ดโลว์ได้เล่าถึงแบบฝึกหัดที่น่าสนใจที่เขาใช้สำหรับทำเรื่องราวให้พร้อมสำหรับการถ่ายทำ “หลังจากเราเขียนบทภาพยนตร์กันเสร็จ เราจะร่างรายการความจริงทั้งหมดและคำท้าทั้งหมด และให้พวกเขาให้คะแนนมันตั้งแต่ 1 ถึง 10 จากนั้น เราก็ทำรายการพวกนั้นตามลำดับที่มันปรากฎในหนัง เราทำให้แน่ใจว่าคะแนนที่ได้รับจะต้องเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเรื่องนี้ดำเนินเรื่องไป ความใส่ใจในรายละเอียดนี้ทำให้เราได้หนังที่คุณจะรู้สึกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ”

เมื่อได้ทีมงานหลัก ซึ่งรวมถึงเพื่อนร่วมงานอย่าง ผู้กำกับภาพ ฌ๊าคส์ จูฟเฟร็ท ซึ่งเคยทำหน้าที่กำกับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของแว็ดโลว์ และยังร่วมงานกับไมเคิล มานน์ และปีเตอร์ เบิร์กอยู่เป็นประจำ, ผู้อำนวยการสร้างร่วมและผู้ช่วยผู้กำกับ เจมส์ โมแรน, โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ เมลานี่ ไพซิส-โจนส์ ซึ่งเคยแสดงความสามารถอันยอดเยี่ยมเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Whiplash, The Purge และ Insidious: The Last Key และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ลิซ่า นอร์เซีย จากภาพยนตร์เรื่อง The Purge และ Whiplash ทีมงานของแว็ดโลว์ก็พร้อมที่จะเริ่มต้นงานถ่ายทำที่มีการวางแผนมาอย่างดี ร่วมเสริมทัพด้วยผู้ประสานงานสตั๊นต์ สตีฟ ริทซี่ ซึ่งร่วมงานกับแว็ดโลว์มาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว กับ อลัน ดีแอนโตนี่ (ผู้แสดงงานสตั๊นต์ในภาพยนตร์เรื่อง Baby Driver) ริทซี่สามารถที่จะสร้างฉากสตั๊นต์ของ Truth or Dare ได้อย่างน่าตื่นเต้นที่สุด

“เป็นเรื่องสำคัญทั้งสำหรับเจสันและผมที่เราจะต้องร่วมงานกับทีมงานสร้างสรรค์ที่เราเคยทำงานด้วยกันมาก่อนครับ ฉะนั้นพวกเขาจึงเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ และภาพยนตร์ที่เราพยายามสร้างขึ้นมา” แว็ดโลว์บอก “เพราะพวกเรามีกำหนดการถ่ายทำ 23 วันในลอสแองเจลิส และมีเวลาเตรียมงานแค่วันเดียวเพื่อจะพาทีมนักแสดงไปที่เม็กซิโก เรารู้ดีว่ามันเป็นการถ่ายทำที่คิวงานรัดตัวมาก มือตัดต่อหนังของผมยังแซวผมเลยว่าเราถ่ายทำหนังที่ควรจะถ่าย 40 วัน ภายในเวลา 23 วันเท่านั้น”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อตัวละครใกล้จะเรียนจบสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยให้นักแสดงเกิดความผูกพันกันได้ก่อนที่ภาพยนตร์จะเริ่มต้นถ่ายทำ เพื่อให้คุณเชื่อในมิตรภาพและการใช้ชีวิตร่วมกันมาของพวกเขา แว็ดโลว์ได้พาพวกเขาเดินทางไปยังเม็กซิโกเพื่อพักผ่อนกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง “ตอนที่เรานั่งรถตู้ และเดินทางไปยังเม็กซิโกด้วยกัน ผมให้พวกเขาใช้โทรศัพท์ไอโฟนเก็บภาพของแต่ละคนเอาไว้ มันมีความเป็นส่วนตัวมากครับ และเราก็ตัดสินในที่จะใส่ภาพฟุตเตทนั้นเอาไว้ในหนังด้วยครับ”

สำหรับผู้กำกับ หนึ่งในฉากที่ถ่ายทำแล้วตึงเครียดมากที่สุด ก็คือ คำท้าที่เพเนโลปี้จะต้องเดินไปบนดาดฟ้าขณะที่ดื่มว็อดก้าไปด้วย “เรามีตัวละครที่มีปัญหาติดเหล้า และเกมก็บังคับให้เธอดื่มเหล้าให้หมดขวด ขณะเดินไปบนหลังคาที่สูงจากพื้น 30 ฟุต มันคือความน่าสนใจในการถ่ายทำ และยากมากในเรื่องเทคนิค ด้วยงบอันน้อยนิดที่เรามี และตารางการถ่ายทำที่น้อยมากของเรา” แว็ดโลว์หัวเราะ “ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าเราใช้เวลาห้าคืนกันบนนั้นครับ”

บลูมเห็นด้วยกับผู้กำกับ โดยบอกว่าเขารู้สึกพอใจต่อทักษะฝีมือและเทคนิคที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องทุ่มเทให้กับงานนี้ “ฉากโปรดของผมคือตอนที่เพเนโลปี้เดินไปบนขอบตึกบนดาดฟ้าครับ ไม่ใช่เพราะการเดินไปบนขอบตึกมันมีความตื่นเต้น แต่มันยังเป็นเพราะวิธีที่เจฟฟ์และฌ๊าคส์ถ่ายทำด้วยครับ วิธีที่พวกเขาถ่ายทำมันทำให้คุณตื่นเต้นและกังวลได้จริงๆ”

เขาไม่ใช่เพียงคนเดียวที่เกิดอาการลุ้นและกังวล แต่ภายใต้สายตาที่เฝ้าระวังของดีแอนโตนี่และริทซี่ ทุกคนก็ต้องกลั้นหายใจกันหมด  อาลีพูดถึงฉากนี้ว่า “การถ่ายทำบนดาดฟ้าสนุกมากค่ะ แต่ก็น่ากลัวมาก ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันถ่ายทำฉากแบบนั้นต่อหน้าจอกรีนสกรีน ฉันคงต้องพยายามสร้างความรู้สึกกลัวขึ้นมา การขึ้นไปอยู่บนั้น แม้ว่ามันจะทั้งสนุกและฉันก็รู้สึกสบายใจและรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย แต่ฉันจำได้ว่าตัวเองก็คิดว่า ‘ฉันอยู่บนดาดฟ้าแล้วนะ’ และฉันก็ดึงเอาความกลัวจะตกลงไปของฉันเองมาใช้ค่ะ”

 

ศิลปะเรียนแบบชีวิต:

การ “ถูกเข้าสิง”

 

เพื่อให้ได้ภาพวินาทีที่คัลลักซ์เข้าสิงเหยื่อรายสุดท้าย การตั้งคำถามสุดฮิตอย่าง “เล่าความจริงหรือรับคำท้า” พร้อมกับรอยยิ้มสุดเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย ทางทีมผู้สร้างหันไปหน้าใบหน้าที่คุ้นเคย ผู้กำกับเล่าว่า “ตั้งแต่แรก ผมเริ่มวางแนวทางว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ผมไม่อยากทำงานในแบบที่เราเคยเห็นมาก่อน ประเภทดวงตาขาวขุ่น และใบหน้าขาวซีด ผมคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณของเกมนี้ และความซุกซนที่เกี่ยวข้อง และตัดสินใจว่าใบหน้าที่ถูกสิงนั้นต้องแสดงให้เห็นถึงความซุกซน”

ตั้งแต่แว็ดโลว์ยังเด็ก เวลาที่เขาวาดรูป เขามักจะชอบวาดหน้ายิ้มของปีศาจ และภาพวาดนั้นได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับฉากโดนสิง แว็ดโลว์เล่าต่อไปว่า “ผมเริ่มเสนอความคิดนี้กับเหล่าศิลปินคอนเซ็ปต์ และผมก็คุยกับวิชวลเอฟเฟ็กต์ซูเปอร์ไวเซอร์ของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราถ่ายทำฉากทดลอง และเห็นได้ชัดเจนอย่างรวดเร็วเลยว่านี่คือแนวทางที่เราต้องใช้ จากนั้น ผมก็กลับทิศทางเมื่อคุณเห็นภาพใบหน้าปีศาจคัลลักซ์จากงานศิลปะที่แตกต่างกันออกไป ผมให้เขามีรอยยิ้มแบบเดียวกัน ซึ่งกลายมาเป็นภาพลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับตัวร้ายในภาพยนตร์เรื่องนี้ หลังจากเราจัดให้คนดูได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรก พวกเขาชอบมันมาก มีผู้หญิงเดินออกจากโรงหนัง มองหน้าผม และพูดว่า ‘คุณพระช่วย รอยยิ้มนั่น! มันคือรอยยิ้มของคุณ!’ ผมไม่เคยรู้ตัวเลยว่าผมวาดรอยยิ้มชั่วร้ายของตัวเองมาตลอดหลายปีมานี้ แต่ผมว่าผมคงทำอย่างงั้นจริงๆ ครับ!”

****

เมื่อการถ่ายทำเสร็จสิ้นลง แว็ดโลว์ได้พูดถึงสิ่งที่เขาหวังว่าคนดูจะได้ไปจากภาพยนตร์เรื่อง Truth or Dare เขาสรุปว่า “ผมหวังว่าคนดูคงจะสนุกกับการดูหนังของเราครับ หวังว่าพวกเขาคงจะกลัว หัวเราะ และรู้สึกทึ่ง เราอยากให้พวกเขาอินไปกับตัวละคร และเมื่อหนังจบลง พวกเขาคงรู้สึกเหมือนได้เป็นพยานรู้เห็นเกม ‘เล่าความจริงหรือรับคำท้า’ อย่างสุดขั้วจริงๆครับ”

สำหรับบลูม งานทริลเลอร์ชิ้นล่าสุดของเขานี้คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโมเดลทุนสร้างน้อยของบริษัทของเขา “เมื่อคุณมีเรื่องราวที่ดี มีนักแสดงที่ดี และมีผู้กำกับที่ดีแล้ว ความกลัวก็จะสำคัญน้อยลง สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งดูน่ากลัวได้ก็คือสิ่งที่แทรกอยู่ในความน่ากลัวครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นความน่ากลัวจริงๆ สิ่งที่เจฟฟ์ทำ เช่นเดียวกับที่ผู้กำกับเก่งๆ คนอื่นๆ ที่เราได้ร่วมงานด้วยทำ ก็คือการทำให้แน่ใจว่าเรื่องราวที่อยู่ในความน่ากลัวนั้นมันเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมจริงๆ นั่นทำให้ความน่ากลัวบังเกิดขึ้นครับ”

****

ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานการสร้างของบลูมเฮ้าส์ ผลงานภาพยนตร์ของ เจฟฟ์ แว็ดโลว์ เรื่อง Blumhouse’s Truth or Dare นำแสดงโดย ลูซี่ เฮล, ไทเลอร์ โพซี่ย์, ไวโอเล็ตต์ บีน, เฮย์เด้น ซีโต้, แลนดอน ไลบอยรอน ผู้แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติเรื่องนี้ก็คือ แมทธิว มาร์กีสัน และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้แก่ ลิซ่า นอร์เซีย ผู้ลำดับภาพได้แก่ ฌอน อัลเบิร์ตสัน และโปรดักชั่นดีไซเนอร์ ได้แก่ เมลานี่ ไพซิส-โจนส์ ผู้กำกับภาพ ได้แก่ ฌ๊าคส์ จูฟเฟร็ท และผู้อำนวยการสร้างร่วมได้แก่ ริค โอซาโก้, เจมส์ โมแรน, ไรอัน ทูเร็ก ทีมผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ เจฟฟ์ แว็ดโลว์, คริส โรช, จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน่, คูเปอร์ ซามวลสัน ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย เจสัน บลูม โดยมี ไมเคิล ไรสซ์ เป็นผู้คิดสร้างเรื่องราว และบทภาพยนตร์เป็นฝีมือการสร้างสรรค์โดย ไมเคิล ไรสซ์ กับจิลเลี่ยน เจเค็อบส์ และคริส โรช และเจฟฟ์ แว็ดโลว์ Blumhouse’s Truth or Dare กำกับโดย เจฟฟ์ แว็ดโลว์  © 2018 Universal Studios. www.blumhousestruthordare.com

 

ประวัตินักแสดง

 

 

ลูซี่ เฮล (LUCY HALE) รับบท โอลิเวีย

ลูซี่ เฮล นักแสดงสาวผู้มีความสามารถหลากหลาย เริ่มเป็นที่สนใจของคนหลายล้าน เมื่อเธอรับบทนำในซีรีส์สุดฮิตของฟรีฟอร์ม เรื่อง Pretty Little Liars บทบาท อาเรีย มอนต์โกเมอรี่ ทำให้ เฮล ได้รับรางวัล People’s Choice Award สาขานักแสดงหญิงจากผลงานทางเคเบิ้ลทีวียอดเยี่ยมในปี 2014 เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาเดียวกันในปี 2015, 2016 และ 2017 เธอได้รับ 7 รางวัล Teen Choice Award และได้รับรางวัล Gracie Allen Award for Outstanding Performance สาขานักแสดงดาวรุ่งยอดเยี่ยมหญิง ในปี 2013

เมื่อเร็วๆ นี้ เฮลได้ร่วมแสดงในซีรีส์แนวดราม่าเรื่องใหม่ของ CW เรื่อง Life Sentence ซึ่งเป็นเรื่องราวของ สเตลล่า แอ็บบ็อตต์ ผู้พบว่ามะเร็งขั้นสุดท้ายที่เธอป่วยอยู่นั้น สามารถรักษาได้ และเธอต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับการตัดสินใจเลือกทั้งหมดที่เธอเคยทำไปตอนที่เธอคิดว่าเธอกำลังจะตาย

เธอจะแสดงในภาพยนตร์ของ Netflix Originals เรื่อง Dude โดยร่วมแสดงกับ แคธริน เพรสค็อตต์ และอเล็กซานดร้า ชิปป์ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเปิดตัวฉายในวันที่ 20 เมษายน ปี 2018 ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของเพื่อนสนิทสาวสี่คนที่ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไปในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายที่เรียนไฮสกูล นอกจากนี้ เฮลยังร่วมแสดงในภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง The Unicorn ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่งาน SXSW ในเดือนมีนาคม ปี 2018

เฮลยังรับบทนำในภาพยนตร์แนวตลกที่ได้รับคำชมของ CW เรื่อง Privileged ในปี 2008 ปีเดียวกันนั้น เธอแสดงนำในภาพยนตร์ตลกของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง The Sisterhood of the Traveling Pants 2 โดยร่วมแสดงกับ เบลก ไลฟลี่, แอมเบอร์ แทมบลิน และอเมริกา เฟอร์เรร่า เธอยังรับบทนำในหนังเพลงสำหรับวัยรุ่นของ ABC Family เรื่อง A Cinderella Story: Once Upon a Song โดยร่วมแสดงกับ เฟร็ดดี้ สโทรม่า และยังให้เสียงพากย์ให้กับภาพยนตร์แอนิเมชั่นของดิสนีย์ เรื่อง Secret of the Wings

 

ไทเลอร์ โพซี่ย์ (TYLER POSEY) รับบท ลูคัส

ไทเลอร์ โพซี่ย์ เคยรับบทนำเป็น สก็อตต์ แม็คคอลล์ ในซีรีส์ของ MTV เรื่อง Teen Wolf ซึ่งออกอากาศตอนที่  100th  และตอนสุดท้ายในเดือนกันยายน ปี 2017 ปัจจุบัน โพซี่ย์มีบทบาทประจำอยู่ในซีรีส์ที่ได้รับรางวัลเรื่อง Jane the Virgin โดยรับบทเป็น อดัม ผู้เป็นรักแรกของ เจน เขาเป็นพิธีกรรายการ Teen Choice Awards ในปี 2014 และยังเป็นผู้คว้ารางวัล Teen Choice Awards สาขา Choice Summer TV Star: Male โพซี่ย์ยังคว้ารางวัล ALMA Award สาขา for Favorite TV Actor – Leading Role ผลงานทางทีวีเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ผลงานของ Comedy Central เรื่อง Workaholics, ผลงานของ ABC Family เรื่อง Lincoln Heights และผลงานของ ABC เรื่อง Brothers & Sisters รวมถึงยังให้เสียงกับตัวละคร เจ้าชายอะลอนโซ่ ในผลงานของ Disney Channel เรื่อง Elena of Avalor

โพซี่ย์คือนักแสดงทีวีผู้เป็นที่รู้จักดีในหมู่แฟนๆ ของซีรีส์เรื่อง Teen Wolf เขาเริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเองในแวดวงภาพยนตร์จอเงินเช่นกัน ในปี 2016 โพซี่ย์แสดงนำในภาพยนตร์ตลกของ เควิน สมิธ เรื่อง  Yoga Hosers ในปี 2013 เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์แฟรนไชส์ เรื่อง Scary Movie 5 โดยร่วมแสดงกับ ชาร์ลี ชีน และมอลลี่ แชนน่อน และในภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง White Frog ในปี 2002 โพซี่ย์แสดงนำในภาพยนตร์สองเรื่องแรกของเขา คือ Maid in Manhattan (รับบทเป็นลูกชายของ เจนนิเฟอร์ โลเปซ) และเรื่อง Collateral Damage (ร่วมแสดงกับ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์) เขายังสร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะนักแสดงหนุ่มผู้เป็นที่ต้องการตัวทั้งในแวดวงภาพยนตร์จอเงินและจอแก้ว

โพซี่ย์เกิดในซานตา มอนิก้า, แคลิฟอร์เนีย ต่อมา เขาย้ายไปอยู่ที่วาเลนเซีย ที่ซึ่งเขาเติบโตมา เขาเริ่มเรียนกีตาร์ตอนอายุ 12 ปี และเป็นนักกีตาร์นำให้กับหลายวง ในเวลาที่ไม่ต้องทำงาน โพซี่ย์ชอบหยิบกีตาร์อคูสติคมาเล่นทีละหลายชั่วโมง ขี่มอเตอร์ไซค์ หรือไปที่เวนิสเพื่อเล่นสเก็ตบอร์ดกับเพื่อนๆ ของเขา

 

ประวัติทีมผู้สร้าง

 

เจฟฟ์ แว็ดโลว์ (JEFF WADLOW) – ผู้กำกับ/ ผู้เขียนบท/ ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

เจฟฟ์ แว็ดโลว์ เขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง True Memoirs of an International Assassin ซึ่งนำแสดงโดย เควิน เจมส์ และแอนดี้ การ์เซีย และยังอยู่ในกลุ่มบุกเบิกขยายงานของ Netflix อีกด้วย ผลงานภาพยนตร์ตลกแอ็กชั่นของเขาเรื่อง Kick-Ass 2 ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปีของ เควนติน ทาแรนติโน่ ขณะเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้น แว็ดโลว์ได้พัฒนาและทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ฮิตทั่วโลกเรื่อง Non-Stop ซึ่งนำแสดงโดย เลียม นีสัน และเขายังเขียนบทให้กับภาพยนตร์ภาคแยก X-Men/Deadpool ที่ชื่อว่า X-Force ให้กับฟ็อกซ์และไรอัน เรย์โนลด์ส ซึ่งจะเริ่มต้นงานถ่ายทำในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

แว็ดโลว์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาจาก ดาร์ตเม้าธ์ คอลเลจ ได้เข้าศึกษาต่อที่โครงการ Peter Stark Producing Program ที่  USC ซึ่งเขาคิดเรื่องราวและกำกับภาพยนตร์วิทยานิพนธ์เรื่อง tHE tOWeR oF BabBLe จนคว้ารางวัลมาได้เกือบหนึ่งโหล ก่อนจะได้รับรางวัลสูงสุดที่เทศกาลภาพยนตร์ไคลสเลอร์ มิลเลี่ยน ดอลล่าร์

แว็ดโลว์ใช้เงิน $1 ล้านดอลล่าร์เพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา Cry Wolf ซึ่งยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เป็นผู้จัดจำหน่าย ผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อมาของเขา Never Back Down คือภาพยนตร์แอ็กชั่น/ ดราม่า ที่นำแสดงโดย ดิจิมอน ฮูนซู ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วถึงสองครั้ง

นับแต่ปี 2004 แว็ดโลว์เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของเขาทุกปี เพื่อทำโครงการ The Adrenaline Film Project ซึ่งเป็นโครงการที่เขาก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้สร้างภาพยนตร์ทุกวัยในการเขียนบท กำกับ และจัดฉายหนังสั้นที่เทศกาลภาพยนตร์เวอร์จิเนีย ในเวลา 72 ชั่วโมง จากโครงการ Adrenaline Film Project นี้ แว็ดโลว์ได้ช่วยอำนวยการสร้างภาพยนตร์สั้นมามากกว่า 200 เรื่อง และเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่กว่า 600 คน

 

 

ไมเคิล  ไรสซ์ (MICHAEL REISZ) – ผู้เขียนบท/ ผู้คิดสร้างเรื่อง

ไมเคิล ไรสซ์ คือมือเขียนบท/ ผู้อำนวยการสร้างเจ้าของรางวัล Peabody ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เขาเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ของฟรีฟอร์ม เรื่อง Shadowhunters ผลงานก่อนหน้านี้ของเขา ได้แก่ Unforgettable (ผลงานของ CBS, ผู้อำนวยการสร้างบริหาร), The Client List (ผลงานของ Lifetime, ผู้อำนวยการสร้างบริหาร), In Plain Sight (ยูเอสเอ), Privileged (The CW) และเรื่อง Boston Legal (ABC) ปัจจุบัน ไรสซ์กำลังพัฒนาตอนแรกของซีรีส์เรื่องหนึ่งอยู่ที่ E! ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตของดีเจฮิปฮอป เยซี ออร์ติซ

ก่อนหน้าที่จะมาเขียนบทและอำนวยการสร้าง ไรสซ์ใช้เวลา 8 ปีในฐานะนักแสดง และให้เสียงพากย์กับงานแอนิเมชั่น ผลงานภาพยนตร์ของเขายังรวมถึงบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Metropolis และ Cowboy Bebop: The Movie ส่วนผลงานทางทีวี ไรสซ์ใช้เวลาสี่ปีรับบทนำในเรื่อง Digimon: Digital Monsters รวมถึงซีรีส์เรื่อง Star Trek: Voyager และ Days of Our Lives

 

จิลเลี่ยน เจค็อบส์ (JILLIAN JACOBS) – ผู้เขียนบท

จิลเลี่ยน เจค็อบส์ เรียนด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยโอไฮโอ ในเอเธนส์ เธอทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับรายการอย่าง Bar Rescue: Back to the Bar และ Big Brother เธอและคริส โรช ทำงานเขียนบทด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2014 และ Blumhouse’s Truth or Dare คือบทภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอที่ถูกนำไปสร้าง

 

 

คริส โรช (CHRIS ROACH) – ผู้เขียนบท/ ผู้อำนวยการสร้าง

คริส โรช ทำงานในแวดวงทีวีมานานหลายปี รวมถึงการทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับรายการของ CBS อย่าง Big Brother ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาสร้างจากบทภาพยนตร์ของเขาเองเรื่อง Non-Stop ภาพยนตร์ฮิตประจำปี 2014 ที่นำแสดงโดย เลียม นีสัน นับแต่นั้น เขาได้ร่วมเขียนบทกับ เจฟฟ์ แว็ดโลว์ และจิลเลี่ยน เจค็อบส์ โดยทั้งสามคนได้ร่วมมือกันในภาพยนตร์เรื่อง Blumhouse’s Truth or Dare

 

เจสัน บลูม (JASON BLUM) –  ผู้อำนวยการสร้าง

เจสัน บลูม ผู้ก่อตั้งบริษัทบลูมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ คือผู้อำนวยการสร้างที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์, ได้รับสองรางวัล Primetime Emmy Award และหนึ่งรางวัล Peabody Award ในปี 2017 ผลงานทั้งสามเรื่องของบลูมเฮ้าส์ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ทุนสร้างต่ำเปิดตัวฉายในอเมริกาที่อันดับ 1

เมื่อต้นปี 2017 ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ของบลูมเฮ้าส์เรื่อง Split ผลงานของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน และ Get Out ผลงานของ จอร์แดน พีล ใช้งบสร้างรวมกันไม่ถึง $15 ล้าน แต่ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $500 ล้าน ในเดือนตุลาคม ภาพยนตร์เรื่อง Happy Death Day คือผลงานเรื่องที่ 3 ของบริษัทแห่งนี้ที่ขึ้นอันดับ 1 นอกจากนี้ Get Out  ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 4 รางวัล ในปี 2018 รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม

บลูมเฮ้าส์ยังอำนวยการสร้างภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ทำกำไรสูงมากเรื่อง The Purge, Insidious, Sinister และ Paranormal Activity ซึ่งทำรายได้รวมกันมากกว่า $1.7 พันล้าน ภาพยนตร์เรื่อง Paranormal Activity ซึ่งใช้งบสร้างไปเพียง $15,000  เหรียญ และทำรายได้จากทั่วโลกไปเกือบ  $200 ล้าน ถือเป็นงานต้นแบบโมเดลของบลูมเฮ้าส์ และกลายมาเป็นภาพยนตร์ที่ทำกำไรสูงสุดตลอดกาล ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของบริษัทแห่งนี้ยังรวมถึง The Gift, Unfriended และ The Visit บลูม ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากการทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง Whiplash ติดอันดับ “New Establishment List” ของ Vanity Fair เป็นประจำทุกปี นับแต่ปี 2015 เขายังได้รับรางวัลผู้อำนวยการสร้างยอดเยี่ยมแห่งปี 2016 ที่งานซีเนมาคอน และติดอันดับ 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกจากการจัดอันดับของ TIME ในปี 2017

 

จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน่ (JEANETTE VOLTURNO) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน่คือหัวหน้าฝ่ายโปรดักชั่นของบลูมเฮาส์ โปรดักชั่นส์ ในการทำหน้าที่นี้ เธอได้ดูแลงานสร้างให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องของบลูมเฮ้าส์ อาทิเช่น Get Out, Happy Death Day, Whiplash, Paranormal Activity, The Purge, Insidious และภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Ouija เธอยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง Insidious: Chapter 2, Insidious: Chapter 3 และ Insidious: The Last Key และทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Purge, The Purge: Anarchy และ The Purge: Election Year

 

คูเปอร์ ซามวลสัน (COUPER SAMUELSON) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

คูเปอร์ ซามวลสันคือประธานฝ่ายภาพยนตร์ของบลูมเฮ้าส์ และดูแลรับผิดชอบผลงานภาพยนตร์ทุกเรื่อง ซามวลสันเข้าร่วมงานกับบริษัทแห่งนี้ในปี 2011 นับแต่เข้าร่วมทำงานกับบลูมเฮ้าส์ ซามวลสันดูแลงานสร้างภาพยนตร์มากกว่า 60 เรื่อง ด้วยงบสร้างตั้งแต่ $200,000 เหรียญ จนถึง $25 ล้าน

เขายังช่วยงานสร้างที่ประสบความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง  Paranormal Activity (ภาพยนตร์ทุนสร้าง $15,000 เหรียญ ที่ทำรายได้จากทั่วโลกไป $200 ล้าน) และสร้างภาพยนตร์มากมายหลายเรื่องที่รวมถึงภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างน้อย แต่ได้กำไรมากที่สุด ให้กับสตูดิโอหลายแห่ง อย่างเช่น โซนี่ (Insidious), พาราเม้าต์ (Paranormal Activity), เอสทีเอ็กซ์ (The Gift), โซนี่ คลาสสิกส์ (Whiplash), เอชบีโอ (The Normal Heart), วอร์เนอร์ บราเธอร์ส (The Gallows) และยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (The Purge, Ouija, Unfriended และ Happy Death Day) ในปีแรกที่เขาทำงานให้กับบลูมเฮ้าส์ ซามวลสันได้เพาะบ่มงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Whiplash นอกจากนี้ เขายังดูแลงานสร้างให้กับภาพยนตร์ทริลเลอร์สองเรื่องที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่าง The Gift ซึ่งเป็นผลงานการกำกับเรื่องแรกของ โจล เอ๊ดเกอร์ตัน และภาพยนตร์ของ จอร์แดน พีล ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่อง Get Out

ที่บลูมเฮ้าส์ เขายังขยายงานสร้างภาพยนตร์ให้มีความหลากหลายแนว รวมถึงงานดราม่าที่เดินหน้าด้วยดาราดัง ภาพยนตร์สำหรับครอบครัว ภาพยนตร์แอ็กชั่นไอเดียบรรเจิด และภาพยนตร์ตลกสุดฮิตอย่าง Happy Death Day

ซามวลสันเริ่มต้นเข้าวงการที่บริษัท 2929 โปรดักชั่นส์ของ มาร์ก คิวแบน โดยเขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย และคอยดูแลแผนกภาพยนตร์เรื่องยาว  ผลงานของบริษัทในช่วงที่ซามวลสันทำงานอยู่ด้วย ได้แก่ The Road และภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เรื่อง Good Night, and Good Luck

เขายังร่วมสร้างภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อย่างเช่นภาพยนตร์ของ เจมส์ เกรย์ เรื่อง We Own the Night และ Two Lovers ซึ่งทั้งสองเรื่องได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัล Cannes Palme d’Or

 

 

 

ฌ๊าคส์ จูฟเฟร็ท (JACQUES JOUFFRET) – ผู้กำกับภาพ

ฌ๊าคส์ จูฟเฟร็ท ทำงานในแวดวงภาพยนตร์จอเงินและจอแก้วมานานมากกว่า 20 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ เขาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Escape Plan 3: Devil’s Station,  ภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยของ ปีเตอร์ เบิร์ก เรื่อง Mile 22 และภาคแรกของภาพยนตร์แฟรนไชส์ The Purge จูฟเฟร็ท ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพที่มีคนต้องการตัวไปทำงานมากที่สุด เคยร่วมงานกับ ไมเคิล เบย์ มาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Transformers: The Last Knight, Transformers: Age of Extinction, Pain & Gain และ Transformers: Dark of the Moon ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Patriots Day, Deepwater Horizon, Lone Survivor, War Dogs, LAbyrinth, The Mechanic, Flightplan และ Man on Fire เขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Society of Camera Operators’ Camera of the Year Award ถึงสามครั้ง และคว้ารางวัลมาได้จากภาพยนตร์ของ ฌอน เพนน์ เรื่อง Into the Wild I (2007)

 

เมลานี่ ไพซิส-โจนส์ (MELANIE PAIZIS-JONES) – โปรดักชั่น ดีไซเนอร์

เมลานี่ ไพซิส-โจนส์ คือโปรดักชั่นดีไซเนอร์ระดับมือคว้ารางวัลที่ใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส ผลงานการทำงานของเธอมีทั้งงานโฆษณา ภาพยนตร์ ผลงานทางทีวี งานสิ่งพิมพ์ และงานออกแบบเวที โจนส์เคยทำหน้าที่เป็นโปรดักชั่นดีไซเนอร์ให้กับภาพยนตร์ฮิตโกยเงินเรื่อง The Purge ซึ่งอำนวยการสร้างโดย ไมเคิล เบย์ (ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส); ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง Whiplash ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย เดเมี่ยน ชาเซลล์; Hello, My Name Is Doris ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย ไมเคิล โชวอลเตอร์ และ Message from the King ผลงานของผู้กำกับ เฟไบรซ์ ดู เวลทซ์ ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเธอ ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง The Keeping Hours และซีรีส์ทางทีวีเรื่อง Corporate

โจนส์เป็นสมาชิกของสมาคมผู้กำกับศิลป์

 

ฌอน อัลเบิร์ตสัน (SEAN ALBERTSON, ACE) – ผู้ลำดับภาพ

ฌอน อัลเบิร์ตสัน เติบโตมาในแวดวงศิลปะ และวงการบันเทิงในนิวยอร์ก พ่อของเขาเป็นนักดนตรี, เชฟ และผู้ลำดับภาพ แม่ของเขาเป็นผู้จัดการกองถ่าย และผู้ช่วยผู้กำกับ อัลเบิร์ตสันเริ่มต้นเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก โดยเขาทั้งแสดงและเล่นดนตรี เขายังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับละครเวที และบทเล็กๆ ในผลงานทางทีวีและภาพยนตร์ โดยเขาได้เป็นตัวประกอบในภาพยนตร์ระดับรางวัลออสการ์ เรื่อง Kramer vs. Kramer ในเรื่องของดนตรี อัลเบิร์ตสันสนใจเรื่องเพอร์คัสชั่นและการร้องเพลง และเขาเคยเล่นกับวงดนตรีหลายวงในช่วงที่เป็นวัยรุ่น ต่อมา ความสามารถดังกล่าวนี้ได้ถูกส่งผ่านไปสู่งานศิลปะและงานลำดับภาพ

อัลเบิร์ตสันมีโอกาสได้ทำงานกับบุคคลที่มีความสามารถในฮอลลีวู้ดมากมายหลายคน อาทิเช่น แซม โอสทีน, ไมก์ นิโคลส์, อลัน เจ พาคูล่า, ดอน ซิมเมอร์แมน และซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ปัจจุบัน อัลเบิร์ตสันมีประสบการณ์ในงานสร้างภาพยนตร์มาแล้ว 30 ปี โดยทำงานลำดับภาพให้กับภาพยนตร์มากกว่า 70 เรื่อง ผลงานการลำดับภาพของเขา ยังรวมถึงภาพยนตร์อย่าง Rocky Balboa, Rambo และ Warrior ขณะที่ผลงานทางทีวีของเขา ได้แก่ E-Ring, Cold Case, Heroes และ The Vampire Diaries

 

ลิซ่า นอร์เซีย (LISA NORCIA) – ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย

ลิซา นอร์เซีย เกิดในโอเว่นส์โบโร, เคนตั๊คกี้ ที่ซึ่งเธอได้เรียนการทำแพทเทิร์นและเย็บผ้าตอนอายุ 7 ปี คุณยายของเธอสอนเธอให้ทำเสื้อผ้าให้ตุ๊กตา และทักษะเหล่านี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากความรักในงานแฟชั่น ได้ก้าวไปสู่การตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ซึ่งได้รับความชื่นชมจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนระหว่างที่เธอเรียนไฮสกูลและมหาวิทยาลัย

ระหว่างทำงานให้กับ A/X Armani Exchange เธอทำให้สินค้าของ A/X ได้ไปปรากฏในภาพยนตร์อย่าง Being John Malkovich และ Nurse Betty จนในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เธอจึงได้ก้าวเข้าสู่แวดวงออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์

นอร์เซียคือผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่ทำงานอยู่ในลอสแองเจลิส เธอเคยออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง Lucky, ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ จอห์น คาร์โรลล์ ซึ่งนำแสดงโดย แฮร์รี่ ดีน สแตนตัน และเดวิด ลินช์ เธอมักจะมองหาความท้าทายอยู่เสมอ โดยทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง Anything ซึ่งกำกับโดย ทิโมธี่ แม็คนีล และนำแสดงโดย แม็ตต์ โบเมอร์ นอร์เซียยังรู้สึกภาคภูมิใจกับการทำงานให้กับภาพยนตร์ของ เดเมี่ยน ชาเซลล์ เรื่อง Whiplash ซึ่งคว้าทั้งรางวัล Grand Jury Prize และ Audience Award ที่ซันแดนซ์ ปี 2014 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 5 รางวัล

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ฮิตทำรายได้อันดับ 1 เรื่อง The Purge และภาพยนตร์ตลกแอ็กชั่นเรื่อง Stretch ซึ่งกำกับโดย เจ คาร์นาแฮน

 

แมทธิว มาร์จีสัน (MATTHEW MARGESON) – ผู้แต่งดนตรีประกอบ

แมทธิว มาร์จีสัน คือผู้แต่งดนตรีประกอบชาวอเมริกัน ผู้แต่งและทำงานเพลงให้กับภาพยนตร์ที่น่าประทับใจมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผลงานภาพยนตร์อันโดดเด่นของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ฮิตของ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เรื่อง Kingsman: The Secret Service (2015), ภาพยนตร์ของ ทิม เบอร์ตัน เรื่อง Miss Peregrines Home for Peculiar Children (2016), Eddie The Eagle (2016), ภาพยนตร์ของพาราเม้าต์ เรื่อง Scouts Guide to the Zombie Apocalypse (2015) และ Rings (2016)

การทำงานดนตรีให้กับภาพยนตร์สตูดิโอเรื่องแรกของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง Skyline (2010) นำเขาไปสู่การได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Revelation Composer of the Year ที่งานแจกรางวัล GoldSpirit Awards ผลงานดนตรีที่มาร์จีสันทำให้กับภาพยนตร์เรื่อง Eddie the Eagle ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ASCAP Composers’ Choice Award ที่งานแจกรางวัล ASCAP Film and Television Music Awards และรางวัล Public Choice Award และ Discovery of the Year Award ที่งานแจกรางวัลเวิลด์ ซาวน์แทร็ค อะวอร์ดส์

มาร์จีสัน ซึ่งมีความสามารถหลากหลาย เคยทำงานให้กับซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จ และวิดีโอเกมมากมาย อาทิเช่น ผลงานของ HBO เรื่อง Eastbound And Down และผลงานของ โซนี่ เพลย์สเตชั่น  All-Star Battle Royale และ Knack เขายังทำดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง Pan

ปัจจุบัน มาร์จีสัน อยู่ระหว่างแต่งดนตรีประกอบให้กับซีซั่นที่ 3 ของซีรีส์แนวตลกสุดฮิตของ TBS เรื่อง Wrecked


ติดตาม reviewspooh ที่นี่

Website : www.reviewspooh.com

Instagram : @reviewpooh

Facebook Page : @reviewpooh

Youtube : reviewpoohyoutube

Exit mobile version