เบื้องหลังงานสร้างภาพยนตร์ JURASSIC WORLD : FALLEN KINGDOM อาณาจักรล่มสลาย

JURASSIC WORLD : FALLEN KINGDOM

เนื้อหายาวไป จิ้มที่หัวข้อ เลือกอ่านได้เลยจ้า

5/5 - (2 votes)

ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และ แอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ ภูมิใจเสนอ

ผลงานความร่วมมือกับ ลีเจนดารี่ พิคเจอร์ส / เพอร์เฟ็กต์ เวิลด์ เอนเตอร์เทนเมนต์

คริส แพร็ตต์

ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด

เรฟ สปอลล์

จัสติซ สมิธ

แดนีลล่า พิเนด้า

เจมส์ ครอมเวลล์

โทบี้ โจนส์

เท็ด เลวิน

บีดี หว่อง

อิซาเบลล่า เซอร์ม่อน

เจอรัลดีน แชปลิน

เจฟฟ์ โกลด์บลัม

ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

สตีเว่น สปีลเบิร์ก

โคลิน เทรวอร์โรว์

อำนวยการสร้างโดย

แฟรงก์ มาร์แชลล์, P.G.A.

แพทริค โครว์ลี่ย์

เบเลน อาเทียนซ่า, P.G.A.

สร้างจากตัวละครที่สร้างสรรค์โดย

ไมเคิล ไครชตัน

เขียนบทโดย

เดอเร็ก คอนโนลลี่ และโคลิน เทรวอร์โรว์

กำกับโดย เจเอ บาโจน่า

ชื่อภาพยนตร์: JURASSIC WORLD: FALLEN KINGDOM

ชื่อไทย: จูราสสิค เวิลด์: อาณาจักรล่มสลาย

วันที่เข้าฉาย: 7 มิถุนายน 2562

จัดจำหน่าย: บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด

 

เบื้องหลังงานสร้าง JURASSIC WORLD : FALLEN KINGDOM

เป็นเวลานานถึงสามปีแล้ว นับแต่ที่สวนสนุกและรีสอร์ทสุดหรู จูราสสิค เวิลด์ โดนไดโนเสาร์ที่หลุดออกมาจากที่คุมขัง ทำลายจนพินาศ บัดนี้ เกาะอีสลานูบลาร์ถูกมนุษย์ทอดทิ้ง ขณะที่ไดโนเสาร์ที่รอดชีวิต ต้องเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองอยู่ในป่า

เมื่อภูเขาไฟยักษ์บนเกาะเริ่มส่งเสียงคำราม โอเว่น (คริส แพร็ตต์) และแคลร์ (ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด) ต้องช่วยกันรณรงค์เพื่อช่วยไดโนเสาร์ที่ยังเหลือรอดอยู่ให้พ้นจากเหตุภัยพิบัติที่อาจทำให้เหล่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ โอเว่นอยากตามหาบลู แร็ปเตอร์จ่าฝูงที่ยังคงหายตัวไปในป่า ขณะที่ แคลร์ มีความนับถือต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ จนตอนนี้เธอถือว่ามันคือภารกิจที่ต้องช่วยพวกมัน พวกเขามาถึงเกาะที่แสนอันตรายขณะลาวาเริ่มกระจายพุ่งไปทั่ว แต่แล้ว การเดินทางของพวกเขากลับเผยให้เห็นถึงแผนสมคบคิดที่อาจเปลี่ยนโลกใบนี้ให้กลายเป็นแดนอันตรายในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ด้วยความมหัศจรรย์ การผจญภัย และความตื่นเต้นที่ผสานไปพร้อมกับการเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ชุดที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้จะทำให้คนดูได้พบกับการกลับมาของเหล่าตัวละครและเหล่าไดโนเสาร์ที่พวกเขาชื่นชอบ รวมถึงไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ที่ทั้งให้แรงบันดาลใจและสร้างความน่าสะพรึงยิ่งกว่าที่เคยมีมา

ขอต้อนรับสู่ Jurassic World: Fallen Kingdom

แพร็ตต์และฮาวเวิร์ด กลับมารับบทนำ โดยร่วมงานกับทีมผู้อำนวยการสร้างบริหารชุดเดิมอย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก และโคลิน เทรวอร์โรว์ จากฝีมือการกำกับของ เจเอ บาโจน่า  (The Impossible, The Orphanage), Jurassic World: Fallen Kingdom เขียนบทโดย เทรวอร์โรว์ ผู้กำกับของภาพยนตร์ Jurassic World และเดอเร็ก คอนโนลลี่ ร่วมเขียนบทด้วย ผู้อำนวยการสร้าง แฟรงก์ มาร์แชลล์ และแพทริค โครว์ลี่ย์ จับมือร่วมงานกับสปีลเบิร์กและเทรวอร์โรว์ นำทีมผู้สร้างสรรค์ให้กับผลงานอันสุดตระการตาเรื่องนี้ เบเลน อาเทียนซ่า เข้าร่วมทีมในฐานะผู้อำนวยการสร้าง

ISABELLA SERMON as Maisie in Jurassic World: Fallen Kingdom. When the island’s dormant volcano begins roaring to life, Owen and Claire mount a campaign to rescue the remaining dinosaurs from this extinction-level event. Welcome to Jurassic World: Fallen Kingdom. Credit: Giles Keyte

ที่เข้ามาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ เจมส์ ครอมเวลล์ (Babe) ในบท เบนจามิน ล็อควู้ด มหาเศรษฐีนักลงทุนที่เคยเป็นหุ้นส่วนของ ดร. จอห์น แฮมมอนด์ เมื่อตอนที่สร้างจูราสสิค พาร์ค, จัสติซ สมิธ (The Get Down) รับบท แฟรงกลิน เว็บบ์ มือแฮ็คเกอร์ของแคลร์ในกลุ่มปกป้องไดโนเสาร์ ผู้รู้สึกสบายใจกับการนั่งทำงานอยู่ที่บ้านมากกว่าจะออกมาเป็นขาลุย, แดนีลล่า พิเนด้า  (The Detour) รับบทดร.เซีย ร็อดริเกซ สัตวแพทย์สัตว์โบราณคนเก่งที่ความเชี่ยวชาญของเธอไม่เคยผ่านการทดสอบกับไดโนเสาร์ตัวเป็นๆ มาก่อน, เรฟ สปอลล์ (Prometheus) รับบท อีไล มิลล์ส มือขวาของล็อควู้ดที่เรียกตัว แคลร์และโอเว่น ให้มาช่วยนำไดโนเสาร์ไปศูนย์อนุรักษ์ส่วนตัว, เท็ด เลวิน (Shutter Island) รับบท วีทลี่ย์ ทหารรับจ้างสุดโหดที่มิลล์สให้เป็นผู้นำปฏิบัติการที่เกาะอีสลานูบลาร์, โทบี้ โจนส์ (Captain America series) รับบทเอฟเวอร์ซอลล์ ที่มิลล์สดึงตัวมาเพื่อให้ดูแลปฏิบัติการที่คฤหาสน์ของล็อควู้ดหลังภารกิจช่วยเหลือ, เจอรัลดีน แชปลิน (A Monster Calls) รับบท ไอริส แม่บ้านที่คอยดูแลคฤหาสน์ล็อควู้ด และยังเป็นผู้เก็บงำความลับของครอบครัวนี้ และอิซาเบลล่า เซอร์มอน ผู้ประเดิมงานแสดงชิ้นแรกด้วยการรับบทเป็นหลานสาวที่มองโลกในแง่ดีของล็อควู้ด เมซี่ เด็กหญิงวัย 10 ขวบที่ใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้มาทั้งชีวิต

สองนักแสดง บีดี หว่อง และเจฟฟ์ โกลด์บลัม กลับมารับบทเดิมของพวกเขา ในบท ดร.เฮนรี่ วู และดร.เอียน มัลคอล์ม โดย วู ก็คือนักพันธุศาสตร์โลภมากที่เคยทำงานกับอินเจน และยังคงพยายามสร้างชื่อเสียงในแวดวงวิทยาศาสตร์ สำหรับบทบาทของเขา นักคณิตศาสตร์ท่าทางเพี้ยนๆ อย่างมัลคอล์ม เขาเคยทำนายถึงชะตากรรมของ จูราสสิค พาร์ค ของแฮมมอนด์ เอาไว้เมื่อเกือบ 25 ปีก่อน และการนำเสนอทฤษฎีความยุ่งเหยิงของเขา และการทำนายถึงคนที่ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด จะได้รับการพิสูจน์ว่ามันเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อโอเว่นและแคลร์ค้นพบเกมที่อันตรายที่สุด

บาโจน่าได้รวบรวมกองทัพทีมงานฝีมือดี ซึ่งนำทีมโดยผู้กำกับภาพ ออสการ์ ฟอร่า (A Monster Calls, The Orphanage), โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แอนดี้ นิโคลสัน (Gravity, Captain America: The First Avenger), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แซมมี่ เชลดอน ดิฟเฟอร์ (Ex Machina, Imitation Game), ซูเปอร์ไวเซอร์ที่สร้างสรรค์เอฟเฟ็กต์ไดโนเสาร์ เจ้าของรางวัลออสการ์ นีล สแคนแลน (Star Wars Episode VII: The Force Awakens, Rogue One: A Star Wars Story) และผู้แต่งดนตรีประกอบเจ้าของรางวัลออสการ์ ไมเคิล จิแอ็คชิโน่ (Up, Jurassic World) ดนตรีที่เป็นงานธีมของ Jurassic Park เป็นฝีมือของเจ้าของ 5 รางวัลออสการ์ จอห์น วิลเลี่ยมส์ (ภาพยนตร์ชุด Star Wars, ภาพยนตร์ชุด Harry Potter)

Jurassic World: Fallen Kingdom ถ่ายทำกันในสหราชอาณาจักร และหมู่เกาะฮาวาย

เบื้องหลังงานสร้าง

ลาก่อน อีสลา นูบลาร์:

Fallen Kingdom ถือกำเนิด

มันอาจดูเหมือนยากที่จะเชื่อ แต่เมื่อตอนที่ทีมผู้สร้างที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ปี 2015 เรื่อง Jurassic World เริ่มต้นงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขายังไม่รู้เลยว่าภารกิจแห่งรักที่พวกเขาทำครั้งนี้จะกลายมาเป็นหนึ่งในห้าภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล สำหรับ Jurassic World ผู้กำกับ โคลิน เทรวอร์โรว์ ซึ่งร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์ภาคที่แล้ว และยังกลับมาทำหน้าที่ผู้ร่วมเขียนบท และบัดนี้ ยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับ Jurassic World: Fallen Kingdom ด้วยนั้น การนำภาพยนตร์ชุดที่เคยทำให้เขาประทับใจตั้งแต่สมัยเด็ก มาสร้างใหม่ เขาได้จินตนาการเอาไว้ให้เป็นภาพยนตร์ไตรภาค เทรวอร์โรว์พร้อมด้วยผู้ร่วมเขียนบท เดอเร็ก คอนโนลลี่ รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้นำเอาเรื่องราวของ ไมเคิล ไครชตัน และผลงานการสร้างสรรค์ระดับโลกของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก มาสรรค์สร้างสู่ระดับใหม่ที่คาดไม่ถึงและเต็มไปด้วยอันตราย

เมื่อการออกทัวร์แถลงข่าวทั่วโลกจบลง และปล่อยให้คนดูเฉลิมฉลองต่อความสำเร็จระดับที่เป็นปรากฏการณ์ครั้งนี้แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็เริ่มกลับไปทำงานอีกครั้ง “ประมาณสองอาทิตย์หลังจาก Jurassic World เปิดตัวฉาย ผมใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส กับครอบครัวผม และต้องขับรถกลับไปบ้านของเราในเวอร์มอนต์” เทรวอร์โรว์เล่า “ผมถามเดอเร็กว่าเขาจะนั่งรถไปกับผมไหม เราจะได้ใช้เวลาระหว่างเดินทางข้ามฝั่งประเทศพูดคุยกันว่าเรื่องนี้จะเดินหน้าไปทางไหนได้บ้าง ผมมีไอเดียพื้นๆ ที่ผมอยากนำเสนอกับเขา ในที่ที่เราสามารถที่จะคิดอย่างอิสระ และรู้สึกแปลกกับสิ่งที่อนาคตจะเป็นไปได้” 

ด้วยความเชื่อมั่นจากความสำเร็จอย่างมหาศาลของภาพยนตร์เรื่องนี้ และความเชื่อมั่นของสปีลเบิร์กในการเล่าเรื่องของพวกเขา ทั้งคู่จึงออกเดินทางเพื่อพูดคุยกันถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปกับอดีตผู้ฝึกแร็ปเตอร์อย่าง โอเว่น, ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการอย่าง แคลร์ และไดโนเสาร์หลายพันตัวที่เดินไปมาอยู่บนเกาะ และที่บินอยู่เหนือเกาะอีสลา นูบลาร์ “สตีเว่นบอกเราว่า ‘ลองเล่าถึงสิ่งที่คุณคิดว่าน่าจะเป็นไปได้หน่อยซิ คุณคิดว่าตัวละครเหล่านี้ควรจะเดินทางไปไหน และเราควรพาพวกเขาไปในทิศทางไหน’” เทรวอร์โรว์เล่า “ดังนั้นเราก็เลยขับรถไปเวอร์มอนต์ และในระหว่างทาง เราก็คิดเรื่องที่กลายมาเป็น Fallen Kingdom ขึ้นมาครับ”

ในขณะที่ Jurassic World นำเสนอสวนสนุกที่ดูจะมีอนาคต และนำพาไปสู่ชีวิตที่น่าสยดสยอง เทรวอร์โรว์รู้ดีว่าเรื่องราวบทต่อไป สามารถเล่นกับธีมที่มันเลวร้ายได้มากขึ้น นักเล่าเรื่องที่สร้างชื่อด้วยผลงานอย่าง Safety Not Guaranteed รู้สึกอยากรู้ว่าการมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ขัดแย้งจะเป็นอย่างไร “ไดโนเสาร์พวกนี้เคยอยู่ในโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน บัดนี้ พวกมันอยู่ในที่ที่แปลกหน้าสำหรับพวกมันอย่างแท้จริง” เทรวอร์โรว์เล่า “ผมคิดว่ามีอยู่วิธีหนึ่งที่เราสามารถเล่าเรื่องราวที่เป็นมุมมองของมนุษย์ได้ คุณจะรู้สึกอย่างไรถ้าคุณถูกนำมาสู่โลกที่ไม่ใช่โลกของคุณ เพียงเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับคนอื่น นั่นคือสิ่งที่เรายังไม่เคยนำเสนอกันมาก่อน และมันก็คือสิ่งที่เรารู้ดีว่าภาพยนตร์เหล่านี้จะได้ประโยชน์ได้”

ขณะที่มือเขียนบททั้งสองออกแบบองก์ที่ 2 ของเรื่อง พวกเขาก็เริ่มวางแผลว่าจะพาคนดูไปยังจุดไหน ด้วยความโลภของนักลงทุนที่พยายามเล่นบทพระเจ้า กับแขกที่มาเยือนสวนสนุกแห่งนี้ที่พากันทุ่มเงินทอง จูราสสิคเวิลด์จึงถูกทำลายลงอย่างสิ้นซาก ทีมเขียนบทรู้ดีว่ายังมีพื้นที่นอกเกาะที่พวกเขาสามารถนำเสนอได้ โดยพวกเขาได้หว่านเมล็ดพันธุ์เอาไว้มานานหลายปีแล้ว “ผลของการทำลายล้างนั้นเป็นอย่างไร แล้วก้าวต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร” เทรวอร์โรว์ตั้งคำถาม “โชคดีที่มีเงื่อนงำมากมายที่เราได้วางเอาไว้ในภาพยนตร์ภาคที่แล้ว ทั้งในส่วนของแผนที่และในเว็บไซต์ ในหลายจุดที่คนดูอาจไม่ได้มองหาคำใบ้เกี่ยวกับภาพยนตร์สองเรื่องต่อไป มีข้อมูลที่ถูกฝังเอาไว้ในทุกเรื่องเลยครับ”

มีตัวละครเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่อยู่ใกล้ชิดกับเทรวอร์โรว์มากเท่า แคลร์ เดียริ่ง และโอเว่น เกรดี้ อดีตคู่รักที่ดูเหมือนโชคชะตากำหนดให้ต้องใกล้ชิดและบ่นว่ากันตลอด เทรวอร์โรว์ได้พูดถึงพัฒนาการของสองตัวละครเอกคู่นี้ว่า “เราคิดเยอะมากว่าในช่วงสองสามปีต่อมา แคลร์จะเป็นยังไง และเธอรู้สึกผิด เสียใจ และต้องรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งเธอพยายามกระทำเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดนั้น แคลร์รู้ดีว่ากำลังจะมีหายนะทางธรรมชาติเกิดขึ้นบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามต่อคนทั้งโลกว่า ‘เราควรจะปล่อยให้สัตว์เหล่านี้ตาย หรือเราควรจะช่วยพวกมันดี’ เธอคือคนที่รู้สึกว่าเธอต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือไดโนเสาร์พวกนี้มากที่สุด”

“ในอีกด้านหนึ่ง เราก็มี โอเว่น ผู้รับผิดชอบในการพิสูจน์ว่าพวกแร็ปเตอร์สามารถเชื่อฟังคำสั่งได้ เขารู้ดีว่าพวกมันมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ในแบบเดียวกับที่สัตว์เคยถูกใช้ในการทำสงครามในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา” เทรวอร์โรว์กล่าวต่อ “นั่นก็คือการเปิดกล่องของแพนโดร่า เรามีตัวละครสองตัวนี้ที่เป็นเหมือนพ่อและแม่ของโลกใหม่ใบนี้ พวกเขาคือพ่อแม่ของหายนะทางชีวภาพที่ถูกสร้างขึ้นอย่างช้าๆ โดย จอห์น แฮมมอนด์ สำหรับเราแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมากครับที่จะต้องหาวิธีที่จะใส่แฮมมอนด์ลงไปในเรื่องนี้ และเชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน รวมไปถึงยังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวประวัติศาสตร์ที่ จูราสสิค พาร์ค เริ่มต้นขึ้นอีกด้วยครับ”

ไดโนเสาร์ถือเป็นตัวละครมากพอๆ กับแคลร์และโอเว่น และคงไม่มีหลักฐานใดจะชัดเจนเท่ากับ บลู เวโลซีแร็ปเตอร์ที่มีความผูกพันกับโอเว่นมาตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงฟักไข่ หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือดกับ เอ็คโค่ พี่น้องในคอกเดียวกัน จนทำให้บลูมีรอยแผลเป็นที่ปาก บลูกลายเป็นจ่าฝูง เมื่อโอเว่นแสร้งทำเป็นบาดเจ็บระหว่างการฝึก บลูแสดงความสงสารโอเว่น แต่บลูก็มีทั้งด้านที่ดุร้ายและด้านที่อ่อนโยน น่าเศร้าที่หลังจากยุคจูราสสิคเวิลด์แล้ว บลูกลายเป็นแร็ปเตอร์ตัวสุดท้าย

สำหรับทีมเขียนบท เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องนำแร็ปเตอร์ตัวนี้กลับมา เพราะทุกคนต่างรู้สึกผูกพันกับบลู ระดับในการเล่าเรื่องนี้ถือเป็นคุณสมบัติที่พิเศษมากในสายตาของสปีลเบิร์ก “บลูกลายเป็นตัวละครที่เราประทับใจครับ” สปีลเบิร์กบอก “ในภาพยนตร์ภาคแรก จอห์น แฮมมอนด์อยากอยู่ใกล้ๆ เวลาที่มีไดโนเสาร์ถือกำเนิดขึ้นทุกตัว เพราะเขาอยากให้ไดโนเสาร์เหล่านี้จำเขาได้ ในกรณีนี้ คนดูก็จำบลูได้ ทำให้บลูกลายเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งที่เราห่วงใยที่จะใส่ลงไปในภาพยนตร์ภาคที่ 2 นี้ครับ”

เป็นเรื่องสำคัญต่อการเล่าเรื่องที่จะต้องเปิดเรื่องราวของภาพยนตร์ชุดนี้ และแนะนำให้รู้จักกับไดโนเสาร์กลุ่มใหม่จากหลายยุคด้วยกัน ตั้งแต่บารีโอนิกซ์ และคาร์โนทอรัส จนถึงสไตกิโมล็อค ทีมเขียนบนได้ใส่ไดโนเสาร์ที่มีสีสันมากขึ้นลงไปใน Fallen Kingdom มากกว่าภาพยนตร์ทุกภาคก่อนหน้านี้ ราวกับนั่นจะยังไม่เพียงพอ พวกเขายังจินตนาการไดโนเสาร์ที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมที่รู้จักในชื่อ อินโดแร็ปเตอร์  โดยผสมดีเอ็นเอของเวโลซีแร็ปเตอร์, อินโดมินัสเร็กซ์ และใครจะรู้ว่ามีอะไรอีกที่ดร.วูจับผสมใส่เข้าไป ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะขนาดของมัน แต่เป็นเพราะความเฉลียวฉลาด ความเร็ว และความสามารถที่จะทำตามคำสั่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอินโดแร็ปเตอร์คืออาวุธที่สมบูรณ์แบบ

แน่นอนว่าคงจะไม่ใช่ภาพยนตร์ Jurassic แน่ถ้าปราศจากดาราดาวเด่นอย่าง ทีเร็กซ์ “ทีเร็กซ์ก็กลับมาเช่นกันครับ” เทรวอร์โรว์บอก “เราติดตามตัวละครตัวเดิมนี้ตั้งแต่ต้น มันยังเป็นทีเร็กซ์ตัวเดิมใน Jurassic Park และใน Jurassic World มันคือตัวละครที่โด่งดัง ไม่ใช่เพราะมันคือทีเร็กซ์ แต่เป็นเพราะมันคือทีเร็กซ์ตัวนี้เท่านั้นครับ”

งานกุมบังเหียน:

บาโจน่า เข้าร่วมทีม Jurassic

เมื่อถึงเวลาต้องก้าวไปสู่บทต่อไปของเรื่องราวไตรภาคนี้ ทางทีมผู้อำนวยการสร้างหันไปหาผู้กำกับชาวสเปนที่ได้รับคำชมอย่าง ฮวน แอนโตนิโอ “เจเอ” บาโจน่า เพื่อให้เขาเข้ามาร่วมการเดินทางในครั้งนี้ด้วย บาโจน่าซึ่งมีชื่อเสียงในการสร้างผลงานที่มีความเป็นส่วนตัวและความน่าประทับใจในการเล่าเรื่อง รู้สึกกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมทีมสร้างภาพยนตร์ที่น่าจะเป็นงานที่ท้าทายที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา เราเริ่มต้นเมื่อบาโจน่าย้อนเล่าถึงความทรงจำที่เขามีต่อภาพยนตร์เอพิคเรื่องหนึ่ง ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น “เช่นเดียวกับคนมากมายในรุ่นเดียวกับผม มีความรู้สึกมหัศจรรย์มากครับเมื่อตอนที่ผมได้ดูหนังเรื่อง Jurassic Park มันมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกติดใจกับไดโนเสาร์ที่อาศัยอยู่บนโลกของเราเมื่อหลายล้านปีก่อน และไอเดียในการนำพวกมันกลับมาจากการสูญพันธุ์ ก็น่าทึ่งมาก มันเป็นไอเดียที่ทั้งมีลูกเล่นและฉลาดมากสำหรับภาพยนตร์ชุด ครั้งแรกที่ผมได้เห็นไดโนเสาร์แบคิโอซอรัสบนจอ ผมรู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปได้หมดครับ”

และคงยากมากที่จะปฏิเสธชายคนที่ชื่อของเขาบ่งบอกถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ และยังมีความเชื่อมโยงกับความทรงจำเกี่ยวกับภาพยนตร์มากมาย บาโจน่าย้อนเล่าถึงวันดีๆ วันหนึ่งโดยเฉพาะ “สตีเว่น สปีลเบิร์กคือคนที่ให้โอกาสกับผมครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ทำงานกับเขา ผมชื่นชมเขามากเลยครับ การที่ได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Impossible, The Orphanage และ A Monster Calls การที่ได้รับโอกาสให้กำกับภาพยนตร์ผจญภัยสักเรื่องหนึ่ง มันให้ความรู้สึกสนุกสนานมากสำหรับผม และจังหวะเวลาก็ลงตัวที่สุดเลยครับ”

บาโจน่ารู้สึกดีใจที่ เทรวอร์โรว์ ผู้มีความรักในทุกอย่างที่เป็น Jurassic ยินดีที่จะร่วมงานกับเขาในการนำเรื่องราวบทใหม่มาขึ้นจอ “โคลินนำเสนอเรื่องนี้ในตอนที่สองของภาพยนตร์ไตรภาค และทำให้ผมตื่นเต้นมากเลยครับ” ผู้กำกับบาโจน่าบอก “นับแต่วันนั้น เราก็ทำงานร่วมกันเพื่อรวมทุกอย่างเข้ากับจินตนาการของผม ผมชอบเล่นกับงานเขย่าขวัญเพื่อดึงดูดใจคนดู ผมชอบความตึงเครียด และการทำให้คนดูได้สัมผัสกับประสบการณ์ทั้งหมดครับ”

บาโจน่าที่เป็นคนถ่อมเนื้อถ่อมตัว ยินดีตอบรับโอกาสที่จะร่วมงานกันในครั้งนี้ “ตอนที่ผมเข้ามาทำงาน ผมรู้ว่าผมจะต้องดูแลลูกของสตีเว่นและโคลิน ในฐานะผู้กำกับ ผมสามารถใส่อะไรมากมายลงไปในเรื่องนี้ ต่อพลังและต่อโทนของเรื่อง อย่างไรก็ดี ผมทราบดีว่าภาพยนตร์ Jurassic เป็นที่รักของคนหลายล้านคน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผมจะต้องทำงานกับพวกเขาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังนำประสบการณ์ใหม่อันน่าตื่นเต้นมาให้คนดู ขณะเดียวกันก็รักษาจิตวิญญาณของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้เอาไว้ครับ”

บาโจน่ากล่าวว่าจินตนาการของเขาในวัยหนุ่ม ถูกจุดประกายขึ้นโดยความเป็นอัจฉริยะของ ดร.ไครชตัน “สิ่งที่ผมรักในหนังสือของ ไมเคิล ไครชตัน เสมอมา ก็คือนอกจากมันทำให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับการผจญภัยอันยิ่งใหญ่แล้ว หนังสือพวกนี้ยังทำให้คุณคิดถึงผลสะท้อนของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้วยครับ มันไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไปแล้ว ความเป็นจริงของความก้าวหน้าเหล่านี้ทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมในทันที เมื่อ 25 ปีก่อน การโต้แย้งกันเกี่ยวกับข้อจำกัดทางศีลธรรมของวิทยาศาสตร์ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ทุกวันนี้มันคือข่าวรายวัน โคลินกับเดอเร็กรู้ดีว่าพวกเราจำต้องพูดถึงเรื่องนี้ และมันทำให้ภาพยนตร์ของเรามีประเด็นที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ปัจจุบันครับ”

บาโจน่าและเทรวอร์โรว์ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดตลอดงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งคู่ต่างเปิดใจที่จะให้ไอเดียของพวกเขาผ่านการทดสอบ และทดสอบซ้ำโดยเพื่อนผู้กำกับด้วยกัน “มันเป็นสถานการณ์ที่โดดเด่นมาก และผมก็รู้สึกภูมิใจกับวิธีที่เจเอและผมสามารถทำงานร่วมกันได้ครับ” เทรวอร์โรว์ให้ความเห็น “การจะมีผู้กำกับสองคนมาอยู่ด้วยกันได้นั้น และยังพยายามที่จะยอมรับในไอเดียของอีกฝ่าย ส่งผลให้เกิดงานที่พิเศษมากจริงๆ ครับ เจเอกับผมมีความแตกต่างกันมาก แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำนั้นมีความโดดเด่นจริงๆ ครับ เขามีความรู้สึกต่อองค์ประกอบต่างๆ ที่ทำให้ภาพยนตร์ Jurassic ประสบความสำเร็จ เขาใส่จิตวิญญาณลงไปในภาพยนตร์ของเขา และความรู้สึกของครอบครัว แต่ครอบครัวก็ต้องผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดด้วยกันครับ”

สปีลเบิร์กพอใจที่บาโจน่าสามารถประสานเอกลักษณ์ของเขาลงไปในจักรวาลที่มีสไตล์อันโดดเด่นเฉพาะตัวอยู่แล้ว “สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์ชุด Jurassic มีเหมือนกันก็คือ พวกมันถูกสร้างโดยผู้สร้างที่รักงานสร้างภาพยนตร์ครับ” สปีลเบิร์กกล่าว “ฮวน แอนโตนิโอได้สร้างงานที่น่าทึ่งผ่านงานศิลปะของเขา เพื่อจะทำให้ Fallen Kingdom ดูคล้ายกับภาพยนตร์ภาคแรกที่ผมกำกับเอาไว้ และเหมือนภาพยนตร์ตอนสุดท้ายที่โคลินกำกับ แต่ยังคงทำให้มันเป็นผลงานของเขาเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะเขาคือผู้กำกับตัวจริงที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เขาพบวิธีที่ไม่ต้องเปลี่ยนโทนหรืออารมณ์ หรือสไตล์ของ Jurassic Park แต่ยังเป็นวิธีที่ทำให้ให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นงาน Jurassic World ของเขาเอง เราโชคดีมากที่เขานำสไตล์ของเขามาสู่ภาพยนตร์ชุดของเรา”

สำหรับ แฟรงก์ มาร์แชลล์ ที่หวนกลับมาทำหน้าที่อำนวยการสร้าง เสน่ห์ของการร่วมมือกันครั้งนี้ก็คือการไม่ต้องคิดอะไรมากเลย “โคลินกับเดอเร็กได้นำเอาองค์ประกอบที่เราคุ้นเคยอยู่แล้วมา และผลักดันมันไปสู่ระดับใหม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีงานสร้างระดับใหญ่มหาศาล เราเริ่มต้นกันที่ตัวสวนสนุก ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่ไพศาลที่มีภูเขาไฟ รวมไปถึงฉากใต้น้ำ และภายในฉากหลบหนีต่างๆ จนถึงตอนนี้ มนุษย์และไดโนเสาร์แยกขาดจากกัน ใน Fallen Kingdom เราจะได้เห็นปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เรานำ บลู กลับมา, รวมถึงโมซาซอรัส, ทีเร็กซ์ และไดโนเสาร์อื่นๆ ที่คุณจะต้องจำได้ และไดโนเสาร์ใหม่ๆ ที่คุณยังไม่เคยเห็นมาก่อนครับ”

มาร์แชลล์พอใจอย่างมากที่บาโจน่านำความรู้สึกที่ไม่เคยเห็นในภาพยนตร์ชุดนี้มาใส่ลงไปด้วย “เจเอมีจินตนาการทางภาพที่ดีมาก ซึ่งเขาได้สร้างโลกที่แสนมหัศจรรย์ และตัวละครที่มีความกระชับ มันไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับไดโนเสาร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวละคร เขาได้นำเอาวิสัยทัศน์ และความตื่นเต้นมาใส่ตัวละครเหล่านี้เมื่อพวกเขาได้ผ่าน Jurassic World”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดาราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์ Jurassic ทุกภาคก็คือเหล่าไดโนเสาร์ที่น่าตื่นตา เป็นผลิตผลของเหล่าศิลปินชั้นแนวหน้าที่ทำงานในแวดวงหุ่นบังคับและงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ “เราหาคนที่มีประสบการณ์มาทำงานกับเจเอ เป็นคนที่เคยผ่านงานสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์มาแล้ว” มาร์แชลล์บอก “ไอแอลเอ็มทำงานอย่างใกล้ชิดกับเขา พวกเขาผลักดันขอบเขตของเทคโนโลยีออกไป มันน่าตื่นเต้นที่ได้มาเห็นของเล่นใหม่ๆ ที่พวกเรามีในกล่องเครื่องมือ เพื่อสร้างฉากต่างๆ ที่มีไดโนเสาร์ เรายังมี นีล สแคนแลน ซึ่งจินตนาการไดโนเสาร์สุดยอดเหล่านี้ขึ้นมาตลอดหลายปีมานี้ และสร้างหุ่นบังคับของเรา แฟนๆ จะได้สนุกกับการที่เราใช้ไดโนเสาร์ของจริง และสำหรับนักแสดง มันดีสำหรับพวกเขาที่ได้แสดงกับไดโนเสาร์จริงๆ ครับ”

แพทริค โครว์ลี่ย์ ซึ่งกลับมาร่วมงานกับมาร์แชลล์ เพื่ออำนวยการสร้างภาพยนตร์ภาคใหม่นี้ ได้พูดถึงรากฐานที่แข็งแกร่ง และการใส่ใจที่สร้างประโยชน์ให้กับภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ “องค์ประกอบสำคัญที่เรามีในภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ ก็คือความเกี่ยวข้องของโคลิน เทรวอร์โรว์ และสตีเว่น สปีลเบิร์ก สตีเว่นเป็นปรมาจารย์ ผมต้องทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้น ได้สะท้อนความตั้งใจแรกเริ่ม และยังมีธีมต่างๆ ที่เขาได้สร้างขึ้นเมื่อนานมาแล้ว โคลิน, สตีเว่น และตอนนี้ก็คือเจเอ เข้าใจถึงความรับผิดชอบในการสร้างความตึงเครียดและอันตราย ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ที่คนดูไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งสถานที่ ไดโนเสาร์ที่ยังไม่เคยขึ้นจอมาก่อน และประสบการณ์ใหม่เอี่ยมเลยครับ”

โครว์ลี่ย์เอ่ยชมว่าผู้กำกับบาโจน่าได้ช่วยเพิ่มพลังให้กับภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ในแบบที่ทุกคนต้องการ “The Impossible คือประสบการณ์ที่พวกเรารู้สึกว่าทำให้ เจเอ เป็นตัวเลือกที่มีค่าที่จะมาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ เรารู้ดีว่าเขาสามารถรับมือกับงานสร้างที่มีขนาดใหญ่ขนาดนี้ได้ เขาเคยได้ทุนสร้างน้อย แต่ความเชี่ยวชาญของเขาคือการสร้างความตึงเครียดและการดึงเอาความรู้สึกแบบเดียวกันใส่ลงไปในภาพยนตร์ Jurassic ซึ่ง โคลิน ได้นำมาสู่ Jurassic World”

สำหรับโครว์ลี่ย์ ภาพยนตร์ Jurassic จะไม่มีทางสมบูรณ์ได้ถ้าปราศจากไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ๆ และมันยังเป็นแหล่งกำเนิดความภาคภูมิใจที่ทีมงานจะเอาชนะตัวเอง โดยไม่ทำให้การเล่าเรื่องอ่อนด้อยลง “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณจะเห็นไดโนเสาร์มากกว่าที่คุณเคยเห็นมาก่อนครับ” ผู้อำนวยการสร้างโครว์ลี่ย์บอก “คุณจะได้เห็นไดโนเสาร์อย่างใกล้ชิดขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมากๆ ครับ ซึ่งเกี่ยวพันกับงานแอ็กชั่นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เราใช้เวลามากมายกับบลู ซึ่งคือหัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ เรายังมีไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า อินโดแร็ปเตอร์ ซึ่งเป็นผลงานการปรับแต่งพันธุกรรมของ ดร. วู มันฉลาดมาก และยังมีร่างกายที่สามารถเคลื่อนไหวราวกับกิ้งก่า มันสามารถเข้าไปยังที่ต่างๆ ที่ไดโนเสาร์ตัวอื่นใหญ่เกินกว่าจะเข้าไปได้ มันร้ายกาจมากจริงๆ ครับ”

ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์นี้คือสิ่งที่สร้างความพอใจให้กับสปีลเบิร์กโดยเฉพาะ เขาหัวเราะ เมื่อกล่าวว่า “นี่คือภาพยนตร์ Jurassic ตอนแรกที่ผมสามารถพูดได้เลยว่าเรามีอสูรกายแล้วครับ อินโดแร็ปเตอร์คือไดโนเสาร์ แต่มันก็คืออสูรร้ายจริงๆ ทำให้ Fallen Kingdom กลายเป็นงานไฮบริดระหว่างภาพยนตร์เกี่ยวกับไดโนเสาร์ และภาพยนตร์อสูรกาย”

สำหรับหน้าที่ของเธอ ผู้อำนวยการสร้างเบเลน อาเทียนซ่า ซึ่งถือว่าเป็นมือขวาของบาโจน่า รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้มาร่วมกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีประสบการณ์โชกโชน ในการเดินทางที่ใช้เวลาในการสร้างนานถึง 25 ปี เมื่อพูดคุยถึงประสบการณ์ในการทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง Jurassic World: Fallen Kingdom ทัศนคติของเธอสะท้อนความรู้สึกมหัศจรรย์ในวัยเด็กของ บาโจน่า “มันให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นเด็กอีกครั้ง เพราะมันเตือนให้เรานึกถึงวัยเด็กของเราค่ะ” อาเทียนซ่าบอก “ความมหัศจรรย์ของไดโนเสาร์ การผจญภัย ป่า เรื่องราวลึกลับ งานแอ็กชั่น และความตื่นเต้นเขย่าขวัญ มันน่าทึ่งมากค่ะ” พลังงานนั้นเหมือนแพร่กระจายไปทั่วทั้งกองถ่าย “นับแต่วินาทีแรกที่เราเริ่มต้นทำงานกับโปรเจ็กต์นี้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีที่เราจะคั้นทุกวินาทีที่เราทำได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ และนำส่งไปให้คนดูค่ะ”

อาเทียนซ่า ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ทุกเรื่องของ บาโจน่า มีจิตวิญญาณที่คล้ายคลึงกันในการเล่าเรื่องราวที่ตรึงใจ เธอได้พูดถึงกระบวนการทำงานนี้ว่า “จินตนาการเริ่มต้นขึ้นด้วยการวางเฟรมภาพของฉาก มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชอตภาพ และการทำงานที่ต้องทำกันล่วงหน้านานหลายเดือนค่ะ มีการอ่านบท การตีโจทย์ชอตต่างๆ การเคลื่อนกล้องทั้งหมด ความเร็ว และเวลาที่คุณใช้กับตัวละครแต่ละตัว ในวันนั้น จะมีข้อมูลจากนักแสดงและทีมงานคนอื่นๆ เราเปิดรับความคิดเห็นเสมอ เมื่อคุณรู้ว่าฉากนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร จากนั้น มันก็คือการทำให้ทุกอย่างดีขึ้นค่ะ”

เมื่อพูดถึงสไตล์ที่ บาโจน่า ใช้มานานหลายปี อาเทียนซ่ากล่าวว่า บาโจน่าเป็นทั้งคนทำงานที่มีวินัย และเป็นนักเล่าเรื่องที่มีความซุกซน “เขามักลองค้นหาสิ่งที่มันพิเศษจริงๆ ค่ะ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงได้มีฉากที่มีสีสันอยู่ในภาพยนตร์ของเขาทุกเรื่อง ซึ่งคุณจะไม่รู้เลยว่าคุณจะได้เจออะไรต่อไป เขาต้องการสามหรือสี่จังหวะจากทุกชอต มันมีความซับซ้อนมาก เหมือนการออกแบบเทคนิค ซึ่งเป็นสัญชาตญาณในตัวเขา ขณะเดียวกัน เขาก็คือศิลปินที่ทุ่มเทอย่างมาก ถือเป็นความเพลิดเพลินทีเดียวที่ได้เห็นเขาทำงานค่ะ”

ตัวเลือกที่รอดชีวิต:

ตัวละครสุดโปรดกลับคืนจอ

แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคิดถึงการกลับมาของ Jurassic World โดยไม่มีคู่แคลร์กับโอเว่น “ทุกคนชอบคู่นี้มากครับ” บาโจน่าบอก “การแสดงที่มีเคมีเข้ากันระหว่างไบรซ์กับคริส ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดคลาสสิก เราต้องย้อนกลับไปที่ตรงนั้น คริสได้สร้างตัวละครที่น่าทึ่งขึ้นมา เขาทำให้โอเว่นมีเสน่ห์และมีอารมณ์ขัน เขายังมีความแข็งแกร่งภายในที่ตรงไปตรงมา ซึ่งสื่อสารถึงคนดูว่าเขามักทำเรื่องที่ถูกต้องเสมอ”

แพร็ตต์เล่าถึงสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ชุดนี้ยังคงสร้างความผูกพันกับคนดูได้ “ความสำเร็จของ Jurassic World เริ่มต้นด้วยความสำเร็จของ Jurassic Park ภาพยนตร์ภาคแรกนั้นเป็นที่รักอย่างมาก มันเข้าถึงจินตนาการของคนรุ่นนั้น และโลกก็หิวโหยที่จะได้เห็นเรื่องราวนี้ในเวอร์ชั่นใหม่ครับ เป็นเรื่องที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งถูกสร้างขึ้นในแวดวงงานสร้างภาพยนตร์นับแต่ปี 1993”

การทำงานกับบาโจน่าถือเป็นประสบการณ์ที่เป็นรางวัลสำหรับแพร็ตต์ “เจเอคือคนที่ชอบหนังอย่างมากครับ” แพร็ตต์บอก “เขาชอบหนังที่มีความสุดกู่ และเขาก็ใส่ลักษณะเช่นนั้นใส่ลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขากำลังเล่น ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ตรงนั้น แต่เป็นสิ่งที่อาจอยู่หัวมุมถนน ภาพยนตร์เหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ จินตนาการ และความตื่นเต้นเขย่าขวัญครับ เจเอคือปรมาจารย์จริงๆ”

มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นในโลก Jurassic ที่สามารถเข้าใจถึงความโหดร้ายของการต้องใช้ร่างกายในภาพยนตร์เหล่านี้อย่างหนัก ดังนั้น แพร็ตต์จึงดีใจอย่างมากที่เขามีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกับฮาวเวิร์ดอีกครั้ง “ผมร่วมทีมกับไบรซ์ ซึ่งเป็นคนที่มีหลักในการทำงานที่สุดยอดมากครับ เธอทุ่มเทให้กับทุกก้าวของขั้นตอนการทำงาน เมื่อผสมเข้ากับจินตนาการของคนดู เราอยู่ในมือของคนเก่งและมีสิ่งที่เราต้องการเพื่อทำให้มันกลายเป็นการผจญภัยในแบบ Jurassic ที่ดีที่สุดครับ”

แคลร์และโอเว่นใช้ชีวิตแยกจากกัน แต่ก็ได้กลับมาเจอกันอีกด้วยเป้าหมายที่มีร่วมกัน ขณะที่เธอทำให้มันเป็นภารกิจที่จะปกป้องและช่วยชีวิตไดโนเสาร์ทุกตัว เธอรู้ดีว่าสิ่งที่จะทำให้โอเว่นยอมกลับไปที่เกาะแห่งนั้นก็คือโอกาสที่จะช่วยบลู เวโลซีแร็ปเตอร์ที่เขามีความผูกพันอย่างใกล้ชิดที่สุด “มีเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างแคลร์และโอเว่นซึ่งหนังไม่ได้พูดถึง แต่พวกเขาผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดด้วยกันมาที่จูราสสิคเวิลด์ และแต่ละคนต่างรับมือกับเรื่องนั้นต่างกันไป” แพร็ตต์บอก “โอเว่นเชื่อว่าไม่มีทางที่จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ คุณต้องเดินหน้าและใช้ชีวิตของคุณต่อไป การฝังตัวเองเอาไว้กับความรู้สึกผิดอย่างที่ แคลร์ ทำ คือสิ่งที่ผิด สำหรับโอเว่นที่เพิกเฉยต่อสิ่งที่พวกเขาผ่านมาด้วยกันก็กลายเป็นข้อเสียเช่นกัน ดังนั้นเธอกับเขาจึงต้องการกันและกัน คุณจะเห็นตัวละครสองตัวนี้ดึงดูดเข้าหาอีกฝ่าย และพวกเขาถูกชะตากำหนดให้ต้องมาอยู่ด้วยกัน แต่สภาพแวดล้อมไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น”

บทบาทของแพร็ตต์ทำให้เขาต้องแสดงฉากสตั๊นต์เยอะมาก และยังมีการถ่ายทำตอนกลางคืนที่ทำให้เขาต้องเขียวช้ำไปหมดตัว จนเขานอนหลับเหมือนสลบ “ภาคนี้จะต้องใช้แรงมากกว่าภาคแรกครับ” แพร็ตต์บอก “มีงานสตั๊นต์เยอะมาก ผมต้องกลิ้งตัวตกจากท้ายรถบรรทุก ต้องดำน้ำ ต้องวิ่งลงเขา และแสดงฉากสตั๊นต์ใต้น้ำ เรายังมีฉากต่อสู้ฉากใหญ่ เหมือนมีองค์ประกอบของความเป็นพระเอกนักบู๊อยู่ ซึ่งเคยถูกใช้ในภาพยนตร์ภาคแรก และในภาคนี้มันมากขึ้นสี่เท่าเลยครับ”

แพร็ตต์ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับบทที่ต้องใช้แรงเยอะแบบนี้ เขาเล่าให้เราฟังถึงฉากสตั๊นต์ฉากโปรดของเขา เมื่อโอเว่นวิ่งไล่ตามแคลร์และแฟรงกลินที่อยู่ในไจโรสเปียร์ ซึ่งกลิ้งตกจากเกาะอีสล่านูบลาร์ จมลงไปในทะเล เมื่อโอเว่นดำลงไปช่วยพวกเขา เขาต้องใช้การฝึกทางทหารทั้งหมดที่เคยฝึกมา รวมถึงสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดเพื่อให้ตัวเองรอดจากเหตุการณ์นั้นมาได้

ฉากที่ว่านี้ถ่ายทำกันในแท้งก์ใต้น้ำที่ไพน์วู้ดสตูดิโอส์อยู่นานห้าวัน แพร็ตต์อธิบายว่า “ผมชอบฉากใต้น้ำทั้งหมดเลยครับ แนวคิดในการสร้างสรรค์ก็คือการถ่ายทำในหนึ่งชอต โดยมุ่งเน้นไปที่การทำให้เหมือนเราอยู่ในไจโรสเปียร์และมองออกมาข้างนอก เราไม่เคยได้ภาพจากมุมมองนั้นเลยครับ และเจ้าลูกแก้วนี้กำลังจมลงไปในทะเล แคลร์และแฟรงกลิน กำลังจะจมน้ำตาย และโอเว่นต้องว่ายดำลงไปเพื่อช่วยพวกเขาออกมา แต่มันไม่ได้ผล โอเว่นต้องลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ จากนั้นก็ดำกลับลงมาอีก ทั้งหมดนี้ต้องถ่ายทำกันด้วยหลายองค์ประกอบด้วยกัน มันเหมือนการต่อจิ๊กซอว์แบบหนึ่งพันชิ้น ผมชอบกระบวนการถ่ายทำทีละชิ้น และได้เห็นสิ่งนี้ถูกปะติดปะต่อเข้าด้วยกันครับ”

ในบท โอเว่น แพร็ตต์ต้องโดนฝูงเวโลซิแร็ปเตอร์ไล่ตามผ่านป่า และเอาชีวิตรอดจากคมเขี้ยวของไดโนเสาร์สายพันธุ์อื่นๆ บนเกาะมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ไม่มีอะไรที่เตรียมโอเว่นให้ต้องมาเจอกับไดโนเสาร์ตัวใหม่ที่ดร.วู สร้างขึ้นมา นั่นก็คืออินโดแร็ปเตอร์ ไดโนเสาร์ที่มีอันตรายที่สุดเท่าที่เคยเดินอยู่บนโลกนี้ “อินโดแร็ปเตอร์เปิดเรื่อง และให้เงื่อนงำถึงอนาคตของภาพยนตร์แฟรนไชส์ Jurassic นี้ คุณจะรู้สึกได้ว่าอินโดแร็ปเตอร์คือเป้าหมายสุดท้ายสำหรับอินเจน พวกเขาได้พัฒนาเพื่อออกแบบความเฉลียวฉลาดและการจดจำแบบนี้ให้กับแร็ปเตอร์มานานหลายปี อินโดแร็ปเตอร์ ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุด สามารถกันกระสุนได้ มันโจมตีตามคำสั่ง มันถูกออกแบบมาให้เป็นอาวุธในการทำสงคราม และเราก็ได้เห็นกับตาแล้วว่ามันอันตรายแค่ไหน โอกาสที่ไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้จะตกไปอยู่ในมือคนร้ายมันช่างน่ากลัวจริงๆ ครับ”

ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด กลับมารับบท แคลร์ เดียริ่ง ตัวละครที่ก็เหมือนกับโอเว่น เธอเปลี่ยนไปเพราะเหตุการณ์หายนะเมื่อสามปีก่อน “ใน Jurassic World แคลร์มีความชัดเจนค่ะ” ฮาวเวิร์ดให้ความเห็นไว้ “คุณเห็นว่าภายนอกเธอเป็นยังไง แต่คุณไม่รู้ว่าภายในใจเธอเป็นยังไง ในตอนจบของภาพยนตร์ภาคแรก คุณรู้ว่าจริงๆ แล้วคนๆ นี้เป็นยังไง และมองเห็นชัดเจนว่าเธอเป็นใคร”

ขณะที่โอเว่นกลับไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษ แคลร์กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน เธอตั้งกลุ่มปกป้องไดโนเสาร์ (ดีพีจี) โดยมีภารกิจเพื่อช่วยไดโนเสาร์ที่ยังคงเหลืออยู่ในอีสลา นูบลาร์ “เธอยังคงรับมือกับความจริงที่ว่าเธอต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น” ฮาวเวิร์ดกล่าวต่อ “เธอเคยทำผิดพลาดไปซึ่งเธอไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ เพราะเธอก็คือส่วนหนึ่งของการสร้าง อินโดมินัสเร็กซ์ ขึ้นมา บัดนี้ โลกคือสถานที่ที่เปลี่ยนไปเพราะการกระทำของเธอ เธอได้เปิดกล่องแพนโดร่า เธอไม่เคยปิดมันได้ สิ่งที่แคลร์อยากทำก็คือการมายืนอยู่ในด้านที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ มันคือความตั้งใจและภารกิจของเธอค่ะ”

ฮาวเวิร์ดอยากให้ตัวละครของเธอมีคุณสมบัติหลากหลายระดับที่หายไปในตัวละครผู้หญิงในภาพยนตร์แอ็กชั่น  “ปกติพวกเธอคือผู้หญิงที่กำลังเป็นทุกข์ หรือเป็นฮีโร่หญิงสุดแกร่ง แต่ยังไม่มีตัวละครที่อยู่ตรงกลาง สิ่งที่ฉันชอบมากในตัวแคลร์ ก็คือ คุณอาจไม่ได้ชอบเธอตลอดเวลา แต่คุณสามารถอินไปกับเธอได้ คุณเข้าใจเธอ และเชื่อในการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในตัวเธอ การได้มาแสดงเป็นผู้หญิงที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ขณะที่ในหลายๆ ครั้งก็ดูงุ่มง่ามและมั่นใจในตัวเอง มันน่าตื่นเต้นเพราะนั่นแหละคือมนุษย์ปุถุชนค่ะ”

ฮาวเวิร์ดเองก็ไม่ต่างจากเทรวอร์โรว์และบาโจน่า เธอเน้นย้ำว่าเรื่องราวนี้มีความสำคัญกับเธออย่างมาก เธอตัดสินใจแทนตัวละครของเธอโดยอิงจากเรื่องราวหลายเรื่องของไครชตัน “ฉันอ่านนิยายของ ไมเคิล ไครชตัน เยอะมากค่ะ มีหลากหลายธีมที่อยู่ในงานเขียนทุกเรื่องของเขา เช่นเดียวกับนักเขียนเรื่องไซไฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนอื่นๆ เขากำลังเตรียมเราให้พร้อมรับอนาคต เขากำลังเตรียมอารมณ์ของเรา เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องโดยอิงจากความเป็นมนุษย์ของเรา นี่คือคำถามที่แคลร์กำลังเผชิญอยู่ ใช่การตัดสินใจที่มีมนุษยธรรมหรือไม่ที่จะช่วยไดโนเสาร์ หรือมันจะดีกว่าไหมที่จะปล่อยให้ธรรมชาติดำเนินไป และปล่อยให้ไดโนเสาร์โดนทำลาย”

ฮาวเวิร์ดรู้สึกกระตือรือร้นที่ผู้กำกับของเธอมีความรักในประเด็นเหล่านี้ไม่ต่างจากเธอ “เจเอเป็นผู้กำกับที่สุดยอดมากค่ะ และเป็นอัจฉริยะเมื่อถึงเวลาต้องทำให้ผู้คนหวาดกลัว เขาเข้าใจความตื่นเต้นเขย่าขวัญ โดยเฉพาะกับพวกไดโนเสาร์และสัตว์ประหลาดต่างๆ บ่อยครั้ง สิ่งที่น่ากลัวก็คือตอนที่คุณไม่เห็นตัวอสูรกายจนกระทั่งนาทีสุดท้าย อสูรกายที่ถูกเปิดตัวในจังหวะที่เหมาะเจาะจะตามหลอกหลอนคุณไปตลอดชีวิต แต่คุณจะชอบมันค่ะ เขาเป็นคนบ้าหนัง และเป็นคนที่มีคนชมว่ามีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์การเล่าเรื่อง เขาคือส่วนหนึ่งของทีมผู้กำลังสร้างบทใหม่ให้กับเรื่องนี้ด้วยกันค่ะ”

ถึงแม้ฮาวเวิร์ดจะแสดงภาพยนตร์มาตั้งแต่ยังเด็ก แต่ความสามารถของผู้กำกับบาโจน่าที่สร้างความประหลาดใจให้กับเธอตลอดการถ่ายทำ ทำให้เธอประทับใจอย่างมาก “มีอยู่สองอย่างที่เจเอทำในกองถ่ายที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อนเลยค่ะ เราถ่ายทำหลายฉากโดยไม่มีบทพูดเลย และเขาจะเล่นดนตรี ซึ่งเป็นการบอกทุกสิ่งทุกอย่าง เราเดินต่างไป และมีพฤติกรรมต่างไป เขายังมีเสียงซาวน์เอฟเฟ็กต์ไดโนเสาร์ด้วย จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามดังมาจากไหนก็ไม่รู้ มันทำให้เราหวาดกลัว และแสดงปฏิกิริยาออกมา เขาใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อทำให้เราก้าวเข้าสู่โลกของเขา เพื่อให้เราทุกคนรู้สึกตรงกัน ทุกส่วนประสานกลมกลืนเข้ากันหมดค่ะ”

บาโจน่าไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ปรับตัวเข้ากับความจริงที่ว่างานสร้างภาพยนตร์จะต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อฮาวเวิร์ดกลับมาร่วมงานกับแพร็ตต์ เธอพูดถึงสัญชาตญาณที่แสนกระตือรือร้นของเขา “คริสรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สนุกที่สุดที่เกิดขึ้นได้ในภาพยนตร์ Jurassic เวลาที่เราแสดงฉากหนึ่งด้วยกัน และฉันเห็นคริสขยับตัว ฉันพูดว่า ‘ทุกคน สัมผัสแมงมุมของคริสกำลังทำงานแล้ว’ เขารู้ดีว่าเขาอยากถูกมองยังไง  เรารู้สึกเหมือนเด็กตอนที่เราอยู่ในฉากของภาพยนตร์เรื่องนี้ค่ะ คุณจะไม่ได้สัมผัสความสนุกเลยจนกว่าคุณจะได้แสดงกับ คริส แพร็ตต์ ในภาพยนตร์ Jurassic ค่ะ”

เช่นเดียวกับแพร็ตต์ เพื่อนร่วมจอ ฮาวเวิร์ดเล่าถึงความน่ากลัวของอินโดแร็ปเตอร์ “เรารู้กฎในเรื่องที่ว่าคุณจะเอาชีวิตรอดจากไดโนเสาร์ได้ยังไง แต่อินโดแร็ปเตอร์เป็นอสูรกายที่มนุษย์สร้างขึ้น” ฮาวเวิร์ดบอก “สิ่งที่น่ากลัวในตัวอสูรกายตัวนี้ก็คือ เราไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร ถ้าคุณยืนอยู่นิ่งๆ ทีเร็กซ์จะมองไม่เห็นคุณ และมีโอกาสที่คุณจะหนีได้ แต่ไดโนเสาร์ตัวนี้คือตัวเปลี่ยนเกมจริงๆ ดร.วูได้สร้างอาวุธที่ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ แต่นี่คือจุดหักมุม คุณคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้ในภาพยนตร์ Jurassic คือการเผชิญหน้ากับไดโนเสาร์ สิ่งที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ มันมีสิ่งที่ร้ายกาจกว่าและชั่วร้ายกว่า บางสิ่งที่กระหายเลือดและอำมหิต นั่นก็คือมนุษย์ค่ะ”

โดยธรรมชาติแล้ว สไตล์ที่ชอบโต้แย้งของแคลร์จากภาพยนตร์ภาคที่แล้ว เปลี่ยนไปพร้อมกับมุมมองใหม่ที่มีต่อโลก “ทรงผมและชุดสูทไร้ที่ติสีขาวจากภาพยนตร์ภาคที่แล้ว บ่งบอกว่าแคลร์เป็นคนอย่างไร” ฮาวเวิร์ดสรุป “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉันอยากแสดงให้เห็นทันทีเลยว่าเธอแตกต่างออกไปแล้ว แคลร์เป็นผู้หญิงฉลาด อ่อนไหว ซึ่งเตรียมตัวมาดี” เธอหัวเราะ “ตอนนี้ฉันใส่บู้ทส์ และฉันก็มีความสุขกับเรื่องนั้นค่ะ”

ที่มาร่วมแสดงกับฮาวเวิร์ดและแพร็ตต์ ก็คือสองนักแสดงที่เคยมีส่วนในครอบครัว Jurassic มาตั้งแต่วันแรก บีดี หว่อง กลับมารับบท ดร. เฮนรี่ วู ผู้สร้างไดโนเสาร์จอมทำลายล้างที่รู้จักกันในชื่อ อินโดมินัสเร็กซ์ หลังจากมันกินพี่น้องตัวเดียวที่มีไปแล้ว อินโดมินัสเร็กซ์ที่การปรับแต่งพันธุกรรมถูกเก็บไว้เป็นความลับ มาถึงจุดที่เติบโตจนทำลายจูราสสิคเวิลด์ หว่องได้อธิบายถึงสถานะปัจจุบันของตัวละครของเขาว่า ในช่วงเวลาหลายปีหลังจากการลงทุนของมาสรานี่ล้มเหลว “ดร.วูถูกอัปเปหิเพราะการทำงานที่ไร้จรรยาบรรณ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดอีกต่อไป แต่เขายังคงมีความรู้เหมือนเดิม แต่เขาสิ้นหวังมากขึ้น และไม่มีระบบกลไกแบบเดิมอยู่ในมืออีก เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป และมือของเขาเหมือนถูกมัดเอาไว้”

อย่างไรก็ดี ที่ไหนมีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งและบ้า ย่อมต้องมีนักลงทุนเสมอ วูกำลังทำงานกับไดโนเสาร์ปรับแต่งพันธุกรรมตัวใหม่ ซึ่งน่ากลัวและฉลาดกว่าทีเร็กซ์ หรืออินโดมินัสเร็กซ์ “ดร.วูมักจะสร้างไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ๆ เสมอครับ” หว่องหัวเราะ “ถึงแม้ผมจะบอกว่าความตั้งใจของเขาไม่ได้ร้ายกาจอะไรเลย แต่เขาก็ทำเป็นหลับหูหลับตาไปหลายอย่างเพื่องานทางด้านเทคโนโลยีที่เขากำลังผลักดันอยู่ แต่เขาก็ยังห่วงที่จะสร้างไดโนเสาร์ที่จะต้องควบคุมได้ การโต้แย้งที่มีมานานอย่างนั้นจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน และมันเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ ก็มีอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยครับ”

ห้องแล็บลับของดร.วู ถูกเผยให้เห็นในภาพยนตร์ตอนนี้ และหว่องก็พอใจกับงานออกแบบฉากนี้มาก “ฉากนี้เป็นการยกระดับไอเดียเกี่ยวกับห้องแล็บของดร.วูไปสู่อีกระดับหนึ่งครับ ห้องที่เราเคยเห็นในตอนจบของ Jurassic World เมื่อเทียบกับปฏิบัติการที่กำลังเกิดขึ้นที่นี่ในห้องแล็บใต้ดินขนาดมหึมา ในอาชีพนักแสดงของผม มันคือหนังเรื่องนี้นี่แหละที่ทำให้ผมได้ทำงานกับฉากแบบนี้ มันเต็มไปด้วยรายละเอียด ความสมจริง และบ่งบอกว่ามีการใช้งบไปมหาศาลมากครับ”

อินโดมินัส เร็กซ์ คือจุดเริ่มต้นของการนำยีนจากไดโนเสาร์ที่มีอยู่แล้ว นำไปโคลนนิ่ง และผสมข้ามสายพันธุ์กับไดโนเสาร์สายพันธุ์อื่น “อินโดแร็ปเตอร์เป็นมหาวายร้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ” หว่องบอก “ในฐานะผู้สร้าง วูเองก็รู้สึกขัดแย้งในใจเช่นกัน เพราะในความคิดเขา อินโดแร็ปเตอร์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เขาอยากพัฒนาต่อจนมันสมบูรณ์แบบ ขณะที่คนอื่นๆ แค่ต้องการอินโดแร็ปเตอร์ไปใช้ประโยชน์ เพราะมันดูเหมือนใช้งานได้ดีแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย”

เจฟฟ์ โกลด์บลัม กลับมารับบท ดร.เอียน มัลคอล์ม ตัวละครที่อยู่มาตั้งแต่ภาพยนตร์ Jurassic Park  “นอกจากจะให้ความบันเทิงแล้ว ภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ยังชี้ประเด็นปัญหาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบันที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์” โกลด์บลัมบอก “ตัวละครของผมมักจะพูดขัดแย้งออกมา เขาไม่ชอบไอเดียที่สัตว์ถูกนำมาใช้เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อหาเงิน ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้ร้ายเป็นพวกนายทุนที่มีความโลภ และมีความโง่ นั่นคือสองเรื่องที่ เอียน มัลคอล์ม ชอบมากครับ”

หลังจากหายนะที่เกิดขึ้นกับสวนสนุก ภูเขาไฟบนเกาะก็มีทีท่าว่าจะกวาดล้างประชากรไดโนเสาร์ที่ยังเหลืออยู่บนเกาะอีสลา นูบลาร์ “มีการโต้แย้งเกิดขึ้น และมัลคอล์มได้นำเรื่องนี้เสนอต่อวอชิงตัน ดีซี โดยเขาได้กล่าวนำเสนอถึงปัญหานี้ต่อกรรมาธิการสภา เขาเชื่อว่าเราเข้าไปก้าวก่ายและเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ และเราก็ทำด้วยเหตุผลที่ไม่ดี ไดโนเสาร์ยังคงเป็นไอเดียที่ไม่ดี และตราบใดที่ภูเขาไฟจะกวาดล้างพวกมัน เราก็ควรจะปล่อยให้เป็นไป ถ้าเราพยายามที่จะย้ายมัน มันก็จะลงเอยด้วยหายนะ”

พูดถึงการร่วมงานกับเทรวอร์โรว์และบาโจน่า โกลด์บลัมมีแต่คำชมให้ “ระหว่างที่ผมแสดงบทนี้ ผมเกิดไอเดียและโทรหาโคลิน เราแลกเปลี่ยนไอเดียกันอยู่นานชั่วโมงครึ่ง เจเอเป็นคนน่ารักและไว้ใจได้ เขาเป็นคนจริงจัง ไม่ใช่แค่เรื่องการทำหนังดีๆ เท่านั้น แต่ยังเรื่องปัญหาการใช้วิทยาศาสตร์ไปในทางที่ผิด และการกระทำผิดจรรยาบรรณโดยผ่านตัวละครของผม”

ผู้กำกับบาโจน่าเองก็ตื่นเต้นที่ได้สองนักแสดงชายมาร่วมทีมนักแสดงด้วย “ดีมากที่ได้ตัวพวกเขาทั้งคู่มาซึ่งเราชอบมาก มันน่าตื่นเต้นที่ได้ดึงนักแสดงหน้าเดิมๆ กลับมาครับ” บาโจน่าให้ความเห็น “เรามีดร.วูที่กลับมา และก็ดีมากที่ได้เจฟฟ์กลับมาแสดงเป็น เอียน มัลคอล์ม อีกครั้ง ในความคิดของผม เขาคือหนึ่งในตัวละครที่มีความสามารถที่สุดในภาพยนตร์ชุดนี้ และการได้เขามาแสดงบทในภาพยนตร์เรื่องนี้มันก็สุดยอดมากครับ”

“ผมรู้ดีว่าผมต้องการ เอียน มัลคอล์ม ในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเป็นคนที่น่าจะมีสิทธิ์ที่จะพูดว่า ‘ดูนี่ซิ ฉันบอกแล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้น และมันก็เกิดขึ้นแน่ๆ’ มากที่สุด” เทรวอร์โรว์กล่าวเสริม “ผมอยากแน่ใจว่าเขาจะเป็นตัวเปิดและปิดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้ ดังนั้น เขาสามารถกำหนดไอเดียทั้งหมดที่เราจะสำรวจได้ มันน่าตื่นเต้นมากครับ เพราะบทพูดที่ เอียน มัลคอล์ม พูดในการร้องเรียนต่อสภานั้น เอามาจากนิยายของ ไมเคิล ไครชตัน เลยครับ”

ขอต้อนรับสู่ Jurassic World:

ผู้เป็นตำนานและตัวละครหน้าใหม่

เพื่อให้ตัวละครที่ เทรวอร์โรว์และคอนโนลลี่จินตนาการเอาไว้มีความสมบูรณ์ ทางทีมผู้สร้างได้เลือกนักแสดงนานาชาติ ที่จะเป็นตัวแทนของผู้เล่นทั้งสองด้าน รวมไปถึงนักแสดงที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าวงการ สำหรับบาโจน่า สิ่งหนึ่งที่เขาคาดหวังจากนักแสดงก็คือความรักในภาพยนตร์ชุดนี้

นักแสดงผู้เป็นตำนาน เจมส์ ครอมเวลล์ รับบทเซอร์เบนจามิน ล็อควู้ด อดีตหุ้นส่วนธุรกิจของ จอห์น แฮมมอนด์ เขาได้แนะนำสถานะของตัวละครของเขาในภาพยนตร์ภาคล่าสุดนี้ว่า “ล็อควู้ดและแฮมมอนด์เป็นหุ้นส่วนและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พวกเขาได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไดโนเสาร์เหล่านี้ให้ฟื้นคืนกับจากการสูญพันธุ์ แฮมมอนด์และล็อควู้ดแยกย้ายจากกัน ซึ่งถือว่าน่าเสียดายมาก สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ก็คือวิธีที่ผมพยายามที่จะแก้ไขด้วยการทำสิ่งที่เขาคงอยากให้เกิดขึ้นกับไดโนเสาร์เหล่านี้ครับ”

ครอมเวลล์ที่เป็นผู้สนับสนุนสิทธิของสัตว์มานาน รู้สึกกระตือรือร้นกับเรื่องราวที่เทรวอร์โรว์และคอนโนลลี่อยากเล่า เขากล่าวว่า “การแย่งชิงชีวิตของคนอื่นเพื่อเป้าหมายของตนเอง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ถือเป็นปัญหาสำคัญ เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินคุณค่าของชีวิตนั้น สิ่งมีชีวิตทุกอย่างล้วนมีราคา และนั่นคือเรื่องที่น่าเสียดาย พวกเราควรจะเป็นผู้พิทักษ์ คอยดูแลสัตว์เหล่านี้ที่จำต้องได้รับการดูแล และปล่อยพวกที่ควรจะอยู่ตามลำพังโดยไม่จำต้องได้รับการดูแล” ครอมเวลล์หยุดพูดไปชั่วขณะ “แน่นอน เราฝืนกฎนั้นนับแต่โฮโมเซเปียนคนแรกยืดตัวยืนตรง”

เรฟ สปอลล์ รับบท อีไล มิลล์ส ผู้ดูแลควบคุมคฤหาสน์ล็อควู้ด เขาคือผู้ชายที่มีเป้าหมายจะหาที่ปลอดภัยให้กับไดโนเสาร์ได้ใช้ชีวิต สำหรับมิลล์ส ประวัติและเสน่ห์ของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ไม่เคยจางหายไปไหน “ผมไม่เคยพบคนที่ไม่ชอบ Jurassic Park เลยครับ มันยังคงเป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบ ความเรียบง่ายของผิวน้ำที่สั่นสะเทือนคืองานสร้างระดับปรมาจารย์จริงๆ นั่นมันก่อนที่พวกเราจะมีพลังดิจิตอลในการสร้างอสูรกายได้ทุกรูปแบบ สร้างระเบิด และฉากใหญ่ๆ ได้ การได้คนอย่างเจเอมากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็วิเศษมากครับ เพราะเขาคือเจ้าแห่งงานเขย่าขวัญ การมีทั้งสององค์ประกอบนี้ สไตล์การสร้างภาพยนตร์เขย่าขวัญที่ดูคลาสสิกของเจเอ กับงานดิจิตอลแอนิเมชั่นที่มีให้ใช้ได้ในปัจจุบัน คือโอกาสที่น่าตื่นเต้นจริงๆ ครับ”

ใน Fallen Kingdom ตัวละครของสปอลล์ได้กระทำการตัดสินใจที่น่าสงสัย “เจเอและผมได้คุยกันเยอะมากเกี่ยวกับความทะเยอทะยาน ความโลภ และความต้องการจะมีอำนาจ ทั้งหมดนี้มันเผาผลาญได้มากขนาดไหน และมันคือเครื่องยนต์ขนาดใหญ่” สปอลล์กล่าว “ความทะเยอทะยานคืออารมณ์ที่ทรงพลัง คุณอาจโดนมันครอบงำ และลงเอยด้วยการทำสิ่งต่างๆ เพียงเพื่อจะประสบความสำเร็จ ตัวละครตัวนี้เชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง เขาได้รับความไว้วางใจให้บริหารทรัพย์สินของล็อควู้ดไปสู่อนาคต และทำให้มันรอดอยู่ได้หลังจากเขาตายไปแล้ว มิลล์สรู้สึกว่าเขากำลังทำสิ่งที่เขาได้รับคำสั่งให้ทำอยู่”

นักแสดงหน้าใหม่ อิซาเบลล่า เซอร์ม่อน รับบท เมซี่ หลานสาวของมหาเศรษฐี ผู้อำนวยการสร้างโครว์ลี่ย์ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับจุดที่เธออยู่ในโลกนี้ “มักจะดีเสมอกับการมองดูเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านสายตาของเด็ก ซึ่งยังไม่รู้มากนักว่าไดโนเสาร์คืออะไร หรือผู้ใหญ่กำลังทำอะไรกันอยู่ เราสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมา โดยเธอเต็มไปด้วยความลับ เธอเป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบขวบที่รับบทแสดงโดย อิซาเบลล่า เราได้สัมภาษณ์เด็กผู้หญิงมากถึง 2,500 คน และเราเลือกเธอ เธอมีความโดดเด่น ฉลาดเป็นกรด และน่าหวงแหน”

นักแสดงสาวน้อยอธิบายให้เราเข้าใจถึงจุดที่เราได้พบตัวละครของเธอ และไดโนเสาร์ที่มุ่งมั่นที่จะต้องจับเธอให้ได้ “อินโดแร็ปเตอร์เป็นไดโนเสาร์ที่ฉลาดและน่ากลัวมากค่ะ” เซอร์ม่อนบอก “มันถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นอาวุธ แต่มันกลับควบคุมไม่ได้ ในฉากหนึ่ง หนูกำลังวิ่งหนี แล้วหนูก็ถอยไปที่ทางเดิน และรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในหัว มันคือกรงเล็บของอินโดแร็ปเตอร์ การถ่ายทำฉากนั้นมันยากในทีแรก เพราะหนูยังไม่รู้ว่ามีอะไรไล่ตามหลังมา แต่มันน่ากลัวมากค่ะ ความคิดที่ว่ามีกรงเล็บอันใหญ่นั่งรอหนูอยู่ มันยากจะทำเป็นไม่สนใจจริงๆ ค่ะ”

ตัวละครของเซอร์ม่อนเกี่ยวข้องกับฉากแอ็กชั่นที่ใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะเมื่อแคลร์และโอเว่นพยายามจะช่วยเธอ “มีฉากสตั๊นต์ฉากใหญ่ที่เมซี่สไลด์ตัวลงมาตามหลังคากระจกขนาดใหญ่ค่ะ” เซอร์มอนเล่า “มันยากที่จะเริ่มต้นนะคะ แต่พอเราได้ลองทิ้งตัวลงมาครั้งแรก ซึ่งมันสนุกมาก ตอนนี้มันเลยดูสุดยอดไปเลยค่ะ!”

ฮาวเวิร์ดยอมรับว่าเธอสนุกมากกับการได้ทำงานร่วมกับนักแสดงหน้าใหม่อย่างเซอร์มอน “เวลาที่ฉันได้ทำงานกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กอย่างอิซซี่ ซึ่งมีความสามารถสูงมาก ฉันรู้ดีว่าเธอจะต้องแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เพราะเธอไม่รู้วิธีที่จะเป็นอย่างอื่นได้ อิซซี่ไม่ได้มีลูกเล่นแย่ๆหรือนิสัยแย่ๆ ฉันพยายามขโมยซีนจากเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเธอเก่งมากค่ะ”

จัสติซ สมิธ ซึ่งรับบทเป็น แฟรงกลิน เจ้าแห่งคอมพิวเตอร์ดีพีจี พูดถึงความหมายของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ที่มีต่อตัวเขาขณะที่เขาเติบโต “ภาพยนตร์ Jurassic Park ภาคแรกเลยออกฉายในปีที่ผมเกิดครับ ผมจำได้ว่าผมได้นั่งดูหนังทุกเรื่องกับครอบครัวในทุกครั้งที่เราออกเดินทาง เราจะมีดีวีดีในรถตู้ และเราก็จะนั่งดูหนังด้วยกันตามลำดับทุกเรื่อง ผมจำได้ว่าผมชอบมาก เพราะผมชอบหนังสยองขวัญและหนังทริลเลอร์ พวกมันเหมือนกระแทกถูกจุดจริงๆ ครับ”

ในฐานะอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ที่ทำงานให้กับกลุ่มปกป้องไดโนเสาร์ของแคลร์ แฟรงกลินคิดว่าเขาสามารถทำความดีได้ ขณะที่ยังพักอยู่ในบ้านที่แสนสบายของเขาเอง “เมื่อ แคลร์ จะไปอีสลา นูบลาร์ เพื่อกระทำภารกิจปกป้องไดโนเสาร์จากภูเขาไฟระเบิด ผมต้องไปด้วย เพราะจะต้องมีการกู้ระบบเครื่องติดตามภายในสวนสนุก” สมิธอธิบาย “เขาไม่อยากไปที่นั่น และการต้องแสดงความวิตกกังวลนั้นออกมาก็สนุกดีครับ ตลอดเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าจะเผชิญหน้ากับความตายและความทุกข์ทรมานซ้ำๆ อย่างไร”

เมื่อเรื่องราวเริ่มจริงจัง แต่ก็ยังมีเวลาแห่งความสนุกในกองถ่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องโดนไดโนเสาร์แบรีออนิกไล่ล่าไปตามบันได “เจเอคิดว่ามันน่าจะเป็นไอเดียที่ดีที่จะป่วนผมสักสองสามรอบ” สมิธหัวเราะ “เพื่อให้ได้ปฏิกิริยาที่เป็นธรรมชาติ เขาจะทำเสียงทีเร็กซ์คำรามให้ดังออกมาทางลำโพงเพื่อทำให้ผมตกใจระหว่างเทกครับ จากนั้น ระหว่างที่ภูเขาไฟปะทุ จะมีการติดบางอย่างเข้ากับเก้าอี้ และทำให้มันเขย่าสั่นไหว ซึ่งทำให้ผมตกใจกลัวแทบแย่เหมือนกัน มันดีสำหรับตัวละครของผม เพราะผมจะคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลาครับ เจเอคิดว่ามันสนุกมากเลยครับ”

แดนีลล่า พิเนด้า ต้องทำการค้นคว้าเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าตัวละครของเธอ ดร.เซีย ร็อดริเกซ อดีตนาวิกโยธินและสัตวแพทย์สัตว์โบราณ จะทำตัวอย่างไรในโลกใหม่ที่แสนกล้าหาญใบนี้ “สัตวแพทย์สัตว์โบราณถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ค่ะ” เธออธิบาย “ฉันได้พูดคุยรายละเอียดกับสัตวแพทย์ที่รักษาสุนัขของฉันเกี่ยวกับการใช้เข็มฉีดยา และอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังมีผู้เชี่ยวชาญมาอยู่ในกองถ่ายด้วย คนหนึ่งเชี่ยวชาญเรื่องจระเข้ป่า และอีกคนเป็นสัตวแพทย์ที่ปรึกษาซึ่งจะเก่งมากกับพวกสัตว์เลื้อยคลาน ตัวอย่างเช่น พวกสัตว์เลื้อยคลานจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่สุดยอดมาก เพราะพวกมันเป็นสัตว์โบราณ คุณไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้ออะไรเลย คุณสามารถเย็บหนังมันสดๆได้! ทุกรายละเอียดที่ฉันหาได้ระหว่างทาง ช่วยทำให้ตัวละครของฉันมีสีสันมากค่ะ”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เซียจะทำให้คนดูนึกถึง ดร. เอลลี่ แซ็ทท์เลอร์ ซึ่งเคยใช้ฝีมือด้านนักพฤกษศาสตร์พืชโบราณเพื่อช่วยไทเซราทอปที่ล้มป่วยใน Jurassic Park มาแล้ว หนึ่งในฉากที่กล้าหาญของเซีย ในภาพยนตร์ภาคนี้ก็คือตอนที่บลูได้รับบาดเจ็บ และทุกคนต้องหวังพึ่งเธอเพื่อช่วยชีวิตเวโลซิแร็ปเตอร์ตัวนี้ พิเนด้าเล่าถึงวันที่ถ่ายทำว่า “คืนก่อนนั้นฉันนอนไม่หลับเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะมันเป็นฉากใหญ่สำหรับตัวละครของฉันเท่านั้น แต่งานนี้ทุกอย่างมันให้ความรู้สึกเหมือนจริงมาก เพราะไดโนเสาร์ที่ฉันจะต้องแสดงท่ารักษาให้นั้นเป็นหุ่นบังคับค่ะ มันดูเหมือนจริงมาก จนเหมือนฉันกำลังผ่าตัดสัตว์จริงๆ อยู่เลยค่ะ”

นักแสดงสาวพูดไม่ต่างจากเพื่อนนักแสดงของเธอ เมื่อถึงเวลาต้องเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้กำกับ “เจเอรู้ดีเลยว่าเขาต้องการอะไร การทำงานกับเขาคือความน่าพึงพอใจค่ะ” พิเนด้าบอก “เขามีเทคนิค แต่ขณะเดียวกัน เขาก็คือศิลปินและทำทุกอย่างด้วยความรักและความจริง ขณะที่ฉันผ่าตัดบลูอยู่นั้น เขาจะเปิดเพลงดีๆ และบอกฉันให้ช้าๆ ใช้เวลาให้เต็มที่ บ่อยครั้งที่ผู้กำกับมักจะบอกให้คุณเร่ง ทำให้เร็ว แต่กับเจเอแล้ว มันไม่เคยเป็นแบบนั้นเลยค่ะ”

มูลนิธีล็อควู้ดก่อตั้งมาเพื่อช่วยสงวนไดโนเสาร์ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยไดโนเสาร์เอาไว้ให้มากที่สุด และนำมันใส่เรือเพื่อขนไปยังที่อาศัยบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วพวกมันน่าจะปลอดภัยดี เพราะไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่ข้องเกี่ยวกับมนุษย์ ถึงแม้ล็อควู้ดจะเชื่อว่าทุกอย่างน่าจะส่งผลที่ดี แต่ในไม่ช้าก็เห็นว่าเขาคิดผิด

โทบี้ โจนส์ เข้ามาร่วมทีมนักแสดงด้วยการรับบท เอฟเวอร์ซอลล์จอมบงการ ผู้มองไดโนเสาร์มหึมาเหล่านี้เป็นแค่สินค้า “มันปลอดภัยครับที่จะบอกว่าตัวละครของผมสนใจแต่เรื่องเงินและผลกำไรที่ได้จากการเพาะพันธุ์ไดโนเสาร์รุ่นใหม่” โจนส์บอก “ในทางหนึ่ง เขาก็เหมือนกับพวกลักลอบค้าอาวุธนั่นแหละ เขามองเห็นถึงกำไรในการขายไดโนเสาร์ไปเป็นอาวุธ เขาสนใจแต่สิ่งที่เขากำลังขายเท่านั้น และสนใจแค่ว่ามันจะทำกำไรให้กับเขาได้หรือไม่” โจนส์ยอมรับว่าตัวละรที่น่าสงสัยในเรื่องศีลธรรมคือตัวละครที่เขาสนุกที่สุดในการมอบชีวิตให้ “ผมสนุกกับการแสดงเป็นคนแบบนั้นครับ”

มีหลายฉากที่เกี่ยวข้องกับเอฟเวอร์ซอลล์ ที่ถ่ายทำกันในฉากขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นที่ไพน์วู้ด สตูดิโอ ในประเทศอังกฤษ โจนส์เล่าถึงความความยิ่งใหญ่และรายละเอียดของฉากนั้นว่า “มันพิเศษจริงๆ ครับ ทั้งการดูแลและความใส่ใจ ซึ่งมีต่องานแต่ละชิ้น รวมไปถึงเสื้อผ้า การแต่งหน้า วิกผม ทุกสิ่งทุกอย่าง คุณรู้เลยว่าพวกเขาใส่ใจในทุกรายละเอียดในภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยฉากแอ็กชั่นและเดินเรื่องรวดเร็ว ตอนที่คุณเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ล็อควู้ด ที่มีการแสดงซากไดโนเสาร์ มันเหมือนกับเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติเลยครับ”

ตัวละครที่คอยดูแลใส่ใจในชีวิตของเมซี่ ก็คือ ไอริส พี่เลี้ยงของเธอ รับบทแสดงโดยนักแสดงหญิงที่ได้รับคำชมอย่าง เจอรัลดีน แชปลิน ไอริสคอยดูแลทั้งเมซี่และล็อควู้ด ตามที่แชปลินบอก “เธอรักเมซี่ค่ะ และยินดีจะตายแทนเธอได้” แชปลินร่วมแสดงในภาพยนตร์ของบาโจน่าทุกเรื่อง และได้เล่าถึงประวัติมิตรภาพของพวกเขา “หลายปีก่อน เจเอเห็นฉันในรายการทีวีรายการหนึ่ง แล้วเขาก็ขอให้ฉันมาแสดงหนังของเขาค่ะ ฉันได้อ่านบทหนัง และฉันบอกได้เลยว่าผู้ชายคนนี้หายใจเข้าออกเป็นหนัง หนังเรื่องดังกล่าวกลายเป็นหนังฮิต ดังนั้น ในหนังเรื่องต่อไปของเขา เขาก็ให้ฉันไปร่วมการถ่ายทำในประเทศไทย และเขาก็เขียนบทที่งดงามมากที่สุดให้กับฉัน จากนั้นก็ใน A Monster Calls ก็เหมือนกันค่ะ เขาให้บทเล็กๆ กับฉันในหนังทุกเรื่อง เขาคิดว่าฉันคือของนำโชคให้กับเขาค่ะ”

นักแสดงหญิง ยังพูดถึงการเป็นลูกสาวของ ชาร์ลี แชปลิน ซึ่งทำให้เธอได้เริ่มต้นเข้าทำงานในวงการบันเทิง เธอยังพูดถึงหลักในการทำงานของเธอ และความรักที่เธอมีต่อคนอื่นๆ ด้วย “พ่อของฉันคือชาร์ลี แชปลินค่ะ พ่อไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด และคืออัจฉริยะเหนือใครในวงการภาพยนตร์เท่านั้น แต่พ่อยังเป็นที่รักที่สุดด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ค่ะ ตอนที่ฉันเข้าวงการครั้งแรก ทุกคนต่างอยากให้ฉันได้บทดีๆ เล่น เพราะว่าพ่อของฉันคือฮีโร่ของพวกเขา ฉันได้รับการปฏิบัติราวกับฉันเป็นหลานสาว เป็นหลานสาวของพวกเขา พวกเขาช่วยฉัน ซึ่งต้องขอบคุณความรักที่พวกเขามีต่อพ่อของฉัน ทำให้ก้าวแรกที่ฉันเข้าวงการนี้เป็นเรื่องง่ายมากค่ะ”

ทุกลูกเล่นในหนังสือ:

การสร้างไดโนเสาร์ที่จับต้องได้

นีล สแคนแลน ซูเปอร์ไวเซอร์ที่ดูแลงานเอฟเฟ็กต์ไดโนเสาร์ และเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์ ได้ถูกดึงตัวเข้ามาเพื่อรับภารกิจที่จะทำให้แน่ใจว่าเอฟเฟ็กต์จะต้องประสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาได้พูดถึงสมดุลระหว่างงานเอฟเฟ็กต์ในกองถ่าย กับงานเอฟเฟ็กต์ดิจิตอลที่เกี่ยวข้องกับไดโนเสาร์ว่า “ผมคงจะทำให้คุณแปลกใจ และบอกว่าหุ่นแอนิเมทรอนิคไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฉากเสมอไปครับ คุณต้องชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียของการใช้เอฟเฟ็กต์ในกองถ่าย ถ้ามีไดโนเสาร์อยู่ในฉากด้วย คุณสามารถจัดแสงจริงๆ ได้ และนักแสดงก็มีปฏิกิริยาตอบโต้กับไดโนเสาร์ได้ แต่คุณก็ต้องคอยสนับสนุนการแสดงของคนที่อยู่เบื้องหลังหุ่นไดโนเสาร์ครับ”

“ในหลายๆ ทาง มันจะส่งผลกระทบต่อคิวการถ่ายทำของคุณ คุณต้องใช้เวลาในการถ่ายทำโดยใช้หุ่นแอนิเมทรอนิค” สแคนแลนกล่าวต่อ “เพื่อให้เกิดสมดุล เราต้องถามตัวเองว่าอันไหนมีค่ามากกว่ากันระหว่างทางด้านเศรษฐกิจและด้านศิลปะในการจะทำงานแบบนั้น หรือใช้เอฟเฟ็กต์โพสต์โปรดักชั่น เมื่อเรามองดูแต่ละกรณีโดยเฉพาะ เรากับผู้กำกับและวิชวลเอฟเฟ็กต์ซูเปอร์ไวเซอร์จะตัดสินใจจากสภาพแวดล้อมนั้นๆ ว่ามันเหมาะที่จะใช้เอฟเฟ็กต์ในกองถ่ายไหม มันน่าสนใจในการเลือกใช้เทคนิคที่แตกต่างกันครับ”

สแคนแลนยังรู้สึกสนุกกับประสบการณ์ที่ได้เห็นปฏิกิริยาของบาโจน่า เมื่อเขาได้เห็นการสร้างไดโนเสาร์ใน Fallen Kingdom “สิ่งที่ผมพบกับเจเอ ก็คือ เขาไว้ใจได้มากจริงๆ ครับ ซึ่งก็ช่วยได้มากทีเดียวเมื่อคุณได้เข้ามาทำงานกับผู้กำกับเป็นครั้งแรก ตอนที่เขาเห็นไทแรนโนซอรัสตามขนาดจริง มันน่าตื่นเต้นมากเลยครับ แน่นอน เราคงไม่เคยมีใครเห็นไดโนเสาร์ของจริงแน่ คุณมีปฏิกิริยาทันทีที่ได้เห็นไดโนเสาร์ที่ดูเหมือนจริงตรงหน้าคุณ”

ทีมสร้างเอฟเฟ็กต์ไดโนเสาร์จะต้องสร้างหุ่นแอนิเมทรอนิคไดโนเสาร์จำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีตัวไหนที่จะมีความซับซ้อนเท่ากับบลู “เราต้องสร้างบลูที่กำลังนอน ซึ่งมันน่าทึ่งมากเมื่อเราเดินดูรอบๆ ตัวมัน การได้เห็นขนาดของกรงเล็บ และรู้ว่าครั้งหนึ่งไดโนเสาร์ชนิดนี้เคยเดินอยู่บนโลก มันน่าทึ่งมากครับ” สแคนแลนบอก “เพราะบลูได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ช่วงแรกในภาพยนตร์ และได้รับการผ่าตัดโดยเซีย เราจึงต้องมีสัตวแพทย์เข้ามาพูดคุยตลอดกระบวนการผ่าตัดมัน เซียจะต้องทำยังไง และยังเครื่องมือที่จะต้องนำมาใช้ด้วย และสัตว์จะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อยาชา และปฏิกิริยารีเฟล็กซ์จะต้องเป็นอย่างไร ฉากนี้ทำให้เรามีฉากดราม่าให้เล่นด้วยครับ”

มันจะเป็นภาพยนตร์ Jurassic ได้อย่างไรถ้าปราศจากทีเร็กซ์ “นั่นคือความทะเยอทะยานครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะครับ” สแคนแลนกล่าวอย่างสดชื่น “นี่คือฉากที่น่าทึ่งมาก มันทั้งมืดและตึงเครียดเพราะทีเร็กซ์โดนวางยา และเราได้เรียนรู้ว่าสัตว์ที่โดนวางยานั้นมักจะลืมตาเปิดค้างเอาไว้ มันดูน่าขนลุก เพราะจากมุมมองของคนดู พวกเขาไม่แน่ใจว่าทีเร็กซ์ตัวนั้นยังสลบเพราะยาอยู่รึเปล่า…”

สแคนแลนยังพูดถึงการสร้าง อินโดแร็ปเตอร์ ว่า “นี่คือการทดลองทางพันธุกรรมครับ และไอเดียก็คือ มันยังไม่ประสบความสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม หน้าที่ของเรากับอินโดก็คือ การนำเอางานออกแบบจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิคมา จากนั้นก็พัฒนามันต่อไป ด้วยแผลเป็นและรายละเอียดต่างๆ เพราะนี่คือสิ่งมีชีวิตที่ยีนถูกดึงมาจากไดโนเสาร์หลายสายพันธุ์ มันจึงเป็นโอกาสที่เราจะได้ค้นคว้ารายละเอียดเหล่านั้น มันน่าทึ่งมากครับ ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ดูคล้ายมังกร หรือคล้ายจระเข้ หรือคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลาน”

สำหรับทีมของสแคนแลน ข้อบังคับก็คือภาษาจริงที่ปรากฏอยู่ในโลกธรรมชาติ เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องยึดมั่นศรัทธา “ขณะเดียวกัน เราก็ต้องใช้จินตนาการให้มากพอที่จะยอมให้อินโดแร็ปเตอร์เป็นสิ่งที่แตกต่าง ดูน่าเชื่อ แต่ก็ติดดิน นี่ไม่ใช่แค่มีให้เห็นในรูปแบบของมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรายละเอียด และรูปแบบที่พวกมันอาจปรากฏตัวด้วย และผลของการที่มนุษย์เข้าไปแทรกแซงธรรมชาติ นี่อาจไม่ใช่การผสมผสานยีนที่สมบูรณ์นักอย่างที่ใครหวังเอาไว้ ดังนั้นมันอาจเป็นการลดในส่วนของผิว หรืออาจมีรูปแบบของอาการเจ็บป่วยที่เริ่มเกิดขึ้นและเห็นเด่นชัดขึ้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เป็นเหมือนความเป็นมาของไดโนเสาร์”

นอกเหนือจากการสร้างไดโนเสาร์ที่น่าทึ่งเหล่านี้แล้ว ทีมของสแคนแลนยังรับผิดชอบการแสดงของไดโนเสาร์เหล่านี้ด้วย ทีมบังคับหุ่นที่มีความสามารถของเขา จะทำให้ไดโนเสาร์ดูมีชีวิตด้วยการใช้เทคนิคหลายอย่างผสมกัน “การมีกลุ่มคนที่ทำงานด้วยกันเป็นทีม และสร้างชีวิตให้กับบางสิ่งด้วยการแสดง มันคืองานแอนิเมทรอนิคครับ วิธีการที่เราใช้กับไดโนเสาร์ก็คือการพยายามควบคุมมันเมื่อเราทำได้ผ่านวิธีที่เราเรียกว่า ‘การแสดงดิบ’ หรือ ‘การเชื่อมต่อโดยตรง’ เมื่อใดก็ตามที่มีนักแสดงที่ต้องใช้มือสัมผัสโดยตรงกับไดโนเสาร์ เราจะทำครับ ถ้าเราสามารถวางมือสัมผัสและขยับบางสิ่งบางอย่างได้ มันก็คือการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างหัวใจของคุณกับจินตนาการของคุณ”

สำหรับ บลู พวกเขาใช้คนบังคับหุ่นหรือนักแสดงถึง 12 คนที่จะยืนควบคุมอยู่หลังกล้องเพียงนิดเดียว บางคนก็แทบจะอยู่ภายในตัวไดโนเสาร์ตัวนี้ ทีมของบาโจน่าใช้เทคโนโลยีเฉพาะในพื้นที่ที่พวกเขาไม่สามารถใช้การบังคับหุ่นได้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น การกระพริบตาหรือการขู่คำราม เช่นเดียวกับนักมายากล มันคือการขยับมืออย่างรวดเร็ว พวกเขาใช้กลเม็ดทุกอย่างที่มีในตำราเพื่อนำมนุษย์เข้าไปหาสัตว์ หรือในกรณีก็คือไดโนเสาร์

อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถือว่ามีประโยชน์ต่อการทำงานเช่นนี้ สแคลแลนอธิบายว่า “ในหลายๆทาง วิชวลเอฟเฟ็กต์ช่วยปฏิวัติเอฟเฟ็กต์ในกองถ่าย ถ้าคุณย้อนกลับไป 15 ปีก่อน ผมอยากเอาท่อนเหล็กใส่ไว้ในหุ่นเพื่อทำให้มันมีชีวิต ไม่มีวิธีที่จะกำหนดท่อนเหล็กนั้นได้ มันจะอยู่ในชอตด้วย หรือเราก็ต้องหาวิธีการที่จะซ่อนมันจากกล้อง ปัจจุบัน คุณไม่เพียงแต่มีท่อนเหล็ก คุณอาจมีคนทั้งคนอยู่ในชอตภาพ และสามารถใช้ระบบดิจิตอลลบคนออกไปได้ทั้งหมดถ้าฉากนั้นต้องการเช่นนั้น ซึ่งมันทำให้เราเสียนิสัยอย่างมาก และงานซีจีก็ช่วยเปิดโอกาสนี้ครับ”

การร่วมมือกับทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ เพื่อเติมไดโนเสาร์ให้เต็มหน้าจอ ไม่ใช่ของใหม่สำหรับภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ สแคนแลนอธิบายว่า “พวกเขาฉลาดมากครับในการผสมผสานงานเอฟเฟ็กต์ในกองถ่ายเข้ากับงานดิจิตอล ฉากที่คุณเห็นเวโรซิแร็ปเตอร์สี่ตัวอยู่ด้วยกัน สองตัวเป็นหุ่นไดโนเสาร์และอีกสองตัวเป็นงานดิจิตอล มันยากมากที่จะบอกว่าตัวไหนเป็นงานจากอันไหน ซึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาสลับสับเปลี่ยนมัน เป็นงานที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากครับ เป็นความสามารถในการผสมสองเทคนิคเข้าด้วยกัน และเป็นความฉลาดที่ทำให้คนดูต้องเดาว่าตรงไหนและเมื่อไหร่ครับ”

ในครั้งนี้ แคลร์และโอเว่นเข้าใกล้ไดโนเสาร์มากกว่าครั้งก่อน ฮาวเวิร์ดพูดถึงการทำงานกับหุ่นแอนิเมทรอนิคที่ดูเหมือนมีชีวิตจริง โดยเฉพาะอินโดแร็ปเตอร์ “มีหุ่นไดโนเสาร์อยู่ห้าตัวค่ะ และมีอยู่หลายฉากที่เราต้องแสดงกับไดโนเสาร์พวกนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบลู การได้มีโอกาสแสดงฉากเหล่านั้นที่คุณต้องตอบโต้กับการแสดงของไดโนเสาร์ มันสุดยอดจริงๆ ค่ะ”

“Jurassic World มีหุ่นไดโนเสาร์อยู่หนึ่งตัว คืออะแพโทซอรัส ส่วนตัวอื่นๆ เป็นงานซีจีครับ” แพร็ตต์อธิบาย “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เราได้สัมผัสกับทีเร็กซ์และบลู การได้แสดง ได้รู้สึก ได้เห็น และตอบสนองต่อไดโนเสาร์แสนสวยตัวใหญ่ยักษ์เหล่านี้ มันน่าทึ่งมากจริงๆ ครับ ทีมเอฟเอ็กซ์ไดโนเสาร์สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หุ่นไดโนเสาร์ก็สุดยอดมาก แคลร์ได้ขึ้นไปขี่ทีเร็กซ์ที่กำลังหลับเพราะโดนวางยา ผมเองก็ต้องหลบหนีคมเขี้ยวของมันในที่แคบด้วยครับ”

การต้องแสดงปฏิสัมพันธ์กับหุ่นบังคับคือประสบการณ์ใหม่สำหรับสมิธ “มันสุดยอดไปเลย ผมยังไม่เคยเห็นอะไรแบบแร็ปเตอร์และทีเร็กซ์มาก่อน แร็ปเตอร์ตัวนั้นมีเหงื่อ น้ำลายไหล กะพริบตาได้ มีแม้กระทั่งน้ำตา เป็นสิ่งที่สุดยอดที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมาเลยครับ ต้องใช้คนควบคุมมันถึง 11 คน พวกเขาทุกคนต้องซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะ ทำให้ไดโนเสาร์ตัวนี้ขยับได้เหมือนสัตว์จริงๆ มีแง่มุมด้านเทคนิคมากมายที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน และมีองค์ประกอบนับไม่ถ้วนที่ผมไม่เคยนึกเลยว่าผมจะได้มาทำครับ”

โจนส์เป็นอีกคนที่บอกว่าหุ่นไดโนเสาร์เหล่านี้ช่วยในการแสดงของเขาอย่างไรบ้าง “มันน่าสนใจที่มันมีประโยชน์มากแค่ไหน เมื่อพวกคนบังคับหุ่นไปอยู่ที่กองถ่าย พร้อมกับหางหรือหัวของไดโนเสาร์ คุณเข้าใจได้เลยว่าสุดท้ายไดโนเสาร์ทั้งตัวจะออกมาเป็นยังไง มันดูขัดแย้งกันนะครับที่เรากำลังแสดงในงานดราม่าที่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างงานเยอะมาก แต่สิ่งที่ช่วยคุณเอาไว้จริงๆ กลับเป็นชิ้นงานแบบเก่า อย่างเช่นหุ่นที่ได้คนทำโมเดลที่ทุ่มเทอย่างสุดตัวเหล่านี้ครับ”

ไอแอลเอ็มร่ายเวทมนต์:

งานวิชวลเอฟเฟ็กต์

เป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว อินดัสเทรียล ไลต์ แอนด์ เมนิค (ไอแอลเอ็ม) ได้สร้างความตื่นตาให้กับแฟนๆ  Jurassic ด้วยไดโนเสาร์ที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ เดวิด วิคเคอรี่ วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ ได้พูดถึงความทะเยอทะยานของทีมงานของเขาว่า “ขณะที่ยังคงเคารพต่อภาพยนตร์ที่เคยมีการสร้างกันออกมาก่อน สิ่งที่เราพยายามทำอยู่ก็คือ การสร้างฉากใหม่ๆ ที่ผู้คนจะต้องจดจำ เราอยากให้พวกเขาเดินออกไปด้วยความรู้สึกที่ว่าพวกเขามีช่วงเวลาที่ดีมากในโรงภาพยนตร์ครับ”

ความท้าทายในการผสมผสานไดโนเสาร์ที่เหมือนจริง เข้ากับงานสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ อาจทำให้เห็นว่าพวกเขาคือสุดยอดมนุษย์อย่างไร วิคเคอรี่เปิดเผยว่าเขาทำหน้าที่ต่างๆ ของเขาอย่างจริงจังมาก “วินาทีที่คนดูไม่เชื่อว่าไดโนเสาร์อยู่ตรงนั้นจริงๆ พวกเขาจะหลุดออกไปจากตัวหนังเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว และประสบการณ์ครั้งนี้จะถูกทำลายจนหมดสิ้นครับ เราต้องทำงานให้ลึกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้เข้าใจไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่างหน้าตา ขนาด และการเคลื่อนไหวของพวกมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคลิกและลักษณะพิเศษของพวกมันด้วยครับ”

“เราได้ปรึกษากับนักดึกดำบรรพศาสตร์และได้สร้างโมเดลที่มีกายวิภาคที่ถูกต้องของไดโนเสาร์พวกนี้ขึ้นมา ตั้งแต่ภาพสเก็ตช์เลยครับ” วิคเคอรี่อธิบายต่อ “เราอยากเห็นว่ากล้ามเนื้อเชื่อมต่อกันที่จุดต่างๆ ตลอดแนวโครงกระดูกอย่างไร และเส้นเอ็นต่างๆ ยึดกันอย่างไร จากนั้น เราเพิ่มผิวหนังให้กับไดโนเสาร์ด้วยเนื้อสดๆ และชั้นไขมันข้างใต้ แล้วก็ทำเอฟเฟ็กซ์อันซับซ้อนเพื่อสร้างการเคลื่อนไหว เราดูพวกช้างและแรดเพื่อดูว่าอวัยวะต่างๆ เคลื่อนไหวและทำงานยังไงครับ”

ฉากแอ็กชั่นใหญ่ๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นห่างไกลจากป่าของเกาะอีสลา นูบลาร์ ทีมงานของวิคเคอรี่ได้รับมอบหมายงานเพื่อทำให้ได้ภาพที่น่าเชื่อขณะอินโดแร็ปเตอร์คลานเข้าไปในห้องนอนของเด็ก ถ้าบาโจน่าสร้างงานของเขาได้ลงตัว คุณจะเหมือนถูกดึงเข้าไปในฝันร้ายนั้น “ภาพยนตร์เหล่านี้ต่างให้เกียรติภาพยนตร์อีกเรื่องครับ” วิชวลเอฟเฟ็กต์ซูเปอร์ไวเซอร์สรุป “ในตอนเริ่มต้นเรื่อง Fallen Kingdom คุณจะรู้สึกสบายๆ มาก คุณอยู่ในพื้นที่ที่คุณรู้จัก มันเหมือนผ้าห่ม Jurassic ที่อุ่นสบาย แต่มันกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราพาไดโนเสาร์พวกนี้ไปสู่สภาพแวดล้อมและพื้นที่ใหม่ที่พวกมันไม่เคยอยู่มาก่อน และสำรวจว่าพวกมันมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยนี้”

“อินโดแร็ปเตอร์เป็นตัวละครของจริง” วิคเคอรี่พูดถึงไดโนเสาร์ “ฮีโร่” ตัวใหม่ของพวกเขา “มันสูงจนถึงส่วนหัวประมาณ 10 ฟุต ขนาดใหญ่กว่าเวโลซิแรปเตอร์สองเท่า สมองมันยังเพี้ยนๆ พันธุกรรมยังไม่สมบูรณ์ และยังต้องพัฒนาต่อไปอีก มีบางอย่างผิดปกติกับสมองของมัน ทำให้มันคาดเดาไม่ได้ครับ คุณจะเห็นไดโนเสาร์อย่าง อินโดมินัสเร็กซ์ หรือเวโลซิแร็ปเตอร์ แต่มันสามารถที่จะเดินสี่เท้าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นไดโนเสาร์พวกนี้ทำมาก่อนเลยครับ”

ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากที่ทางทีมผู้สร้างทำให้มีไดโนเสาร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่าในภาพยนตร์ Jurassic ตอนอื่นๆ ทุกตอนรวมกันเสียอีก ทีมของบาโจน่าแสดงให้เห็นถึงไดโนเสาร์ทุกสายพันธุ์จาก Jurassic World ซึ่งรวมถึงทีเร็กซ์และบลูด้วย ขณะที่ทีมศิลปินออกแบบไดโนเสาร์กลุ่มใหม่ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาได้นำไดโนเสาร์เก่าๆ ที่เคยปรากฏตัวใน The Lost World และบางตัวก็เคยมีให้เห็นแค่ใน Jurassic Park มาใส่เอาไว้ด้วย สำหรับวิคเคอรี่ ความเป็นเด็กในตัวเขาตื่นเต้นไปหมด “มันน่าตื่นเต้นจริงๆ นะครับที่ได้นำไดโนเสาร์ทุกสายพันธุ์มาอยู่ด้วยกัน และทำให้ไดโนเสาร์รุ่นเก่ากว่านี้ดูก้าวล้ำขึ้นด้วยวิธีและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีให้เราใช้กันในภาพยนตร์ภาคนี้ครับ”

ขณะที่น้ำคืองานยากสำหรับทีมเอฟเฟ็กต์ในกองถ่าย หนึ่งในไดโนเสาร์ที่สร้างความท้าทายให้มากที่สุดสำหรับทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ก็คงไม่พ้นเจ้าโมซาซอร์ “มันคงจะง่ายขึ้นถ้าคุณถ่ายทำจากเหนือหรือใต้น้ำไปเลย” วิคเคอรี่ถอนหายใจ “โมซาซอร์มีนิสัยที่ชอบขึ้นและลงในน้ำ ดังนั้นเราจึงลงเอยด้วยการถ่ายทำงานในกองถ่ายเยอะมาก ดูประหลาดที่จะพูดเช่นนั้นนะครับ แต่จุดแรกเลยที่เราทำก็คือการพยายามถ่ายทำกับหุ่นจริงก่อน เพื่อให้ได้ข้ออ้างอิงตามจริง แล้วก็ผสมรวมพวกมันเข้ากับดิจิตอลเอฟเฟ็กต์ครับ”

บาโจน่ามีความกระตือรือร้นที่จะผลักดันกล่องของเล่นของวิคเคอรี่ให้ไปสู่ขีดจำกัด “เขาเหมือนเด็กที่อยู่ในร้านขนมเลยครับ” วิชวลเอฟเฟ็กต์ซูเปอร์ไวเซอร์หัวเราะ “เขาร่วมงานกับทุกคนรอบตัวเขา และหวังพึ่งผมให้คิดหาไอเดียภาพที่ดึงดูดใจออกมา กับวิธีการอันสร้างสรรค์เพื่อให้ได้ชอตภาพที่น่าสนใจ อาจเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างเช่นการเคลื่อนไหวของไดโนเสาร์ แล้วเราก็เริ่มออกแบบชอตต่างๆ จนพวกมันกลายมาเป็นงานแอ็กชั่นภายในภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ”

วิคเคอรี่และทีมงานของเขาทำงานประสานอย่างใกล้ชิดกับสแคนแลน “มีหุ่นไดโนเสาร์อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้จำนวนหนึ่ง และมีการร่วมมือกันโดยตรงระหว่างทีมงานที่บังคับหุ่นกับทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ หนึ่งในหุ่นตัวแรกๆ ที่พวกเขาต้องสร้างขึ้นมาก็คือส่วนหัวและไหล่ของทีเร็กซ์ขนาดเท่าของจริงครับ ทางไอแอลเอ็มนำเอาโมเดลความละเอียดสูงของทีเร็กซ์มาจาก Jurassic World จากนั้นก็ส่งถ่ายโครงสร้างรายละเอียดเพื่อทำมันออกมาเป็นโมเดลสามมิติ เราส่งมันไปให้นีล ซึ่งต่อมา จะต้องทำโมเดลแบบสามมิติของทีเร็กซ์ออกมาเป็นบางชิ้นส่วน ดังนั้นเขาจึงได้ทีเร็กซ์จาก Jurassic World ที่ดูละเอียดมากๆ ครับ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นสุดยอดมาก คุณจะมองเห็นรายละเอียดบนผิวหนังของมันได้เลยครับ”

สำหรับเหล่าไดโนเสาร์ตัวใหม่ๆ ทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ต้องการข้อมูลในการจัดแสงเพื่อให้เข้าใจได้ว่าสัตว์ยักษ์เหล่านี้จะเป็นอย่างไรในสภาพแวดล้อมนี้ พวกเขาทำโครงกระดูดสามมิติขึ้นที่มายา และทรีดีสตูดิโอ จากนั้นก็ส่งมันไปให้สแคนแลน ซึ่งสามารถพิมพ์หุ่นสามมิติออกมาให้เป็นชิ้นส่วนต่างๆ ทีมศิลปินสร้างหุ่นไดโนเสาร์ของเขาจะเพิ่มรายละเอียดต่างๆ และลงสี เพื่อให้ทีมงานได้ข้อมูลภาพที่จะนำมาใช้ในกองถ่ายได้

ทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ไม่ใช่แค่สร้างไดโนเสาร์ที่ดูเหมือนจริงเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าภูเขาไฟปะทุบนเกาะอีลา นูบลาร์ โดยมันระเบิดในระหว่างที่แคลร์และโอเว่นอยู่บนเกาะแห่งนี้ จากการค้นคว้าจำนวนมากกลายมาเป็นการสร้างภาพที่ได้อารมณ์สำหรับฉากเหล่านั้น  “เราทุกคนต่างเติบโตมากับการได้เห็นภาพไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปในหนังสือ แต่ผมไม่เชื่อว่าใครจะเคยเห็นในภาพยนตร์ ไม่ใช่ฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ครับ” วิคเคอรี่บอก “มันเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบนจอ เราได้ปรึกษานักวิทยาศาสตร์ด้านภูเขาไฟว่าภูเขาไฟประเภทนี้จะปะทุอย่างไร และลาวาและแก๊สกับหินจะมีสภาพเป็นอย่างไร เราเร่งความเร็วมากขึ้นเพื่อเหตุการณ์ในภาพยนตร์ แต่มันอิงกับวิทยาศาสตร์จริงๆ หมดครับ”

ในฮาวาย ถนนสายหลักของ Jurassic World ถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง เมื่อแคลร์และโอเว่นกลับไปที่เกาะ และเริ่มต้นค้นหาบลู สวนสนุกแห่งนี้ถูกมนุษย์ทิ้งร้างเอาไว้ และมันถูกทำลายไปในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน นิโคลสันได้สร้างบางส่วนของถนน แต่ไม่สามารถสร้างศูนย์นักท่องเที่ยวได้ทั้งหมด “นี่คือจุดที่ไอแอลเอ็มก้าวเข้ามาครับ พวกเขาสร้างส่วนขยายของฉากนี้ออกไปเพื่อให้จูราสสิคเวิลด์สมบูรณ์” โปรดักชั่นดีไซเนอร์บอก “ครั้งนี้ มันมีญาติขึ้นรก และผุพัง เรากำลังได้เห็นจุดจบของสวนสนุกแห่งนี้ และมันเป็นภาพที่น่าเศร้าอย่างมากที่ต้องมาเห็นมันในสภาพที่ไม่มีการดูแลซ่อมแซม พวกไดโนเสาร์ได้ยึดมันกลับไปแล้วครับ”

ยังมีพื้นที่เล็กๆ บนเรือที่ต้องใหญ่พอที่จะขนไดโนเสาร์ที่โตเต็มวัยจำนวนหนึ่งไปด้วย “เรืออาร์เคเดียเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่างานวิชวลเอฟเฟ็กต์สามารถช่วยได้ตรงไหนบ้าง เพราะเรือลำนี้ไม่ได้มีอยู่จริง มันเป็นเรือขนาดที่คุณคงไม่สามารถนำมาจอดที่ชายฝั่งฮาวายได้ ดังนั้น ฉากด้านนอกของเรือต้องถูกสร้างโดยวิชวลเอฟเฟ็กต์ครับ” วิคเคอรี่บอก “ย้อนกลับไปที่สหราชอาณาจักร แอนดี้กับทีมงานของเขาได้สร้างฉากภายในเรือขึ้นมาครับ การร่วมมือกันระหว่างฝ่ายศิลปะ ทีมสร้างของประกอบฉาก ฝ่ายสร้างฉาก ทีมจัดแสง และทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ ถูกเชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อ คนดูจะได้เห็นภาพอันน่าตื่นตาและสนุกสนานแน่นอนครับ”

ลาวาไหล และการอาละวาดกลางงานประมูล:

การออกแบบฉากทำลายล้าง

สำหรับโครว์ลี่ย์ หนึ่งในสิ่งที่น่าตื่นเต้นในงานสร้างภาพยนตร์ Jurassic ก็คือการที่ไดโนเสาร์ดูน่าสนใจมากขึ้น “พวกมันยิ่งงดงามมากขึ้นครับ” โครว์ลี่ย์กล่าว “มีการค้นคว้ามากมาย และมีหลักฐานใหม่ๆ ที่บ่งชี้ว่าไดโนเสาร์มีสีสันที่สดใสกว่าที่คิด และมีโครงสร้างกระดูกที่สวยมาก เราทุกคนต่างเติบโตมากับตุ๊กตาไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสีเทาๆ แต่ตอนนี้ สิ่งที่ทำให้ตื่นตาขึ้นก็คือพวกมันมีสีสันมากขึ้น ดังนั้นพวกเราจึงสร้างไดโนเสาร์โดยทำงานกับนักออกแบบที่เก่งที่สุดครับ”

มันคือความภาคภูมิใจสำหรับทีมงานที่ได้เพิ่มไดโนเสาร์ใหม่ๆ เข้าไปในเรื่องราวนี้ “คนดูชอบดูไดโนเสาร์ที่พวกเขาไม่รู้จักครับ” ผู้อำนวยการสร้างโครว์ลี่ย์กล่าวต่อ “การทำให้มันดูเหมือนจริงน่าเชื่อ เราต้องมอบงานให้ไอแอลเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานในภาพยนตร์ชุดนี้ทุกเรื่อง พวกเขาเป็นบริษัทวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่ดีที่สุดในโลก เมื่อคุณดูภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณจะรู้สึกว่าไดโนเสาร์พวกนี้จริงเท่าสัตว์ทุกตัวที่คุณเคยเห็นมาเลยครับ”

การปรับรูปลักษณ์ของไดโนเสาร์ในทุกทางที่เป็นไปได้คือสิ่งที่ทุกคนยึดปฏิบัติ โครว์ลี่ย์บอกว่า “เรามีสกายวอล์กเกอร์ ซาวน์ ซึ่งทำงานกับภาพยนตร์เหล่านี้มาในอดีต เสียงที่คุณจะได้สัมผัสกับไดโนเสาร์ของเราจะทำให้คุณรู้สึกราวกับว่าคุณย้อนกลับไป 65 ล้านปีก่อน และกำลังฟังเสียงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกที่พวกมันเคยใช้ชีวิตอยู่ เราได้งานที่ดีที่สุดที่ทุกคนจะทำได้ในเรื่องของไดโนเสาร์ครับ”

“เมื่อคุณอำนวยการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ขนาด Jurassic World คุณต้องหาผู้ร่วมงานที่จะเป็นมือขวาของเขา ซึ่งจะต้องเหมาะกับงานที่มีความพิเศษจริงๆ โครว์ลี่ย์อธิบายขั้นตอนนี้ว่า “สำหรับเจเอ ภาพยนตร์ของเขาทุกเรื่องถ่ายทำโดยผู้กำกับภาพ ออสการ์ ฟอร่า ความสัมพันธ์ระหว่างเจเอกับออสการ์อาจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกองถ่าย เพราะพวกเขาต้องคิดเหมือนกัน เหมือนเข้าไปอยู่ในหัวของกันและกัน เราเห็นด้วยที่จะดึงออสการ์มาทำงานด้วย และเรายังขอให้เจเอพิจารณาโปรดักชั่นดีไซเนอร์ที่เราเคยทำงานด้วยในอังกฤษที่ชื่อ แอนดี้ นิโคลสัน และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แซมมี่ เชลดอน ดิฟเฟอร์”

ฟอร่า ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ได้รับคำชมจากผลงานในภาพยนตร์เรื่อง Gravity เขาได้พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถผลักดันบาโจน่าไปสู่งานสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ได้ “เจเอได้ในสิ่งที่เขาต้องการในแบบที่เขาไม่เคยจินตนาการมาก่อน” โครว์ลี่ย์บอก “คุณอยากให้เขาได้คนออกแบบเสื้อผ้าที่คุณจะรู้สึกว่าจะนำผลงานพิเศษมาสู่ภาพยนตร์เรื่องนี้ เจเอและแซมมี่รวมหัวกันและคิดเครื่องแต่งกายให้กับ ไบรซ์ และคริส ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ภาพลักษณ์ที่ดูพิเศษมากครับ”

นิโคลสันเผชิญหน้ากับความท้าทายในการสร้างโลกใหม่ภายในข้อจำกัดของภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่างไรก็ดี เขาชื่นชมต่อความแตกต่างที่ทีมผู้สร้างกล้าที่จะลงมือกระทำ “มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นอยู่แล้วสำหรับ Jurassic Park และ Jurassic World และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นในเนื้อหาที่แตกต่าง” นิโคลสันบอก “ตอนที่เราออกจากเกาะ มันคือความต่างจากสิ่งที่คุณเคยเห็นมาก่อนครับ ทุกอย่างสดใหม่มาก มันเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะสำรวจความหมายของมัน ไม่ใช่แค่ว่าไดโนเสาร์จะออกจากเกาะยังไงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถานที่ที่พวกมันกำลังจะมุ่งหน้าไปด้วย”

ความยิ่งใหญ่จนน่าประทับใจของงานสร้างภาพยนตร์ Fallen Kingdom เกิดมาจากการออกแบบฉากขนาดใหญ่ของนิโคลสัน และถูกสร้างขึ้นที่ไพน์วู้ด สตูดิโอส์ ในประเทศอังกฤษ รวมไปถึงผลงานของเขา ณ โลเกชั่นในฮาวาย “ขนาดยิ่งใหญ่คือผลพลอยได้ของตัวละครที่ไดโนเสาร์ของเขาแสดงด้วย รวมไปถึงฉากขนาดใหญ่ที่เรื่องนี้ต้องการด้วยครับ”

นิโคลสันสนุกกับการได้ร่วมงานกับความคิดอันสร้างสรรค์ของบาโจน่าอย่างมาก “จินตนาการของเจเอมีความโดดเด่นและมุ่งมั่นอย่างมาก” นิโคลสันบอก “เขาใช้เวลาในการคิดถึงสิ่งที่เขาจะแสดงให้คนดูได้เห็น รวมไปถึงการออกแบบฉากและทุกเฟรมภาพของทุกชอต เมื่อผมเข้ามาทำงาน ผมใช้เวลาสี่อาทิตย์ในบาร์เซโลน่ากับบาโจน่าโดยนั่งดูรูปถ่ายและคุยกันเรื่องไอเดียต่างๆ รวมไปถึงรายละเอียดของแบ็คกราวน์ด้วยครับ เราได้สร้างภาษาและไอเดียของเขาสำหรับบ้านของล็อควู้ดโดยเฉพาะ มันเป็นงานที่สนุกมาก เพราะความคิดของเจเอในเรื่องของสีสันและรายละเอียดครับ”

คฤหาสน์ล็อควู้ด ซึ่งสร้างขึ้นที่โรงถ่ายที่ไพน์วู้ดสตูดิโอส์ ประเทศอังกฤษ เผยให้เห็นประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้ที่จะต้องสร้างความประหลาดใจ ฉากแอ็กชั่นเกิดขึ้นตามชั้นต่างๆ ของคฤหาสน์ และในหลายห้อง ซึ่งรวมถึงห้องสมุดขนาดใหญ่ ห้องทดลองใต้ดิน โรงเก็บของขนาดยักษ์ ห้องทำงานสุดไฮเทคของมิลล์ส และห้องนอนของล็อควู้ดและเมซี่ นิโคลสันพูดถึงวิวัฒนาการของคฤหาสน์แห่งนี้ และความยืดหยุ่นของทีมผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ “ห้องสมุดคือส่วนผสมของสิ่งที่เป็นสองฉากแยกจากกันในบทภาพยนตร์ ผมชอบไอเดียที่ให้มีภาพสามมิติของไดโนเสาร์ เหมือนพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ผมชอบการควบคุมธรรมชาติและสีสันที่คุณได้จากงานแสดงไดโนเสาร์พวกนั้น ต่อมา มีการเพิ่มโครงกระดูกไดโนเสาร์เข้าไปในห้องจนมันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวขนาดใหญ่และงานสะสมของเขา โดยอิงจากความหลงใหลที่เขามีต่อไดโนเสาร์และความร่ำรวยของเขาครับ”

แพร็ตต์ยอมรับว่านี่คือฉากหนึ่งที่เขาชอบมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ล็อควู้ดที่มีความรักในไดโนเสาร์ สร้างบ้านให้ละม้ายคล้ายพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ” แพร็ตต์บอก “ที่นี่คือทั้งชีวิตของเมซี่ และมันคือฉากหลังที่ทั้งอันตรายและสุดยอดมากครับ มันอาจดูน่าขนลุกตอนที่เราใส่ฉากที่อินโดแร็ปเตอร์ไล่ล่าเราไปตามที่ต่างๆ ของบ้านหลังนี้ ซึ่งมีเส้นทางลับ เรามีฉากที่น่าทึ่งมาก และผมก็ตื่นเต้นที่คนดูจะได้เห็นฉากพวกนั้นที่เต็มไปด้วยไดโนเสาร์ครับ”

ฉากขนาดใหญ่อีกฉากหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นที่ไพน์วู้ด ก็คือฉากภายในเรืออาร์เคเดีย ที่ถูกใช้ขนไดโนเสาร์จากอีสลา นูบลาร์มายังบ้านใหม่ของพวกมัน “เราต้องหาเรือประเภทที่ดูน่าเชื่อว่าจะสามารถขนไดโนเสาร์พวกนี้มาได้” ผู้ออกแบบฉากอธิบาย “ผมพิจารณาเรือทหารสองลำ และเราก็เลือกเรือที่ใช้ลงจอดเครื่องบินได้ ข้อดีของเรือพวกนี้ก็คือคุณสามารถจอดมันห่างจากชายหาดได้ 100 หลา และผลักดันมันด้วยทุ่น มันเหมือนเรือเฟอร์รี่ที่ใช้ขนรถ แต่ให้ความรู้สึกดีกว่าเพราะมีพื้นที่ว่างขนาดใหญ่อยู่ช่วงท้าย มันต้องวิ่งเร็วด้วย เราจึงเพิ่มรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนเรือโลกอนาคตลงไป รวมไปถึงเรือขุดเจาะน้ำมัน และเรือทหารลำใหญ่ด้วย เราใช้เพดานของโรงถ่าย เป็นเพดานเรือ ซึ่งทำให้เรามีพื้นที่มากขึ้นภายในเรือ”

เพื่อทำให้ฉากเหล่านี้มีขนาดใหญ่พอสำหรับฉากแอ็กชั่นในบทภาพยนตร์ระบุเอาไว้ นิโคลสันได้สร้างภาพฉากทั้งหมดของเขาขึ้นมาล่วงหน้า “ข้อดีอย่างหนึ่งในการทำโมเดลฉากในคอมพิวเตอร์ก็คือ เราสามารถลองเล่นได้ว่าฉากแอ็กชั่นจะเกิดขึ้นยังไง มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโปรเจ็กต์อย่างเรื่องนี้ครับ เพราะคุณจะมีวิธีที่สามารถตั้งคำถามในการสร้างฉากที่จะต้องใช้งบน้อยได้ มีคนมาบอกคุณว่าเวโลซิแร็ปเตอร์จะต้องสูงเท่านี้นะ แต่จนคุณได้เห็นมันในพื้นที่นั้นแล้วต่างหาก คุณถึงจะเข้าใจได้ว่ามันมีความหมายยังไงในเรื่องฉากของคุณ และฉากแอ็กชั่นที่จะต้องเกิดภายในฉากพวกนั้นด้วย”

หลังจากเริ่มต้นถ่ายทำได้สามเดือน ทีมงานและทีมนักแสดงเดินทางไปถ่ายทำฉากบนเกาะอีสลา นูบลาร์กันที่ฮาวาย ขณะที่มีการใช้โลเกชั่นจริงๆ ในการถ่ายทำ แต่ก็มีหลายฉากบนเกาะที่จำเป็น จูราสสิคเวิลด์มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมแน่น และถูกทิ้งร้าง ทีมงานของเราสามารถสร้างบางส่วนของถนนสายหลักได้ แต่จะต้องอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายเหมือนในตอนจบของภาพยนตร์ภาคที่แล้ว อีกอย่าง เพราะภูเขาไฟกำลังระเบิด จะต้องมีเรื่องของแผ่นดินไหว ทำให้ตัวอาคารพังลงมามากขึ้น

ผลของการกลับไปเยือนจูราสสิคเวิลด์ ก็คือทางทีมผู้สร้างสามารถสำรวจส่วนอื่นๆของเกาะที่ไม่เคยได้เห็นในภาพยนตร์ภาคไหนมาก่อน อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับสไตล์ของสวนสนุก คนดูจะได้เห็นเครื่องเล่นต่างๆ ขณะที่เราติดตามการเดินทางของแคลร์และโอเว่นเข้าไปยังบังเกอร์เพื่อเปิดเครื่องติดตามสัญญาณ พาหนะอย่างจีโรสเฟียร์ที่แฟนๆ ภาพยนตร์ชื่นชอบกันมาก ได้กลับมาอีกครั้ง และมันอาจเป็นสิ่งที่ช่วยทุกคนเอาไว้

จากสหราชอาณาจักรถึงฮาวาย:

การผจญภัยในโลเกชั่นต่างๆ

สหราชอาณาจักร

ขณะอยู่ในสหราชอาณาจักร ทางทีมผู้สร้างปักหลักอยู่ที่ไพน์วู้ดสตูดิโอส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งตั้งอยู่ในบัคกิ้งแฮมเชียร์ นี่คือที่ที่ฝ่ายศิลปกรรม เสื้อผ้า งานสร้างเอฟเฟ็กต์ไดโนเสาร์ ทีมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ ทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ และฝ่ายลำดับภาพทำงานอยู่ โรงถ่ายหลายแห่งที่ไพน์วู้ดถูกใช้เพื่อสร้างฉากขนาดใหญ่ที่จำเป็นสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้

ห้องสมุดของล็อควู้ดถูกสร้างขึ้นที่โรงถ่ายเอส ฉากขนาดยักษ์ที่ดูละม้ายคล้ายพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ เต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์ยุคดึกดำบรรพ์ โครงกระดูกไดโนเสาร์ และเรียงรายไปด้วยภาพสามมิติ มันคือสนามเด็กเล่นและที่ซ่อนตัวของเมซี่ เมื่อการถ่ายทำในฉากห้องสมุดเสร็จสิ้นลง ฉากดังกล่าวถูกนำมาตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นฉากห้องใต้ดินของล็อควู้ด ซึ่งถูกใช้เป็นห้องสำหรับจัดการประมูล

ห้องเก็บไดโนเสาร์ที่ดูชวนขนลุก ซึ่งตั้งอยู่ในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ล็อควู้ด ถูกสร้างขึ้นที่โรงถ่ายอาร์ ฉากนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กักขังไดโนเสาร์ที่มาจากอีสลา นูบลาร์ และเป็นที่ตั้งของห้องทดลองของดร.วู และห้องควบคุม โรงถ่ายเอ็มและเอฟถูกใช้สร้างเป็นห้องนอนอันหรูหราของเมซี่และล็อควู้ด

ฉากภายในขนาดกว้างขวางของเรืออาร์เคเดีย เรือขนสินค้าที่ขนไดโนเสาร์มาจากอีสลานูบลาณ์ มายังจุดหมายปลายทางใหม่ของพวกมัน ถูกสร้างขึ้นที่โรงถ่ายอาร์เอ ฉากนี้เต็มไปด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยใช้ถ่ายทำฉากที่แคลร์, โอเว่น และแฟรงกลิน ต้องขับรถบรรทุกพุ่งขึ้นเรือ และพบว่าเซียกำลังช่วยชีวิตบลูอยู่ เมื่อการถ่ายทำบนเรืออาร์เคเดียเสร็จสิ้นลง ฉากดังกล่าวถูกสร้างใหม่ให้กลายเป็นดาดฟ้าขนาดใหญ่ของคฤหาสน์ล็อควู้ด ที่ซึ่งแคลร์, โอเว่นและเมซี่ ต้องเผชิญหน้ากับอินโดแร็ปเตอร์

งานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการพื้นที่พิเศษที่แลงลี่ย์ บิวซิเนส เซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไพน์วู้ดสตูดิโอส์ เพื่อถ่ายทำหลายฉากในตอนต้นเรื่อง ที่เปิดตัวแฟรงกลินและเซีย ออฟฟิศของกลุ่มปกป้องไดโนเสาร์ของแคลร์ถูกสร้างขึ้นที่นี่ ฉากอื่นๆ ถ่ายทำกันที่แลงลี่ย์ รวมถึงฉากในคลิปภาพที่โอเว่นฝึกเบบี้แร็ปเตอร์ และฉากที่แคลร์และโอเว่นต้องเจาะเลือดจากทีเร็กซ์ที่โดนวางยาด้วย

ทีมนักแสดงและทีมงานต้องเดินทางไปยังเอ็มโอดี ฮาร์ตแลนด์ และมินลี่ย์นเซอร์รี่ย์ โดยจะต้องทำงานในช่วงกลางคืนกับเฮลิคอปเตอร์ เครื่องทำฝน และเครื่องสร้างฟ้าแล่บ โลเกชั่นแห่งนี้ถูกใช้ถ่ายทำสำหรับหลายฉากที่ยามเปิดประตูเข้าไปยังจูราสสิคเวิลด์ลากูน ในตอนต้นเรื่อง

ฉากอื่นๆ ที่ถูกสร้างขึ้นที่โลเกชั่นแห่งนี้ก็คือฉากภายนอกของบ้านล็อควู้ด ที่ซึ่งมีการต้อนรับบรรดาลูกค้ามหาเศรษฐีเข้าสู่การประมูล และท่าเรือขนสินค้าที่ไดโนเสาร์ที่โดนยาสลบถูกขนส่งไปยังคฤหาสน์หลังจากเดินทางมาจากเกาะอีสลา นูบลาร์

โออาฮู, ฮาวาย

ภาพยนตร์ Jurassic ทุกภาคถ่ายทำกันในฮาวาย ซึ่ง Fallen Kingdom ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ปี 2017 สมาชิกหลัก 50 คนของทีมถ่ายทำจากสหราชอาณาจักรเดินทางข้ามทะเลแอตแลนติค เพื่อมาสมทบกับทีมชาวอเมริกันในฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา

การถ่ายทำเกิดขึ้นในโออาฮู เพื่อถ่ายทำฉากแอ็กชั่นกลางแจ้งที่เกิดขึ้นบนเกาะอีสลานูบลาร์ โดยพวกเขาเริ่มจากฉากที่แคลร์, โอเว่น, แฟรงกลิน และเซีย เดินทางมาถึงบังเกอร์หอวิทยุ ฉากภายนอกถูกสร้างขึ้นที่ไร่คัวโลอา ซึ่งเป็นบ้านของจีโรสเฟียร์วัลเล่ย์ ซึ่งแคลร์, โอเว่น และแฟรงกลิน ติดอยู่ท่ามกลางความแตกตื่นของไดโนเสาร์ที่กำลังหวาดกลัว และไปหลบอยู่ในเครื่องเล่นที่ถูกทิ้งเอาไว้

คัวโลอาที่สร้างขึ้นในปี 1850 คือพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติเอกชนพื้นที่ 4,000 เอเคอร์ รวมไปถึงไร่ปศุสัตว์ที่กินพื้นที่ตั้งแต่หน้าผาสูงไปจนจรดทะเลที่ส่งประกายระยิบระยับ คัวโลอาตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของโออาฮู ในย่านชนบทของฮาวาย และเรียบไปตามชายฝั่งของคาเนโอฮีเบย์ อยู่ห่างจากฮอนโนลูลู 24 ไมล์ ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่เคยมาถ่ายทำ ณ โลเกชั่นอันน่าตื่นตาแห่งนี้ก็คือ Windtalkers, Pearl Harbor, Godzilla, Tears of the Sun และ 50 First Dates และผลงานทางทีวีดังๆ อย่าง Hawaii Five-O, Magnum P.I. และ Lost

แคลร์, โอเว่น, เซีย และแฟรงกลิน เดินทางมาถึงอีสลา นูบลาร์ผ่านทางเครื่องบินขนอุปกรณ์ พวกเขาได้พบกับผู้นำการสำรวจ วีทลี่ย์ ซึ่งพาพวกเขาไปดูฐานทัพไฮเทค ฉากนี้ถูกสร้างขึ้นในที่ดินที่เป็นของไร่ดิลลิ่งแกม ซึ่งตั้งอยู่ตรงชายฝั่งด้านเหนือ โชคดีที่แผนกศิลปกรรมได้เคลียร์พื้นที่และสร้างรันเวย์เล็กๆ ที่พวกเขาสามารถนำเครื่องบินลงจอดได้

ฉากที่ใหญ่ที่สุดที่ถูกสร้างขึ้นในฮาวาย อยู่ที่โพลิซบีช (ใกล้กับชายหาด Papa’iloa Beach) นี่คือที่ซึ่งฝ่ายศิลปกรรมได้สร้างถนนสายหลักของจูราสสิคเวิลด์ขึ้นมา ฉากนี้ใช้เวลาสร้างนานสามเดือน และถูกตกแต่งให้ผุพังหลังเกิดเหตุการณ์ในภาพยนตร์ภาคที่แล้ว เมื่อแคลร์และโอเว่นมาถึงเกาะนี้ พวกเขานั่งรถผ่านฉากนี้เมื่อพวกเขาย้อนกลับเข้าไปในจูราสสิคเวิลด์

ฮาโลน่า โบลว์โฮลถูกเลือกเพื่อใช้ถ่ายทำฉากที่แคลร์, แฟรงกลิน และโอเว่น ขึ้นมาบนชายหาดหลังจากหนีพ้นจากฝูงไดโนเสาร์ที่แตกตื่นด้วยการใช้จีโรสเฟียร์ ถ้ำที่สวยงามแห่งนี้โด่งดังขึ้นเพราะฉากที่ เบิร์ต แลงแคสเตอร์ และเดบอร่าห์ เคอร์ร ร่วมแสดงด้วยกันในภาพยนตร์คลาสสิกปี 1953 เรื่อง From Here to Eternity

ที่ตั้งอยู่ในด้านตามลมของโออาฮู ก็คือท่าเรือ He’eia Kea Pier ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากท่าเรือขนสินค้า ซึ่งไดโนเสาร์ถูกขนลงเรืออาร์เคเดีย ขณะที่ลาวาค่อยๆไหลมา และแคลร์, โอเว่น และแฟรงกลินต้องกระโดดขึ้นรถบรรทุก เพื่อขึ้นเรือที่มุ่งหน้าสู่จุดหมายที่พวกเขาไม่รู้ว่าเป็นที่ใด

He’eia Kea Harbour อันงดงามตั้งอยู่ที่คาเนโอฮีเบย์ ในวันที่ทุกอย่างเปิดทำการตามปกติ  He’eia Kea Harbour จะเต็มไปด้วยเรือตกปลา เรือสำราญหรู เรือธรรมดา ของเล่นทางน้ำ และร้านเช่าเจ็ทสกี กีฬาพาราเซล, สนอร์เกิล และเรือสำหรับดำน้ำ ห่างจากท่าเรือนี้ไปไม่กี่นาที ก็คือ He’eia Jungle ที่ซึ่งถ่ายทำฉากที่โอเว่นติดตามหาบลู เมื่อหาตัวเวโลซิแร็ปเตอร์ที่เขารักเจอ โอเว่นโดนหักหลัง และถูกทิ้งเอาไว้ให้ไดโนเสาร์กินหรือโดนลาวาเผา ขึ้นกับว่าสิ่งไหนจะมาเจอเขาก่อน


ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และแอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ ภูมิใจเสนอ ผลงานความร่วมมือกับลีเจนดารี่ พิคเจอร์ส/ เพอร์เฟ็กต์ เวิลด์ เอนเตอร์เทนเมนต์ เรื่อง Jurassic World: Fallen Kingdom นำแสดงโดย คริส แพร็ตต์, ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด, เรฟ สปอลล์, จัสติซ สมิธ, ดานีลล่า พิเนด้า, เจมส์ ครอมเวลล์, โทบี้ โจนส์, เท็ด เลวิน, บีดี หว่อง, อิซาเบลล่า เซอร์มอน, เจอรัลดีน แชปลิน และเจฟฟ์ โกลด์บลัม

ดนตรีประกอบเป็นฝีมือของ ไมเคิล จิแอ็คชิโน่ และเพลงธีม Jurassic Park เป็นผลงานของ จอห์น วิลเลี่ยมส์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ แซมมี่ เชลดอน ดิฟเฟอร์ ผู้ลำดับภาพ ได้แก่ เบอร์นาร์ด วิลาพลาน่า โปรดักชั่นดีไซเนอร์ ได้แก่ แอนดี้ นิโคลสัน และผู้กำกับภาพ ได้แก่ ออสการ์ ฟอร่า ผู้

อำนวยการสร้างบริหารของ Jurassic World: Fallen Kingdom ได้แก่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก, โคลิน เทรวอร์โรว์ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย แฟรงก์ มาร์แชลล์, p.g.a., แพทริค โครว์ลี่ย์, เบเลน อาเทียนซ่า, p.g.a. สร้างจากตัวละครที่เป็นผลงานการสร้างโดย ไมเคิล ไครชตัน ภาพยนตร์ผจญภัยแอ็กชั่นเรื่องนี้เขียนบทโดย เดอเร็ก คอนโนลลี่ และโคลิน เทรวอร์โรว์ Jurassic World: Fallen Kingdom กำกับโดย เจเอ บาโจน่า ผลงานของ Universal Picture TM และ © 2017 Universal Studios & Amblin Entertainment, Inc.  www.jurassicworld.com

ประวัตินักแสดง Jurassic World: Fallen Kingdom

คริส แพร็ตต์ (CHRIS PRATT) รับบท โอเว่น

คริส แพร็ตต์ สร้างสถานะให้ตัวเองจนมั่นคงในฐานะหนึ่งในนักแสดงนำชายที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดในฮอลลีวู้ดยามนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ แพร็ตต์กลับไปรับบทยอดนิยมของเขา สตาร์ลอร์ด ในภาพยนตร์ของมาร์เวล เรื่อง Avengers: Infinity War ที่เปิดตัวฉายในเดือนเมษายน ปี 2018 และใน Guardians of the Galaxy Vol. 2 ที่เข้าฉายไปในเดือนพฤษภาคม ปี 2017 โดยภาพยนตร์ภาคแรก Guardians of the Galaxy สามารถทำรายได้ติดหนึ่งในสามภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดของปี 2014 โดยทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า  $770 ล้าน

ในปี 2016 แพร็ตต์แสดงนำในภาพยนตร์รักไซไฟของโซนี่ พิคเจอร์ส เรื่อง Passengers โดยร่วมแสดงกับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ภายใต้การกำกับของผู้กำกับที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ มอร์เท่น ทิลดั่ม จาก The Imitation Game ภาพยนตร์เรื่อง Passengers เปิดตัวฉายในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2016 นอกจากนี้ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Magnificent Seven โดยร่วมแสดงกับ เดนเซล วอชิงตัน ผลงานของผู้กำกับ อังตวน ฟูควา

ในปี 2015 แพร็ตต์นำแสดงใน Jurassic World ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลลำดับที่ 4 รองจาก Avatar, Titanic และ Star Wars: The Force Awakens

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นของวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง The Lego Movie ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $460 ล้าน, ภาพยนตร์ตลกของดรีมเวิร์กส์ เรื่อง Delivery Man; ภาพยนตร์ของ สไปก์ จอนซ์ เรื่อง Her และภาพยนตร์ตลกของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง The Five-Year Engagement

ในปี 2012 แพร็ตต์รับบทเป็นหนึ่งในสมาชิกในหน่วยเนวีซิลในภาพยนตร์ของ แคธริน บิเกโลว์ เรื่อง Zero Dark Thirty ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ในปี 2011 แพร็ตต์แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Moneyball ซึ่งเขาได้ฝากบทบาทการแสดงอันน่าประทับใจเอาไว้ในบท สก็อตต์ แฮ็ทท์เบิร์ก

ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด (BRYCE DALLAS HOWARD) รับบท แคลร์

ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด เป็นคนที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งหน้าจอและหลังกล้อง

เมื่อเร็วๆ นี้ ฮาวเวิร์ดแสดงนำร่วมกับ แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ ในภาพยนตร์ของ สตีเฟ่น กาแกน เรื่อง Gold ในปี 2016 เธอแสดงนำในตอนหนึ่งของซีรีส์ที่ได้รับคำวิจารณ์ชื่นชมของ เน็ทฟลิกซ์ เรื่อง Black Mirror

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส เรื่อง Pete’s Dragon  ซึ่งเธอร่วมงานกับ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด, ภาพยนตร์ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง Hereafter ที่เธอร่วมแสดงกับ แม็ตต์ เดม่อน, 50/50 ที่เธอร่วมแสดงกับ เซ็ธ โรเก้น และโจเฟซ กอร์ดอน-เลวิตต์, ภาพยนตร์เรื่อง The Help, The Twilight Saga: Eclipse; ภาพยนตร์ของ เทนเนสซี่ วิลเลี่ยมส์ เรื่อง The Loss of a Teardrop Diamond, ภาพยนตร์ของ แม็คจี เรื่อง Terminator Salvation; ภาพยนตร์ของ แซม ไรมี่ เรื่อง Spider-Man 3, ภาพยนตร์ของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน เรื่อง Lady in the Water และภาพยนตร์ของ ลาร์ส วอน เทรียร์ เรื่อง Manderlay ฮาวเวิร์ดประเดิมงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก คือภาพยนตร์ของ ชยามาลาน เรื่อง The Village โดยร่วมแสดงกับ วาคิน ฟีนิกซ์

เรฟ สปอลล์ (RAFE SPALL) รับบท อีไล มิลล์ส

ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เรฟ สปอลล์ นักแสดงชายชาวอังกฤษแสดงนำในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น The Big Short และ Prometheus รวมไปถึงภาพยนตร์อินดี้ของอังกฤษ เรื่อง Shaun of The Dead, Hot Fuzz และ X+Y ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล British Independent Film Awards สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ในปี 2012 สปอลล์รับบทนักเขียนชาวแคนาดา ยานน์ มาร์เทล ในภาพยนตร์ดราม่ารางวัลออสการ์ของ อัง ลี เรื่อง Life of Pi ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านคำวิจารณ์และรายได้ รวมถึงสี่รางวัลออสการ์ และทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $600 ล้าน ในปี 2015 เขารับบทเป็น จอห์น แฮนค็อค ในซีรีส์สามตอนของ  History Channel เรื่อง Sons of Liberty และร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าผสมตลกรางวัลออสการ์เรื่อง The Big Short ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ คริสเตียน เบล, แบร็ด พิตต์, ไรอัน กอสลิ่ง และสตีฟ คาเรลล์

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ตลกโรแมนติคของ เวิร์กกิ้ง ไทเทิ้ล เรื่อง I Give It a Year และภาพยนตร์ตลกสำหรับครอบครัว เรื่อง Get Santa ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ จิม บรอดเบนต์ และวอร์วิค เดวิส สปอลล์ยังรับบทเป็น เช็คสเปียร์ ในภาพยนตร์ของ โรแลนด์ เอ็มเมอริช เรื่อง Anonymous และแสดงนำในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายของ เดวิด นิโคลล์ เรื่อง One Day ซึ่งเขาร่วมแสดงกับแอนน์ แฮ็ทธาเวย์, จิม สเตอร์เจสส์ และโรโมล่า กาไร ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง The BFG เขายังรับบทเป็นกัปตันฟลินต์ในภาพยนตร์เรื่อง Swallows and Amazons เขายังรับบทนำในภาพยนตร์ของ ไนออลล์ จอห์นสัน เรื่อง Mum’s List รวมไปถึงภาพยนตร์ของ เดวิด บรัคเนอร์ เรื่อง The Ritual

จัสติซ สมิธ (JUSTICE SMITH) รับบท แฟรงกลิน

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าแฟนตาซีโรแมนติค เรื่อง Every Day ในปี 2016 เขาแสดงนำในซีรีส์ของ เน็ทฟลิกซ์ เรื่อง The Get Down ซึ่งสร้างโดย บาซ เลอห์รแมนน์ สมิธมีผลงานให้เห็นเป็นเรื่องแรกในภาพยนตร์ของ ฟ็อกซ์ 2000 เรื่อง Paper Towns

ปัจจุบัน สมิธ อยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์แอ็กชั่นปริศนาเรื่อง Detective Pikachu ซึ่งนำแสดงโดย ไรอัน เรย์โนลด์ส และแคธริน นิวตัน

แดนีลล่า พิเนดา (DANIELLA PINEDA) รับบท เซีย

ปัจจุบัน แดนีลล่า พิเนดา รับท วาเนสซ่า แรนดัลล์ ในผลงานแนวตลกของทีบีเอส เรื่อง The Detour และเมื่อเร็วๆ นี้เธอแสดงนำในภาพยนตร์ตลกเรื่อง Mr. Roosevelt  ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เซ้าธ์บายเซาธ์เวสต์ในปี 2017

พิเนด้ายังมีบทบาทในผลงานเรื่อง Homeland, Inside Amy Schumer, Newlyweds, The Fitzgerald Family Christmas และ The Originals

โทบี้ โจนส์ (TOBY JONES) รับบท มิสเตอร์เอฟเวอร์ซอลล์

โทบี้ โจนส์ นักแสดงชายชาวอังกฤษ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในแวดวงละครเวทีและภาพยนตร์ ในปีนี้ เขายังมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์แนวตลกของฝรั่งเศส เรื่อง Normandie nue และภาพยนตร์ดราม่าสงครามโลกครั้งที่ 1 ของไลออนส์เกท เรื่อง Journey’s End

ภาพยนตร์เรื่องอื่นของเขา ในปี 2017 ได้แก่ ภาพยนตร์ดราม่าอาชญากรรมของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง The Snowman และภาพยนตร์ของ ไมเคิล ฮาเนเก้ ที่ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองเรื่อง Happy End ในปี 2016 โจนส์แสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์อินดี้ เรื่อง Kaleidoscope ในปี 2011 เขาร่วมแสดงในภาพยนตร์เข้าชิงออสการ์ เรื่อง Tinker Tailor Soldier Spy และในปี 2012 เขาได้รับคำชมจากการรับบท อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก ในภาพยนตร์ที่ฉายทางทีวีของ HBO/BBC เรื่อง The Girl ในปีเดียวกันนั้น เขารับบท กิลเดอรอย ในภาพยนตร์คว้ารางวัลเรื่อง Berberian Sound Studio

ผลงานเรื่องอื่นๆ ได้แก่ Atomic Blonde, Sherlock, Dad’s Army, The Secret Agent, The Witness for the Prosecution, Morgan, Wayward Pines, Capital, The Man Who Knew Infinity, ภาพยนตร์ชุด The Hunger Games , ภาพยนตร์ชุด Harry Potter , Captain America: The First Avenger, Captain America: The Winter Soldier, Leave to Remain, Andrew Kötting’s By Our Selves, My Week with Marilyn, The Adventures of Tintin, Frost/Nixon, W. และ The Painted Veil

Wheatley (TED LEVINE) with his fellow mercenaries in Jurassic World: Fallen Kingdom. When the island’s dormant volcano begins roaring to life, Owen and Claire mount a campaign to rescue the remaining dinosaurs from this extinction-level event. Welcome to Jurassic World: Fallen Kingdom.
Credit: Universal Studios and Amblin Entertainment, Inc.
and Legendary Pictures Productions, LLC.

เท็ด เลวิน (TED LEVINE) รับบท วีทลี่ย์

ปัจจุบัน เท็ด เลวินมีบทบาทอยู่ในซีรีส์แนวทริลเลอร์ของ TNT Network เรื่อง The Alienist และอยู่ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับซีไอเอที่ใช้ชื่อเรื่องว่า The Torture Report ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย สก็อตต์ ซี เบิร์นส์ เขายังปิดกล้องภาพยนตร์ทริลเลอร์อาชญากรรมเรื่อง A Violent Separation ซึ่งกำกับโดย เควินและไมเคิล โกตซ์

ผลงานใหม่ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์แฟนตาซีเรื่อง  Starbright ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย ฟรานเชสโก้ ลูเซนเต้ เป็นเรื่องราวของเด็กกำพร้าที่หนีจากความเป็นจริงในชีวิตด้วยการจินตนาการถึงโลกเทพนิยาย, ภาพยนตร์สมัยใหม่ที่ดัดแปลงจากเรื่องราวคลาสสิกของ เช็คสเปียร์ เรื่อง A Midsummer Night’s Dream ซึ่งเขียนบทและกำกับโดย เคซี่ย์ วิลมอร์ ม็อตต์ และภาพยนตร์อินดี้แนวทริลเลอร์เรื่อง Bottom of the World ผลงาของผู้กำกับ ริชาร์ด เซียร์ส เลวินยังเคยแสดงนำร่วมกับ ซามวล แอล แจ็คสัน และเฟลิซิตี้ ฮัฟฟ์แมน เรื่อง Big Game, Little Boy โดยร่วมแสดงกับ เอมิลี่ วัตสัน และทอม วิลกินสัน และ A Single Shot ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แซม ร็อคเวลล์ และเจฟฟรีย์ ไรต์

ผลงานภาพยนตร์มากมายของ เลวิน ยังรวมถึง การประกบบทกับ แบร็ด พิตต์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Assassination of Jesse James; ภาพยนตร์ของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง American Gangster ผลงานการกำกับของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ และเขาร่วมแสดงกับ รัสเซลล์ โครว์ และเดนเซล วอชิงตัน และ Shutter Island ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นอกจากนี้ เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Wonderland ร่วมกับ วัล คิลเมอร์; Ironweed ร่วมแสดงกับ แจ็ค นิโคลสัน และเมอริล สตรีพ; Betrayed ร่วมแสดงกับ เดบรา วิงเกอร์ และทอม เบอเรนเจอร์; Heat ร่วมแสดงกับ อัล ปาชิโน่ และโรเบิร์ต เดอ นีโร; Georgia ร่วมแสดงกับ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์; Bullet ร่วมแสดงกับ มิคกี้ รูร์ก; Wild, Wild West ร่วมแสดงกับ วิลล์ สมิธ และเควิน ไคลน์; ภาพยนตร์ของ อิวาน ไรต์แมน เรื่อง Evolution โดยร่วมแสดงกับ เดวิด ดูคอฟนี่ย์ และจูลีแอนน์ มัวร์; The Fast and the Furious ร่วมแสดงกับ วิน ดีเซล และมิเชลล์ ร็อดริเกซ; ภาพยนตร์ของ โจนาธาน เด็มมี่ เรื่อง The Truth About Charlie โดยร่วมแสดงกับ มาร์ก วอห์ลเบิร์ก และแธนดี้ นิวตัน; ภาพยนตร์ของ เด็มมี่ เรื่อง The Manchurian Candidate ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ วอชิงตันและสตรีพ; Birth ร่วมแสดงกับ นิโคล คิดแมน; ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง Memoirs of a Geisha และรับบทเป็นฆาตกรต่อเนื่องในภาพยนตร์ทริลเลอร์คลาสสิกเรื่อง The Silence of the Lambs

บีดี หว่อง (BD WONG) รับบท ดร.เฮนรี่ วู

บีดี หว่อง ผู้เกิดและเติบโตในซานฟรานซิสโก คือนักแสดงชายเพียงคนเดียวที่เคยได้รับรางวัล New York Theater ห้ารางวัลจากบทๆ เดียว จากการแสดงในละครเวทีเรื่อง M. Butterfly

หว่องเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากผลงานทาง HBO ที่ได้รับคำชมเรื่อง Oz   และมีบทบาทในซีรีส์มากมายหลายเรื่อง

เขายังร่วมแสดงในภาพยนตร์มากกว่า 20 เรื่อง อาทิเช่น Jurassic World, Focus, The Space Between Us, Stay, The Salton Sea, Executive Decision, Seven Years in Tibet, Jurassic Park, Father of the Bride (Part I and II) และ The Freshman เขายังให้เสียงพากย์เป็น ฉาง ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ วอลท์ ดิสนีย์ เรื่อง Mulan และ Mulan II

JEFF GOLDBLUM returns as Dr. Ian Malcolm in Jurassic World: Fallen Kingdom. When the island’s dormant volcano begins roaring to life, Owen and Claire mount a campaign to rescue the remaining dinosaurs from this extinction-level event. Welcome to Jurassic World: Fallen Kingdom.
Credit: Universal Studios and Amblin Entertainment, Inc.
and Legendary Pictures Productions, LLC.

เจฟฟ์ โกลด์บลัม (JEFF GOLDBLUM) รับบท เอียน มัลคอล์ม

เจฟฟ์ โกลด์บลัมเป็นทั้งนักแสดงละครเวที ภาพยนตร์ และมีผลงานทางทีวี ผลงานภาพยนตร์ของเขา ได้แก่ Isle of Dogs, Thor: Ragnarok, Independence Day: Resurgence, The Grand Budapest Hotel, Le Week-End, Adam Resurrected, The Life Aquatic, Igby Goes Down, Jurassic Park, Independence Day, Nashville, The Tall Guy, Annie Hall, The Big Chill และ The Fly

ประวัติทีมผู้สร้าง Jurassic World: Fallen Kingdom

เจเอ บาโจน่า (J.A. BAYONA) – ผู้กำกับ

เอเจ บาโจน่า เกิดในบาร์เซโลน่า และเติบโตมาพร้อมความรักในภาพยนตร์ เขาเรียนด้านการกำกับที่ Escola Superior de Cinema i Audiovisuals de Catalunya (ESCAC)

หลังจากกำกับหนังสั้นสองเรื่อง  Mis Vacaciones และ El hombre Esponja บาโจน่าได้พบกับมือเขียนบท เซอร์จิโอ จี ซานเชซ ซึ่งมอบบทภาพยนตร์ให้กับเขาจนกลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Orphanage และกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา The Orphanage ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 2007 และได้รับการยืนปรบมือนานถึง 10 นาที

The Orphanage ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล  Goya Awards 14 รางวัล และได้รับรางวัลมาถึง 7 รางวัล รวมถึงในสาขาผู้กำกับใหม่ยอดเยี่ยมสำหรับบาโจน่าด้วย

ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของเขา ได้แก่ The Impossible ซึ่งนำแสดงโดย นาโอมี่  วัตต์ส, ยูเวน แม็คเกรเกอร์ และทอม ฮอลแลนด์ สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวหนึ่งที่รอดชีวิตจากเหตุสึนามิในปี 2004

ผลงานภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ของ บาโจน่า ได้แก่  A Monster Calls ซึ่งนำแสดงโดย ลูอิส แม็คโดกัลล์, ซิกอร์นี่ย์ วีเวอร์, เฟลิซิตี้ โจนส์ และเลียม นีสัน

เดอเร็ก คอนโนลลี่ (DEREK CONNOLLY) – ผู้เขียนบท

เดอเร็ก คอนโนลลี่ ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ปี  2015 ที่ทำลายสถิติ เรื่อง Jurassic World ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง $1.67 พันล้าน

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Kong: Skull Island และ Pacific Rim 2 ภาพยนตร์ของ ลีเจนดารี่ พิคเจอร์ส และ Safety Not Guaranteed ซึ่งกำกับโดย โคลิน เทรวอร์โรว์

โคลิน เทรวอร์โรว์ (COLIN TREVORROW) – เขียนบท/ ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

โคลิน เทรวอร์โรว์ ได้นำภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Jurassic กลับมาเบิกศักราชใหม่ด้วยผลงานสุดฮิต Jurassic World ซึ่งเขาร่วมเขียนบทและกำกับ จนทำสถิติด้วยการเป็นภาพยนตร์ซัมเมอร์ที่ทำรายได้สูงสุด

เมื่อเร็วๆ นี้ เทรวอร์โรว์กำกับภาพยนตร์ของ โฟกัส ฟีเจอร์ส เรื่อง The Book of Henry ซึ่งนำแสดงโดย นาโอมี่ วัตต์ส ก่อนหน้านั้น เขากำกับภาพยนตร์อินดี้สุดฮิตเรื่อง Safety Not Guaranteed ซึ่งคว้ารางวัล Waldo Salt Screenwriting Award และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grand Jury Prize ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์

สำหรับผลงานใหม่ เขาจะร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Intelligent Life ให้กับแอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ และหลังจากนั้น เขาจะร่วมเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ตอนที่ 3 ของไตรภาคชุด Jurassic World ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในวันที่ 11 มิถุนายน 2021

ไมเคิล ไครชตัน (Michael Crichton) (1942–2008) – ผู้คิดสร้างตัวละคร

ไมเคิล ไครชตัน คือนักเขียนและผู้สร้างภาพยนตร์ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นผู้ประพันธ์หนังสือ “Jurassic Park” และเป็นผู้สร้างซีรีส์เรื่องดังอย่าง ER

ขณะเรียนอยู่ที่ฮาร์วาร์ด ไครชตันได้เขียนนิยายขึ้นมาหลายเรื่อง โดยได้ตีพิมพ์หนังสือออกมาถึง 7 เล่ม อาทิเช่น “A Case of Need” ซึ่งคว้ารางวัล Mystery Writers of America’s Edgar Award สาขานิยายยอดเยี่ยมในปี 1969

ไครชตันได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เขาทำยอดขายหนังสือได้มากกว่า 200 ล้านเล่ม นิยายของเขาถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆ มากถึง 40 ภาษา และถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ถึง 15 เรื่อง

ในปี 2002 มีการค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ในกลุ่ม ankylosaur ซึ่งถูกตั้งชื่อตามเขาว่า Crichtonsaurus bohlini

แฟรงก์ มาร์แชลล์ (FRANK MARSHALL, p.g.a.) – ผู้อำนวยการสร้าง

แฟรงก์ มาร์แชลล์ คือหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างแถวหน้าของวงการบันเทิง ผลงานของเขาสร้างความประทับใจให้กับคนดูหลายรุ่นหลายสมัย ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ฮิตตลอดกาลอย่าง Back to the Future, Who Framed Roger Rabbit?  และภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง Indiana Jones นอกจากการทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างแล้ว มาร์แชลล์ยังมีชื่อเสียงและได้รับคำชมจากการทำหน้าที่ผู้กำกับ โดยมีผลงานอย่าง Arachnophobia และ Alive มาร์แชลล์คือผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำปี 2015 เรื่อง Jurassic World ซึ่งทำรายได้มากเกินกว่า $1.6 พันล้าน จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลที่อันดับ 4 ตามหลัง Avatar, Titanic และ Star Wars: The Force Awakens

มาร์แชลล์เริ่มเข้าวงการด้วยการเป็นผู้ช่วยให้กับผู้กำกับ ปีเตอร์ บ็อกดาโนวิช ก่อนจะได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว มาเป็นผู้จัดการโลเกชั่นให้กับภาพยนตร์ที่ไร้กาลเวลาอย่าง The Last Picture Show เขายังได้ดูแลงานสร้างให้กับภาพยนตร์ของ บ็อกดาโนวิช เรื่อง Paper Moon และ Nickelodeon

หลังจากนั้น มาร์แชลล์ได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง The Last Waltz ในปี 1978 จอร์จ ลูคัส และสตีเว่น สปีลเบิร์ก ได้จ้างมาร์แชลล์ให้เข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ดังเรื่อง Raiders of the Lost Ark ซึ่งเปิดตัวฉายในปี 1981 และประสบความสำเร็จมหาศาล จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 9 รางวั ในปีเดียวกันนั้น มาร์แชลล์ พร้อมด้วย แคธลีน เคนเนดี้ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นภรรยาของเขา ได้ร่วมงานกับสปีลเบิร์กที่แอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งสามคนได้สร้างภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รักอย่าง E.T. The Extra-Terrestrial, Poltergeist และ The Goonies

ในปี 1991 เคนเนดี้และมาร์แชลล์ได้ออกมาตั้งบริษัท เคนเนดี้/ มาร์แชลล์ คัมปานี และอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมอย่าง The Curious Case of Benjamin Button และภาพยนตร์ฮิตเรื่อง The Bourne Identity มาร์แชลล์ยังกำกับภาพยนตร์ฮิตอย่าง Congo และ Eight Below ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของเขา ได้แก่ Jason Bourne, Sully และ Finding Oscar ส่วนผลงานใหม่ของเขา ได้แก่ The Other Side of the Wind

ความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ของเขา ยังรวมถึงการได้เข้าชิงห้ารางวัลออสการ์จากการทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน เรื่อง The Sixth Sense จนถึงภาพยนตร์ของ แกรี่ รอสส์ เรื่อง Seabiscuit

แพทริค โครว์ลี่ย์ (PATRICK CROWLEY) – ผู้อำนวยการสร้าง/ ผู้จัดการโปรดักชั่น

แพทริค โครว์ลี่ย์ คือผู้อำนวยการสร้างชาวอเมริกันที่มีประสบการณ์หลายสิบปี ผลงานฮิตทำรายได้ของเขา ได้แก่ Jurassic World, Eight Below, The Bourne Identity, The Bourne Supremacy, The Bourne Ultimatum, Eagle Eye และ The Other Guys โดยทั้งหมดนี้ทำรายได้ทั่วโลกรวมกันมากกว่า $3 พันล้าน

เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง Sleepless in Seattle, Legends of the Fall และ Charlie’s Angels: Full Throttle นับจากปี 1994 จนถึง 2000 โครว์ลี่ย์ทำหน้าที่เป็นรองประธานบริหารให้กับนิวรีเจนซี่ โปรดักชั่นส์ เขาดูแลงานสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง L.A. Confidential, Fight Club, Devil’s Advocate และ Tin Cup

เบเลน อาเทียนซ่า (BELÉN ATIENZA, p.g.a.) – ผู้อำนวยการสร้าง

เบเลน อาเทียนซ่า เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างที่ Telecinco Cinema เมื่อ 14  ปีก่อน โดยผลงานของเธอในช่วงเวลานั้น ได้แก่ภาพยนตร์ของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก เรื่อง Che: Part One และ Che: Part Two, ภาพยนตร์ของ เกียร์อาร์โม่ เดล โทโร เรื่อง Pan’s Labyrinth ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Goya Awards ถึง 14 รางวัล และชนะกลับมาได้ 8 รางวัล และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จนคว้ารางวัลมาครองได้ 3 รางวัล

หลังจากทำงานที่ Telecinco Cinema มาหลายปี เธอกลายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างอิสระที่อยู่ภายใต้บริษัทที่เธอก่อตั้งขึ้นเอง คือ อาปาเช่ส์ เอนเตอร์เทนเมนต์

ในช่วงเวลานั้น อาเทียนซ่าได้ทำงานกับภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิเช่น Intruders ภาพยนตร์ของ ฮวน คาร์ลอส เฟรสนาดิลโล่ ซึ่งนำแสดงโดย ไคลฟ์ โอเว่น และภาพยนตร์ของ บาโจน่า เรื่อง The Impossible ซึ่งนำแสดงโดย นาโอมี่ วัตต์ส และยูเวน แม็คเกรเกอร์

ผลงานล่าสุดของ อาเทียนซ่า ได้แก่ ภาพยนตร์ของบาโจน่า เรื่อง A Monster Calls ซึ่งได้รับเก้ารางวัล Goya Awards ในปี 2016 และผลงานการกำกับเรื่องแรกของ เซอร์จิโอ จี ซานเชซ เรื่อง Marrowbone

สตีเว่น สปีลเบิร์ก (STEVEN SPIELBERG) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

สตีเว่น สปีลเบิร์ก คือหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดและมีอิทธิพลที่สุดในวงการ เขาคือประธานของบริษัทแอมบลิน พาร์ตเนอร์ส ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 เพื่อร่วมงานกับบริษัท พาร์ติซิแพนต์ มีเดีย, รีไลแอนซ์ เอนเตอร์เทนเมนต์, เอนเตอร์เทนเมนต์วัน, อาลีบาบา พิคเจอร์ส และยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส

สปีลเบิร์กยังได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล โดยเขาเป็นผู้กำกับของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Jaws, E.T. The Extra-Terrestrial, ภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Indiana Jones และ Jurassic Park และยังเป็นเจ้าของสามรางวัลออสการ์

สปีลเบิร์กคว้ารางวัลออสการ์สองตัวแรกไปได้ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมจากทั่วโลกเรื่อง Schindler’s List ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ไปทั้งสิ้น 7 รางวัล

สปีลเบิร์กได้รับรางวัลออสการ์ตัวที่ 3 จากสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Saving Private Ryan ซึ่งทำรายได้ในอเมริกาไปสูงสุดในปี 1998 และยังได้รับรางวัลออสการ์ 4 รางวัล และสองรางวัลลูกโลกทองคำ

สปีลเบิร์กยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Lincoln, Munich, E.T. The Extra-Terrestrial, Raiders of the Lost Ark และ Close Encounters of the Third Kind

ภาพยนตร์ดราม่าทริลเลอร์ของสปีลเบิร์กในปี 2015 เรื่อง Bridge of Spies ซึ่งนำแสดงโดย ทอม แฮงก์ส ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ทั้งสิ้น 6 รางวัล และเขายังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง Jurassic World ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปกว่า $1.6 พันล้าน

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 The Post ภาพยนตร์ดราม่าที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก แคเธอรีน แกรห์ม (เมอริล สตรีพ) เจ้าของสำนักพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ และบ.ก. เบน แบรดลี่ (แฮงก์ส) ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์ ผลงานเมื่อเร็วๆ นี้ของ สปีลเบิร์ก ได้แก่ Ready Player One ซึ่งสร้างจากนิยายวิทยาศาสตร์ที่ได้รับความนิยม

สปีลเบิร์กเริ่มต้นเข้าวงการด้วยภาพยนตร์สั้นในปี 1968 เรื่อง Amblin ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เซ็นสัญญากับสตูดิโอและเริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยผลงานภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีเรื่อง Duel สามปีต่อมา เขาประเดิมกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยเรื่อง The Sugarland Express ซึ่งเขาร่วมเขียนบทด้วย ผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อมาของเขา ได้แก่ Jaws ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำสถิติรายได้ $100 ล้าน

ในปี 1984 สปีลเบิร์ก ก่อตั้งบริษัท แอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ และเขาได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง หรือผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ฮิตมากมายอย่างเรื่อง Gremlins, The Goonies, ภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Back to the Future, Who Framed Roger Rabbit, An American Tail, Twister, The Mask of Zorro และภาพยนตร์เรื่อง Men in Black ในปี 1994 สปีลเบิร์กร่วมมือกับ เจฟฟรีย์ แค็ตเซนเบิร์ก และเดวิด เกฟเฟ่น ก่อตั้งบริษัท ดรีมเวิร์กส์ สตูดิโอส์ ซึ่งได้สร้างผลงานภาพยนตร์มากมาย รวมถึงภาพยนตร์สามเรื่องที่ได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมติดต่อกันสามปี ได้แก่ American Beauty, Gladiator และ A Beautiful Mind ดรีมเวิร์กส์ยังอำนวยการสร้างหรือร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์มากมาย อาทิเช่น ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ชุด Transformers; ภาพยนตร์ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด เรื่อง Flags of Our Fathers และ Letters From Iwo Jima; ภาพยนตร์เรื่อง Meet the Parents และ Meet the Fockers และ The Ring ภายใต้ชื่อดรีมเวิร์กส์ สปีลเบิร์กยังกำกับภาพยนตร์เรื่อง War of the Worlds, Minority Report, Catch Me If You Can และ A.I. Artificial Intelligence

ออสการ์ ฟอร่า (OSCAR FAURA)- ผู้กำกับภาพ

ออสการ์ ฟอร่า มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีจากการร่วมงานกับเจเอ บาโจน่า เขาเป็นผู้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์ฮิตเรื่อง The Orphanage (2007) และ The Impossible (2012) ซึ่งเรื่องหลัง ทำให้เขาได้รับรางวัล Gaudi Award (Catalan Film Academy) ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เขาทำร่วมกับบาโจน่า ได้แก่ A Monster Calls (2015) ซึ่งเขาได้รับรางวัล Goya Award (Spanish Film Academy) และรางวัล Gaudi Award

ฟอร่ายังเป็นผู้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Imitation Game (2014) ซึ่งกำกับโดย มอร์เทน ทิลดัม

แอนดี้ นิโคลสัน (ANDY NICHOLSON) – โปรดักชั่น ดีไซเนอร์

ก่อนหน้าที่จะมาออกแบบฉากให้กับภาคต่อของภาพยนตร์ Jurassic World แอนดี้ นิโคลสัน ได้ร่วมงานกับผู้กำกับ อัลฟองโซ่ คัวรอน เรื่อง Gravity ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และรางวัลบัฟต้า

ปัจจุบัน นิโคลสันอยู่ในลอสแองเจลิส เพื่อออกแบบฉากให้กับภาพยนตรืเรื่อง Captain Marvel และในปี 2016 เขาทำหน้าที่เป็นโปรดักชั่นดีไซเนอร์ให้กับภาพยนตร์ของ จัสติน เคอร์เซล เรื่อง Assassin’s Creed ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ นีล เบอร์เกอร์ เรื่อง Divergent และภาพยนตร์ของ แอนดรูว์ นิคโคล เรื่อง The Host

นิโคลสันได้ร่วมงานกับผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน อยู่หลายครั้งโดยเริ่มจากในปี 1999 โดยทำหน้าที่เป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Sleepy Hollow จนได้รับรางวัล ADG Award เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้อีกครั้งจากการทำหน้าที่เดียวกันให้กับภาพยนตร์ของเบอร์ตันเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory และดูแลงานกำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง  Wonderland และ Frankenweenie

นิโคลสันได้รับรางวัล ADG Award อีกครั้งจากภาพยนตร์ของ คริส ไวตซ์ เรื่อง The Golden Compass และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอีกครั้งจากภาพยนตร์ของ พอล กรีนกราสส์ เรื่อง The Bourne Ultimatum และภาพยนตร์ของ โจ จอห์นสตัน เรื่อง Captain America: The First Avenger

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขาในตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ ได้แก่ ภาพยนตร์ของ จอห์นสตัน เรื่อง The Wolfman, ภาพยนตร์ของ กาย ริทชี่ เรื่อง RocknRolla, ภาพยนตร์ของ แนนซี่ เมเยอร์ส เรื่อง The Holiday และภาพยนตร์ของ แอนโธรี่ มิงเกลล่า เรื่อง Breaking and Entering , ภาพยนตร์ของ โทนี่ สก็อตต์ เรื่อง Spy Game, ภาพยนตร์ของ วูล์ฟแกง ปีเตอร์เซน เรื่อง Troy และภาพยนตร์ของ นีล จอร์แดน เรื่อง The Good Thief

เบอร์แน็ต วิลาพลานา (BERNAT VILAPLANA) – ผู้ลำดับภาพ

ก่อนหน้านี้ เบอร์แน็ต วิลาพลาน่า เคยร่วมงานกับผู้กำกับ เจเอ บาโจน่า มาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง The Impossible, A Monster Calls และสองตอนแรกของซีรีส์เรื่อง Penny Dreadful

เขายังลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของผู้กำกับ เกียอาร์โม่ เดล โทโร่ เรื่อง Pan’s Labyrinth, Hellboy II: The Golden Army และ Crimson Peak

แซมมี่ เชลดอน ดิฟเฟอร์ (SAMMY SHELDON DIFFER) – ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย

แซมมี่ เชลดอน ดิฟเฟอร์ เกิดในแมนเชสเตอร์ และเริ่มต้นทำงานที่ Royal Exchange Theatre เธอเริ่มต้นทำงานในแวดวงภาพยนตร์ด้วยการทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้ออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องด้วยกัน รวมถึงภาพยนตร์ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง Gladiator และภาพยนตร์ของ เจก สก็อตต์ เรื่อง Plunkett & Macleane ต่อมา เธอได้ก้าวขึ้นมาออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง Black Hawk Down ดิฟเฟอร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล British Academy of Film and Television Arts (BAFTA) Award จากภาพยนตร์เรื่อง The Imitation Game ซึ่งนำแสดงโดย เบเนดิคต์ คัมเบอร์แบทช์; The Merchant of Venice ซึ่งนำแสดงโดย อัล ปาชิโน่ และเจเรมี่ ไอรอนส์ และภาพยนตร์เข้าชิงรางวัลบัฟต้าเรื่อง Canterbury Tales: The Wife of Bath เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Costume Designers Guild Award จากภาพยนตร์เรื่อง The Imitation Game, Ex Machina, X-Men: First Class และ V for Vendetta

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ Kick-Ass 2, Gulliver’s Travels, Kick-Ass, Green Zone, Hellboy II: The Golden Army, Stardust, Kinky Boots และ A Hitchhiker’s Guide to the Galaxy

ดิฟเฟอร์ยังออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ของ จัสติน เคอร์เซล เรื่อง Assassin’s Creed, ภาพยนตร์ของ พีย์ตัน รี้ด เรื่อง Ant-Man และภาพยนตร์ของ อเล็กซ์ การ์แลนด์ เรื่อง Annihilation ปัจจุบัน เธออยู่ระหว่างออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ของ วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส เรื่อง Artemis Fowl ซึ่งกำกับโดย เคนเนธ บรานาห์

ไมเคิล จิแอ็คชิโน่ (MICHAEL GIACCHINO) – ผู้แต่งดนตรีประกอบ

ไมเคิล จิแอ็คชิโน่ มีผลงานแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมและได้รับคำชมมากมาย ซึ่งรวมถึงเรื่อง Inside Out, Dawn of the Planet of the Apes, The Incredibles, Ratatouille, Zootopia และ Rogue One: A Star Wars Story ในปี 2009 ดนตรีประกอบที่จิแอ็คชิโน่ แต่งให้กับภาพยนตร์ฮิตของพิกซาร์ เรื่อง Up ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์, รางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลบัฟต้า และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

ผลงานการแต่งดนตรีให้กับวิดีโอเกมส์ของจิแอ็คชิโน่ ทำให้เขาเป็นที่สนใจของ เจเจ อับรามส์ ซึ่งเลือกให้เขามาแต่งดนตรีประกอบให้กับซีรีส์สุดฮิตเรื่อง Alias และ Lost และภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible III, Star Trek, Super 8 และ Star Trek: Into Darkness

—Jurassic world: fallen kingdom—

2 ดารานำจาก Jurassic World: Fallen Kingdom คริส แพรทท์ และ ไบร์ซ ดัลลาส ฮาวเวิร์ด ฝากทักทายชาวไทยพร้อมเชิญชวนไปชมภาพยนตร์วันที่ 7 มิถุนายนนี้

Jurassic World: Fallen Kingdom | สัมภาษณ์พิเศษดารานำ | UIP Thailand

Jurassic World: Fallen Kingdom | สตีเว่น สปีลเบิร์ก กล่าวเชิญชมภาพยนตร์

ตัวอย่างภาพยนตร์ Jurassic World: Fallen Kingdom | Final Trailer | Thai Sub | UIP Thailand

เบื้องหลังงานเอฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์ Jurassic World: Fallen Kingdom

Jurassic World: Fallen Kingdom มีไดโนเสาร์มากกว่าทุกภาคที่ผ่านมา

ติดตาม ReviewsPooH ที่นี่

Website : www.reviewspooh.com

Instagram : @reviewpooh

Facebook Page : @reviewpooh

Youtube : reviewpoohyoutube