THE SECRET LIFE OF PET 2 เรื่องย่อ และข้อมูลหนังแบบละเอียดยิบ!

สารบัญ

ชอบบทความนี้ แชร์ได้เลยจ้า
  •  
  •  
  •  
  •   

The Secret Life of Pets 2 เรื่องลับแก๊งขนฟู 2

ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ
ผลงานสร้างโดยคริส เมเลแดนดรี้

แพตตัน ออสวอลท์
เควิน ฮาร์ท
อีริค สโตนสตรีท
เจนนี สเลท
ทิฟฟานี แฮดดิช
เลค เบล
นิค ครอล
ดานา คาร์วีย์
เอลลี เคมเปอร์
คริส เรน็อด
ฮันนิบัล บูเรส
บ็อบบี้ มอยนิฮัน
และแฮร์ริสัน ฟอร์ด

ผู้ควบคุมงานสร้าง : เบรทท์ ฮอฟแมน

อำนวยการสร้างโดย
คริส เมเลแดนดรี้, พี.จี.เอ.
เจเน็ต ฮีลลี, พี.จี.เอ.

เขียนบทโดย : ไบรอัน ลินช์

ร่วมกำกับโดย : โจนาธาน เดล วัล

กำกับโดย : คริส เรน็อด

THE SECRET LIFE OF PET 2

ชื่อภาพยนตร์: THE SECRET LIFE OF PET 2
ชื่อไทย: เรื่องลับแก๊งขนฟู 2
วันที่เข้าฉาย: 6 มิถุนายน 2562
จัดจำหน่าย: บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด

Illumination

ข้อมูลงานสร้าง THE SECRET LIFE OF PET 2

The Secret Life of Pets 2 ภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องที่สิบจากอิลลูมิเนชัน ( Illumination ) เป็นภาคต่อที่หลายคนรอคอยของภาพยนตร์คอเมดี้ บล็อกบัสเตอร์ปี 2016 ที่มีรายได้เปิดตัวช่วงสุดสัปดาห์มากที่สุดสำหรับภาพยนตร์ออริจินอล ไม่ว่าจะเป็นอนิเมชันหรือไม่ก็ตาม
ด้วยความเบาสมองและอารมณ์ขันจิกกัดตามสไตล์อิลลูมิเนชัน ภาพยนตร์ใหม่เรื่องนี้ได้ล้วงลึกเข้าไปในอารมณ์ความนึกคิดของสัตว์เลี้ยงของเรา สายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างพวกเขาและครอบครัวที่รักพวกเขาและคำตอบสำหรับคำถามที่ติดอยู่ในใจเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคน ที่ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณทำอะไรกันแน่ตอนที่คุณไม่อยู่บ้าน

เรื่องลับแก๊งขนฟู 2
สุนัขพันธุ์เทอร์เรียร์ แม็กซ์ (แพตตัน ออสวอลท์) กำลังเจอกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เจ้าของของเขา (เอลลี เคมเปอร์) ตอนนี้แต่งงานและมีลูกตัวน้อยอย่างหนูน้อยเลียมแล้ว แม็กซ์กังวลเรื่องการคุ้มครองหนูน้อยคนนี้มากจนเป็นโรควิตกจริต ระหว่างการเดินทางไปท่องเที่ยวทั้งครอบครัวที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง แม็กซ์และเจ้าสุนัขจอมเฟอะฟะ (อีริค สโตนสตรีท) ได้พบกับวัวที่เกลียดชังสุนัข จิ้งจอกดุร้ายและไก่งวงที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งทุกอย่างก็ยิ่งทำให้แม็กซ์วิตกหนักข้อเข้าไปใหญ่ โชคดีที่แม็กซ์ได้รับคำแนะนำจากรูสเตอร์ (แฮร์ริสัน ฟอร์ด ที่ทำงานในภาพยนตร์อนิเมชันเป็นครั้งแรก) สุนัขเฝ้าฟาร์มมากประสบการณ์ ผู้ผลักดันให้แม็กซ์สลัดความวิตกกังวลของเขา พบความแข็งแกร่งในตัวเอง และปล่อยให้เลียมมีอิสระมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน แมวเหมียวโคลอี้ (เลค เบล) ก็ค้นพบความสุขของการได้ดื่มด่ำไปกับกัญชาแมวอย่างมีความสุขและสุนัขปอมเมเรเนียนใจกล้า กิดเจ็ท (เจนนี สเลท) ก็บังเอิญทำของเล่นชิ้นโปรดของแม็กซ์หายไป และจำเป็นต้องทำภารกิจท้ากรงเล็บในการแย่งชิงมันกลับคืนมาจากอพาร์ทเมนต์ที่เต็มไปด้วยแมว ด้วยความช่วยเหลือเล็กน้อยจากโคลอี้ (เลค เบล) กิดเจ็ทก็ได้ศึกษาวิถีแมวเหมียวที่แสนลึกลับ เพื่อที่เธอจะสามารถแฝงตัวเข้าไปในรังของพวกเขาและช่วยเหลือบิวซี บีกลับมาได้
ส่วนสโนว์บอล (เควิน ฮาร์ท) กระต่ายสุดเพี้ยนแต่น่ารัก ก็เกิดหลงละเมอเพ้อพกยกใหญ่ว่าตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโรตัวจริงเสียงจริงหลังจากที่ มอลลี เจ้าของของเขาเริ่มจับเขาแต่งชุดนอนซูเปอร์ฮีโร แต่เมื่อเดซี (ทิฟฟานี แฮดดิช) สุนัขชิห์สุผู้ไม่กลัวเกรงอะไร ปรากฏตัวขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือจากสโนว์บอลในการปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตราย เขาก็จะต้องปลุกความกล้าของตัวเองเพื่อกลายเป็นฮีโรอย่างที่เขาเสแสร้งเป็นมาตลอด

THE SECRET LIFE OF PET 2

นอกจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้นิค ครอล มาพากย์เสียง เซอร์เจย์ เจ้าของละครสัตว์จอมเจ้าเล่ห์, ดานา คาร์วีย์ ในบท ป็อปส์ สุนัขพันธุ์บาสเซ็ท ฮาวด์, คริส เรน็อด ในบท นอร์แมน หนูตะเภา, ฮันนิบัล บูเรส ในบท บัดดี้ สุนัขพันธุ์ดัชชุนและบ็อบบี้ มอยนิฮันในบท เมล สุนัขพันธุ์ปั๊ก
The Secret Life of Pets 2 อำนวยการสร้างโดย คริส เมเลดันดรี้ ซีอีโอและผู้ก่อตั้งอิลลูมิเนชัน และเจเน็ต ฮีลลี เพื่อนร่วมงานมานานของเขา ซึ่งเป็นทีมเบื้องหลัง Dr.Seuss’ The Grinch และแฟรนไชส์ Despicable Me และ Minions เขียนบทโดยมือเขียนบท Pets ไบรอัน ลินช์ ผู้ควบคุมงานสร้างคือเบรทท์ ฮอฟแมน ดนตรีสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยอเล็กซานเดร เดสแพลท The Secret Life of Pets 2 กำกับโดยผู้กำกับคริส เรน็อด ผู้กำกับแฟรนไชส์ Despicable Me จากอิลลูมิเนชันและ Dr.Seuss’ The Lorax ภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกำกับโดยโจนาธาน เดล วัล

เรื่องย่อ THE SECRET LIFE OF PET 2

เรื่องย่อ ความเป็นมาของ THE SECRET LIFE OF PET 2

ความรักที่ไร้เงื่อนไขและพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์ ( Helicopter Parenting คือ การที่พ่อแม่คอยดูแลบุตรหลานโดยไม่ยอมปล่อยมือ )
การตามหาหัวใจของ Pets 2
เกือบจะทันทีหลังจากความสำเร็จของ The Secret Life of Pets ซึ่งทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศและทำรายได้ไปกว่า 875 ล้านเหรียญทั่วโลก คริส เมเลแดนดรี้ ซีอีโอของอิลลูมิเนชัน, เจเน็ต ฮีลลี หุ้นส่วนการอำนวยการสร้างของเขา, ไบรอัน ลินช์ มือเขียนบทคนเดิมและคริส เรน็อด ผู้กำกับคนเดิมเริ่มสำรวจไอเดียสำหรับบทต่อไปในชีวิตของตัวละครที่พวกเขาได้สร้างขึ้น “Pets ภาคแรกโดนใจผู้ชมทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัดเพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงครับ” เรน็อดกล่าว “เราพยายามจะถ่ายทอดภาพของสัตว์อย่างที่พวกมันเป็น ทั้งด้วยทัศนคติและอนิเมชันการเคลื่อนไหว นอกจากนั้น ผมยังรู้สึกด้วยว่าคำถามที่ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณทำอะไรตอนคุณไม่อยู่บ้านเป็นคำถามที่เรียบง่ายแต่น่าสนใจเหลือเกิน คนอดใจไม่ไหวหรอกครับที่จะไม่ดูหนังที่พยายามจะตอบปริศนานั้น”
คำถามที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้คือจะทำอย่างไรถึงจะพัฒนาและขยายโลกของ Pets ในแบบที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ สร้างสรรค์ น่าตื่นเต้นและสมจริงได้ดีที่สุด “ตอนที่คุณเริ่มสร้างซีเควล เป้าหมายคือการเล่าเรื่องราวที่จะพาผู้ชมกลับมาหาตัวละครที่พวกเขารัก แต่ก็ได้ค้นพบว่าในหนังเรื่องนั้น มีเส้นเรื่องใหม่ๆ มีพัฒนาการตัวละครใหม่ๆ และตัวละครใหม่ๆ” เมเลแดนดรี้กล่าว “เมื่อผู้ชมมาดูหนังเรื่องนี้ ผู้ชมจะอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นตัวละครพวกนี้ที่พวกเขารักอีกครั้งและพวกเขาก็อดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นว่าตัวละครพวกนี้ทำอะไรตอนที่ไม่มีใครอยู่ พล็อตหลักนั้นมีความแข็งแรงและเราก็ตอบรับกับเรื่องนั้น แต่เราก็ยังอยากจะสร้างเรื่องราวที่เป็นก้าวต่อไปสำหรับชีวิตของตัวละครเหล่านี้และเป็นเรื่องราวที่จะน่าติดตามสำหรับผู้ชมทุกคน แม้แต่คนที่ยังไม่เคยดูหนังภาคแรกก็ตามน่ะครับ”
ตัวละครที่บกพร่องอย่างน่ารัก เข้าถึงได้และตราตรึงใจคือพื้นฐานของการเล่าเรื่องราวทุกเรื่องของอิลลูมิเนชันและ The Secret Life of Pets 2 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมเลแดนดรี้ร่วมมือกับทีมงานเบื้องหลังระดับแนวหน้าของเขาในการล้วงลึกเข้าไปในอารมณ์ความนึกคิดลับๆ ของสัตว์เลี้ยงของเรา ความรักไร้เงื่อนไขที่เรามีต่อพวกเขาและที่พวกเขามีต่อเรา “หนึ่งในองค์ประกอบที่มีเสน่ห์จริงๆ ของ Pets 2 คือการที่ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสัตว์เลี้ยงสามารถไปได้สองทาง” เมเลแดนดรี้กล่าว “ไม่เพียงแต่เราจะดูแลสัตว์เลี้ยงของเราเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว สัตว์เลี้ยงของเราก็ดูแลเราด้วยเหมือนกัน” บางครั้ง ก็ดีเกินไปซะด้วย หนึ่งในธีมสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้คือไอเดียของพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์และผลกระทบที่มันมีต่อพ่อแม่และลูกที่ถูกเลี้ยงดู
“ไบรอัน ลินช์, คริส เมเลแดนดรี้กับผมเริ่มเล็งไอเดียเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์เลี้ยงกับเด็กครับ” เรน็อดกล่าว “เราตระหนักว่าทิศทางเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมคือการได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและสัตว์เลี้ยงผลิบานและพัฒนากลายเป็นรักแท้ เรื่องราวมากมายมาจากประสบการณ์ของเราเอง ผมเคยเลี้ยงไอริช เซ็ตเตอร์ที่ชื่อแชมมีตอนเป็นเด็ก และเธอก็มีนิสัยที่อ่อนโยนและผ่อนปรนเวลาอยู่กับผมและเด็กคนอื่นๆ ครับ”
นอกจากนั้น ทีมผู้สร้างยังต้องการทำให้ Pets 2 ตลกขบขันยิ่งกว่าภาคแรก ตัวละครสามตัวที่กลับมาอีกครั้งในภาคนี้ ซึ่งก็คือแม็กซ์ สุนัขเทอร์เรียร์ (แพตตัน ออสวอลท์), กิดเจ็ท (เจนนี สเลท) สุนัขปอมเมอเรเนียน และสโนว์บอล (เควิน ฮาร์ท) กระต่าย ต่างก็พบตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ผลักดันให้พวกเขาก้าวออกจากขอบเขตสบายใจของพวกเขาเสียไกลลิบ ทำให้ทีมผู้สร้างและนักพากย์มีโอกาสมากมายในการสร้างอารมณ์ขันในอาการวิตกจริตของแม็กซ์ ปฏิบัติการแฝงตัวในหมู่แมวของกิดเจ็ทและความเพ้อฝันว่าเป็นซูเปอร์ฮีโรของสโนว์บอล สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ภายใต้เสียงหัวเราะนั้นยังมีหัวใจที่เต้นอย่างหนักแน่น ที่จะโดนใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย แม็กซ์ ในฐานะหัวใจด้านอารมณ์ของเรื่อง พยายามจะรวบรวมความกล้าที่จะปล่อยให้เลียม หนูน้อยที่เขารักยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดเติบโตขึ้น
นับตั้งแต่ภาคแรกที่แม็กซ์ได้เรียนรู้ที่จะแบ่งปัน เคที (เอลลี เคมเปอร์) เจ้าของของเขากับดุ๊ค (อีริค สโตนสตรีท) สุนัขตัวใหม่ แม็กซ์และดุ๊คก็กลายเป็นพี่น้องกัน แต่ตอนนี้ เคทีแต่งงานแล้วและมีลูกชายตัวน้อยที่ชื่อเลียม “จากตอนแรกที่แม็กซ์ประหลาดใจกับทารกน้อยคนนี้ เขาก็เปลี่ยนเป็นกลัวก่อนจะตระหนักได้ว่าเด็กคนนี้ชื่นชอบเขา” เมเลแดนดรี้กล่าว “มีความรักไร้เงื่อนไขนี้ที่แม็กซ์มอบกลับให้กับเลียม และแม็กซ์ก็กลายเป็นผู้คุ้มครอง เป็นพ่อ เป็นผู้ปกครองเด็กคนนี้ และด้วยเหตุนั้นเอง เขาก็เลยมีอาการวิตกกังวลตามแบบพ่อแม่มือใหม่ แม็กซ์เปลี่ยนจากความรู้สึกเมินเฉยไปเป็นความไม่อยากให้เลียมคลาดสายตา หนังเรื่องนี้กลายเป็นการสำรวจการเป็นพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์ที่หวงลูกเกินเหตุ ที่กลัวเหลือเกินว่าลูกของพวกเขาจะหกล้ม หัวเข่าถลอก หรืออยู่เกินเอื้อมมือถึง และกลัวว่าจะเกิดภัยพิบัติขึ้น การเดินทางในหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วคือการเดินทางที่ทำให้แม็กซ์ตระหนักว่าถึงแม้ว่าเขาจะรักเลียมมากแค่ไหน แต่เขาก็จะต้องปล่อยเลียมให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้และเรียนรู้ที่จะมีชีวิตรอดได้ มันเป็นการเดินทางที่พ่อแม่ทุกคนหรือใครก็ตามที่มีพ่อแม่สามารถเข้าใจได้ การมีคนที่คุณรักและใส่ใจแต่ตระหนักได้ว่าบทบาทของคุณไม่ใช่การคุ้มครองพวกเขาจากทุกสิ่งในโลก แต่เป็นการเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเองในโลกใบนี้ต่างหากล่ะครับ”
ไอเดียนั้นสอดคล้องกับความคิดของเมเลแดนดรี้, เรน็อดและลินช์ ผู้ที่เป็นพ่อเช่นเดียวกัน “ธีมที่พวกเราพยายามจะนำเสนอในหนังเรื่องนี้คือไอเดียของการปล่อยวางครับ” เรน็อดกล่าว “ไม่มีอะไรที่ชัดเจนไปกว่าการส่งลูกของคุณไปโรงเรียนและตระหนักว่าคุณไม่สามารถควบคุมอะไรได้อีกต่อไปแล้ว คุณต้องยอมรับว่ามันเป็นโลกที่อันตราย แต่คุณก็ต้องปล่อยวางและปล่อยให้พวกเขามีชีวิตของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องของการคุ้มครองแต่เป็นเรื่องของการสอนให้พวกเขายืนด้วยสองขาของตัวเองครับ”
ความเชื่อมโยงส่วนตัวเหล่านั้นเองที่ทำให้ Pets 2 และภาพยนตร์อิลลูมิเนชันโดยทั่วๆ ไปมีอารมณ์ที่สมจริง “บ่อยครั้ง การสร้างหนังพวกนี้เป็นเหมือนการบำบัดสำหรับผม” เมเลแดนดรี้กล่าว “มันเป็นการที่ผมคลายปมปัญหาส่วนตัวของผมในแบบเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งผมคิดว่ามันก็เป็นแบบนั้นสำหรับคริสและไบรอันเหมือนกัน เราทุกคนต่างก็พยายามใส่มุมมองของตัวเองลงไป ผมเข้าใจแม็กซ์เพราะผมเองก็ลำบากใจกับสมดุลระหว่างการเป็นผู้ดูแลลูกๆ ที่ขยันขันแข็งอย่างเหลือเชื่อและการให้พวกเขามีพื้นที่มากพอที่จะเป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่มักจะกีดกันไม่ให้เราปล่อยวางจากลูกๆ และปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับโลกภายนอก แม้ว่าโลกภายนอกนั้นจะเป็นสนามเด็กเล่น ก็คือความกลัวโดยทั่วๆ ไป ดังนั้น การเดินทางสำหรับแม็กซ์ในหนังเรื่องนี้คือการเดินทางเพื่อเอาชนะความกลัวของตัวเอง ซึ่งจะทำให้เขามีความมั่นใจลึกๆ ที่จะปล่อยวางมากขึ้นกว่าเดิม จริงๆ แล้ว เมื่อมันเกิดขึ้นได้ มันจะเป็นเรื่องที่น่าประทับใจทีเดียวครับ”
เมื่อได้หัวใจสำคัญทางอารมณ์ของเรื่องเรียบร้อยแล้ว ทีมผู้สร้างก็เผชิญหน้ากับปัญหาหนักใจด้านโครงสร้างของการสร้างเส้นเรื่องสามเส้นที่แยกจากกัน นั่นคือเส้นเรื่องของแม็กซ์ กิดเจ็ทและสโนว์บอล ก่อนจะหาวิธีนำเส้นเรื่องทั้งสามมารวมกันอีกครั้ง “ความท้าทายหลักอยู่ที่การร้อยเรียงเส้นเรื่องสามเส้นที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน” เรน็อดกล่าว “หนังเรื่องแรกเกี่ยวกับเรื่องราวของแม็กซ์ในตอนที่เขาและดุ๊คพยายามหาทางกลับบ้าน แต่ในหนังเรื่องนี้ เราใช้ทั้งการเล่าเรื่องและดนตรีในการร้อยเรียงเรื่องราวทั้งสามนี้เข้าด้วยกันครับ”
ทีมผู้สร้างพบแรงบันดาลใจสำหรับโครงสร้างนี้จากแหล่งที่น่าประหลาดใจ นั่นคือภาคแรกของพวกเขา “ตอนที่เราสร้างหนังภาคแรกขึ้นมา เราค้นพบบางอย่างโดยบังเอิญ” เมเลแดนดรี้กล่าว “เราตระหนักว่าทุกสองสามฉาก เราจะแนะนำตัวละครใหม่ๆ เข้าไป นั่นเป็นโครงสร้างที่แปลกประหลาดมากๆ หนังส่วนใหญ่จะแนะนำให้คุณรู้จักตัวละครหลักของคุณในห้าหรือหกฉากแรก แล้วคุณก็จะได้เห็นชีวิตของพวกเขาถูกตีแผ่ออกมา แต่สิ่งที่เราพบคือโครงสร้างของเราทำให้หนังเรื่องนี้มีความรู้สึกของการค้นพบอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาสร้างภาคสอง เราก็เลยอยากหาวิธีที่จะสะท้อนพลังงานแบบนั้นออกมา เราคิดไอเดียเส้นเรื่องสามเส้นที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันและท้ายที่สุดก็หลอมรวมเข้าด้วยกันขึ้นมา ในตอนที่พวกมันรวมตัวกัน มันก็มีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก แต่ก่อนหน้านั้น เราจะตัดสลับระหว่างเส้นเรื่องที่เดินขนานกันไป มันฟังดูเป็นการเปรียบเทียบที่ตลกนะครับ แต่มันทำให้ผมนึกถึงโครงสร้างของ Game of Thrones ที่ทุกเอพิโซด คุณจะตัดสลับไปมาระหว่างเรื่องราวคู่ขนานพวกนี้ นั่นไม่ใช่โครงสร้างหนังตามปกติเลย แต่ผมมองว่ามันน่าติดตามจริงๆ ครับ”

THE SECRET LIFE OF PET 2
อย่างไรก็ดี การสร้างมันอย่างแนบเนียนนั้นเป็นเรื่องที่ลำบากแสนเข็ญ “ซีเควนซ์ที่ท้าทายที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการผูกเส้นเรื่องทั้งสามเข้าด้วยกัน” เรน็อดกล่าว “ตลอดทั้งเรื่อง แม็กซ์, กิดเจ็ทและสโนว์บอลต่างก็เคลื่อนไหวเป็นอิสระจากกันในเรื่องราวของพวกเขาเอง แต่การทำให้หนังเรื่องนี้เวิร์คและสร้างตอนจบที่น่าพึงพอใจ เราต้องหาวิธีที่จะเชื่อมโยงองค์ประกอบที่แปลกต่างเหล่านี้ และหาตัวกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์ในองก์ที่สาม บางครั้ง คุณก็จะติดอยู่กับการกังวลเรื่องของเหตุผล แต่ปกติแล้ว คุณมักจะพบว่าคุณต้องการสิ่งนั้นน้อยกว่าที่คุณคิด สิ่งที่เป็นตัวชูโรงคืออารมณ์และตัวละครต่างหากล่ะครับ”
เวลาที่พวกเขาไขรหัสได้ว่าจะร้อยเรียงเส้นเรื่องทั้งสามเส้นเข้าด้วยกันได้อย่างไรไม่เพียงสำคัญต่อเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างมันให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย “มันเป็นช่วงเวลาที่เน้นถึงแง่มุมของสิ่งที่เราทำที่อิลลูมิเนชันที่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชมที่รักหนังของเราจะไมได้รับรู้หรอกครับ” เมเลแดนดรี้กล่าว “เราใช้เวลาสามถึงสี่ปีหรือมากกว่านั้นในกระบวนการสร้างสรรค์ที่มักทำให้เราต้องนำไอเดียที่ดีที่สุดออกมาและไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะทำให้ฉากนั้นๆ ดีขึ้นหรือเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวละครหรือหาแง่มุมขำขันที่เราไม่เคยพบมาก่อน เราทำงานด้านนั้นมาหลายเดือนมากๆ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างที่เรามองกลับไป ผมก็ตระหนักได้ว่า ความร่วมแรงร่วมใจของเราบังเกิดผลแล้ว และเราก็สามารถทำสิ่งที่ยุ่งยากและเกินเอื้อมสำหรับเราให้เป็นจริงได้ เราทุ่มเทใจให้กับมันและเราก็มาถึงจุดๆ นี้ ถ้าคุณทำงานกระบวนการนั้นเป็นปีๆ อย่างเรา ในการที่เราจะประสบความสำเร็จและสร้างสิ่งที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกยินดีได้ คุณก็จะต้องหารางวัลให้กับตัวเองระหว่างกระบวนการนั้นด้วย ที่จะตระหนักในสิ่งที่คุณทำสำเร็จ ช่วงเวลานั้นจะติดตรึงในใจผมเสมอครับ”


ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศและอารมณ์ที่สมจริงของตัวละครคือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ทีมนักพากย์ชุดเดิมกลับมาทำงานในซีเควลเรื่องนี้อีกครั้ง “คุณจะเห็นได้ถึงพัฒนาการที่แท้จริงของตัวละครในหนังเรื่องนี้” ฮาร์ทกล่าว “คุณจะเห็นได้ว่าตัวละครเติบโตขึ้นในขณะที่ครอบครัวของเขาเติบโตขึ้น และไอเดียหลักของภาคแรก ซึ่งก็คือ ‘สัตว์เลี้ยงของคุณทำอะไรตอนคุณไม่อยู่บ้าน’ ก็ถูกต่อยอดเช่นกัน ครั้งนี้ เราไม่เพียงเห็นว่าพวกเขาทำอะไร แต่เรายังได้เห็นว่าพวกเขาทำอะไรแค่ไหนเพื่อปกป้องบ้าน ครอบครัว เจ้าของและเพื่อนๆ ของพวกเขา ผมชอบที่โลกใบนี้ที่เราสร้างขึ้นกำลังพัฒนาขึ้น ผมคิดว่าแฟนๆ จะได้อะไรมากกว่าที่พวกเขาคาดหวังไว้และตระหนักว่านี่เป็นโลกที่ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นี่เป็นตัวละครที่คุณสามารถให้ใจกับพวกเขาและเติบโตไปกับพวกเขาได้น่ะครับ”
การทำเรื่องนั้นให้เกิดขึ้นได้ต้องใช้ทีมงานจำนวนมาก อย่างน้อยนักวาดภาพที่ทำงานอยู่ในเขตเวลาต่างๆ ที่จำเป็นต่อการสร้างภาพยนตร์อนิเมชันที่มีคุณภาพระดับนี้ก็มีจำนวนมากทีเดียว “เรามีทีมงานประมาณ 200 คนในฝรั่งเศสและอเมริกาที่ทำงานในหนังเรื่องนี้ครับ” เรน็อดกล่าว “นอกเหนือจากทีมอิลลูมิเนชันในซานตา มอนิกาแล้ว มือเขียนบทและนักวาดภาพสตอรีบอร์ดก็ทำงานในอเมริกาเหมือนกัน แต่ทีมงานคนอื่นๆ ตั้งแต่แผนกเลย์เอาท์ไปจนถึงอนิเมชันและเรนเดอร์ขั้นสุดท้ายก็อยู่ในปารีสครับ”
สำหรับเจเน็ต ฮีลลี ผู้ดูแลงานอยู่ที่ปารีส เวลาหลายปีของการทำงานอุทิศให้กับแฟรนไชส์ Pets ช่างคุ้มค่า ทั้งด้วยความท้าทายเชิงสร้างสรรค์ของมันและความสุขที่มันมอบให้กับผู้ชม “แฟรนไชส์นี้ทั้งโดดเด่นและพิเศษสุดเพราะมันทำให้เราเชื่อมโยงกับสัตว์เลี้ยงที่รักของเราในแบบขำขันและน่าสนใจ” ฮีลลีกล่าว “คนในทุกมุมโลกรักสัตว์เลี้ยงของพวกเขาและสงสัยว่าสัตว์เลี้ยงของพวกเขาคิดอะไรกันบ้าง ตอนที่พวกเขาได้ดู The Secret Life of Pets พวกเขาก็จะได้เห็นมุมมองที่สนุกสนานและมหัศจรรย์ แฟรนไชส์ The Secret Life of Pets น่าตื่นเต้นและวุ่นวายกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้อีกค่ะ”
เหนือกว่านั้น ความเข้าถึงได้ของตัวละครคือสิ่งที่นำผู้ชมกลับมาสู่แฟรนไชส์นี้ครั้งแล้วครั้งเล่า “ตัวละครทุกตัวใน The Secret Life of Pets 2 ให้ความรู้สึกคุ้นเคยค่ะ” ฮีลลีกล่าว “พวกเขาเป็นตัวแทนของบุคลิกและพฤติกรรมที่เราเห็นในสัตว์เลี้ยงที่รักของเราทุกวัน เช่นเดียวกับมนุษย์เรา สัตว์เลี้ยงพวกนี้ก็มีมิตรภาพที่ใกล้ชิด ความจงรักภักดีลึกซึ้ง ปัญหาใหญ่ให้ต้องแก้ไขและวีรกรรมที่จะต้องทำให้สำเร็จ สัตว์เลี้ยงในแฟรนไชส์ของเราเป็นส่วนที่คุ้นเคยและเป็นที่รักในครอบครัวของเราและตอนนี้ พวกเขาก็กลายเป็นส่วนที่วิเศษสุดในประสบการณ์การดูหนังของเราค่ะ”
นอกจากนี้ Pets 2 ยังเป็นความสำเร็จเชิงเทคนิคที่แปลกใหม่และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอิลลูมิเนชันอีกด้วย “มีบางฉากในหนังเรื่องนี้ที่ผมคิดว่าเป็นซีเควนซ์แอ็กชันที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมาในหนังของอิลลูมิเนชันเลยล่ะครับ” เมเลแดนดรี้กล่าว “มีซีเควนซ์หนึ่งที่เกิดขึ้นที่ละครสัตว์ชั่วร้าย ผมดูฉากนี้มา 200 ครั้งได้และทุกครั้ง ผมก็จะชื่นชมกับคุณสมบัติความอลังการของผม วิธีที่คริสจัดฉากมัน และความตึงเครียดที่ถูกสร้างขึ้นมา ผมชอบแสงของมันนะ ผมชอบอนิเมชันเคลื่อนไหวในนั้น ผมชื่นชอบคุณสมบัติของน้ำบนพื้นและเงาสะท้อนในน้ำ มันเป็นฉากที่ฝีมือศิลป์ของทีมงานในฝรั่งเศสและการกำกับของคริสมาประสานกันในแบบที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจเหลือเกินที่ได้เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างของหนังเรื่องนี้ครับ”
เรน็อดรู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติกับผลงานที่เขาและอิลลูมิเนชันได้ทำร่วมกัน “การร่วมมือและการเป็นพันธมิตรกันคือสิ่งที่เป็นหลักในการทำงานของผมมาจนถึงปัจจุบัน” เรน็อดกล่าว “การร่วมงานกับคริส เมเลแดนดรี้ก็ยังคงเป็นความสุขอย่างแท้จริงและทีมงานทุกคนที่อิลลูมิเนชันก็เป็นที่หนึ่งเลย ผมโชคดีที่ได้ร่วมงานกับทีมงานที่น่าทึ่งชุดนี้ในการสร้างตัวละครและเรื่องราวที่ผู้ชมรักเหลือเกิน ผมคิดว่าซีเควลเรื่องนี้อาจมีเรื่องราวที่แข็งแรง และมีรายละเอียดซับซ้อนมากกว่า Pets 1 ในภาคแรก เราพบว่าเราต้องบอกเล่าเรื่องราวที่เรียบง่ายมากๆ เพื่อให้มีพื้นที่ในการแนะนำตัวละครสัตว์เลี้ยงเป็นขโยงของเรา ในภาคนี้ เราสามารถข้ามบทแนะนำและพุ่งตรงสู่การเล่าเรื่องได้เลยครับ”
เรน็อดกระตือรือร้นอยากให้ผู้ชมได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ “ผมหวังว่าผู้ชมจะเดินกลับออกไปจากโรงหนังด้วยความรู้สึกดีใจว่าพวกเขามีโอกาสอีกครั้งที่จะได้ใช้เวลาคลุกคลีกับตัวละครเหล่านี้” เรน็อดกล่าว “ผมรู้สึกว่าเรามีเวลาดีๆ ในการได้ร่วมงานกับพวกเขาอีกครั้งและผมก็หวังว่าความสุขและความสนุกนั้นจะถ่ายทอดออกมาในหนังเรื่องนี้ด้วย”
สำหรับเมเลแดนดรี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ทรงพลังระหว่างเราและสัตว์ที่อยู่ในชีวิตของเราด้วย “หัวใจของมันคือการที่เราทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตเพื่อค้นหาความรักที่ไร้เงื่อนไข ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากมนุษย์อีกคนน่ะครับ” เมเลแดนดรี้กล่าว “แต่มันเป็นเรื่องง่ายดายที่สัตว์เลี้ยงจะมอบความรักแบบนั้นกับเรา มันเป็นอะไรที่อบอุ่นใจอย่างลึกซึ้ง ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสัตว์เลี้ยงของเราน่ะครับ”

ตัวละคร The Secret Life of Pets 2

เช่นเดียวกับภาคแรกในปี 2016 The Secret Life of Pets 2 พากย์เสียงโดยนักแสดงตลกที่พิเศษสุดที่สุดเท่าที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันหลายคน เหล่านักพากย์ได้รับการสนับสนุนให้แอดลิบระหว่างเซสชันบันทึกเสียง และให้นำเสนอไอเดียของพวกเขาเอง แต่มันก็เป็นหน้าที่ของเรน็อดและลินช์ในการควบคุมและดัดแปลงพลังงานสร้างสรรค์เหล่านั้น เพื่อทำให้แน่ใจว่ามันจะช่วยส่งเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น “อนิเมชันเป็นสื่อที่ยอดเยี่ยมสำหรับการอิมโพรไวส์ครับ” เมเลแดนดรี้กล่าว “โดยทั่วไปแล้ว เราต้องพินิจพิเคราะห์บทตามที่มันถูกเขียนขึ้นมาก่อน เราค่อยๆ ดูกันไปทีละฉากๆ เราบันทึกภาพนักแสดงทีละคนๆ และพอเราได้ฉากในเวอร์ชันตามที่เขียนเอาไว้ในบทก่อน เราก็ค่อยให้โอกาสนักแสดงในการประดิษฐ์อะไรก็ตามที่เธอหรือเขารู้สึกสบายใจที่จะมีส่วนร่วมน่ะครับ”
เรน็อดอธิบายกระบวนการทำงานของการอิมโพรไวส์ “นอกเหนือจากการที่นักแสดงตลกคิดแอดลิบขึ้นมา ไบรอัน มือเขียนบทของเรา ก็มักจะหยิบยื่นไอเดียเยี่ยมๆ ให้กับผมระหว่างที่เรากำลังทำงานอยู่ในเซสชันนั้นๆ น่ะครับ” เรน็อดกล่าว “มันเป็นหน้าที่ของผมในการจัดแจงข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ดีที่สุด ผมต้องนึกอยู่ตลอดเวลาว่าอะไรที่เวิร์คและอะไรที่ไม่เวิร์ค บางครั้ง สิ่งที่ตลกในบูธบันทึกเสียงก็ไม่ได้ลงเอยในหนัง ถ้ามันไม่ยาวเกินไป เราก็ไม่มีสีหน้าหรือภาษากายของนักแสดงมาช่วยสนับสนุนมุขนั้น ถึงกระนั้น มันก็มีแอดลิบบางประโยคที่กลายเป็นบทพูดโปรดของเราในหนังเรื่องนี้ครับ!”
เมเลแดนดรี้กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้ก็พูดด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว “คริส เรน็อดได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้กำกับเยี่ยมๆ ที่ให้ความสำคัญกับนักแสดง” เมเลแดนดรี้กล่าว “มันเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่น่ายินดีเสมอสำหรับผมเมื่อผมได้ทำงานกับคริส และเขาก็ได้ทำให้ผมเห็นถึงวัตถุดิบใหม่ ที่มีการบันทึกเสียงด้วย ผมได้รับประโยชน์จากการได้ฟังมันเป็นครั้งแรกและเขาก็ได้ประโยชน์จากการได้รับรู้ปฏิกิริยาของผมเมื่อได้ฟังมันเป็นครั้งแรกด้วยครับ”
ใน Pets 2 ตัวละครโปรดทั้งหมดของเราและตัวละครใหม่ๆ จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่จะทดสอบความกล้าหาญ ความมุ่งมั่นและความสามารถของพวกเขาในการไว้วางใจตัวเอง ไม่ว่าชีวิตจะส่งพวกเขาไปเจอกับอะไรก็ตาม”

แม็กซ์
แพตตัน ออสวอลท์

แม็กซ์ สุนัขพันธุ์เทอร์เรียร์ ที่พากย์เสียงโดยแพตตัน ออสวอลท์ ทำใจลำบากกับความเปลี่ยนแปลง ในภาคแรก การมาเยือนของดุ๊ค (อีริค สโตนสตรีท) สุนัขพันทางในอพาร์ทเมนต์ที่แม็กซ์อาศัยอยู่กับเคที (เอลลี เคมเปอร์) เจ้าของของเขาบีบให้แม็กซ์ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและแบ่งพื้นที่ของตัวเอง ใน Pets 2 เคทีแต่งงานกับชัค (พีท โฮล์มส์) และตอนนี้ พวกเขาก็มีลูกชายตัวน้อยที่ชื่อเลียม
แม็กซ์รักเลียมเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ แต่ความปรารถนาของเขาที่จะคุ้มครองเลียมจากภยันตรายใดๆ ทั้งปวงที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตเขาเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นสุนัขวิตกจริต เขาถึงกับแสดงออกถึงความรู้สึกนั้นด้วยการเกาตัวเองบ่อยๆ ออสวอลท์พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นนักแสดงที่สมบูรณ์แบบที่จะถ่ายทอดความภักดีและความวิตกกังวลแบบเจ้าตูบออกมา “แพตตันใส่ความอบอุ่น อารมณ์ขันและที่สำคัญที่สุด ความเปราะบาง มาสู่บทแม็กซ์” คริส เรน็อดกล่าว “แม็กซ์เป็นตัวละครที่ขี้วิตกมากๆ โดยเฉพาะกับเลียม ลูกชายตัวน้อยที่เพิ่งเกิดของเจ้าของของเขา เขากลัวโลกใบนี้และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเลียม และแพตตันก็ใส่ความเปราะบางเข้าไปในตัวละครตัวนี้ในแบบที่จะทำให้คุณรู้สึกเห็นใจเขาน่ะครับ”
ออสวอลท์มองว่ามันเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติของแม็กซ์ “แน่นอนว่าแม็กซ์ได้เปิดใจต่อความเป็นไปได้ที่ว่ามนุษย์คนอื่นๆ นอกเหนือจากเคที เจ้าของของเขา ก็อาจจะเป็นคนเจ๋งได้เหมือนกัน และนั่นก็ช่วยทำให้เขาเติบโตขึ้นครับ” ออสวอลท์กล่าว “แต่มันก็ทำให้แม็กซ์รู้สึกหวงแหนเลียม ลูกชายคนใหม่ของเคทีด้วย เลียมเป็นคู่หูตัวน้อยของแม็กซ์และสำหรับแม็กซ์แล้ว เขายังเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของมนุษยชาติด้วย แม็กซ์ก็เลยรู้สึกว่าจะต้องคุ้มครองเขา”
หลังจากการเดินทางไปหาสัตวแพทย์เพื่อรักษาอาการวิตกจริต แม็กซ์ก็ต้องใส่กรวยที่ป้องกันไม่ให้เขาเกาตัวเอง แน่นอนว่าตัวกรวยเองก็กลายเป็นที่มาของความวิตกกังวลเช่นกัน “แม็กซ์มองสิ่งต่างๆ จริงจังกว่าที่ควรจะเป็นมากถึงพันเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเรื่องสนุกที่ได้นำเสนอมันออกมาน่ะครับ” ออสวอลท์กล่าว
คริส เมเลแดนดรี้มองสิ่งนั้นว่าเป็นหนึ่งในจุดแข็งของออสวอลท์ในฐานะนักแสดง “แพตตันมีเสียงที่เป็นที่ชื่นชอบและน่าเห็นใจ” เมเลแดนดรี้กล่าว “นอกจากนั้น เขายังสบายใจกับการทำตัวเปราะบางและในตอนที่คุณสร้างตัวละครอย่างแม็กซ์ขึ้นมา ความเปราะบางก็ถูกร้อยเรียงเข้ากับเสน่ห์ของตัวละครตัวนั้นจริงๆ นอกจากนั้น แพตตันยังพบความขำขันในความเปราะบางนั้นด้วย และการหาเรื่องขำขันก็กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าเยอะเมื่อคุณรับมือกับตัวละครที่มีข้อบกพร่อง และรู้สึกสบายๆ กับข้อบกพร่องของตัวเอง พวกเขาอาจลำบากก็จริง แต่พวกเขาก็ไม่ได้เสแสร้งว่าตัวเองไม่ได้มีข้อบกพร่องน่ะครับ”
ไม่นานหลังจากที่แม็กซ์ต้องใส่กรวย เคทีและชัคก็พาเลียม, แม็กซ์และดุ๊คไปเยือนฟาร์มของครอบครัว ที่ซึ่งแม็กซ์และดุ๊คได้สัมผัสกับชนบทเป็นครั้งแรก สำหรับสุนัขส่วนใหญ่ รวมถึงดุ๊ค ฟาร์มเป็นสถานที่แห่งความงาม การค้นพบและกลิ่นใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นและสิงสาราสัตว์ สำหรับแม็กซ์ มันก็เป็นแค่กลุ่มสิ่งของที่ทำให้เขาต้องวิตกกังวล รวมถึงไก่งวงที่ก้าวร้าวด้วย
“เรามองหาวิธีที่จะสร้างความรู้สึกแบบหนังสือนิทานสำหรับฟาร์มแห่งนี้ครับ” เรน็อดกล่าว “ตอนแรก เราเล่นกับไอเดียที่ว่าฟาร์มนี้ดูอันตราย แต่ไอเดียการเล่าเรื่องที่แข็งแรงกว่าคือมันเป็นมุมมองของแม็กซ์ที่มีต่อฟาร์มแห่งนี้ว่าดูน่ากลัว เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไปยังสถานที่ใหม่ๆ มันจะมีความรู้สึกกลัวและอึดอัดใจเพราะคุณไม่คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมของคุณ ดังนั้น ในมุมมองของแม็กซ์ ไก่งวงที่เขาเจอก็จะคำรามแบบทีเร็กซ์ แต่เมื่อเราตัดภาพมุมกว้าง คุณก็จะได้ยินเสียงไก่งวงร้องอย่างน่าขันระหว่างที่เขาวิ่งไล่แม็กซ์ไปทั่วลานดิน แต่ให้ความยุติธรรมกับแม็กซ์หน่อยเถอะครับ การที่มีไก่งวงวิ่งไล่คุณก็เป็นเรื่องน่ากลัวได้เหมือนกันนะครับ! ช่วงเวลานี้สร้างจากประสบการณ์จริงบางอย่างครับ”
ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน แม็กซ์ก็มองเห็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ออสวอลท์อธิบายวันธรรมดาวันหนึ่งๆ สำหรับแม็กซ์ว่า “ตื่น กินข้าวเช้า กังวล กังวล กังวล กังวล ข้าวเย็น นอน”
แต่กิจวัตรนั้นกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ในคืนแรกที่พักที่ฟาร์ม แม็กซ์และดุ๊ครอดจากสุนัขจิ้งจอกเพราะสุนัขเฝ้าฟาร์มผู้
จริงจัง รูสเตอร์ (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของการพักที่ฟาร์มของแม็กซ์ รูสเตอร์สอนแม็กซ์ในเรื่องวิถีสุนัขจ่าฝูงและแนะนำเขาให้เรียนรู้ที่จะก้าวผ่านความกลัวของตัวเอง “การพบรูสเตอร์ช่วยให้แม็กซ์เติบโตขึ้น แต่เขาก็ต่อสู้กับมันทุกย่างก้าวเลยครับ” ออสวอลท์กล่าว “ความสัมพันธ์นั้นสอนแม็กซ์ว่า เขาสามารถปล่อยวางได้มากขึ้นอีกนิดและผ่อนคลายได้มากขึ้นอีกหน่อยครับ”
ระหว่างการบันทึกเสียงสำหรับบทนี้ ออสวอลท์พบว่าตัวเองหวงแหนแม็กซ์ ออสวอลท์กล่าวว่า ในบรรดาตัวละครทั้งหมดใน Pets 2 ที่เขาอยากจะได้เป็นสัตว์เลี้ยงจริงๆ เขาจะเลือกแม็กซ์ “แม็กซ์น่ารักจริงๆ และคงเป็นเรื่องดีที่จะได้เลี้ยงหมาซักตัวและแสดงให้เขาได้เห็นชีวิตก็กลมกล่อมได้เหมือนกัน” ออสวอลท์กล่าว “ผมกังวลเรื่องของเจ้าตัวน้อย ผมก็เลยอยากจะทำให้แม็กซ์ผ่อนคลายลงบ้างน่ะครับ”
ในที่สุด แม็กซ์ก็ได้ผ่อนคลายในภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ นั่นแหละ และเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะปล่อยเลียมให้ก้าวออกไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ขึ้นเสียที ฉากที่แม็กซ์กล่าวคำอำลากับเลียมในวันแรกที่เขาไปเรียนเตรียมอนุบาลเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้และเป็นฉากที่ทั้งเรน็อดและเมเลแดนดรี้ชื่นชอบที่สุด “นั่นเป็นฉากที่ผมคิดอยู่เสมอว่าเป็นบทสรุปทางอารมณ์ของหนังเรื่องนี้” เรน็อดกล่าว “เราพยายามจะถ่ายทอดประสบการณ์สากลนั้นที่เราจะต้องเอาชนะความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้และปล่อยให้ลูกๆ ของเราไปเริ่มต้นชีวิตของพวกเขาเองน่ะครับ”
ช่วงเวลานี้เองที่ผู้ชมจะได้เห็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความเติบโตของแม็กซ์ “มันเป็นฉากที่ธีมทั้งหมดของเรื่องมารวมกัน” เมเลแดนดรี้กล่าว “มันเป็นช่วงเวลาที่ผมพบว่าน่าประทับใจเหลือเกินและมันก็กระทบใจอย่างมากเพราะทั้งไบรอัน ลินช์และคริส เรน็อดต่างก็เข้าถึงความรู้สึกของฉากนั้นมาก พวกเขาเป็นพ่อที่อายุน้อยกว่าผม ดังนั้น ความทรงจำนั้นก็ยังคงสดใหม่ในความคิดของพวกเขา มันเป็นคำเชื้อเชิญที่เย้ายวนให้รู้สึกในแบบเดียวกับที่พวกเขารู้สึกน่ะครับ”

สโนว์บอล
เควิน ฮาร์ท

ในตอนจบ Pets ภาคแรก สโนว์บอล ที่พากย์เสียงโดย เควิน ฮาร์ท โบกมือลาชีวิตในฐานะนักรบใต้ดินสำหรับผองสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งเมื่อเขาถูกเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อมอลลีรับเลี้ยง “สโนว์บอลเป็นศัตรูในภาคแรก กระต่ายจอมป่วนที่ครองบัลลังก์โลกมืดของนิวยอร์กน่ะครับ” คริส เมเลแดนดรี้กล่าว “แต่ตอนจบของภาคแรก เราได้เห็นว่าความรักของเจ้าของใหม่ของเขาได้หลอมละลายด้านที่ต่อต้านของเขา สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ก็คือการถูกรัก ดังนั้น ในหนังเรื่องนี้ เขาก็เลยกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกพะเน้าพะนอที่สุด ที่มีเจ้าของน่ารักที่สุด และเขาก็กลายเป็นแมวใจอ่อน เพียงแต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาใจอ่อนไปแล้วน่ะครับ”
สโนว์บอล ผู้ตอนนี้กลายเป็นแมวบ้านแสนสุข ใช้ชีวิตอยู่ในชุดน่ารักๆ ที่มอลลีเลือกให้เขา ชุดโปรดของของเขาคือชุดนอนซูเปอร์ฮีโร เขาแต่งตั้งตัวเองเป็นกัปตันสโนว์บอลและเริ่มเชื่อความดังของตัวเอง แม้ว่าเขาจะไม่เคยช่วยชีวิตใครหรือสร้างวีรกรรมอะไรเป็นพิเศษก็ตาม
“การเป็นซูเปอร์ฮีโรเป็นทุกอย่างสำหรับสโนว์บอล” ฮาร์ทกล่าว “ความท้าทายชิ้นใหญ่ที่สุดของเขาคือการตระหนักว่าความเชื่อของเขาที่ว่าเขาเป็นซูเปอร์ฮีโรไม่ได้ไปด้วยกันกับความจริงทางกายภาพของการเป็นซูเปอร์ฮีโร แต่เขามีความสามารถในการทำให้แม้กระทั่งข้อผิดพลาดของเขาดูเป็นเรื่องตั้งใจ ในตอนที่เขาได้รับเสียง ‘อู้’ และ ‘อ้า’ สำหรับการทำอะไรสำเร็จโดยบังเอิญ เขาก็เชื่อว่าเขาทำลงไปด้วยความตั้งใจ มันช่วยตอกย้ำไอเดียที่เขามีต่อตัวเองมากขึ้นครับ”
อย่างไรก็ดี ไอเดียที่สโนว์บอลมีต่อตัวเองถูกท้าทายเมื่อชิห์สุผู้ไม่กลัวเกรงอะไรที่ชื่อ เดซี (ทิฟฟานี แฮดดิช) ผู้ได้ยินเรื่องของกัปตันสโนว์บอล มาปรากฏตัวขึ้นในอพาร์ทเมนต์ของเขาเพื่อขอให้เขาออกปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตราย ในการช่วยเหลือเสือขาวจากเจ้าของละครสัตว์ใจร้ายที่ชื่อเซอร์เจย์ (นิค ครอล) ในตอนที่พวกเขาเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายขึ้นจริงๆ สโนว์บอลก็ได้ค้นพบว่าเดซีเป็นสุนัขตัวน้อยที่กล้าหาญ และเขาก็จะต้องพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเดิมให้ได้
“สโนว์บอลไม่ได้มีพวกพ้องกลุ่มใหญ่ล้อมรอบตัวเขาเพื่อทำให้เขารู้สึกตัวเองเหมือนเป็นนายหัวใหญ่ อย่างในภาคแรก” ฮาร์ทกล่าว “เขาถูกบีบให้ต้องตระหนักว่าบางครั้งคนอื่นๆ ก็มีไอเดียที่ดีกว่าเขาและเขาก็ต้องเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกต้อยต่ำ และเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโตของเขาในหนังเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องตลกจริงๆ ครับ การได้เห็นตัวละครอย่างสโนว์บอลตระหนักว่าโลกภายนอกไม่ได้เหมือนกับโลกภายในความคิดของเขา และทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแบบที่เขาอยากให้มันเป็น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องตลกสำหรับผมครับ”
สโนว์บอลเป็นดาราแจ้งเกิดจาก Pets ภาคแรก ดังนั้น ทีมผู้สร้างจึงกระตือรือร้นที่จะหาความท้าทายใหม่ๆ ให้สโนว์บอลและฮาร์ทได้เจอกับโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างความขำขัน “เห็นได้ชัดว่าผู้ชมรักสโนว์บอลหลังจากภาคแรก การจับเขามาเป็นตัวละครสำคัญอีกครั้งก็เลยเป็นเรื่องง่ายครับ” คริส เรน็อดกล่าว “เควินมีมุมมองต่อตัวละครของเขาที่เฉพาะเจาะจงและเสริมสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อทำให้สโนว์บอลเป็นตัวละครของตัวเอง สโนว์บอลเป็นตัวละครที่ยิ่งใหญ่ครับ และพอเขาสวมชุดซูเปอร์ฮีโร เขาก็ยิ่งใหญ่จริงๆ สโนว์บอลมีความคิดอ่านที่ไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ที่ทำให้ผู้ชมตกหลุมรักเขาครับ”
สำหรับอนิเมเตอร์ สโนว์บอลเป็นของขวัญที่ให้ผู้อื่นไม่ได้หยุด “อนิเมเตอร์ชื่นชอบเสียงของเควินมากครับ” เมเลแดนดรี้กล่าว “คุณจะได้กระต่ายตัวน้อยๆ น่ารัก ที่มีเสียงกระตือรือร้นแบบตลกอย่างเหลือเชื่อออกมาจากปากเขาครับ”
สำหรับฮาร์ท การตัดสินใจกลับมาสู่บทสโนว์บอลอีกครั้งไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการในสร้างเขาช่างน่าพึงพอใจเหลือเกิน “การพากย์เสียงสโนว์บอลให้ความรู้สึกของการค้นพบในระดับสูงเสมอ และผมก็ต้องยกย่องทีมผู้สร้าง ผู้กำกับและมือเขียนบทในการยอมให้ผมใส่อะไรต่อมิอะไรลงไปให้กับตัวละครมากเท่าที่ผมสามารถทำได้” ฮาร์ทกล่าว “จนถึงวันนี้ เมื่อผมเข้าไปในบูธบันทึกเสียง ก็ไม่เคยมีใครคอยสั่งให้ผมหยุดหรือไม่ให้ผมทดลองหรือทำอะไรที่สร้างสรรค์กว่านี้ เมื่อคนรอบตัวคุณเป็นแบบนั้น คุณก็จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอครับ”
ตลอดช่วงเวลาของภาพยนตร์สองเรื่องนี้ ฮาร์ทก็เข้าใจความนึกคิดของสโนว์บอลค่อนข้างจะชัดเจน “ผมชื่นชอบความสามารถของสโนว์บอลในการกลับคำและพูดพล่ามเพื่อหนีปัญหาน่ะครับ” ฮาร์ทกล่าว “ถ้าเขาบอกว่า ‘ฟังนะทุกคน เราจะออกไปตอนเที่ยง’ แล้วมีคนบอกว่า ‘ทำไมล่ะ นั่นมันงี่เง่า’ เขาก็จะพูดทันทีว่า ‘ฉันรู้แล้วล่ะว่า 11.30 ดีกว่า!’ น่ะครับ” เขาหัวเราะ “สิ่งที่น่าทึ่งก็คือเขาทำแบบนั้นด้วยท่าทีภาคภูมิใจและกล้าหาญเหลือเกิน จนไม่มีใครคิดว่าเขาเป็นคนขี้ขลาดหรือไร้ความสามารถ ไม่ว่ายังไง เขาก็มักจะทำให้แน่ใจเสมอว่าเขาจะดูเป็นคนจริงและแข็งแกร่ง แม้ว่าจริงๆ จะไม่ใช่ก็ตาม”
แม้ว่าเขาจะชื่นชอบการพากย์เสียงสโนว์บอลแค่ไหน แต่ฮาร์ทก็ไม่แนะนำให้พึ่งพาเขาในยามยาก “ถ้าผมตกอยู่ในอันตราย ผมจะไม่มองหากัปตันสโนว์บอลให้เป็นคนช่วยผมหรอกนะครับ” ฮาร์ทกล่าวกลั้วหัวเราะ “ผมอยากจะได้คนที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ทุกประเภทได้มากกว่า แต่มันก็มีบางอย่างที่ทำให้คนรู้สึกอย่างเดียวกันเกี่ยวกับจิตวิญญาณของสโนว์บอล ความเชื่อมั่นในตัวเองของเขา ที่ทำให้คุณอยากจะหนุนหลังเขา ไม่ว่าความสำเร็จที่ผ่านมาของเขาจะเป็นเรื่องจริงรึเปล่าก็ตาม”
เพื่อนนักพากย์ของฮาร์ทมั่นใจในความสามารถของสโนว์บอลมากกว่านั้นเล็กน้อย ประมาณนั้นแหละ “กัปตันสโนว์บอลเยี่ยมทีเดียวครับ” บ็อบบี้ มอยนิฮัน ผู้พากย์เสียง เมล สุนัขพันธุ์ปั๊กผู้หิวโหยอยู่เสมอ กล่าว “โดยทฤษฎีแล้ว ผมจะจ้างกัปตันสโนว์บอลให้มาช่วยผม” เขากล่าวเสริมว่า “แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราพูดถึงเงินจำนวนมากแค่ไหน เพราะตอนนี้ ผมค่อนข้างจะกระเป๋าแบนซะด้วยสิ”

รูสเตอร์
แฮร์ริสัน ฟอร์ด

หนึ่งในตัวละครใหม่ในภาพยนตร์เรื่องนี้คือสุนัขเฝ้าฟาร์มมากประสบการณ์ชื่อรูสเตอร์ ผู้ช่วยแม็กซ์ให้เผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองและค้นพบความกล้าหาญภายในตัวของเขา “รูสเตอร์เป็นตัวละครที่เหมาะกับแฮร์ริสัน ฟอร์ดมาก” คริส เมเลแดนดรี้กล่าว “เขาเป็นสุนัขเฝ้าฟาร์มและเขาก็ดูแลฟาร์มของเขาด้วยความเคร่งครัดทีเดียว รูสเตอร์เป็นคนอย่างที่แม็กซ์ต้องการเพราะเขาตรงข้ามกับแม็กซ์ เขาแข็งแกร่ง ฉลาดและไม่แยแสพวกงี่เง่า ในตอนที่แม็กซ์ก้าวเท้าลงบนฟาร์มของเขา เขาจะจากไปหลังจากที่เขาได้โตขึ้นและเอาชนะความกลัวของตัวเอง ไม่ว่าเขาจะชอบหรือไม่ก็ตาม การเดินทางของแม็กซ์ทำให้เขาเอาชนะความกลัวที่ฉุดรั้งเขาไว้และเขาก็ถูกผลักดันโดยรูสเตอร์ ที่สอนให้หมาจากเมืองใหญ่ตัวนี้ได้ยืนหยัดเป็นหมาที่แท้จริงน่ะครับ”
ทุกสิ่งเกี่ยวกับการออกแบบรูสเตอร์และการพากย์เสียงของฟอร์ดแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตัวละครตัวนี้ “คำที่เรามักจะใช้พูดถึงอนิเมชันสำหรับรูสเตอร์คือ ‘ปากหนัก’ ครับ” คริส เรน็อดกล่าว “เขาเป็นคนที่พูดน้อยทำน้อย ไม่ชอบแสดงอารมณ์หรือทำตัวดึงดูดความสนใจ เราใช้รูปทรงปากเล็กๆ และดวงตาหรี่เล็ก นอกจากตอนที่ตัวละครตัวนี้รู้สึกโกรธน่ะครับ”
ในการเนรมิตชีวิตให้กับตัวละครตัวนี้ ทีมผู้สร้างต้องการหานักพากย์ ผู้ที่เสียงสามารถถ่ายทอดความมั่นใจ ความเฉลียวฉลาดและความกล้าหาญแบบเงียบๆ ได้ในทันที ชื่อหนึ่งติดอันดับแรกๆ ของลิสต์นั้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือแฮร์ริสัน ฟอร์ด แต่ดาราดังคนนี้ไม่เคยทำงานในภาพยนตร์อนิเมชันมาก่อน ด้วยเหตุผลตามที่ฟอร์ดกล่าวเอาไว้ว่า “ไม่เคยมีใครทาบทามผมมาก่อน”
ฟอร์ด แฟนของ Pets ภาคแรก ผู้เลี้ยงสุนัขสามตัว รู้สึกสนใจ แต่เขาก็มีคำถามหลายข้อ “สัญชาตญาณแรกของผมคือการตั้งคำถามว่า ‘คุณอยากให้ผมพากย์เสียงหรอ เสียงหมาเนี่ยนะ’ น่ะครับ” ฟอร์ดกล่าว “และพวกเขาก็บอกว่า เปล่า แค่เสียงปกติธรรมดาของผมเนี่ยแหละ ผมหาคำตอบได้อย่างรวดเร็วทีเดียวว่ารูสเตอร์เป็นเหมือนไอเดียที่ล้อเลียนผม มันถูกนำเสนอในรูปแบบของการเลือกนักแสดงตามแบบฉบับ ปกติแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่คุณจะอยากหลีกเลี่ยง แต่ในกรณีนี้ มันถูกสนับสนุนครับ”
เรน็อดตื่นเต้น “พอเราได้คอนเซ็ปต์ของรูสเตอร์และฟาร์มแล้ว หนังเรื่องนี้ก็เข้าที่เข้าทาง” เรน็อดกล่าว “การทำงานร่วมกับแฮร์ริสันในหนังเรื่องนี้เป็นฝันที่เป็นจริงสำหรับผม เขาทำได้เกินกว่าความคาดหวังของผมในบทรูสเตอร์และช่วยเพิ่มน้ำหนักและความจริงจังให้กับตัวละครตัวนี้ คุณอดไม่ได้ที่จะถูกดึงดูดเข้าหาเสียงของเขาตอนที่คุณได้ยินมันบนหน้าจอน่ะครับ”
สำหรับฟอร์ด กระบวนการบันทึกเสียงเป็นเรื่องที่เพลิดเพลินกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก “ผมแปลกใจมากกับความสนุกสนานของมัน” เขากล่าว “ผมรู้สึกพอใจจริงๆ ที่ได้ทำงานนี้ พวกเขาทำให้งานนี้สนุกมากสำหรับผม คุณเข้าไป พากย์เสียงฉากหนึ่งหรือหลายๆ ฉาก แล้วคุณก็กลับออกมา คุณเริ่มมองเห็นภาพของตัวละครที่กำลังเคลื่อนไหว ผมคิดว่าในครั้งหนึ่งๆ ผมใช้เวลาอยู่ในสตูดิโอบันทึกเสียงไม่เกิน 45 นาทีหรือหนึ่งชั่วโมงนะครับ พวกเขาทำงานหนักกันจริงๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการแต่คุณ…เปล่า” เขาหัวเราะ “มันง่ายเกินไป และสนุก สนุกจริงๆ ครับ”
อย่างไรก็ดี การพากย์เสียงรูสเตอร์ก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่ฟอร์ดมีต่อสุนัขของตัวเอง “ไม่ครับ เท่าที่ผมรู้ หมาของผมแตกต่างจากรูสเตอร์มากๆ” เขากล่าวพลางหัวเราะ “พวกเขาไม่ได้มีชีวิตลับๆ แบบเดียวกัน ผมเลี้ยงหมาและมีความสุขเวลาได้อยู่กับพวกเขา ตอนนี้ เรามีแค่สามตัว แต่เราเคยเลี้ยงหมาถึงสี่ตัวครับ นิสัยใจคอของพวกเขาและความสามารถในการสร้างความผูกพันกับเราทำให้การอยู่ใกล้พวกเขาเป็นความสุขเหลือเกินครับ”
การได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรกก็เป็นความสุขเช่นกัน “หนังเรื่องนี้วิเศษสุด” ฟอร์ดกล่าว “อนิเมชันสไตล์อิลลูมิเนชันทำให้ผมทึ่งครับ รายละเอียด สิ่งที่พวกเขาใส่ลงไปในเฟรม เป็นเรื่องน่าทึ่งจริงๆ” แน่นอนว่ารูสเตอร์จะกลายเป็นขวัญใจแฟนๆ ในทันที ดังนั้น ฟอร์ดพิจารณาเรื่องการกลับมาใน Pets 3 อีกครั้งถ้าโอกาสอำนวยรึเปล่า “Pets 3 หรอครับ แน่นอนครับ” ฟอร์ดกล่าว “ทำไมจะไม่ล่ะครับ ผมอยากทำนะ”

ดุ๊ค
อีริค สโตนสตรีท

นับตั้งแต่ที่เราได้เห็นพวกเขาครั้งสุดท้าย ดุ๊ค ที่พากย์เสียงโดยอีริค สโตนสตรีท และแม็กซ์ (แพตตัน ออสวอลท์) ต้องรับมือกับการถือกำเนิดของหนูน้อยเลียม “ดุ๊คและแม็กซ์ เรามองว่าเลียมเป็นลูกของเราครับ” สโตนสตรีทกล่าว “เราอยากให้เขาเทิดทูนเรา และเราก็อยากจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเขา มันเป็นความสัมพันธ์ที่อ่อนหวานเหลือเกินและเป็นความสัมพันธ์ที่ผมคิดว่าพ่อแม่หลายคนน่าจะเห็นตัวเองในนั้น พวกเราหลายคนกังวลถึงชีวิตและอันตรายสำหรับลูกๆ ของเราเหลือเกิน แต่พวกเขาก็ต้องเจออันตรายเล็กๆ เสียบ้างถึงจะได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตครับ”
ดุ๊คและแม็กซ์คอยเฝ้าดูแลเลียม แต่ดุ๊ครับมือกับเรื่องนี้ได้ดีกว่าแม็กซ์ “ตอนนี้ ดุ๊ครู้สึกสบายใจมากขึ้นครับ” สโตนสตรีทกล่าว “ในภาคแรก เขาไม่รู้ที่ทางของตัวเองในโลก แต่ตอนนี้ เขามีบ้านแล้ว เขาและแม็กซ์เป็นเพื่อนซี้กัน และตอนนี้ เมื่อเลียมเข้ามาในชีวิตพวกเขา ดุ๊คก็เป็นหมาที่มั่นใจมากขึ้นเพราะเขารู้แล้วว่าเขามีตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองครับ”
ในตอนที่เคที (เอลลี เคมเปอร์) และสามีของเธอ (พีท โฮล์มส์) พาเลียมและสุนัขของพวกเขาไปยังฟาร์มของครอบครัวเพื่อพักผ่อน แม็กซ์ก็มองเห็นอันตรายในทุกที่ ในขณะที่ดุ๊คกลับมีความสุขกับชีวิตชนบท “ฟาร์มมีความหมายกับดุ๊คมากเหลือเกิน” สโตนสตรีทกล่าว “ข้อแรกเลย มันมีกลิ่นมากมาย! ผมเข้าใจเรื่องนั้นได้นะครับ ตอนที่ผมกลับบ้าน ในส่วนที่ชนบทที่สุดของแคนซัส ซิตี้ ผมชอบกลิ่นของหญ้าอัลฟาฟาที่ตัดมาใหม่ๆ แม้แต่กลิ่นของขี้วัวก็เถอะ ตอนเป็นเด็ก คุณจะคิดว่าคุณไม่ชอบกลิ่นนั้น แต่ตอนที่คุณโตขึ้นและจากมันมา คุณก็แทบอดใจไม่ไหวที่จะกลับไปเพื่อดมกลิ่นขี้วัวอีกครั้งน่ะครับ! มันมีกลิ่นเหมือนบ้าน ดังนั้น ดุ๊คก็เลยตื่นเต้นที่สุดที่จะได้ไปชนบท ดมกลิ่นเหล่านั้น ลงหลักปักฐาน เปลี่ยนจังหวะของตัวเอง การโบกมือลาเมืองใหญ่เพื่อไปฟาร์มเป็นเรื่องดีครับ คุณไม่ต้องรีบอีกต่อไปแล้ว และดุ๊คก็ชื่นชอบเรื่องนั้น”
ในขณะที่แม็กซ์ตื่นกลัว และดุ๊คชื่นชอบการผจญภัยครั้งใหม่ พวกเขาได้พบกับรูสเตอร์ สุนัขเฝ้าฟาร์มผู้เคร่งขรึม (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) ผู้สอนให้พวกเขาเข้าใจถึงวิถีทางของฟาร์ม โดยมีคำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจนแทรกเข้ามาด้วย “ดุ๊คคิดว่ารูสเตอร์เป็นหมาที่เจ๋งที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา” สโตนสตรีทกล่าว “ทำไมจะไม่คิดแบบนั้นล่ะครับ รูสเตอร์ใช้ชีวิตและนอนในรถบรรทุกเก่าๆ ยุค 30s เขาสวมผ้าพันคอเจ๋งๆ เหมือนคาวบอยจริงๆ ผมหมายถึง คุณจะต้องมีบุคลิกที่เข้มแข็งและมีความมั่นใจมากๆ ถึงจะผูกผ้าพันคอแบบนั้นได้ใช่มั้ยล่ะ แค่ชื่อของเขา รูสเตอร์ ก็บ่งบอกอะไรได้เยอะแล้ว โดยส่วนตัวแล้ว ผมกลัวไก่พวกนี้จะตาย สมัยเด็ก ไก่ตัวผู้แบบนี้เคยทรมานผมครับ แต่ถึงยังไงก็ดี ดุ๊คคิดว่ารูสเตอร์เจ๋งมากครับ”
สำหรับสโตนสตรีท ดุ๊คเป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีที่สุดและบริสุทธิ์เกี่ยวกับสุนัขและความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพวกเขา “สิ่งที่ผมชื่นชอบในตัวของดุ๊คคือความจริงใจและความไว้วางใจในทันทีที่เขามีต่อคน” สโตนสตรีทกล่าว “นั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมเหลือเกินเกี่ยวกับหมาโดยทั่วไป หมาเกิดมาด้วยความต้องการจะไว้วางใจคุณและรักคุณ มันเป็นสัญชาตญาณและเพียงเมื่อสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา ความไว้วางใจนั้นถึงจะสูญสิ้นไป ดังนั้น ผมมองดุ๊คว่าเป็นคนไร้เดียงสาและผมก็ชื่นชอบเขาตรงนั้นครับ”
นอกจากนั้น ดุ๊คยังสามารถทำให้คุณประหลาดใจได้เป็นครั้งคราวด้วย “ดุ๊คอยู่ตรงกลางระหว่างความฉลาดกับไม่ฉลาดครับ” เขากล่าว “คุณสามารถมองเขาว่าเป็นหมาติงต๊องได้ แต่บางครั้ง เขาก็จะพูดอะไรที่ฉลาดๆ ออกมาด้วย”
การกลับมาสู่ตัวละครตัวนี้และแฟรนไชส์นี้ในภาคสองเป็นการตัดสินใจที่ง่ายดายสำหรับสโตนสตรีท “ผมสนุกมากกับการบันทึกเสียง” เขากล่าว “ผมชอบมัน ก่อนหน้า Modern Family ผมลงเรียนคลาสอนิเมชันและการพากย์เสียง ผมใฝ่ฝันที่จะได้เข้ามาในโลกใบนี้เสมอ ดังนั้น การได้ทำแบบนี้จริงๆ ก็เลยเป็นฝันที่เป็นจริงสำหรับผม มันเป็นความรู้สึกที่อิสรเสรี มันแสดงความรู้สึกได้มากมาย มันสนุก ผมคิดงานที่ดีกว่านี้ไม่ออกเลย”
นอกจากนั้น มันยังมีข้อดีที่คาดไม่ถึงบางอย่างด้วย “ที่ที่เราบันทึกเสียงกันห่างจากบ้านผมแค่ประมาณสี่นาที ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากๆ ในลอสแองเจลิส” สโตนสตรีทกล่าว “คุณจะมีความสุขมากขึ้นเวลาไปทำงานครับ! คุณก็แค่เข้ามา วอร์มเสียงตัวเอง กล่าวทักทายทุกคน ดูภาพจากหนังและการออกแบบตัวละคร หนึ่งในความทรงจำโปรดของผมจากหนังภาคแรกคือวันที่พวกเขาวางภาพจากหนังลงบนแท่นวางโน้ตดนตรีให้ผมได้เห็นเป็นครั้งแรก มันสร้างแรงบันดาลใจมากๆ และช่วยให้ผมเข้าถึงความรู้สึกของบทนี้ได้จริงๆ”

เดซี
ทิฟฟานี แฮดดิช

สโนว์บอล (เควิน ฮาร์ท) อาจจะได้พบกับคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อเสียทีก็ได้ ในตอนที่สโนว์บอลแต่งตัวในชุดนอนกัปตันสโนว์บอลของเขาและคุยโวเกี่ยวกับวีรกรรม (ที่ส่วนใหญ่สมมติขึ้นมา) ของเขา เรื่องราวของซูเปอร์ฮีโรหูยาวก็เริ่มแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ดังนั้น ในตอนที่ชิห์สุใจกล้าที่ชื่อเดซี ที่พากย์เสียงโดยทิฟฟานี แฮดดิช ได้พบกับ ฮู เสือขาวที่ถูกเจ้าของละครสัตว์ใจร้ายจับตัวไว้ เธอก็เลยตัดสินใจช่วยเหลือเขา สิ่งแรกที่เธอทำคือขอความช่วยเหลือจากกัปตันสโนว์บอลและพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาช่วยเธอทำภารกิจนี้ “เดซีเป็นคนชัดเจนครับ” คริส เรน็อดกล่าว “เธอเป็นเพื่อนที่เข้าคู่กันได้ดีกับสโนว์บอลเพราะเธอเป็นคนแข็งแกร่งและมีความสามารถ แต่เธอก็ยังแสดงออกถึงความอ่อนโยนและความใส่ใจด้วยครับ”
แฮดดิชหลงใหลในตัวเดซีตั้งแต่นาทีที่เธอได้เห็นภาพของเธอแล้ว “ในครั้งแรกที่ฉันได้เห็นภาพของเดซี ฉันก็คิดว่าเธอน่ารักมาก” แฮดดิชกล่าว “คริส เรน็อดและทีมอิลลูมิเนชันพูดถึงเดซีกับฉันว่าเป็นชิห์สุจอมซ่าที่รอบรู้และกล้าหาญ แล้วฉันก็คิดเลยว่า ‘อ๋อ เธอก็คือฉันนี่เอง!’ น่ะค่ะ”
แต่แผนการของเดซีก็มีจุดสะดุดบางอย่าง นั่นคือสโนว์บอลไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายจริงๆ และในตอนที่พวกเขาไปเยือนละครสัตว์ตอนกลางคืนเพื่อพาฮูหนีออกจากกรงขัง เดซีก็เป็นคนที่ลงมือทำงานเป็นหลัก “เดซีตระหนักว่ากัปตันสโนว์บอลไม่ได้กล้าหาญอย่างที่เขาเสแสร้งในทันที” แฮดดิชกล่าว
อย่างไรก็ดี แทนที่จะทำให้เขาอาย เดซีค่อยๆ แนะนำสโนว์บอลให้ค้นหาความกล้าหาญในตัวเอง บทนี้จำเป็นต้องอาศัยความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนและแฮดดิชก็ให้ทีมผู้สร้างทุกสิ่งตามที่พวกเขาหวังไว้ และมากกว่านั้นเสียอีก “ทิฟฟานีแสดงออกถึงความชัดเจนและความอ่อนโยนที่ทำให้เดซีเป็นตัวละครที่น่ารักจริงๆ ครับ” เรน็อดกล่าว
และแฮดดิชก็ตกตะลึงกับความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นของทีมผู้สร้าง “การร่วมงานกับทุกคนที่อิลลูมิเนชันทั้งสนุกและง่ายดายค่ะ” แฮดดิชกล่าว “ฉันจะรอ Pets 3 แน่ๆ ในภาคต่อไป ฉันอยากจะเห็นเดซีในเรื่องราวของตัวเองบ้างน่ะค่ะ”

กิดเจ็ท
เจนนี สเลท

ในตอนที่แม็กซ์ (แพตตัน ออสวอลท์) และดุ๊ค (อีริค สโตนสตรีท) มุ่งหน้าไปที่ฟาร์ม แม็กซ์ก็มีคำขอร้องที่สำคัญต่อกิดเจ็ท สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียน ที่พากย์เสียงโดยเจนนี สเลท นั่นคือการดูแลบิวซี บี ของเล่นชิ้นโปรดของเขา แน่นอนว่าเธอตอบตกลงทันที ความรักที่เธอมีต่อแม็กซ์ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลยตั้งแต่ภาคแรก “กิดเจ็ทมองแม็กซ์ว่าเป็นแฟนหนุ่มในฝันค่ะ” สเลทกล่าว “ในตอนที่เธอคิดถึงเขา เธอก็จะมองเห็นภาพแฟนตาซีของตัวเธอเองเช่นกัน แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้ว กิดเจ็ทที่มาช่วยเหลือเขาครั้งแล้วครั้งเล่าดีกว่าภาพแฟนตาซีไหนๆ อีกค่ะ”
โชคร้ายที่แม็กซ์ยังคงดูเหมือนไม่รับรู้ถึงความรักที่กิดเจ็ทมีต่อเขา แม้ว่าเขาจะพึ่งพาเธอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม “กิดเจ็ทเป็นคนที่แม็กซ์ขอความช่วยเหลือในการดูแลเลียมครับ” ออสวอลท์กล่าว “ผมคิดว่าแม็กซ์ไม่รับรู้ถึงเรื่องที่เธอปิ๊งเขาหรอกครับ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะเธอเป็นหมาที่เจ๋งจริงๆ เขาน่าจะรู้ดีกว่านั้นนะครับ”
กิดเจ็ท ผู้พึ่งพาได้และรอบคอบ คอยเฝ้าดูแลบิวซี บีอย่างตั้งอกตั้งใจ เธอก็เลยตกใจมากๆ เมื่อของเล่นชิ้นนั้นบังเอิญกระเด็นหล่นไปตามทางหนีไฟ เข้าไปยังอพาร์ทเมนต์ของหญิงชราคนหนึ่งและแมวหลายสิบตัวของเธอ ในการช่วยเหลือของเล่นชิ้นนั้นออกมา เธอวางแผนที่จะปลอมตัวเองเป็นแมว และแอบเข้าไปในอพาร์ทเมนต์นั้นเพื่อนำมันกลับมา เธอขอความช่วยเหลือจาก โคลอี้ (เลค เบล) เพื่อนขนฟูของเธอ ให้ช่วยสอนเธอทำตัวแบบแมวๆ และไม่นานนัก กิดเจ็ทก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เธอเต็มใจทำทุกอย่างเพื่อทำให้การเลียนแบบของเธอสมบูรณ์แบบ “กิดเจ็ทเชื่อในตัวเองและสิ่งที่เธอต้องการ” สเลทกล่าว “แม้กระทั่งตอนที่ปลอมตัวอยู่ เธอก็กลายเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อในความสดใสและความสามารถที่จะรักของตัวเอง เธอยกระดับตัวเองด้วยการโฟกัสกับตัวเองค่ะ”
แต่การปลอมตัวเป็นแมวของเธอก็ไม่น่าเชื่อซักเท่าไหร่หรอก เพราะเธอขาดความห่างเหิน แต่มันก็หลอกพวกแมวได้ อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง “ถ้ากิดเจ็ทกลายเป็นแมวจริงๆ เธอคงจะเป็นแมวแบบที่ทุกคนจะบอกว่า ‘แมวของฉันเหมือนหมาเลย’ น่ะค่ะ” สเลทกล่าว “หรือเธออาจจะข้ามการเป็นแมวบ้านและแสดงตัวเองเป็นสิงโตเลยก็ได้”
ขณะที่เรื่องราวเคลื่อนไปข้างหน้า ความกล้าบ้าบิ่นของกิดเจ็ทก็ได้ช่วยมากกว่าบิวซี บีเสียอีก สำหรับสเลท โอกาสในการได้นำเสนออีกแง่มุมหนึ่งของกิดเจ็ทเป็นความสุขอย่างยิ่ง “การได้กลับมาพากย์เสียงกิดเจ็ทอีกครั้งมีแต่ความสนุกค่ะ” เธอกล่าว “มันน่าตื่นเต้นมากๆ ที่ได้เล่นเป็นฮีโรตัวน้อยและทำให้แน่ใจว่าฉันค้นพบวิธีที่ทำให้เธอได้เป็นเจ้านายในแบบของเธอเอง มันเยี่ยมมากๆ ที่สามารถแสดงให้โลกได้เห็นถึงความแข็งแกร่งภายในตัวเธอ” ในหลายๆ แง่มุม การได้ก้าวกลับไปสู่รอยเท้าของกิดเจ็ทอีกครั้งให้ความรู้สึกเหมือนการได้กลับบ้าน “ฉันเองก็เป็นคนมองโลกในแง่ดีเหมือนกิดเจ็ทค่ะ” สเลทกล่าว “ในความคิดของฉัน การใช้ชีวิตอย่างสดใสเป็นเรื่องที่ฉลาดที่สุด ดังนั้น การพากย์เสียงตัวละครตัวนี้ก็เลยให้ความรู้สึกที่สบายใจจริงๆ ค่ะ”

โคลอี้
เลค เบล

พูดกันอย่างยุติธรรมแล้ว ไม่มีตัวละครตัวไหนที่จะสนใจ กังวลและห่วงใยเพื่อนแมวน้อยไปกว่าโคลอี้อีกแล้ว “โคลอี้เป็นคนหลงตัวเองมากๆ” เลค เบล ผู้พากย์เสียงบทนี้กล่าว “แต่ฉันก็จะไม่ตัดสินเธอจากความรักอิสระและวิถีทางของเธอหรอกค่ะ เพราะเธอเป็นเฟมินิสต์”
ใน Pets 2 โคลอี้ค้นพบถึงความสุขของกัญชาแมวและใช้เวลาส่วนใหญ่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ไปกับความรู้สึกมึนเมา และการปรนเปรอตัวเองนานหลายชั่วโมง “สำหรับโคลอี้ กัญชาแมวเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากๆ” เบลกล่าว “ฉันคิดว่าตัวเธอเองไม่ทันรู้ตัวหรอกว่าเธอรักมันมากแค่ไหน แต่เธอต้องการมากกว่านี้ตลอดเลย เธอเสแสร้งว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เมื่อเธอดมกลิ่นกัญชาแมว เธอจะสูญเสียการควบคุมตัวเอง บางที มันอาจเป็นเรื่องดีสำหรับแมวอย่างโคลอี้ที่จริงจังเกินไปก็ได้
“โคลอี้เป็นแมวขี้เกียจ แต่นั่นก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็ได้” เบลกล่าวต่อ “เธอเป็นแมวที่แข็งแรง ชื่นชอบความเลิศหรู และเธอก็มีความรักมากมายจะมอบให้ด้วยความอ่อนนุ่มฟูฟ่องของเธอ ทั้งหมดนั่นต้องอาศัยอาหารมากมาย เธอก็เลยต้องคอยมองหาและตามล่าอาหารอยู่เสมอ…ด้วยวิธีที่ใช้พลังงานน้อยมากๆ นั่นเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอค่ะ รวมถึงการหาวิธีที่จะวางบอลขนลงบนตัวเจ้าของของเธอด้วยค่ะ”
ด้วยเหตุผลทุกประการเหล่านั้น โคลอี้ก็เลยเป็นตัวเปรียบเทียบที่น่าขบขันกับเพื่อนๆ ที่สดชื่นกว่าเยอะของเธอ “ถ้าคุณเคยเจอแมวซักตัว นั่นอาจเหมือนกับโคลอี้ก็ได้” เรน็อดกล่าวพลางหัวเราะ “เว้นแต่ตอนที่เธอดมกัญชาแมวมากเกินไป โคลอี้จะมีนิสัยที่แบนราบและช่างประชดประชันที่สุดในกลุ่มครับ”
ในตอนที่กิดเจ็ท สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนขอให้โคลอี้ช่วยเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นแมวเพื่อช่วยเหลือ บิวซี บีของแม็กซ์ โคลอี้ก็คาดเดาได้ว่าภารกิจนี้จะล้มเหลวก่อนที่มันจะทันเริ่มต้นด้วยซ้ำ กิดเจ็ทไม่สามารถฝึกฝนศิลปะที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนของการเป็นแมวได้หรอก แต่เมื่อบทเรียนแมวเหมียวเริ่มต้นขึ้น โคลอี้ก็เริ่มกระตือรือร้น
“โคลอี้เอื้อเฟื้อกับความรักของเธอมากขึ้นในหนังเรื่องนี้” เบลกล่าว “เธอยอมให้ตัวเองเปิดใจให้กับเพื่อนสัตว์ของเธอมากขึ้น แม็กซ์, ดุ๊ค, กิดเจ็ท, เดซี…ทั้งหมดนี้เป็นเพื่อนเธอ เป็นเพื่อนร่วมทีมของเธอ เธออาจจะไม่ยอมรับในทันที แต่เธอก็มีความเคารพและความรักที่ลึกซึ้งต่อพวกเขา เพียงแต่เธอจะไม่มอบมันออกไปฟรีๆ หรอกค่ะ”
ในการพากย์เสียงโคลอี้ เบลได้สร้างความรู้สึกผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับพวกแมว “ตัวฉันเองไม่ได้เลี้ยงแมวหรอกนะคะ แต่ฉันได้รู้จักโคลอี้และได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับเธอ” เบลกล่าว “เรามีอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกัน ตรงที่ว่าเราต่างก็รักอิสระมากๆ ฉันก็เลยคิดว่าเราน่าจะใช้ชีวิตร่วมกันได้ดี เธอทำเรื่องของเธอไป ฉันก็ทำเรื่องของฉัน โดยไม่มีการตั้งคำถามใดๆ ค่ะ”
จริงๆ แล้ว โคลอี้กลายเป็นเหมือนสมาชิกครอบครัวคนหนึ่ง “ลูกๆ ของฉันรักโคลอี้ค่ะ” เบลกล่าว “ทุกวันตอนที่ฉันไปทำงาน ลูกสาวฉันจะบอกว่า ‘แม่จะต้องใส่ชุดโคลอี้ของแม่นะ’ มันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้เธอฟังว่า เสียงของฉันอยู่ในภาพวาด เธอไม่ยอมเชื่อเรื่องนั้นและจินตนาการว่าฉันเป็นคนที่สวมชุดโคลอี้ และไปทำงานเพื่อกลายเป็นโคลอี้ ฉันจะปล่อยให้เธอเชื่อแบบนั้นเพราะฉันก็ชอบไอเดียนั้นเหมือนกันค่ะ”
การสร้าง Pets 2 ยังทำให้เบลนึกถึงเหตุผลที่ทำให้เธอรักการสร้างภาพยนตร์พวกนี้เหลือเกินด้วย “การบันทึกเสียงสำหรับหนังเรื่องนี้สนุกจริงๆ เพราะมันจะมีช่วงเวลาของ ‘ความพยายาม’ เสมอ ซึ่งหมายถึงการทำเสียงหายใจฟึดฟัดที่แตกต่างกัไป” เบลกล่าว “มันเป็นตอนที่ฉันชอบที่สุดเพราะคุณจะต้องสร้างเรื่องขำขันทางกายให้ได้ด้วยปากของคุณเท่านั้น บางครั้ง ทั้งเซสชันนั้นก็มีแต่เสียง ‘ความพยายาม’ ซึ่งสนุกดีค่ะ เป็นชั่วโมงๆ เลยนะคะ!”

ป็อปส์
ดานา คาร์วีย์

ป็อปส์ สุนัขพันธุ์บาสเซ็ท ฮาวด์ อารมณ์ร้าย ขี้โมโห ที่พากย์เสียงโดยดานา คาร์วีย์ ได้เจอกับเรื่องวุ่นๆ แน่นอนใน Pets 2 หลังจากที่เจ้าของของเขารับเลี้ยงลูกสุนัข ซึ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับป็อปส์ เขาก็ลงเอยด้วยการจัดค่ายฝึกลูกสุนัขในอพาร์ทเมนต์ขึ้นมาและเปลี่ยนมันให้กลายเป็น “โรงเรียนส่งเสริมสันดาน” “ป็อปส์เปิดเผยตัวเองมากขึ้นในภาคนี้” คาร์วีย์กล่าว “ในภาคแรก เขาตั้งโรงเรียนลูกสุนัขเล็กๆ ขึ้นมาและเขาก็เป็นผู้ดูแลเอง เขาได้สร้างพล็อตแปลกใหม่ด้วยการทำให้ลูกสุนัขพวกนี้ทำสิ่งชั่วร้ายในการสร้างความวุ่นวายให้กับเจ้าของของพวกเขา แต่ป็อปส์ก็เผยถึงหัวใจงดงามของตัวเอง เขาใจอ่อนกับลูกสุนัขพวกนี้มากๆ”
สิ่งที่เริ่มต้นเป็นการเบี่ยงเบนนิสัยของสุนัขกลายเป็นเสียงเรียกร้องในชีวิตของป็อปส์อย่างรวดเร็ว “ป็อปส์จริงจังกับโรงเรียนนี้อย่างเหลือเชื่อ” คาร์วีย์กล่าว “เขามองทุกอย่างอย่างจริงจัง เขาให้ความสำคัญกับตัวเองมากๆ และเขาก็หงุดหงิดกับคนที่ไม่ยอมสยบให้กับความยอดเยี่ยมของเขา เขาชอบสั่งคนอื่นๆ น่ะครับ”
คาร์วีย์รู้สึกรักหมาชราขี้โมโหตัวนี้ขึ้นมา “สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับป็อปส์คือเขาตรงไปตรงมาอย่างเหลือเชื่อ” คาร์วีย์กล่าว “ดังนั้น ในตอนที่ลูกหมาตัวน้อยๆ ตัวหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ‘ผมชื่อไทนี!’ เขาก็บอกว่า ‘ใครสนล่ะ!’ คุณจะรู้เสมอว่าป็อปส์คิดกับคุณยังไง ผมชอบเขาตรงนั้น เขาจะพูดกับคุณตรงๆ แบบขวานผ่าซากเลยครับ”
สำหรับโรงเรียนส่งเสริมสันดาน คาร์วีย์ไม่แนะนำให้ทดลองมันที่บ้าน “มันคงเป็นเหมือนกับการที่ผมรวมกลุ่มเด็กๆ สี่ห้าขวบให้สร้างความวุ่นวายให้กับพ่อแม่ของพวกเขาน่ะครับ” คาร์วีย์กล่าว “ผมเลยคิดว่าเราน่าจะเก็บไอเดียนี้ไว้ใช้ในโลกอนิเมชันเท่านั้น ในโลกจริงๆ ผมอาจโดนตั้งข้อหาได้น่ะครับ”

เซอร์เจย์
นิค ครอล

เซอร์เจย์ (นิค ครอล) หัวหน้าคณะละครสัตว์ชั่วร้ายที่กักขังและทำทารุณต่อฮู เสือขาว เป็นวายร้ายคนสำคัญของอิลลูมิเนชันในทันที ด้วยความที่เขาจมจ่อมอยู่ในเงามืด ถูกวาดขึ้นให้มีเหลี่ยมมุมคมๆ พูดแบบนุ่มๆ ด้วยสำเนียงรัสเซีย และอยู่ภายใต้การคุ้มกันของฝูงหมาป่าที่ร้ายกาจของเขาเอง “มันเป็นคอนเซ็ปต์ดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมจากอีริค กิยงครับ” คริส เรน็อดกล่าว “เซอร์เจย์เป็นตัวร้ายบริสุทธิ์ที่ไม่มีข้อดีเลยซักนิด ดังนั้นลุคเหลี่ยมๆ ที่มืดหม่นนี้จึงเหมาะสมกับเขาจริงๆ ครับ”
ครอลเคยร่วมงานกับอิลลูมิเนชันมาแล้วใน Sing ด้วยการพากย์เสียงบทหมูกุนเธอร์ และตอนแรก เขาก็ถูกเลือกให้พากย์เสียงอีกบทหนึ่ง “เราได้ร่วมงานกับนิคในบทตัวละครสัตว์อีกตัวหนึ่งที่มีสำเนียงรัสเซีย ที่ลงเอยด้วยการไม่ได้อยู่ในหนังเรื่องนี้” เรน็อดกล่าว “ดังนั้น ในตอนที่เกิดตัวละครตัวนี้ขึ้นมา เราก็รู้ว่าใครจะพากย์เสียงบทนี้” สำหรับครอล การพูดด้วยสำเนียงนี้ให้ชำนาญเป็นความเสี่ยงนิดๆ “ผมไม่เคยพูดด้วยสำเนียงรัสเซียจริงๆ จังๆ เลยก่อนหน้าบทนี้ครับ” ครอลกล่าวพลางหัวเราะ “มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าหนังอย่าง Pets 2 เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่จะแบ่งปันของขวัญนี้ให้กับโลกใบนี้ครับ”
เขาชื่นชอบโอกาสในการได้สำรวจด้านมืดทุกแง่มุมของเซอร์เจย์ “ตอนที่ผมได้เห็นภาพวาดเซอร์เจย์ครั้งแรก ผมชอบที่เขาให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตัวร้ายคลาสสิกในหนังอนิเมชัน” ครอลกล่าว “ผมเคยเล่นเป็นตัวร้ายมาหลายครั้ง และพวกเขาก็สนุกมากๆ เซอร์เจย์ถูกขับดันด้วยความโลภ นอกจากนี้ เขายังเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถทำทารุณต่อสัตว์ได้ยังไงบ้าง ถ้าคุณไม่รับรู้ว่าสัตว์มีจิตวิญญาณ มันก็ง่ายกว่าเยอะที่จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเลวร้าย และเรื่องของเซอร์เจย์ก็เป็นคติสอนใจครับ”
แต่เซอร์เจย์ก็มีเพื่อนอยู่ตัวหนึ่ง เขาคือลิงที่ไวเป็นกรดชื่อลิตเติล เซอร์เจย์ ที่ทำหน้าที่เป็นสายลับผู้ภักดีและผู้ช่วยของเขา “คุณสมบัติที่ดีที่สุดของเซอร์เจย์คือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลิตเติล เซอร์เจย์” ครอลกล่าว “เราทุกคนต่างก็หลงรักความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนที่โปรเจ็กต์นี้พัฒนาขึ้นครับ”
ด้วยความที่เขาเคยร่วมงานกับอิลลูมิเนชันมาก่อน ครอลก็เลยตื่นเต้นกับโอกาสที่ได้ร่วมงานในแฟรนไชส์อีกเรื่องหนึ่งของสตูดิโอ “หลังจากที่ได้ร่วมงานกับอิลลูมิเนชันใน Sing ผมก็ได้เห็นว่าพวกเขาเป็นสตูดิโอที่ชาญฉลาดและรอบคอบแค่ไหน” ครอลกล่าว “ผมชื่นชอบ Pets ภาคแรกจริงๆ และตื่นเต้นมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ อิลลูมิเนชันสร้างหนังตลกที่ให้ความบันเทิง ที่ค่อนข้างจะสะเทือนอารมณ์ทีเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ตอบสนองต่อหนังของพวกเขาด้วยความรักเหลือเกินน่ะครับ”

เมล
บ็อบบี้ มอยนิฮัน

เมล สุนัขพันธุ์ปั๊ก ที่พากย์เสียงโดยบ็อบบี้ มอยนิฮัน กลับมาแล้วและเขาก็หิวโหยยิ่งกว่าเก่า “เมลเปลี่ยนแปลงไปเยอะจากภาคแรก เขาโตขึ้นจริงๆ” มอยนิฮันกล่าวตลกหน้าตาย จริงๆ แล้ว เมลไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยซักนิด “เมลเพี้ยนนิดๆ และก็บ้าๆ บอๆ ด้วย” เขาหัวเราะ “เขาจะยังคงเป็นเมลเสมอ ตอนนี้ เขากำลังเจอกำแพงที่ไหนซักแห่ง และเขาก็ดีใจมากๆ กับเรื่องนี้ครับ”
ในตอนที่กิดเจ็ทคิดแผนการที่จะปลอมตัวเป็นแมวและแฝงตัวเข้าไปในอพาร์ทเมนต์ที่มีแมวเป็นฝูงเพื่อช่วยเหลือของเล่นของแม็กซ์ บัดดี้ (ฮันนิบัล บูเรส) สุนัขดัชชุนและเมลตกลงที่จะช่วยเหลือเธอ “ผมไม่รู้ว่า ‘ช่วยเหลือ’ เป็นคำที่ถูกต้องรึเปล่า” มอยนิฮันกล่าวพลางหัวเราะ “เมลมีความตั้งใจดี เขาพยายามจะช่วยเหลือ เขาอาจจะช่วยเหลือนิดๆ ในเรื่องชุด และเขาก็ช่วยวิ่งแทรกแซงเพื่อดึงดูดความสนใจแมวตัวอื่นๆ เขาถนัดเรื่องนั้นครับ”
ความรักที่มอยนิฮันมีต่อตัวละครของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง และเขาก็ถึงขั้นที่ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตที่ล้ำค่าจากเขาด้วยซ้ำไป “เมลสามารถค้นพบความสุขในแทบทุกสิ่ง” มอยนิฮันกล่าว “การทำเรื่องนั้นได้เป็นเรื่องดีทีเดียวครับ”
นอกจากนั้น เขายังคิดด้วยว่ากัปตันสโนว์บอลเป็นคอนเซ็ปต์ยอดเยี่ยมที่ว่าอิลลูมิเนชันไม่ควรจะจำกัดตัวเองอยู่แค่กระต่ายซูเปอร์ฮีโร “ผมคิดว่าเราควรจะมีสัตว์เลี้ยงซูเปอร์ฮีโรชนิดอื่นๆ บ้าง” มอยนิฮันกล่าว “เมลควรจะมีจักรวาลมาร์เวลของตัวเอง เรื่องราวความเป็นมาว่าทำไมเมลถึงเพี้ยนคงจะเป็นเรื่องเยี่ยมทีเดียว บางที เมลที่เรารู้จักอาจเป็นอีกโฉมหน้าหนึ่งของคลาร์ค เคนท์ก็ได้ เขาทำตัวบ้าๆ บอๆ แต่จริงๆ แล้ว เขาเป็นสุภาพบุรุษและนักวิชาการน่ะครับ”
เป็นที่น่าสังเกตว่าเซสชันบันทึกเสียงสำหรับมอยนิฮันสำหรับ Pets 2 มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากกว่าเซสชันของนักพากย์คนอื่นๆ “ครั้งหนึ่งที่ผมกำลังจะบันทึกเสียง ตึกทั้งตึกก็ระเบิด” เขากล่าวติดตลก “เราทุกคนต่างก็กระเด็นกระดอนไป ก่อนจะลงพื้นในจุดเดียวกันแล้วบันทึกเสียงต่อ” หยุดครู่หนึ่ง “ถ้าคุณฟังดีๆ คุณจะได้ยินเสียงมันในหนังครับ”

ลูกสุนัข
ไทนี, ปรินเซส, มีมี, จอร์จและพิคเคิลส์

ในบรรดาสัตว์เลี้ยงน่ารักใน Pets 2 ไม่มีใครน่ารักเกินลูกสุนัขตาโตที่เข้าเรียนในโรงเรียนส่งเสริมสันดานของป็อปส์ได้เลย พวกเขาคือไทนี, ปรินเซส, มีมี, จอร์จและพิคเคิลส์ พวกเขาจริงใจ น่ากอดและกระตือรือร้นสุดๆ ทำให้พวกเขาเป็นคำนิยามของความเย้ายวนใจ “โรงเรียนส่งเสริมสันดานเริ่มต้นขึ้นจากการเป็นไอเดียสำหรับภาคแรก” คริส เรน็อดกล่าว “เราชื่นชอบไอเดียของการที่หมาอายุมากกว่าถ่ายทอดสิ่งที่เขารู้ให้กับกลุ่มนักเรียนผู้กระตือรือร้น โดยพื้นฐานแล้ว ไอเดียที่ตลกคือลูกหมาไม่ได้เกิดมาน่ารัก แต่พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะน่ารักครับ”
ในบรรดาทุกตัว พิคเคิลส์ ลูกสุนัขน้อยที่มีเสียงเข้ม ทำให้เกิดเสียงหัวเราะที่ดังที่สุดครั้งหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้หลังจากที่เขาประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า เขาประสบความสำเร็จในการปล่อยทุกข์ในรองเท้าของมนุษย์ “พิคเคิลส์เป็นดาวรุ่งของแท้เลยครับ” เรน็อดกล่าว

เลียม
เฮนรี ลินช์

แม้ว่าหนูน้อยเลียมจะไม่ได้พูดจาอะไรเลยเกือบตลอดทั้งเรื่อง Pets 2 เขาก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการของทั้งแม็กซ์และดุ๊ค และเขาก็สร้างให้เกิดแกนกลางทางอารมณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เขาพากย์เสียงโดยเฮนรี ลินช์ ลูกชายตัวน้อยของไบรอัน ลินช์ มือเขียนบทของเรื่อง “เราขอให้ไบรอันบันทึกเสียงมากมายของเฮนรีระหว่างที่เราเริ่มสร้างหนังเรื่องนี้” คริส เรน็อดกล่าว “เพราะเฮนรียังเล็กมาก สิ่งที่เราได้ในช่วงเริ่มแรกก็คือภาษามนุษย์ต่างดาวที่พิเศษสุด ถึงกระนั้น มันก็มีคุณสมบัติที่น่าเอ็นดูจริงๆ ผมคิดว่าผู้ชมจะรักเขาในทันทีครับ”
นอกจากนี้ เขายังจะดูคุ้นเคยสำหรับแฟนๆ ของภาคแรกด้วย “สำหรับแบบดีไซน์ของเขา เราเน้นให้ลุคเขาโน้มเอียงไปทางเคที แม่ของเขา” เรน็อดกล่าว “และเราก็ให้เขาสวมชุดหมีสำหรับเด็กแบบคลาสสิกครับ”

ดนตรี
ดนตรีประกอบ
การร้อยเรียงเรื่องราวทั้งสาม

ในการสร้างดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับ Pets 2 ทีมผู้สร้างได้เลือกนักประพันธ์เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด อเล็กซานเดร เดสแพลท (The Shape of Water, The Grand Budapest Hotel) ผู้แต่งดนตรีสำหรับภาคแรก อีกครั้งหนึ่ง “อเล็กซานเดรมีสไตล์ดนตรีที่หลากหลาย แต่พวกมันก็มีความโดดเด่นและมีเมโลดี้ที่ไพเราะเสมอ” คริส เรน็อดกล่าว “เขาทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการแต่งดนตรีกลิ่นไอแจ๊สสำหรับภาคแรก เราก็เลยรู้ว่าเราอยากจะทำงานกับเขาต่อใน Pets 2”
ตัวเดสแพลทเองก็อยากจะกลับมาเช่นกัน “คริสและอิลลูมิเนชันให้อิสระในการทำงานกับผมมากมายเลยครับ” เดสแพลทกล่าว “พวกเขาสนับสนุนไอเดียและข้อเสนอแนะใหม่ๆ เพื่อทำให้แน่ใจว่าจะได้ผลลัพธ์เชิงสร้างสรรค์ที่พิเศษที่สุดครับ”
ดนตรีประกอบ Pets ภาคแรกทำให้เดสแพลทมีโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในการแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ “ผมใฝ่ฝันเสมอที่จะได้แต่งดนตรีสเกลใหญ่ ที่มีส่วนผสมระหว่างออร์เคสตราและวงดนตรีครับ” เดสแพลทกล่าว “ผมได้แรงบันดาลใจจากความสามารถพิเศษ อารมณ์ขันและสไตล์ของดนตรีประกอบฝีมือสก็อต แบรดลีย์จากการ์ตูนคลาสสิกของฮันนา-บาร์เบราจากยุค 40s และ 50s Pets ภาคแรกเป็นโอกาสให้ผมได้สร้างดนตรีประกอบแบบนี้ในสเกลใหญ่ครับ”
Pets 2 ยังนำเสนอความท้าทายใหม่ๆ อีกด้วยเพราะมันทำให้ดนตรีทำหน้าที่ในแบบที่พิเศษสุด ด้วยการร้อยเรียงเรื่องราวของแม็กซ์และดุ๊ค, กิดเจ็ทและเหล่าแมวและสโนว์กับเดซีเข้าด้วยกัน “ดนตรีในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากภาคแรกเพราะมันขับเคลื่อนไปกับการเล่าเรื่องเพื่อช่วยร้อยเรียงเส้นเรื่องที่แตกต่างกันสามเรื่องเข้าด้วยกันทางดนตรีครับ” เรน็อดกล่าว “เส้นเรื่องหนึ่งใช้ธีมเวสเทิร์น อีกเรื่องใช้ธีมความตึงเครียดแบบบ้านผีสิงและเรื่องสุดท้ายมีธีมซูเปอร์ฮีโรครับ”
เดสแพลทได้รังสรรค์ธีมส่วนตัวสำหรับตัวละครหลักบางตัวเช่นกัน “คริส เรน็อดและผมตัดสินใจว่าจะมีบางสถานการณ์ที่เราจะใช้ดนตรีประกอบและบางสถานการณ์ที่เราจะใช้ดนตรีประกอบตัวละคร” เดสแพลทกล่าว “มีเมโลดี้หรือโน้ตบางตัวที่เราเชื่อมโยงกับตัวละครบางตัว รวมถึงเจ้าเสือ แม็กซ์และกิดเจ็ท เพียงแต่ได้ยินเสียงตัวโน้ตพวกนี้ ผู้ชมก็จะรู้เลยว่ามันเป็นของตัวละครตัวนั้นน่ะครับ”
“ผมพยายามจะใส่รายละเอียดและความชัดเจนลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงดนตรีกับภาพ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้แน่ใจว่ามันจะยังคงฟังดูเหมือนดนตรีชิ้นเดียวกัน” เดสแพลทกล่าวต่อ “มันเป็นเรื่องสำคัญที่ดนตรีจะต้องสอดคล้องไปกับภาพ ซึ่งมันก็ใช้เวลาแต่งค่อนข้างนานเหมือนกันครับ”
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ากับความพยายาม “ดนตรีชิ้นโปรดในหนังเรื่องนี้ของผมคือเมโลดี้น่ารักๆ ที่อเล็กซานเดรแต่งให้กับเลียมและแม็กซ์” เรน็อดกล่าว “นอกจากนั้น ผมยังชอบเพลงธีมซูเปอร์ฮีโรของสโนว์บอลด้วย ซึ่งมีกลิ่นไอซูเปอร์ฮีโรยุค 50s ครับ” เดสแพลทเองก็ยินดีเช่นกัน “มันเป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อที่ได้ฟังนักดนตรีวิเศษสุดมาเล่นดนตรีที่ผมได้ยินและฝันถึงในหัวของผมมาโดยตลอดน่ะครับ” เดสแพลทกล่าว “พวกเขาสามารถเนรมิตชีวิตให้กับเสียงเพลงได้ครับ”
ตัวนักประพันธ์ผู้นี้ยังมองโลกในแง่ดีว่าแฟนๆ จะเพลิดเพลินและประทับใจไปกับดนตรีของเรื่องนี้ และวิธีที่มันถูกร้อยเรียงเข้าไปในภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ “ผู้ชมจะรักอารมณ์ขันและตัวละครใหม่ๆ ในหนังเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าพวกเขาจะชอบดนตรีที่สุด” เดสแพลทพูดพลางหัวเราะ

วันที่สวยงาม
การมองเพลงโซลคลาสสิกแบบฮิปฮ็อป

ใน Pets ภาคแรก คริส เรน็อดเลือกที่จะใช้ “Lovely Day” เพลงคลาสสิกของบิล วิทเธอร์สปี 1977 สำหรับช่วงเวลาสำคัญในภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ “ผมเลือกเพลงออริจินอลสำหรับภาคแรกเพราะผมชอบความเป็นโซลของบิล วิทเธอร์ส แต่ที่สำคัญกว่านั้น มันถ่ายทอดความรู้สึกที่ผมต้องการในตอนที่สัตว์เลี้ยงและเจ้าของได้กลับมาเจอกันอีกครั้งได้อย่างสมบูรณ์แบบ” คริส เรน็อดกล่าว “ผมส่งเพลงนี้ไปให้กับ อีริค ฟาเวลา นักวาดรูปเรื่องราว ผู้ต้องวาดสตอรีบอร์ดฉากนี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจทางเสียง สำหรับผม ถ้าคุณสามารถสร้างฉากขึ้นมาจากไอเดียเพลงได้ มันก็จะแข็งแกร่งกว่าการใช้เพลงทับลงไปบนภาพวิชวลบางภาพ คุณต้องการสร้างความรู้สึกที่ว่ามีความเชื่อมโยงกันจริงๆ ระหว่างดนตรีและภาพน่ะครับ”
ดังนั้น สำหรับ Pets 2 เรน็อดก็ต้องการใช้เพลงนี้ในเวอร์ชันสมัยใหม่และแปลกใหม่ในช่วงเครดิตท้ายเรื่อง “ความคิดที่ว่าเราสามารถดัดแปลงเพลงนั้นสำหรับตอนจบของซีเควลเรื่องนี้ดูจะเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมครับ” เรน็อดกล่าว “ลันช์มันนีย์ ลูอิสได้แต่ง ‘Lovely Day’ เวอร์ชันนี้ขึ้นมา ซึ่งดนตรีของมันก็ฟังดูไม่เหมือนต้นฉบับเท่าไหร่ แต่ยังคงรักษาแก่นแท้ที่ร่าเริงของเพลงนี้ไว้เหมือนกัน มันทำให้เพลงนี้เหมาะกับหนังเรื่องนี้อย่างพอดิบพอดีครับ”
ลูอิสรู้สึกเคลือบแคลงใจในตอนแรกที่เขาเกิดไอเดียที่จะบันทึกเสียงเวอร์ชันใหม่ของเพลงฮิตยุค 70s ขึ้นมา “ผมเป็นแฟนของบิล วิทเธอร์สเสมอ” ลูอิสกล่าว “ตอนแรก ผมสงสัยว่าผมควรจะแตะต้อง ‘Lovely Day’ เพลงคลาสสิกของเขารึเปล่า แต่ผมก็รู้ว่าผมจะสามารถทำได้อย่างดีเยี่ยมสมศักดิ์ศรีของมันในแบบ ‘ลันช์มันนีย์’ ผมคิดว่ามันออกมายอดเยี่ยมสดๆ ผมอยากจะรักษาการเล่าเรื่อง พลังงานแง่บวกเอาไว้และต่อยอดจากคอรัสของเพลงต้นฉบับ ซึ่งเป็นส่วนที่ผมชื่นชอบที่สุด ผมรู้ว่าผมไม่มีทางทำได้ใกล้เคียงกับเวอร์ชันของคุณวิทเธอร์ส แต่ผมก็หวังว่าผมจะทำได้สมศักดิ์ศรีของเพลงนี้นะครับ”
การได้รู้ว่าเรน็อดต้องการใช้เวอร์ชันของเขาใน Pets 2 เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่น่ายินดี “ผมไม่ได้นึกถึงอะไรเฉพาะเจาะจงตอนที่ผมแต่งเพลงนี้” ลูอิสกล่าว “ผมก็แค่สนุกในสตูดิโอในกลางดึกคืนหนึ่ง แล้วพอผมได้ยินว่าคริส เรน็อดและสตูดิโอชอบมัน ผมก็ตื่นเต้นเพราะผมชอบ Pets ภาคแรก ผมหวังว่าเพลงนี้จะทำให้ผู้ชมรู้สึกดี แจ่มใส และทำให้ผู้ชมเดินออกจากโรงหนังด้วยรอยยิ้มน่ะครับ”
###
ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยคริส เมเลแดนดรี้เรื่อง The Secret Life of Pets 2 พากย์เสียงโดยแพตตัน ออสวอลท์, เควิน ฮาร์ท, อีริค สโตนสตรีท, เจนนี สเลท, ทิฟฟานี แฮดดิช, เลค เบล, นิค ครอล, ดานา คาร์วีย์, เอลลี เคมเปอร์, คริส เรน็อด, ฮันนิบาล บูเรส, บ็อบบี้ มอยนิฮันและแฮร์ริสัน ฟอร์ด ดนตรีสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยอเล็กซานเดร เดสแพลท ภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกำกับโดยโจนาธาน เดล วัล The Secret Life of Pets 2 เขียนบทโดยไบรอัน ลินช์ ผู้ควบคุมงานสร้างคือเบรทท์ ฮอฟแมน ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยคริส เมเลแดนดรี้, พี.จี.เอ. และเจเน็ต ฮีลลี, พี.จี.เอ. ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยคริส เรน็อด © 2018 Universal Studios. www.thesecretlifeofpets.com

ประวัตินักแสดง
แพตตัน ออสวอลท์ (Patton Oswalt) พากย์เสียง แม็กซ์

นักแสดงตลก นักแสดงและนักเขียน แพตตัน ออสวอลท์ ยังคงประสบความสำเร็จในความบันเทิงทุกสาขา ตั้งแต่รายการพิเศษคอมิดี้ ที่ได้รับรางวัลของเขาไปจนถึงบทบาทที่น่าจดจำของเขาในภาพยนตร์และบทรับเชิญในซีรีส์ยอดนิยมของเขา (รวมถึง Parks and Recreation ซึ่งเขาได้รับรางวัลคริติกส์ ชอยส์ เทเลวิชัน อวอร์ด) ออสวอลท์ยังคงเลือกงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขาและสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เขารับบทครูใหญ่เดอร์บินในคอมิดี้ เอ็นบีซีเรื่อง A.P. Bio ที่อำนวยการสร้างโดยเซธ ไมเยอร์ส, ไมค์ โอ’ ไบรอันและลอร์น ไมเคิลส์และพากย์เสียงตัวละครเอกในซีรีส์ยอดนิยมทางไซไฟเรื่อง Happy!
เมื่อเร็วๆ นี้ ออสวอลท์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมีและไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดจากรายการพิเศษทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง Annihilation ซึ่งได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเมื่อเขาได้พูดถึงความสูญเสียรุนแรงของตัวเองและการรับมือกับสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ ในขณะที่ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องตลกอย่างเจ็บปวด ในปี 2016 เขาได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขาการเขียนบทยอดเยี่ยมสำหรับรายการวาไรตี้พิเศษสำหรับรายการคอมิดี้ พิเศษเรื่องที่หกของเขา Talking for Clapping (เน็ตฟลิกซ์) และรางวัลแกรมมี อวอร์ดในปี 2017 สำหรับอัลบัมคอมิดี้ ชื่อเดียวกัน ปีที่แล้ว เขาได้แสดงจอเงินในภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายโดยเดฟ เอ็กเกอร์สเรื่อง “The Circle” ประกบทอม แฮงค์และเอ็มมา วัตสันและรับบทหนึ่งในเสียงขาวในภาพยนตร์อินดีที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างแพร่หลายเรื่อง Sorry to Bother You ผลงานการกำกับเรื่องแรกของบู๊ทส์ ไรลีย์
ออสวอลท์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์โดยเจสัน ไรท์แมนเรื่อง Young Adult ประกบชาร์ลิซ เธอรอน ในปี 2009 เขาได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต ซีเกลเรื่อง Big Fan ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลฟิล์ม อินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดและออสวอลท์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลก็อทแธม อวอร์ดจากการแสดงของเขา
ออสวอลท์ได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึง The Secret Life of Walter Mitty ประกบเบน สติลเลอร์, ภาพยนตร์โดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์เรื่อง The Informant!, Observe and Report ประกบเซธ โรแกน, ภาพยนตร์โดยพอล โธมัส แอนเดอร์สันเรื่อง Magnolia, Zoolander, Starsky & Hutch และ Reno 911!: Miami
นอกจากนี้ เขายังพากย์เสียง เรมี ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของพิกซาร์เรื่อง Ratatouille และได้พากย์เสียงตัวละครต่างๆ ในซีรีส์โทรทัศน์ เช่น Archer, BoJack Horseman, The Simpsons, Bob’s Burgers, Aqua Teen Hunger Force และ WordGirl นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้บรรยายในซีรีส์คอมิดี้ ยอดนิยมทางเอบีซีเรื่อง The Goldbergs อีกด้วย
ด้านจอแก้ว ออสวอลท์ได้แสดงนำในซีรีส์อดัลท์ สวิมเรื่อง The Heart, She Holler เขาเป็นขาประจำซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง United States of Tara และซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง Mystery Science Theater 3000 ได้ปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอในซีรีส์ไซไฟเรื่อง Caprica และได้รับบทรับเชิญใน on Veep, Lady Dynamite, Agents of S.H.I.E.L.D., Justified, Two and a Half Men, Portlandia, Bored to Death, Flight of the Conchords, The Sarah Silverman Program., Tim and Eric Awesome Show, Great Job! และ Seinfeld นอกจากนี้ เขายังโด่งดังจากบทสเปนซ์ในซีรีส์ The King of Queens มาเก้าซีซัน นอกเหนือจากนั้น เขายังได้เป็นแขกประจำของรายการ Countdown with Keith Olbermann, Real Time with Bill Maher และ Lewis Black’s Root of All Evil
ในฐานะนักแสดงตลก ออสวอลท์ได้ถ่ายทำรายการพิเศษทางโทรทัศน์เจ็ดรายการและปล่อยอัลบัมที่โด่งดังหกอัลบัม รวมถึง “Talking for Clapping” (รายการพิเศษหนึ่งชั่วโมงชื่อเดียวกันทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ด) ที่ได้รับรางวัลแกรมมีและ “Tragedy Plus Comedy Equals Time” ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี และเปิดตัวในปี 2014 นอกจากนั้น “Finest Hour” ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมีสาขาอัลบัมคอมิดี้ ยอดเยี่ยมและกลายเป็นรายการพิเศษหนึ่งชั่วโมงชื่อเดียวกันทางโชว์ไทม์ ในปี 2009 ออสวอลท์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมีครั้งแรกจากอัลบัม “My Weakness Is Strong” ของเขา (วอร์เนอร์ บรอส. เรคคอร์ดส์)
ออสวอลท์ได้แสดงใน The Comedians of Comedy ซึ่งถูกถ่ายทำเป็นภาพยนตร์อินดี ซีรีส์โทรทัศน์และทัวร์ เขาได้ออกทัวร์เป็นประจำและในวงกว้าง โดยได้แสดงในอเมริกา แคนาดาและอังกฤษ นอกจากนี้ เขายังมีการแสดงเป็นประจำเดือนละสองครั้งที่โรงละครลาร์โก้ แอท เดอะ โคโรเน็ต เธียเตอร์ในลอสแองเจลิส
“Zombie Spaceship Wasteland” (2011) และ “Silver Screen Fiend” (2015) หนังสือที่ตีพิมพ์แล้วทั้งสองเรื่องของเขาเป็นเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์ เมื่อปีที่แล้ว ออสวอลท์ได้ช่วยตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับอาชญากรรมจริงๆ ของมิเชลล์ แม็คนามารา ภรรยาที่ล่วงลับของเขาเรื่อง “I’ll Be Gone in the Dark” (ซึ่งเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในลิสต์เบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์ในเดือนมีนาคม ปี 2018) และเขาก็จะควบคุมงานสร้างซีรีส์สารคดีเอชบีโอที่สร้างจากหนังสือเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องโกลเดน สเตท คิลเลอร์

เควิน ฮาร์ท (Kevin Hart) พากย์เสียง สโนว์บอล

เควิน ฮาร์ท ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งในนักแสดงตลก ผู้ให้ความบันเทิง นักเขียนและนักธุรกิจระดับแนวหน้าของวงการในปัจจุบัน
หลังจากการแสดงที่สะกดสายตาของเขาในค่ำคืนมือสมัครเล่นในคลับคอมิดี้ ของฟิลาเดลเฟีย ฮาร์ทก็เลิกอาชีพเซลส์แมนขายรองเท้า แล้วเริ่มแสดงเต็มตัวตามเวทีต่างๆ เช่นบอสตัน คอมิดี้ คลับ, แครอลินส์ ออน บรอดเวย์, สแตนด์อัพ นิวยอร์ก, เดอะ ลาฟ แฟคทอรีและเดอะ คอมิดี้ สโตร์ในลอสแองเจลิส อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวครั้งแรกของเขาที่มอนทรีอัล จัสต์ ฟอร์ ลาฟส์ คอมิดี้ เฟสติวัลคือสิ่งที่นำเขาไปสู่การแสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง
เมื่อเร็วๆ นี้ ฮาร์ทได้แสดงในภาพยนตร์โดยเอสทีเอ็กซ์ เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง The Upside ประกบไบรอัน แครนสตันและนิโคล คิดแมน ซึ่งเข้าฉายในเดือนมกราคม ปี 2019 และใน Night School สำหรับยูนิเวอร์แซล ภาพยนตร์ที่เขาร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้างภายใต้แบนเนอร์ฮาร์ทบีท โปรดักชัน คอมิดี้ เรื่องนี้เล่าเรื่องของกลุ่มคนตัวป่วนที่ถูกบังคับให้ต้องเข้าคลาสเรียนสำหรับผู้ใหญ่ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะสามารถผ่านการสอบ GED ได้ ด้วยทุนสร้าง 28 ล้านเหรียญ Night School ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดในช่วงสุดสัปดาห์สำหรับภาพยนตร์คอมิดี้ ในปี 2018
ปัจจุบัน ฮาร์ทอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีเควลของ Jumanji ประกบดเวย์น จอห์นสัน, แจ็ค แบล็ค, แดนนี เดอวีโต้, คาเรน กิลเลนและออควาฟินา ซึ่งจะเข้าฉายในเดือนธันวาคม ปี 2019 เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดฉากทัวร์สแตนด์อัพคอมิดี้ ที่ถ่ายทอดสดทั่วโลก “The Kevin Hart Irresponsible Tour” ของเขา “What Now?” ทัวร์ล่าสุดของฮาร์ท ทำรายได้ไปกว่า 100 ล้านเหรียญทั่วโลกและปิดฉากด้วยการแสดงที่ตั๋วขายหมดเกลี้ยงที่สเตเดียมเอ็นเอฟแอลในฟิลาเดลเฟีย ฮาร์ทได้รับสองรางวัลโพลสตาร์ อวอร์ดสาขาทัวร์คอมิดี้ แห่งปีในปี 2017 และ 2018
ปี 2017 เป็นปีทองสำหรับฮาร์ท อนุทินเรื่อง “I Can’t Make This Up: Life Lessons” ของเขาเปิดตัวที่อันดับหนึ่งในลิสต์นิวยอร์ก ไทม์ เบสต์เซลเลอร์และอยู่ในลิสต์นานสิบสัปดาห์ติดต่อกัน นอกจากนั้น หนังสือเรื่องนี้ยังติดอันดับบนๆ ในช่องทางของหนังสือเสียง ด้วยยอดขายกว่า 100,000 ชุดภายในห้าสัปดาห์แรก ต้นปีนั้น ฮาร์ทได้พากย์เสียงจอร์จใน Captain Underpants: The First Epic Movie ปลายปี 2007 เขาได้แสดงประกบดเวย์น จอห์นสันและแจ็ค แบล็คในรีบู๊ทภาพยนตร์คลาสสิกของโซนีเรื่อง Jumanji ภาพยนตร์เรื่อง Jumanji: Welcome to the Jungle กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของฮาร์ทจนถึงปัจจุบัน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้ไปกว่า 900 ล้านเหรียญทั่วโลก
ธุรกิจใหม่ของฮาร์ทคือแพลทฟอร์มดิจิตอล LOL NETWORK—Laugh Out Loud (LOL) แบรนด์คอมิดี้ และเครือข่ายมัลติแพลทฟอร์มที่ก่อตั้งโดยฮาร์ทร่วมกับไลออนส์เกท ผู้นำด้านคอนเทนท์ระดับโลก บริการสตรีมมิงวิดีโอนี้เปิดตัวในปี 2017 และนำเสนอซีรีส์คอมิดี้ ทั้งที่มีบทและไม่มีบท รายการสแตนด์อัพพิเศษ รายการลิขสิทธิ์และรายการถ่ายทอดสด LOL ผสมผสานความชำนาญด้านโซเชียล มีเดียที่หาตัวจับยากของฮาร์ท ที่ทำให้เขามีผู้ติดตามกว่าร้อยล้านคน กับวิสัยทัศน์ที่เขามีต่ออนาคตของวงการคอมิดี้ ซึ่งก็คือเข้าถึงสังคม เกี่ยวข้องกับมือถือ หลากวัฒนธรรมและตลกอย่างจริงจัง ฮาร์ทได้เลือกบุคคลในวงการคอมิดี้ ที่กล้าหาญที่สุดเพื่อสร้าง อำนวยการสร้างและนำแสดงในคอนเทนท์ที่มีเฉพาะในบริการนี้เท่านั้น ซึ่งรวมถึงซูเปอร์สตาร์แห่งวงการคอมิดี้ อย่างโกลเซล, คิง บาค, เอ็มมานูเอล ฮัดสัน, ดีซี ยัง ฟลาย, ดรายา มิเชลล์, เดวิด โซ, ทิโมธี เดอลาเก็ตโต้และแอนเจลาห์ จอห์นสัน (MADtv, Bon Qui Qui ที่เป็นกระแส) ผู้มีแฟนๆ หลายสิบล้านคนในสื่อโซเชียล มีเดีย นอกจากนั้น บริการ LOL ยังนำเสนอนักแสดงตลกดาวรุ่ง ที่บ่มเพาะโดยฮาร์ท ผ่านทางการแสดงตามอีเวนต์ต่างๆ รวมถึงการร่วมมือกับเทศกาลคอมิดี้ ระดับแนวหน้าของโลกอย่างจัสต์ ฟอร์ ลัฟส์อีกด้วย
โปรเจ็กต์ภาพยนตร์ของฮาร์ทรวมถึงภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง The Secret Life of Pets (ยูนิเวอร์แซล/อิลลูมิเนชัน) และภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันคอมิดี้ ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2016 เรื่อง Central Intelligence (นิวไลน์ ซีเนมาและยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส), ภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง Ride Along 2 ซึ่งทำรายได้กว่า 100 ล้านเหรียญทั่วโลก, ภาพยนตร์สกรีนเจมส์เรื่อง The Wedding Ringer และภาพยนตร์วอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง Get Hard ฮาร์ท ผู้เป็นคนทำงานที่ทุ่มเท ยังสร้างผลงานมากมายทางจอแก้ว เขาได้ควบคุมงานสร้างซีรีส์ Real Husbands of Hollywood ซึ่งแพร่ภาพห้าซีซัน นอกเหนือจากนั้น คอมิดี้ เซ็นทรัลยังได้ออกอากาศซีรีส์สแตนด์อัพ คอมิดี้ สองเรื่องของเขา Kevin Hart Presents: Hart of the City และ Kevin Hart Presents: The Next Level
ในตอนที่ฮาร์ทได้ออกทัวร์คอมิดี้ ในหลายๆ เมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศในชื่อ “What Now?” ในอเมริกา เขาได้แสดงที่แปดเวทีในสามรัฐ รวมถึงเมดิสัน สแควร์ การ์เดน, บาร์คเลย์ เซ็นเตอร์, พรูเดนเชียล เซ็นเตอร์และโจนส์ บีช เธียเตอร์ ด้วยยอดขายตั๋วกว่า 100,000 ใบในตลาดนิวยอร์ก นอกจากนี้ เขายังเป็นนักแสดงคนแรกที่เรียกผู้ชมได้เต็มความจุสนามเอ็นเอฟแอล ด้วยยอดจำหน่ายตั๋วกว่า 50,000 ใบ ในต่างประเทศ เขาได้แสดงในเวทีกว่าสิบแห่งในตลาดยุโรป ด้วยยอดขายตั๋วกว่า 150,000 ใบ และได้แสดงในเวทีต่างๆ ทั่วออสเตรเลีย ด้วยยอดขายตั๋ว 100,000 ใบ ทัวร์คอมิดี้ ยอดนิยมของฮาร์ททำรายได้รวมกันกว่า 100 ล้านเหรียญทั่วโลก
ในปี 2016 ฮาร์ทได้แสดงในภาคต่อของภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Jumanji โดยโซนี พิคเจอร์ส ประกบจอห์นสันและแบล็ค และยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สก็ได้ปล่อยเวอร์ชันภาพยนตร์ของทัวร์คอมิดี้ “What Now?” ออกมาในเดือนตุลาคม
ในปี 2012 ฮาร์ทได้ทำหน้าที่พิธีกรรายการเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิค อวอร์ดปี 2012 และได้รับเสียงชื่นชมจากคนในวงการจากการแสดงของเขาก่อนที่ทัวร์คอมิดี้ ในชื่อ “Let Me Explain” ของเขาจะพาเขาไปสู่เมือง 90 เมืองในอเมริกา รวมถึงในยุโรปและแอฟริกาด้วย ส่งผลให้เขากลายเป็นชาวอเมริกันคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่สามารถขายตั๋วหมดเกลี้ยงสำหรับการแสดงในโอทู อารีนาในกรุงลอนดอน ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2012 ฮาร์ทได้ถ่ายทำภาพยนตร์สองเรื่องติดกันได้แก่ ภาพยนตร์รีเมกเรื่อง About Last Night ของสกรีน เจมส์ และภาพยนตร์คู่หูตำรวจของยูนิเวอร์แซลเรื่อง Ride Along ประกบไอซ์ คิวบ์ เขาสานต่อผลงานที่เหลือเชื่อของเขาด้วยการนำแสดงในภาพยนตร์สกรีน เจมส์เรื่อง Think Like a Man คอมิดี้ ที่สร้างจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ของสตีฟ ฮาร์วีย์ และทำรายได้ไป 96 ล้านเหรียญทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังมีบทสมทบในคอมิดี้ ยูนิเวอร์แซลโดยนิโคลัส สโตลเลอร์เรื่อง The Five-Year Engagement ที่อำนวยการสร้างโดยจั๊ดด์ อพาโทว์
ในเดือนกันยายน ปี 2011 ฮาร์ทได้เปิดตัว Kevin Hart: Laugh at My Pain เวอร์ชันภาพยนตร์ของทัวร์คอมิดี้ ชื่อเดียวกันของเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 7 ล้านเหรียญและเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของปี 2011 ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์น้อยกว่า 300 แห่ง ทัวร์ Laugh at My Pain ประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน และส่งให้ฮาร์ทกลายเป็นนักแสดงตลกอันดับหนึ่งทางทิคเก็ตมาสเตอร์ประจำปี 2011 ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 เขาได้แสดงที่โนเกีย เธียเตอร์ต่อหน้าผู้ชมเต็มโรงสองคืนติดกัน ทำลายสถิติที่ก่อนหน้านี้เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์เคยสร้างไว้ เรื่องนี้นำไปสู่การที่ดีวีดีเรื่องนี้ทำยอดขายถึงระดับดับเบิล แพลตินัม ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012 หลังจากที่วางจำหน่ายได้เพียงแค่หนึ่งเดือน
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึง Little Fockers ประกบโรเบิร์ต เดอนีโรและเบน สติลเลอร์, Death at a Funeral, Fool’s Gold และ The 40-Year-Old Virgin
ในปี 2009 I’m a Grown Little Man รายการพิเศษหนึ่งชั่วโมงทางคอมิดี้ เซ็นทรัลของเขากลายเป็นหนึ่งในรายการพิเศษที่มีเรตติ้งสูงสุดของสถานี ในปี 2010 ดีวีดี Kevin Hart: Seriously Funny ของฮาร์ทกลายเป็นดีวีดีที่ขายได้เร็วที่สุด ด้วยยอดขายทริปเปิล แพลตินัม ด้วยการมีส่วนช่วยของรายการพิเศษชื่อเดียวกันทางคอมิดี้ เซ็นทรัล ซึ่งเป็นรายการพิเศษคอมิดี้ ที่มีเรตติ้งสูงสุดของปีนั้น
ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึงการเป็นพิธีกรรายการสแตนด์อัพ คอมิดี้ คลาสสิกของบีอีที Comic View: One Mic Stand, การแสดงนำในซีรีส์เอบีซีเรื่อง The Big House ซึ่งเขาได้ควบคุมงานสร้างและเขียนบทและบทประจำใน Love, Inc., Barbershop และ Undeclared
ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของเขาในลอสแองเจลิส

แฮร์ริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) พากย์เสียง รูสเตอร์

แฮร์ริสัน ฟอร์ด ได้แสดงในภาพยนตร์ชื่อดังที่ประสบความสำเร็จสูงสุดหลายเรื่องในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ รวมถึงแฟรนไชส์ดัง Star Wars และ Indiana Jones และภาพยนตร์แปดเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ฟอร์ดได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด, สี่รางวัลลูกโลกทองคำและหนึ่งรางวัลบาฟตา อวอร์ด
ตลอดอาชีพนักแสดงที่รุ่งโรจน์ของเขา ฟอร์ดได้รับการยกย่องหลายครั้งจากคุณูปการที่เขามีต่อวงการภาพยนตร์ รวมถึงรางวัลอัลเบิร์ต อาร์. บร็อคโคลี บริททันเนีย อวอร์ดจากเวทีบาฟตา, รางวัลเซซิล บี. เดอมิลล์ อวอร์ดจากสมาพันธ์สื่อมวลชนต่างประเทศในฮอลลีวูดและรางวัลความสำเร็จแห่งชีวิตจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน ในปี 1994 สมาพันธ์เจ้าของโรงภาพยนตร์แห่งชาติได้ยกย่องให้เขาเป็นดาราบ็อกซ์ออฟฟิศแห่งศตวรรษ
เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์ฟ็อกซ์เรื่อง Call of the Wild ประกบแดน สตีเวนส์และโอมาร์ ไซ ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายคลาสสิกของแจ็ค ลอนดอนเรื่องนี้เล่าเรื่องของจอห์น ธอร์นตันในยูคอนที่ทุรกันดารระหว่างช่วงตื่นทองคลอนไดค์ในยุค 1890s ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี 2020
ล่าสุด เขาได้แสดง Blade Runner 2049 ประกบไรอัน กอสลิง เขาได้กลับมารับบทฮัน โซโลอีกในภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง Star Wars: Episode VII – The Force Awakens ภายใต้การกำกับของเจ.เจ. อับรามส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศมากมาย รวมถึงการเป็นภาพยนตร์อเมริกาที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอีกด้วย
ฟอร์ดเป็นชาวชิคาโก เขาเริ่มต้นทำงานในวงการภาพยนตร์ในปี 1973 ด้วยการแสดงแจ้งเกิดในบท บ็อบ ฟัลฟา คนขับตีนผีในภาพยนตร์ยอดนิยมโดยจอร์จ ลูคัสเรื่อง American Graffiti สี่ปีให้หลัง เขาได้กลับมาร่วมงานกับลูคัสอีกครั้งในบท ฮัน โซโลใน Star Wars: Episode IV – A New Hope อีพิคไซไฟเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิง 12 รางวัลออสการ์ รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ และครองตำแหน่งนี้มายาวนานถึง 20 ปี ฟอร์ดกลับมารับบทฮัน โซโลอีกในซีเควลเรื่อง The Empire Strikes Back และ Return of the Jedi
ในปี 1981 ฟอร์ดได้สร้างตัวละครในตำนานโลกภาพยนตร์อีกหนึ่งตัว คืออินเดียนา โจนส์ในภาพยนตร์ยอดนิยมที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ของสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง Raiders of the Lost Ark ระหว่างยุค 80s เขาได้นำแสดงในซีเควลบล็อกบัสเตอร์เรื่อง Indiana Jones and the Temple of Doom และ Indiana Jones and the Last Crusade ในปี 2008 เขาได้กลับมารับบทนี้อีกครั้งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull ในปี 2021 เขาจะกลับมาแสดงภาคห้าของแฟรนไชส์นี้
ผลงานภาพยนตร์มากมายของฟอร์ดรวมถึงภาพยนตร์โดยฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์เรื่อง The Conversation และ Apocalypse Now, ภาพยนตร์ไซไฟคลาสสิกปี 1982 ของริดลีย์ สก็อตเรื่อง Blade Runner, ภาพยนตร์โรแมนติกคอมิดี้ โดยไมค์ นิโคลส์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์เรื่อง Working Girl, บทนำในดรามาที่กำกับโดยนิโคลส์เรื่อง Regarding Henry, ภาพยนตร์โดยอลัน เจ. ปาคูลาเรื่อง Presumed Innocent และ The Devil’s Own, ภาพยนตร์โดยฟิลลิป นอยซ์เรื่อง Patriot Games และ Clear and Present Danger ซึ่งทั้งสองเรื่องสร้างจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์โดยทอม แคลนซี, ภาพยนตร์โดยวูลฟ์กัง ปีเตอร์สันเรื่อง Air Force One, ภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต ซีเมคิสเรื่อง What Lies Beneath, ภาพยนตร์โดยแคธริน บิเกโลว์เรื่อง K-19: The Widowmaker ซึ่งเขาควบคุมงานสร้างด้วย, ภาพยนตร์โดยโรเจอร์ มิเชลเรื่อง Morning Glory, ภาพยนตร์โดยจอน แฟฟโรว์เรื่อง Cowboys & Aliens, ภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต ลูเคติคเรื่อง Paranoia, ภาพยนตร์โดยไบรอัน เฮลเกแลนด์เรื่อง 42, ภาพยนตร์โดยลี โทแลนด์ ครีเกอร์เรื่อง The Age of Adeline และภาพยนตร์โดยกาวิน ฮู้ดเรื่อง Ender’s Game
ปัจจุบัน ฟอร์ดดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการคณะกรรมการอำนวยการคอนเซอร์เวชัน อินเตอร์เนชันแนล กลุ่มไม่แสวงหาผลกำไรที่คุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพในจุดต่างๆ ที่ประสบปัญหาทั่วโลก เขาเป็นสมาชิกองค์กรนี้มากว่า 25 ปีแล้ว

อีริค สโตนสตรีท (Eric Stonestreet) รับบท ดุ๊ค

อีริค สโตนสตรีท รับบท คาเมรอน ทัคเกอร์ในซีรีส์คอมิดี้ ทางเอบีซีเรื่อง Modern Family ซึ่งเป็นบทที่ทำให้เขาได้รับสองรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์คอมิดี้ ในปี 2010 และ 2012 นอกจากนี้ เขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดปี 2011, รางวัลลูกโลกทองคำในปี 2011, 2012 และ 2013, รางวัลสมาพันธ์นักแสดงในปี 2012, 2013 และ 2015 และรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์โทรทัศน์ในปี 2010 จากการแสดงของเขาด้วย
Modern Family ที่สร้างโดยสตีเวน เลวิทันและคริสโตเฟอร์ ลอยด์ เปิดตัวในวันที่ 23 กันยายน ปี 2009 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมและเรตติ้งสูง ในซีซันแรก ซีรีส์นี้ได้รับหกรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ด รวมถึงสาขาซีรีส์คอมิดี้ ยอดเยี่ยมและรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์โทรทัศน์สาขาความสำเร็จยอดเยี่ยมในคอมิดี้ นับตั้งแต่ซีซันแรก Modern Family ก็ได้รับสี่รางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขาซีรีส์คอมิดี้ ยอดเยี่ยม, สี่รางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในซีรีส์คอมิดี้ และรางวัลลูกโลกทองคำสาขาซีรีส์โทรทัศน์ยอดเยี่ยม ประเภทคอมิดี้ หรือมิวสิคัล ซีซันสี่ของซีรีส์นี้เปิดตัวในวันที่ 26 กันยายน ปี 2012 ด้วยยอดผู้ชม 12.3 ล้านคน ในวันที่ 24 กันยายน ปี 2013 Modern Family ได้แพร่ภาพทางยูเอสเอ เน็ตเวิร์ค ซีรีส์นี้กลับมาแพร่ภาพซีซันที่สิบในฤดูใบไม้ร่วง ปี 2018 และมีการต่อซีซันที่สิบเอ็ด ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019
ในปี 2017 สโตนสตรีทเป็นพิธีกรรายการประกวดของเล่นของเอบีซี The Toy Box รายการนี้ ที่อำนวยการสร้างโดยแมทเทล มอบโอกาสทองให้กับเหล่านักออกแบบมากพรสวรรค์ในการเนรมิตชีวิตให้กับคอนเซ็ปต์ของเล่นของพวกเขา ภายใต้ความร่วมมือกับแมทเทลและของเล่นเหล่านั้นก็จะถูกวางจำหน่ายที่ร้านทอย “อาร์” อัสอีกด้วย ของเล่นและผู้ประดิษฐ์ของเล่นจะต้องผ่านการทดสอบและทดลองผิดทดลองถูกหลายครั้งก่อนที่จะได้รับการตัดสินจากกลุ่มเด็กๆ ที่รวมถึงอัลลีราห์ คัลด์เวล, โนอาห์ ริตเตอร์, โซเฟีย เกรซ บราวน์ลีและโทบี้ เกรย์ รายการนี้ถูกสร้างต่อในซีซันที่สองทางเอบีซี
ในปี 2016 สโตนสตรีทได้แสดงในภาพยนตร์เอชบีโอที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดเรื่อง Confirmation ภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่องนี้ จากบทภาพยนตร์โดยมือเขียนบทผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ซูซานนาห์ แกรนท์ (Erin Brockovich) เล่าเรื่องของการรับฟังข้อมูลเพื่อเสนอชื่อผู้พิพากษาศาลสูงในปี 1991 สโตนสตรีทรับบทนักล็อบบี้ยิสต์ เคนเนธ ดูเบอร์สไตน์ ผู้ได้รับเลือกจากประธานาธิบดีจอร์จ บุชให้ช่วยให้คลาเรนซ์ โธมัสได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลสูง เคอร์รี วอชิงตันรับบทอานิต้า ฮิลและรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างร่วมกับเวนเดล เพียรซ์ ที่รับบทคลาเรนซ์ โธมัส ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในวันที่ 16 เมษายน ปี 2016
ในปี 2015 เขาได้แสดงในทริลเลอร์โดยอีริค แวน ลูเรื่อง The Loft ซึ่งนำแสดงโดยคาร์ล เออร์เบิน, เจมส์ มาร์สเดน, เวนท์เวิร์ธ มิลเลอร์และราเชล เทย์เลอร์ ภาพยนตร์อินดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของเพื่อนห้าคนที่ใช้ลอฟท์ร่วมกันเพื่อนอกใจคู่ชีวิตของตัวเอง และเริ่มตั้งคำถามกันและกันเมื่อมีการพบศพหญิงสาวนิรนามที่นั่น ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดจำหน่ายโดยโอเพน โร้ด ฟิล์มส์ในวันที่ 30 มกราคม ปี 2015
สโตนสตรีทเป็นตัวขโมยซีนในภาพยนตร์คอมิดี้ โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Identity Thief ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยเซธ กอร์ดอน (Horrible Bosses) และนำแสดงโดยเมลิสซา แม็คคาร์ธีย์และเจสัน เบทแมน ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศด้วยรายได้ 34.6 ล้านเหรียญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 2013
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2011 สโตนสตรีทได้รับบทรับเชิญในซีรีส์เอฟเอ็กซ์ยอดนิยมโดยไรอัน เมอร์ฟีย์และแบรด ฟัลชัคเรื่อง American Horror Story โดยเขารับบท ดีเร็ค คนไข้ของดร.เบน ฮาร์มอน (ดีแลน แม็คเดอร์ม็อทท์) ผู้กลัวตำนานสยอง เอพิโซดนี้ออกอากาศในวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี 2011
ในเดือนสิงหาคม ปี 2011 มีการประกาศว่าสโตนสตรีทถูกวางตัวให้แสดงใน The Day the Laughter Stopped โปรเจ็กต์ภาพยนตร์เอชบีโอที่เกี่ยวกับดาราภาพยนตร์เงียบ แฟ็ตตี้ อาร์บัคเกิลและสร้างจากหนังสือโดยเดวิด เอ. ยัลล็อป จอห์น อดัมส์และเคิร์ค เอลลิสถูกวางตัวให้เขียนบทโปรเจ็กต์นี้ โดยมีแบร์รี เลวินสันเป็นผู้กำกับ อาร์บัคเกิล (1887-1933) เป็นดาราภาพยนตร์เงียบ นักแสดงตลก ผู้กำกับและมือเขียนบท ผู้เป็นอาจารย์ของชาร์ลีย์ แชปลินและได้ค้นพบบัสเตอร์ คีย์ตันและบ็อบ โป๊ป สโตนสตรีทร่วมกับแบร์รี เลวินสัน, คริสติน วาชอน, เคิร์ค เอลลิส, รอน เวสต์, คริส เฮนเซและสตีฟ คาโววิทจะร่วมรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่อง
เขาได้แสดงคอมิดี้ เรื่อง Bad Teacher ซึ่งนำแสดงโดยคาเมรอน ดิแอซ, เจสัน ซีเกลและจัสติน ทิมเบอร์เลค โคลัมเบีย พิคเจอร์สจัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 24 มิถุนายน ปี 2011
ในปี 2010 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตของสแตนด์อัพ ทู แคนเซอร์ องค์กรการกุศลที่มีเป้าหมายในการกระตุ้นการรับรู้และการสร้างความเข้าใจว่าทุกคนมีความเชื่อมโยงกันด้วยมะเร็ง และเขาก็ยังคงเดินหน้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์กรนี้อย่างต่อเนื่อง
เขาเกิดและเติบโตในแคนซัส ซิตี้ เขารู้จักการแสดงหลังจากที่เพื่อนของเขาท้าให้เขาออดิชันสำหรับละครเวทีเรื่อง Prelude to a Kiss ระหว่างที่เขายังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคนซัส หลังจากสำเร็จการศึกษาสาขาสังคมวิทยา เขาก็ย้ายไปชิคาโก้เพื่อศึกษาและแสดงละครเวทีและอิมโพรฟ และใช้เวลาสองปีแสดงโฆษณาโทรทัศน์และศึกษากับไอโอ ชิคาโก้ (ซึ่งศิษย์เก่าของสถาบันรวมถึงเอมี โพห์เลอร์, ไมค์ ไมเออร์สและคริส ฟาร์ลีย์) และเดอะ เซคคันด์ ซิตี้ (ศิษย์เก่ารวมถึงสตีฟ คาเรล, ทีนา เฟย์และสตีเฟน คอลเบิร์ต) ก่อนที่เขาจะย้ายไปทางตะวันตก
ระหว่างที่สโตนสตรีทยังทำงานโฆษณา เขาก็ได้สร้างตัวละครที่น่าจดจำมากมายในซีรีส์โทรทัศน์หลายเรื่อง รวมถึง Dharma & Greg, Malcolm in the Middle, Party of Five, Spin City, ER, The West Wing, American Dad, Providence, Close to Home, Crossing Jordan และ Bones
ตัวละครที่น่าจดจำที่สุดจากบทประจำของเขาคือรอนนี ลิตร ช่างเทคนิคเอกสารผู้น่าเคลือบแคลงในซีรีส์ CSI สโตนสตรีทยังเป็นขาประจำของซีรีส์ฟ็อกซ์เรื่อง 13 Graves และรับบทรับเชิญในซีรีส์ The Mentalist, NCIS, Pushing Daisies และเอพิโซดสุดท้ายของ Nip/Tuck ในปี 2010 ด้วย
ด้านจอเงิน สโตนสตรีทรับบท เชลดอน เสมียนโรงแรมในภาพยนตร์โดยคาเมรอน โครว์เรื่อง Almost Famous ในปี 2003 เขาได้แสดงในภาพยนตร์คัลท์ คลาสสิกโดยไอเอฟซีเรื่อง Girls Will Be Girls ซึ่งได้รับเลือกให้เข้าฉายอย่างเป็นทางการในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในปีนั้น
ปัจจุบัน สโตนสตรีทอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส

เจนนี สเลท (Jenny Slate) พากย์เสียง กิดเจ็ท

เจนนี สเลท เป็นนักแสดงตลกแสตนด์อัพ คอมิดี้ , นักแสดง, นักเขียนและผู้สร้าง เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งแสดงประกบทอม ฮาร์ดี้ใน Venom ที่กวาดรายได้กว่า 855 ล้านเหรียญทั่วโลกและเป็นที่รู้จักดีจากการแสดงที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมของเธอใน Obvious Child ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในคอมิดี้ ด้านจอแก้ว เธอเป็นที่รักจากบทบาทของเธอใน Big Mouth, Parks and Recreation และ Kroll Show ในฐานะนักเขียน สเลทได้ร่วมสร้างซีรีส์หนังสือสำหรับเด็กเรื่อง “Marcel the Shell” และซีรีส์ภาพยนตร์ขนาดสั้น ที่มียอดผู้ชมกว่า 30 ล้านครั้ง “Little Weirds” หนังสือเล่มต่อไปของสเลท จะเป็นคอลเล็กชันรวมผลงานนอนฟิคชันและจะจัดจำหน่ายโดยฮาเช็ตต์ บุ๊ค กรุ๊ปในเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งได้แสดงในภาพยนตร์อินดีเรื่อง The Sunlit Night ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2019 ก่อนหน้านี้ เธอเคยพากย์เสียงในภาพยนตร์อนิเมชันรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง Zootopia มาแล้ว

ทิฟฟานี แฮดดิช (Tiffany Haddish) พากย์เสียง เดซี

ด้วยโปรเจ็กต์ที่โด่งดังต่างๆ และการปรากฏตัวที่เรียกเสียงฮือฮาของเธอ ทิฟฟานี แฮดดิช จึงสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองได้อย่างรวดเร็วในฐานะนักแสดงตลกและนักแสดงที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดคนหนึ่ง ปัจจุบัน เธอได้แสดงประกบเทรซี มอร์แกนในซีรีส์คอมิดี้ ทีบีเอสเรื่อง The Last O.G. ซึ่งกลับมาแพร่ภาพซีซันที่สองในเดือนเมษายน ปี 2019 นอกเหนือจากนั้น เธอยังจะได้แสดงนำในภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Limited Partners และ The Kitchen และได้พากย์เสียงบททูคา ตัวละครเอกในซีรีส์อนิเมชันทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง Tuca & Bertie นอกจากนั้น เธอยังกำลังทำงานในรายการสแตนด์อัพพิเศษหนึ่งชั่วโมงสำหรับเน็ตฟลิกซ์และมีสัญญาสองปีในการเสนองานโปรเจ็กต์ภายใต้ชี เรดดี้ บริษัทโปรดักชันของเธอกับเอชบีโอเป็นที่แรก
แฮดดิชอาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบทบาทแจ้งเกิดของเธอในคอมิดี้ สุดฮา Girls Trip ที่เธอรับบท ดีนา จอมขโมยซีน ประกบจาดา พิงเก็ตต์ สมิธ, ควีน ลาติฟาห์และเรจินา ฮอล ผลงานจอแก้วและจอเงินเรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึง The Lego Movie 2: The Second Part, Nobody’s Fool, Night School, The Oath, Uncle Drew, The Carmichael Show, Keanu, Meet the Spartans, Racing for Time, The Janky Promoters, If Loving You Is Wrong, Real Husbands of Hollywood และ New Girl นอกเหนือจากนั้น แฮดดิชยังเป็นที่สนใจตั้งแต่เริ่มแรกด้วยการปรากฏตัวใน Def Comedy Jam, Who’s Got Jokes และ Reality Bites Back
ในเดือนมิถุนายน ปี 2018 แฮดดิชได้ทำหน้าที่พิธีกรรายการเอ็มทีวี มูฟวีและทีวี อวอร์ด ซึ่งเป็นบทบาทที่ทำให้เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและช่วยเพิ่มเรตติ้งให้กับรายการอย่างมาก
นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว แฮดดิชยังคงทัวร์ทั่วประเทศและแสดงในทัวร์คอมิดี้ “She Ready” ที่บัตรขายหมดเกลี้ยงของเธอ Tiffany Haddish: She Ready! From the Hood to Hollywood รายการสแตนด์อัพพิเศษรายการแรกของเธอ แพร่ภาพทางโชว์ไทม์ในเดือนสิงหาคม ปี 2017 ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 เธอได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักแสดงสแตนด์อัพคอมิดี้ หญิงผิวสีคนแรกที่ได้เป็นพิธีกรรายการ Saturday Night Live ซึ่งเป็นบทบาทที่ทำให้เธอได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขานักแสดงหญิงรับเชิญยอดเยี่ยมในซีรีส์คอมิดี้ หนังสือเล่มแรกของเธอ ซึ่งเป็นอนุทินที่มีชื่อว่า “The Last Black Unicorn” ได้วางแผงในเดือนถัดมา หนังสือเล่มนี้ติดลิสต์เบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์และหนังสือเสียงที่ออกตามมา ซึ่งบรรยายโดยแฮดดิช ก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี อวอร์ดปี 2019 สาขาอัลบัมพูด
การเดินทางและประสบการณ์ชีวิตของแฮดดิชเป็นแรงบันดาลใจสำรหับคอมิดี้ และอารมณ์ขันของเธอทั้งในและนอกเวที ระหว่างที่เธออยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ในบริเวณเซาธ์เซ็นทรัลของลอสแองเจลิส การพูดมากและเพื่อนในจินตนาการของเธอกระตุ้นให้นักสังคมสงเคราะห์ที่หงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ ของเธอแนะนำเธอไปทางสแตนด์อัพคอมิดี้ ด้วยการสมัครเธอเข้าค่ยคอมิดี้ ของลัฟ แฟคทอรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กด้อยโอกาสและตกอยู่ในความเสี่ยงจะเปลี่ยนแปลงพลังงานแง่ลบให้กลายเป็นแง่บวก ประสบการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับอาชีพคอมิดี้ ของเธอ ปัจจุบัน เธอใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส

เลค เบล (Lake Bell) พากย์เสียง โคลอี้

ผู้กำกับ นักเขียน ผู้อำนวยการสร้างและนักแสดง เลค เบล เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและนักพากย์เสียงที่โดดเด่นในรุ่นของเธอ
เบลได้แสดงประกบแด็กซ์ เชพเพิร์ดในซีรีส์เอบีซีเรื่อง Bless This Mess คอมิดี้ เรื่องใหม่ที่ใช้กล้องเดียวเรื่องนี้ เล่าเรื่องของคู่แต่งงานใหม่ที่บอกลาชีวิตที่ไร้สุขในนิวยอร์กและย้ายไปเนบราสก้าเพื่อชีวิตที่เรียบง่ายกว่าเดิม เบลได้กำกับตอนไพล็อตของเรื่อง ซึ่งร่วมสร้างและร่วมเขียนบทโดยลิซ เมอรีเวทเธอร์ เธอยังคงรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์นี้อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด เธอได้แสดงประกบรีส วิทเธอร์สปูนในภาพยนตร์โดยฮัลลีย์ เมเยอร์ส-ชายเออร์เรื่อง Home Again ด้านจอแก้ว เธอได้กำกับสองเอพิโซดของซีรีส์ออริจินอลยอดนิยมทางฮูลูเรื่อง Casual และนำแสดงใน Wet Hot American Summer: First Day of Camp และ Wet Hot American Summer: Ten Years Later ซีรีส์คอมิดี้ เสียดสีที่สร้างโดยเดวิด เวนและไมเคิล โชวอลเตอร์และกำกับโดยเวน ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้เป็นตอนต่อของภาพยนตร์ยอดนิยมชื่อเดียวกันในปี 2001
ในปี 2013 เบลสร้างเสียงฮือฮาในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2013 เมื่อเธอได้เปิดตัว In A World… ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ ซึ่งเธอได้เขียนบท กำกับและนำแสดง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลวัลโด้ ซอลท์ สกรีนไรติ้ง อวอร์ดจากซันแดนซ์ นอกจากนั้น เบลยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลและได้รับรางวัลต่างๆ มากมายสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขาบทภาพยนตร์เรื่องแรกยอดเยี่ยม, รางวัลนิว วอยเซส อิน สกรีนไรติ้ง อวอร์ดจากงานเทศกาลภาพยนตร์นันทัคเก็ต, การเสนอชื่อชิงรางวัลอเมริกัน คอมิดี้ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงคอมิดี้ ยอดเยี่ยม ประเภทภาพยนตร์, รางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ฟินิกซ์สาขาการแจ้งเกิดการทำงานเบื้องหลังยอดเยี่ยม, การเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชิคาโก้สาขาคนทำหนังดาวรุ่งและการเสนอชื่อชิงรางวัลอัลลิแอนซ์ ออฟ วีเมน ฟิล์ม เจอร์นัลลิสต์ สาขาผู้กำกับหญิงยอดเยี่ยมและมือเขียนบทหญิงยอดเยี่ยม ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดลิสต์ภาพยนตร์อินดียอดเยี่ยมประจำปี 2013 ของสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติ
เอ.โอ. สก็อตได้พูดถึง In A World… ว่าเป็น “ภาพยนตร์เปิดตัวที่ชาญฉลาด ยอดเยี่ยม…ที่มีการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเขินอาย ความน่าขบขันและเสน่ห์ เบลได้เขียนบทและกำกับคอมิดี้ ที่ให้แง่คิดเรื่องนี้ที่มีความซับซ้อนและทะเยอทะยานมากกว่าที่เห็น…นอกจากนี้ มันยังเป็นการเสียดสีวงการบันเทิง เป็นดรามาสำหรับครอบครัว เป็นนิยายเปรียบเทียบเกี่ยวกับเฟมินิสต์และเป็นโรแมนติกคอมิดี้ ที่น่ารัก แต่คำบ่งบอกประเภทเหล่านั้นไม่สามารถครอบคลุมเอกลักษณ์ทั้งหมดของเบลได้หรอก”
I Do…Until I Don’t โปรเจ็กต์กำกับเรื่องที่สองของเบล ซึ่งเธอได้เขียนบทและนำแสดงด้วย เปิดตัวในเดือนกันยายน ปี 2017 ในเรื่องนี้ เธอได้แสดงประกบเอ็ด เฮล์มส์, แมรี สทีนเบอร์เกน, พอล ไรเซอร์, แอมเบอร์ เฮิร์ด, ไวแอทท์ ซีแน็คและดอลลี เวลส์ ในบทหนึ่งในคู่รักที่ถูกติดตามโดยนักสารคดีจอมปลอมในคอมิดี้ เกี่ยวกับความหมายของชีวิตคู่
ภาพยนตร์ขนาดสั้นของเบลเรื่อง Worst Enemy ซึ่งเธอเขียนบทและกำกับ ได้เข้าประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2011 ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นคอมิดี้ เกี่ยวกับผู้หญิงที่เกลียดชังเพื่อนมนุษย์ (มิเกลา วัตคินส์) ผู้ถอดชุดรัดรูปไม่ออก ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นันทัคเก็ตปี 2011 และทำให้เธอได้รับรางวัลโทนี ค็อกซ์ อวอร์ดจากเวทีโชว์ไทม์ในสาขาการเขียนบทภาพยนตร์ขนาดสั้น
ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึง Spider-Man: Into the Spider-Verse ประกบเจค จอห์นสัน, Shot Caller ประกบนิโคลัจ คอสเตอร์-วัลเดา, No Escape ประกบโอเวน วิลสันและเพียร์ซ บรอสแนน, The Secret Life of Pets ประกบเควิน ฮาร์ท, Million Dollar Arm ประกบจอห์น แฮมม์และอลัน อาร์คิน, Black Rock ประกบเคท บอสเวิร์ธ, No Strings Attached ประกบนาตาลี พอร์ทแมนและแอชตัน คุทเชอร์, ภาพยนตร์โดยแนนซี ไมเออร์เรื่อง It’s Complicated ซึ่งนำแสดงโดยเมอริล สตรีพ, อเล็ค บัลด์วินและสตีฟ มาร์ติน, What Happens in Vegas ที่นำแสดงโดยคาเมรอน ดิแอซและคุทเชอร์, Pride and Glory ประกบโคลิน ฟาร์เรล, Over Her Dead Body ประกบพอล รัดด์และภาพยนตร์อินดีเรื่อง Under Still Waters ประกบเจสัน คลาร์ค ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลการแสดงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์นิวพอร์ท บีช
ผลงานจอแก้วของเบลเรื่องอื่นๆ รวมถึง BoJack Horseman, How to Make It in America, Surface, Boston Legal, Miss Match และ War Stories นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในซีรีส์อดัลท์ สวิม ที่ได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดเรื่อง Childrens Hospital นานเจ็ดปีและได้กำกับเอพิโซดที่โด่งดังที่สุดหลายเอพิโซดอีกด้วย
ด้วยความที่เธอโตมากับการซึมซับโลกของการแข่งรถในยุโรป เบลก็เลยได้รับเลือกให้ทำหน้าที่บรรณาธิการพิเศษฝ่ายรถยนต์ของนิตยสารเดอะ ฮอลลีวูด รีพอร์ตเตอร์ในปี 2011 ด้วยอารมณ์ขันและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครของเธอ เธอได้เล่าถึงเทรนด์รถยนต์ในคอลัมน์ “Test Drive” ของเธอ และวิจารณ์เกี่ยวกับบรรดารถหรูไฮเอนด์
เบลได้เรียนด้านการละครนานสี่ปีที่เดอะ โรส บรูฟอร์ด คอลเลจ ออฟ สปีช แอนด์ ดรามาในกรุงลอนดอน ปัจจุบัน เธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของวีเมน อิน ฟิล์ม องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีภารกิจเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ให้ความรู้และรายการพิเศษต่างๆ เพื่อสนับสนุนความสำเร็จของกลุ่มผู้หญิงในแวดวงบันเทิง
เบลเกิดในนิวยอร์ก ซิตี้และปัจจุบัน เธอแบ่งเวลาอยู่ระหว่างนิวยอร์กและลอสแองเจลิส เธอแต่งงานกับศิลปินสก็อต แคมป์เบลและมีลูกด้วยกันสองคน นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แบ่งเวลาให้กับความรักที่เธอมีต่องานศิลปะของเธอและความรักที่เธอมีต่อครอบครัวด้วย เธอชื่นชอบร็อคคลาสสิก

ดานา คาร์วีย์ (Dana Carvey) พากย์เสียง ป็อปส์

ดานา คาร์วีย์ นักแสดงและนักแสดงตลกเจ้าของรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ด เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากตัวละครที่น่าจดจำจาก Saturday Night Live ของเขา เช่น เชิร์ช เลดี้, ฮันส์ เผ่าฮั่นและฟรานซ์ สองคู่หูนักเพาะกายและแน่นอน การ์ธ พิธีกรร่วมที่ยอดเยี่ยมของไมค์ ไมเยอร์สใน “Wayne’s World” สเก็ตช์คลาสสิกที่กลายเป็นภาพยนตร์ คาร์วีย์ได้รับเสียงชื่นชมจากการแสดงเลียนแบบสุดฮาและยอดเยี่ยมที่เขาเลียนแบบบุคคลทางการเมืองเช่น ประธานาธิบดีจอร์จ บุช, เอช. รอส เพอร็อท, เจอร์รี บราวน์, เดวิด ดุ๊คและบ็อบ โดล
คาร์วีย์เปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย This Is Spinal Tap ผลงานก่อนหน้านี้เรื่องอื่นๆ ของเขารวมถึง Racing with the Moon, One of the Boys, Tough Guys และคอมิดี้ เรื่อง Opportunity Knocks ผลงานภาพยนตร์ที่โดดเด่นของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยอลัน ปาร์คเกอร์เรื่อง The Road to Wellville สำหรับโคลัมเบีย พิคเจอร์ส, ภาพยนตร์โดยริชาร์ดและลิลลี ซานัคเรื่อง Clean Slate สำหรับเอ็มจีเอ็มและภาพยนตร์โดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์เรื่อง Trapped in Paradise ในปี 2002 คาร์วีย์ได้แสดงใน The Master of Disguise คอมิดี้ สำหรับครรอบครัวที่คาร์วีย์ได้รับ 36 บทและพูดภาษา 14 ภาษาในบทตัวละครเอกเคราะห์ร้าย
ในปี 2016 คาร์วีย์ รับบท ผู้เชี่ยวชาญในซีรีส์คอมิดี้ ครึ่งชั่วโมงทางยูเอสเอ เน็ตเวิร์คเรื่อง First Impressions with Dana Carvey ซีรีส์นี้นำนักแสดงเลียนแบบมือสมัครเล่นมาแข่งกันเลียนแบบคนดังทุกสัปดาห์ โดยมีคาร์วีย์เป็นผู้แนะแนวทางให้กับผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน รายการ Special Dana Carvey: Straight White Male, 60 ทางเน็ตฟลิกซ์ของเธอก็แพร่ภาพในปี 2016 ท่ามกลางเสียงชื่นชมล้นหลาม
คาร์วีย์ได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดในปี 1993 สาขาการแสดงยอดเยี่ยมในรายการวาไรตี้หรือดนตรี เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดทั้งหมดหกครั้ง รวมถึงการรับบทรับเชิญใน The Larry Sanders Show นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลอเมริกัน คอมิดี้ อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบชายที่ตลกที่สุดในจอแก้วในปี 1990 และ 1991 อีกด้วย

บ็อบบี้ มอยนิฮัน (Bobby Moynihan) พากย์เสียง เมล

บ็อบบี้ มอยนิฮัน เป็นสมาชิกทีมนักแสดง Saturday Night Live มาตลอดเก้าซีซัน ซึ่งเขารับบทตัวละครที่เป็นที่รักมากมายเช่น คุณลุงขี้เมา ขวัญใจแฟนๆ และได้ร่วมเขียนบท “David S. Pumpkins” สเก็ตช์ยอดนิยมที่นำแสดงโดยทอม แฮงค์ ซึ่งนำไปสู่อนิเมชันตอนพิเศษประจำปีช่วงฮัลโลวีน ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของมอยนิฮันรวมถึง Unbreakable Kimmy Schmidt, Documentary Now!, The Simpsons, Girls, Portlandia และ Me, Myself and I
ผลงานการพากย์เสียงของมอยนิฮันรวมถึง แพนด้า ในซีรีส์อนิเมชันทางการ์ตูน เน็ตเวิร์คเรื่อง We Bare Bears ไปจนถึงลูอี้ใน DuckTales และออร์ก้าใน Star Wars Resistance สำหรับดิสนีย์เอ็กซ์ดีทั้งสองเรื่อง

นิค ครอล (Nick Kroll) พากย์เสียง เซอร์เจย์

นิค ครอล เป็นนักแสดง นักเขียนและผู้อำนวยการสร้าง ล่าสุด เขาได้ร่วมสสร้างและพากย์เสียงบทต่างๆ ในซีรีส์อนิเมชันทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง Big Mouth ซึ่งได้รับการยกย่องจากเดอะ ฮอลลีวูด รีพอร์ตเตอร์ว่า “น่ารัก ล้ำสมัยและสกปรกอย่างน่าตะลึง” และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขารายการอนิเมชันยอดเยี่ยมสำหรับผู้ชมทั่วไป หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงบทลุงเฟสเตอร์ในภาพยนตร์เอ็มจีเอ็มเรื่อง The Addams Family ที่มีกำหนดเข้าฉายในเดือนตุลาคม ปี 2019 นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์เอ็มจีเอ็มเรื่อง Operation Finale ประกบออสการ์ ไอแซ็คส์และเบน คิงส์ลีย์และภาพยนตร์ไลออนส์เกทเรื่อง Uncle Drew ในเดือนมกราคม ปี 2017 เขาได้สิ้นสุดการเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ด้วยละครเวทียอดนิยมที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและทำรายได้อย่างงามเรื่อง Oh, Hello ผลงานล่าสุดรวมถึงภาพยนตร์ดังโดยเจฟฟ์ นิโคลส์เรื่อง Loving, ภาพยนตร์โดยเซธ โรแกนเรื่อง Sausage Party และภาพยนตร์อิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง Sing รครอลมีรายการสเก็ตช์โชว์ทางคอมิดี้ เซ็นทรัลของตัวเองในชื่อ Kroll Show และแสดงบทรูซินในซีรีส์ยอดนิยมทางเอฟเอ็กซ์เรื่อง The League

ประวัติทีมผู้สร้าง THE SECRET LIFE OF PET 2
คริส เรน็อด (Chris Renaud)—นอร์แมน/กำกับ

ผู้กำกับคริส เรน็อด ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด มีแบ็คกราวน์ด้านงานการ์ตูน จากการที่เขาเคยทำงานกับมาร์เวลและดีซี คอมิกส์มาก่อนระหว่างปี 1994-2000
เรน็อดได้ขยับไปทำงานออกแบบงานสร้างให้กับโปรเจ็กต์จอแก้วหลายเรื่องที่ดิสนีย์ แขนแนล, จิม เฮนสัน โปรดักชันส์, พีบีเอส ที่ซึ่งเขาได้ทำการควบคุมทุกแง่มุมของกระบวนออกแบบและกระบวนการอนิเมชัน หลังจากนั้น เขาก็ทำหน้าที่นักวาดภาพเรื่องราวให้กับบลู สกาย สตูดิโอส์ ที่และได้ทำงานในภาพยนตร์หลายเรื่องของสตูดิโอรวมถึง Robots, Ice Age: The Meltdown และ Dr. Seuss’ Horton Hears a Who!
ในปี 2006 เรน็อดได้คิด เขียนบทและเขียนสตอรีบอร์ดให้กับภาพยนตร์อนิเมชันขนาดสั้นที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์เรื่อง No Time for Nuts ซึ่งถูกจัดจำหน่ายในฐานะส่วนหนึ่งของซีรีส์ดีวีดีสำหรับแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Ice Age เขาได้ร่วมกับปิแอร์ คอฟฟิน เพื่อนร่วมงานขาประจำ กำกับภาพยนตร์เรื่อง Despicable Me และ Despicable Me 2 นอกจากนี้ เขายังได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Dr. Seuss’ The Lorax และ The Secret Life of Pets นอกเหนือจากการกำกับ เรน็อดยังได้ทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์และภาพยนตร์ขนาดสั้นหลายเรื่องของอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ ตลอดห้าปีที่ผ่านมาด้วย
เรน็อดได้ทำงานร่วมกับคอฟฟินและอีริค กิลลอน ในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างตัวละครมินเนียน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นระหว่างการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Despicable Me

คริส เมเลแดนดรี้, พี.จี.เอ. (Chris Meledandri, p.g.a.)—อำนวยการสร้าง

คริส เมเลแดนดรี้ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อนิเมชันฟอร์มยักษ์ระดับแนวหน้าของวงการบันเทิง อิลลูมิเนชัน ซึ่งมีข้อตกลงเป็นพันธมิตรด้านการสนับสนุนเงินทุนและจัดจำหน่ายกับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เป็นผู้สร้างแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Despicable Me ซึ่งรวมถึง Minions ภาพยนตร์อนิเมชันที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับสาม และ Despicable Me 2 ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมประจำปี 2013 โดยรวมแล้ว ภาพยนตร์ของอิลลูมิเนชัน ซึ่งรวมถึง Hop ปี 2011, Dr. Seuss’ The Lorax ปี 2012, The Secret Life of Pets ปี 2016 และ Dr. Seuss’ The Grinch ปี 2018 ทำรายได้รวมกันกว่า 6.25 พันล้านเหรียญและพากย์เสียงโดยนักพากย์ที่โด่งดังที่สุดของโลกหลายคน
เมเลแดนดรี้ ผู้อยู่เบื้องหลังแฟรนไชส์ Despicable Me, Ice Age และ Dr. Seuss อนิเมชัน ได้สร้างอิลลูมิเนชันให้กลายเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์สำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัยระดับแนวหน้าของวงการบันเทิง
นอกจากนี้ เขายังได้ดูแลงานสร้างคอนเทนท์สำหรับแคมเปญการตลาด แพลทฟอร์มมือถือ สินค้าผู้บริโภค โซเชียลมีเดียและสวนสนุกของอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์เช่น Despicable Me: Minion Mayhem in 3D ที่ยูนิเวอร์แซล ออร์ลันโด รีสอร์ทและยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ ฮอลลีวูด เป็นการรับประกันคุณภาพระดับสูงเช่นเดียวที่เขานำมาสู่งานภาพยนตร์ของเขา
ก่อนหน้าอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์เมเลแดนดรี้ได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารอาวุโสที่ทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ เขากลายเป็นประธานผู้ก่อตั้งทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ อนิเมชัน ที่ได้สร้างภาพยนตร์ออริจินอลอย่างแฟรนไชส์ Ice Age และดูแลแบรนด์ที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นภาพยนตร์ รวมถึง The Simpsons และ Dr. Seuss’ Horton Hears a Who!
เขาได้รับรางวัลมากมายจากผลงานของเขาที่อิลลูมิเนชัน รวมถึงรางวัลวิชันนารี อวอร์ดจากสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกาและได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของลิสต์ผู้ทรงอิทธิพลหน้าใหม่ของนิตยสารวานิตี้ แฟร์อีกด้วย

เจเน็ต ฮีลลี, พี.จี.เอ. (Janet Healy, p.g.a.)—อำนวยการสร้าง

ผู้อำนวยการสร้างจากอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ เจเน็ต ฮีลลี ได้ทำงานร่วมกับอิลลูมิเนชัน แม็ค กรัฟฟ์ สตูดิโออนิเมชันที่ปารีส ที่ซึ่งเธอได้ดูแลทีมงานอนิเมเตอร์ นักวาดภาพและผู้บริหารงานสร้าง ผู้มีหน้าที่ในการสร้างภาพยนตร์ของอิลลูมิเนติ
เธอได้ร่วมงานกับคริส เมเลแดนดรี้ ในการอำนวยการสร้างแฟรนไชส์ภาพยนตร์เรื่อง Despicable Me, Dr. Seuss’ The Lorax, Minions, The Secret Life of Pets, Sing และ Dr. Seuss’ The Grinch
ก่อนหน้าที่จะร่วมงานกับอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ เธอได้ทำงานในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและประสบความสำเร็จด้านรายได้มากมาย ความสำเร็จส่วนหนึ่งของเธอคือการที่เธออำนวยการสร้างวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Terminator 2: Judgment Day และ Jurassic Park และได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อนิเมชันยอดนิยมเรื่อง Shark Tale

ไบรอัน ลินช์ (Brian Lynch)—เขียนบท

The Secret Life of Pets 2 เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สี่ที่ไบรอัน ลินช์เขียนบทให้กับคริส เมเลแดนดรี้และอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ นอกเหนือจาก Hop, Minions และ The Secret Life of Pets ลินช์ เป็นทั้งมือเขียนบทภาพยนตร์และนักเขียนการ์ตูน เขาได้เติบโตขึ้นในเมืองมิดเดิลทาวน์ ทาวน์ชิพ รัฐนิวเจอร์ซีย์และเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิลเลียม พาเทอร์สันแห่งนิวเจอร์ซีย์
ลินช์ได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Puss in Boots ซึ่งเป็นสปินออฟของ Shrek ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสำหรับดรีมเวิร์คส์ อนิเมชัน หลังจากนั้น เขาก็ได้รับการทาบทามให้เขียนบทสำหรับเครื่องเล่นยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ Despicable Me: Minion Mayhem ซึ่งได้รับรางวัลงานสร้างอนิเมชันพิเศษยอดเยี่ยมจากเวทีแอนนี อวอร์ด ด้วยความสำเร็จของเครื่องเล่นชนิดนี้ ทำให้ลินช์ได้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Minions ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 19
นอกเหนือจากการเขียนบทภาพยนตร์แล้ว ลินช์ยังได้ทำงานในการ์ตูนและซีรีส์อนิเมชันหลายเรื่อง รวมถึง “Spike: After the Fall,” “Angel: After the Fall” กับจอส วีดอน, “Everybody’s Dead” และ “Monster Motors” นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สร้าง “Toy Academy” ซีรีส์หนังสือสำหรับเด็กที่ตีพิมพ์โดยสกอลลาสติกอีกด้วย “Toy Academy: Ready for Action” ซึ่งเป็นเล่มล่าสุด ถูกตีพิมพ์เมื่อต้นปีนี้

โจนาธาน เดล วัล (Jonathan Del Val)—ผู้กำกับร่วม

หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านอนิเมชันจากจอร์จเจส เมลลิเอ สคูล ในปี 2003 โจนาธาน เดล วัลก็เริ่มต้นทำงานที่บริษัทวิชวล เอฟเฟ็กต์ของฝรั่งเศส ที่ซึ่งเขาได้ทำงานโฆษณาก่อนที่จะเข้าทำงานที่บริษัทอนิเมชัน บิโบ้ ฟิล์มส์
ที่บิโบ้ ฟิล์มส์ เขาได้ทำงานเป็นอนิเมเตอร์ตัวละครของภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง French Roast ซึ่งได้รับรางวัลอนิมา อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อนิเมชันขนาดสั้นยอดเยี่ยม เขาเปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย A Monster in Paris
เดล วัลเข้าทำงานกับอิลลูมิเนชัน แม็ค กรัฟฟ์ในปี 2008 ในตำแหน่งอนิเมเตอร์อาวุโสใน Despicable Me นอกจากนั้น เขายังได้ทำงานใน The Lorax, Despicable Me 2 และ Minions และทำหน้าที่ผู้กำกับฝ่ายอนิเมชันใน The Secret Life of Pets และ Dr. Seuss’ The Grinch อีกด้วย
เขาเป็นผู้กำกับร่วมให้กับอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ตั้งแต่ปี 2016 และปัจจุบัน ก็ได้ทำงานเป็นผู้กำกับร่วมในภาพยนตร์อิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์อีกเรื่องที่กำลังจะเข้าฉาย

ทิฟฟานี ฮิลเคิร์ทซ์ (Tiffany Hillkurtz)—ลำดับภาพ

ทิฟฟานี ฮิลเคิร์ทซ์ เป็นมือลำดับภาพภาพยนตร์ ที่ชำนาญด้านภาพยนตร์อนิเมชันเป็นพิเศษ
เธอได้แรงบันดาลใจในการเป็นคนทำหนังเมื่อเธอโตขึ้นในแวดวงภาพยนตร์ที่สตูดิโอ กองถ่ายและโรงถ่าย และได้ซึมซับภาษา ความคิดอ่านและความรักที่มีต่อศาสตร์และศิลป์ในการสร้างภาพยนตร์
หลังจากที่เริ่มต้นทำงานในด้านงานสร้างภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน เธอก็ให้ความสำคัญกับการลำดับภาพและโลกอนิเมชัน กระบวนการสร้างสรรค์ของการลำดับภาพภาพยนตร์อนิเมชันและการได้ร่วมงานกับผู้กำกับเพื่อสร้างภาพยนตร์ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาคือสิ่งที่เธอมองว่าวิเศษสุด
เธอได้ลำดับภาพให้กับ The Grinch (2018), Minions (2015), Madagascar 3 (2012) และ Astro Boy (2009)
ฮิลเคิร์ทซ์และสามีของเธอ อเล็กซ์ นักวาดภาพการ์ตูนสีน้ำยอดนิยม ปัจจุบันอาศัยอยู่ในกรุงปารีสกับแมวสองตัวที่พวกเขาเลี้ยงไว้

อเล็กซานเดร เดสแพลท (Alexandre Desplat)—ดนตรี

นักประพันธ์เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด อเล็กซานเดร เดสแพลท เป็นหนึ่งในนักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในโลกปัจจุบัน เขาโด่งดังจากผลงานสร้างสรรค์ที่เขาทำร่วมกับผู้กำกับระดับแนวหน้าของโลกหลายคน รวมถึงเวส แอนเดอร์สัน, จอร์จ คลูนีย์, สตีเฟน ดัลดรี้, เดวิด ฟินเชอร์, สตีเฟน เฟรียส์, ทอม ฮูเปอร์, อังลี, เทอร์เรนซ์ มาลิค, โรมัน โปแลนสกี้และแองเจลินา โจลี ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงสิบรางวัลอคาเดมี อวอร์ด
ผลงานของเขาสะดุดหูผู้ชมชาวอเมริกันเป็นครั้งแรกด้วย Girl with a Pearl Earring และ Birth นับตั้งแต่นั้นมา เจ้าของสองรางวัลลูกโลกทองคำและหนึ่งรางวัลออสการ์คนนี้ก็ได้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เหลือเชื่อมากมาย ผลงานที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ของเขารวมถึง The Queen, The Curious Case of Benjamin Button, Fantastic Mr. Fox, The King’s Speech, Argo, Philomena, The Imitation Game และ The Grand Budapest Hotel โดยแอนเดอร์สันซึ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม เพลงธีมที่เดสแพลทแต่งสำหรับภาพยนตร์ของกุยเลอร์โม เดล โทโรเรื่อง The Shape of Water ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำปี 2018, รางวัลบาฟตา อวอร์ด, ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี อวอร์ดปี 2019 และได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
ผลงานของเขารวมถึงภาพยนตร์โดยโจลีเรื่อง Unbroken, ผลงานเรื่องที่สองที่เขาร่วมงานกับฮูเปอร์ สำหรับ The King’s Speech, The Danish Girl, ภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง The Secret Life of Pets, Florence Foster Jenkins ที่นำแสดงเมอริล สตรีพ, ภาพยนตร์ทัชสโตนเรื่อง The Light Between Oceans ซึ่งนำแสดงโดยไมเคิล ฟาสเบนเดอร์และอลิเซีย วิคันเดอร์, The Shape of Water ที่กำกับโดยเดล โทโร, ภาพยนตร์คอมิดี้ อาชญากรรมโดยคลูนีย์เรื่อง Suburbicon และภาพยนตร์คอมิดี้ ผจญภัยอนิเมชันโดยฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์เรื่อง Isle of Dogs ที่กำกับโดยแอนเดอร์สันและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยมและเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดปี 2019 สาขาดนตรีประกอบดั้ง้เดิมยอดเยี่ยม ผลงานล่าสุดเรื่องอื่นๆ ของเดสแพลทรวมถึงภาพยนตร์โดยฌาคส์ ออเดียร์ดเรื่อง The Sisters Brothers ที่นำแสดงโดยวาคิน ฟินิกซ์และเจค จิลเลนฮัลและภาพยนตร์เอ็มจีเอ็มเรื่อง Operation Finale ภายใต้การกำกับของคริส ไวซ์
เดสแพลทเกิดในครอบครัวของคุณแม่ชาวกรีกและคุณพ่อชาวฝรั่งเศส เขาเติบโตในฝรั่งเศสด้วยความรักที่มีต่อดนตรีประกอบภาพยนตร์ฮอลลีวูดและก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสในยุค 80s ด้วยความชื่นชอบเนื้อเพลง ออร์เคสตราที่สง่างามและการสร้างอารมณ์ที่เฉียบคม เดสแพลทได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่อย่างรวดเร็ว “ผมอยู่ในรถกับเพื่อนที่ให้แผ่นเสียงเพลงประกอบ ‘Star Wars’ กับผม” เดสแพลทเล่า “มันน่าจะเป็นปี 1978 เขาให้แผ่นเสียงนี้กับผม แล้วผมก็จำได้ว่าพูดกับเขาว่า ‘หืม ดนนตรีประพันธ์และทำหน้าที่วาทยากรโดยจอห์น วิลเลียมส์ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันอยากจะทำ’ และนั่นก็คือสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ครับ”

โคลิน สติมป์สัน (Colin Stimpson)—ผู้ออกแบบงานสร้าง/ผู้ออกแบบตัวละคร

โคลิน สติมป์สันทำงานให้กับอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์มาสิบปี ซึ่งระหว่างนั้น เขาก็ได้ทำงานในภาพยนตร์ยอดนิยมที่ประสบความสำเร็จมากมายของพวกเขา เขารับหน้าที่ผู้กำกับศิลป์ใน The Secret Life of Pets ภาคแรกและภาพยนตร์ยอดนิยมช่วงคริสต์มาสปีที่แล้วเรื่อง Dr. Seuss’ The Grinch
ในช่วงทำงานใหม่ๆ เขาได้ใช้เวลาเจ็ดปีในแคลิฟอร์เนียในการทำงานให้กับวอลท์ ดิสนีย์ ฟีเจอร์ อนิเมชัน ระหว่างนั้น เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดจากผลงานของเขาใน The Emperor’s New Groove
นอกจากนี้ สติมป์สันยังมีความสุขกับการได้เขียนและวาดภาพประกอบหนังสือของตัวเองด้วย เรื่องราวสองเรื่องของเขาได้ถูกซื้อสิทธิโดยบริษัทภาพยนตร์อนิเมชันขนาดใหญ่
ในตอนที่สติมป์สันไม่ได้เดินทางไปปารีส เขาก็จะใช้ชีวิตอยู่ในย่านชนบทของเซอร์รีย์กับแซลลี ภรรยาของเขา ลูกๆ ของเขา แจ็คและโคลอี้ และเป็ดสองตัวชื่อชีสและแคว็กเกอร์ส!


ENGLISH VERSION

 

UNIVERSAL PICTURES PRESENTS

A CHRIS MELEDANDRI PRODUCTION

PATTON OSWALT

KEVIN HART

ERIC STONESTREET

JENNY SLATE

TIFFANY HADDISH

LAKE BELL

NICK KROLL

DANA CARVEY

ELLIE KEMPER

CHRIS RENAUD

HANNIBAL BURESS

BOBBY MOYNIHAN

AND HARRISON FORD

EXECUTIVE PRODUCER

BRETT HOFFMAN

PRODUCED BY

CHRIS MELEDANDRI, p.g.a.

JANET HEALY, p.g.a.

WRITTEN BY

BRIAN LYNCH

CO-DIRECTED BY

JONATHAN DEL VAL

DIRECTED BY

CHRIS RENAUD

THAILAND RELEASE DATE: JUNE 6, 2019

 

PRODUCTION INFORMATION

Illumination’s tenth animated feature, The Secret Life of Pets 2, is the highly anticipated sequel to the 2016 comedic blockbuster that had the biggest opening weekend ever for an original film, animated or otherwise.

Packed with Illumination’s signature irreverence and subversive humor, this new chapter explores the emotional lives of our pets, the deep bond between them and the families that love them, and answers the question that has long intrigued every pet owner: What are your pets really doing when you’re not at home?

Terrier Max (PATTON OSWALT) is coping with some major life changes. His owner (ELLIE KEMPER) is now married and has a toddler, Liam. Max is so worried about protecting the boy that he develops a nervous tic. On a family trip to a farm, Max and mutt Duke (ERIC STONESTREET), his adopted brother and friend, encounter canine-intolerant cows, hostile foxes and a terrifying turkey, all of which only elevates Max’s anxiety. Luckily, Max gets some guidance from gruff farm dog Rooster (HARRISON FORD, making his animated-film debut), who pushes Max to ditch his neuroses, find his inner alpha and give Liam a little more freedom.

Meanwhile, cat Chloe (LAKE BELL) has discovered the joys of catnip, and plucky Pomeranian Gidget (JENNY SLATE) accidentally loses Max’s favorite toy and needs to launch a claw-defying rescue to retrieve it from a cat-packed apartment. With a little help from Chloe (LAKE BELL), Gidget studies the mysterious ways of the feline so she can infiltrate their lair and save Busy Bee.

And crazy-but-cute bunny Snowball (KEVIN HART) develops some serious delusions of grandeur that he’s an actual superhero after his owner Molly starts dressing him in superhero pajamas. But when Daisy (TIFFANY HADDISH), a fearless Shih Tzu, shows up to ask for Snowball’s help on a dangerous mission, he’ll have to summon the courage to become the hero he’s only been pretending to be.

The film also stars NICK KROLL as sinister circus owner Sergei, DANA CARVEY as basset hound Pops, CHRIS RENAUD as guinea pig Norman, HANNIBAL BURESS as dachshund Buddy and BOBBY MOYNIHAN as pug Mel.

The Secret Life of Pets 2 is produced by Illumination founder and CEO CHRIS MELEDANDRI and his longtime collaborator JANET HEALY, the visionary team behind Dr. Seuss’ The Grinch and the Despicable Me and Minions franchises, and is written by returning Pets screenwriter BRIAN LYNCH. The executive producer is BRETT HOFFMAN. Music for the film is by ALEXANDRE DESPLAT. The Secret Life of Pets 2 is directed by returning filmmaker Chris Renaud, who also directed Illumination’s Despicable Me series and Dr. Seuss’ The Lorax. The film is co-directed by JONATHAN DEL VAL.

 

THE BACKSTORY

Unconditional Love and Helicopter Parenting

Finding the Heart of Pets 2

          Almost immediately following the success of The Secret Life of Pets, which broke box-office records and earned more than $875 million worldwide, Illumination CEO Chris Meledandri, his producing partner Janet Healy, returning screenwriter Brian Lynch and returning director Chris Renaud began to explore ideas for the next chapter in the lives of the characters they had created. “The first Pets movie clearly struck a chord with audiences around the world, purely because it was about pets,” Renaud says. “We really tried to capture animals as they are, in both attitude and animated performance. I also feel that the question about what your pets do when you’re not home was so simple and compelling; people couldn’t resist watching a movie that attempted to answer that conundrum.”

The question facing them now was how to best evolve and expand the world of Pets in a way that felt fresh, inventive, exciting and authentic. “When you start to craft a sequel, the goal is to tell a story that brings the audience back together with the characters that they love but then have discovery within that film for new story lines, new character development and new characters,” Meledandri says. “Audiences, when they come to this film, can’t wait to see these characters that they love again, and they can’t wait to see what these characters are up to when no one’s around. That core premise has such strength, and we embraced that, but we also wanted to create a story that would become a step forward in the lives of these characters and one that would be compelling to all audiences, even those who hadn’t seen the first movie.”

Indelible, relatable and sweetly flawed characters form the foundation of all of Illumination’s storytelling, and The Secret Life of Pets 2 is no exception. Together, Meledandri and his top creative team zeroed in on exploring the secret emotional lives of our pets, our unconditional love for them and they for us. “One of the really charming elements of Pets 2 is this relationship that we have with our pets that actually goes two ways,” Meledandri says. “Not only are we taking care of our pets, but our pets are actually taking care of us as well.” Sometimes a little too well. One of the major themes of the film is the idea of helicopter parenting and the impact that has on both the parent and the child being parented.

“Brian Lynch, Chris Meledandri and I were kicking around ideas surrounding the dynamic between pets and kids,” Renaud says. “We realized a great direction to go with the story was seeing the relationship between a kid and their pet blossom and develop into real love. A lot of the story came from our own experiences. I had an Irish setter named Shammy as a kid, and she adopted a gentle and submissive personality around me and other kids.”

The filmmakers also sought to make Pets 2 even funnier than the first film. Three of the returning characters—Terrier Max (Patton Oswalt), Pomeranian Gidget (Jenny Slate) and rabbit Snowball (Kevin Hart)—all find themselves in situations that push them far outside their comfort zones, providing the filmmakers, and the cast, with ample opportunities to find the humor in Max’s neuroses, Gidget’s undercover cat operation, and Snowball’s delusions of superhero grandeur. Just as important, beneath the laughs lies a strong beating heart that will resonate with all audiences. Max, as the emotional center of the film, struggles to find the courage to let Liam, a little boy whom he had come to love beyond all expectation, grow up.

Since the first film, where Max had to learn to share his owner, Katie (Ellie Kemper) with a new dog, Duke (Eric Stonestreet), Max and Duke have become brothers, but now Katie has gotten married and has a toddler son, Liam. “Max goes from initially being bewildered by this infant to being somewhat terrorized by him, to then realizing that this child adores him,” Meledandri says. “There’s this unconditional love that Max returns to Liam, and Max effectively becomes the protector, the parent, the overlord of this child, and with that, he takes on the anxiety of any new parent. Max has gone from disinterest to not wanting Liam to be out of his sight. The movie becomes the exploration being an overprotective helicopter parent who is so fearful that if their child trips and falls and skins his knee or is one step out of reach, that havoc is going to come raining down. The journey of this movie is really the journey of Max realizing that, as much as he loves Liam, he’s actually gotta let him go, to develop his own independence, and really learn how to survive. It’s a journey that parents, or anyone who’s had a parent, can identify with—having somebody that you love and care for, but realizing that your role is not to protect them from everything in the world, but to prepare them to live on their own in the world.”

That idea resonated with Meledandri, Renaud and Lynch, who are all fathers themselves. “The theme that we tried to convey in this film was the idea of letting go,” Renaud says. “There’s nothing clearer than sending your child to school and realizing you don’t have control anymore. You have to accept that it’s a dangerous world, but you have to let go and let them live on their own. It’s not about protection as much as it’s about teaching them to stand on their own two feet.”

It’s those personal connections that provide Pets 2, and Illumination films in general, with emotional authenticity. “So often making these movies become a sort of therapeutic act for me,” Meledandri says. “I’m working through my own personal problems in small ways, and I think it’s true for Chris and Brian, too. We all kind of bring our own individual perspectives to it. I relate to Max because I struggled with the balance between being an incredibly diligent caretaker of my kids and also giving them enough room to begin to develop their own independence. What generally prevents us from letting our kids go and allowing them to go out into the world, even if the world is the playground, is generalized fear. So, the journey for Max in the movie is a journey of conquering his own fear, which then gives him a deep inner confidence to let go a bit. It’s actually quite touching when that happens.”

With the emotional heart of the story established, the filmmakers faced a daunting structural puzzle of launching three separate story lines—Max’s, Gidget’s and Snowball’s—and then devising a way to reunite them. “The primary challenge was weaving three different story lines together,” Renaud says. “The first film revolved around Max’s story as he and Duke tried to make their way home, but in this film, we used both the narrative and the music to stitch the three different stories together.”

The filmmakers found inspiration for this structure in a surprising place: their first movie. “When we were making the first movie we discovered something almost by accident,” Meledandri says. “We realized that every few scenes we would introduce a new character or characters. That’s a very unusual structure. Most films introduce you to your main characters in the first five or six scenes and then you watch their lives play out. What we found, though, was that our structure gave the film this constant sense of discovery. So, when it came time to make this second film we wanted to find a way to mirror some of that energy. We came up with this idea of three story lines that are all happening simultaneously and that ultimately collide. When they do finally collide it has great relevance, but prior to that we’re cutting between these parallel story lines. This will sound like a ridiculous analogy, but it reminds me of the structure of Game of Thrones, where, with every episode, you’re cutting back and forth between these parallel stories. That’s not your typical structural approach for a film, but I find it to be really engaging.”

Executing it seamlessly, however, proved daunting. “The most challenging sequence of the film was tying all three story lines back together,” Renaud says. “Through the course of the film, Max, Gidget and Snowball are operating somewhat independently within their own narratives. But to make the movie work and create a satisfying ending, we had to figure out how to connect these disparate elements and provide a catalyst into the third-act action. Sometimes you can get trapped into worrying about logic, but you usually find that you need less than you think. It’s the emotion and character stakes that carry the day.”

The moment they cracked the code of how to reunite the three story lines was pivotal not just for the film, but for everyone involved in making it happen. “It was a moment that underscored an aspect of what we do at Illumination that is largely invisible to the audiences who love our films,” Meledandri says. “We spend three or four years or more in a creative process that constantly calls upon us to bring our best ideas forward and to never give up trying to make a scene better or to strengthen a character or to find a comedic aspect that we hadn’t discovered before. We were working on that section for many, many months, and there was one day when we ran through it where it just hit me that the collective efforts of the group had come together and had achieved what had been so difficult, so elusive to us. We had all given a lot of ourselves, and we had come to this moment. If you’re in that process for years, as we are, to be able to thrive and continue to make things that will delight audiences, you have to take the rewards while you’re in the process, to recognize when you’re achieving. That’s a moment that will stay with me.”

That commitment to excellence and to the emotional truth of the characters is what inspired the original cast members to return for the sequel. “You see real progression of the characters in this movie,” Hart says. “You see the characters grow as their families grow. And the central idea in the first film, which was, ‘What are your pets doing when you leave the house?’ is expanded, too. This time we see not just what they do, but how far they will go to protect their homes, their families, their owners, their friends. I love that this world we’ve created is evolving. I think fans are going to get much more than they expected and realize that this is a world that can continue. These are characters that you can invest in and grow with.”

It takes a lot of people to make that happen. The number of artists, working in multiple time zones, required to create an animated film of this quality is impressive, to say the least. “We had up to 200 or so people in both France and the U.S. working on the film,” Renaud says. “Besides the Illumination team in Santa Monica, the writer and storyboard artists were also based in the U.S., but everyone else on the production, from layout up through animation and final rendering, was located in Paris.”

For Janet Healy, who oversees Paris operations, the years of work devoted to the Pets franchise are well worth it, both for its creative challenges and for the joy it brings audiences. “This franchise is unique and special because it connects us to our beloved pets in intriguing and humorous ways,” Healy says. “People in every part of the world adore their pets and wonder what really goes on in their pets’ minds. When they see The Secret Life of Pets films, they get a magical, fun insight. The Secret Life of Pets franchise is far more thrilling and busy than we ever could have imagined.”

Above all, it’s the relatability of the characters that brings audiences back again and again. “All of the characters in The Secret Life of Pets 2 are in some way familiar,” Healy says. “They represent the personalities and behaviors that we see in our beloved pets every day. Just like we humans, these pets have close friendships, deep loyalties, big problems to solve and heroic deeds to accomplish. The pets in our franchise are a familiar and dear part of our families and now they are a wonderful part of our film experience.”

Pets 2 is also a groundbreaking technical achievement and sets a new bar for Illumination. “There are some scenes in this movie that I think are some of the finest action sequences that have ever existed in an Illumination film,” Meledandri says. “There’s a sequence that takes place at this evil circus. I’ve seen the scene probably 200 times, and every time I marvel at the cinematic qualities of it, and how Chris staged it, and the tension that’s created. I love the lighting; I love the animation performances in it; I love the qualities of the water on the ground and the reflections in the water. It’s a scene where the artistry of the team in France and Chris’ directing come together in a way that makes me so proud to be one of the producers of the film.”

Renaud is thrilled and honored by the work that he and Illumination have achieved together. “It has been a collaboration and partnership that has been the pinnacle of my career to date,” Renaud says. “Working with Chris Meledandri remains a true pleasure, and the entire team at Illumination is second to none. I feel lucky to have been able to work with this amazing team to create characters and stories that are so loved by audiences. I think the sequel may have a stronger, more nuanced and layered story than Pets 1. In the first film, we found that we had to tell a very simple story just to have the space to introduce our huge cast of pets. In this one, we were able to forgo the introductions and get right into storytelling.”

Renaud is eager for audiences to see it. “I hope the audience will leave the theater glad that they had another chance to spend some time with these characters,” Renaud says. “I know we had a great time working with these guys again and I’m hoping that joy and fun come across in this movie.”

For Meledandri, the film is a testament to the powerful connection between us and the animals that share our lives. “At its core, we all go through life seeking unconditional love, and it can be really hard to find that from another human being,” Meledandri says. “But it’s so easy for our pets to give it to us. It’s so deeply comforting, that bond that we make with our pets.”

 

THE CHARACTERS

As with the first film in 2016, The Secret Life of Pets 2 features some of the most extraordinary comedic talent working today. The actors are encouraged to ad lib during their recording sessions, and to contribute their own ideas, but it falls to Renaud and Lynch to harness and shape all of that creative energy and make sure that it enhances the film. “Animation is a great medium for improvisation,” Meledandri says. “Generally, we look to get a few run-throughs of the script as written first. We go scene by scene, we record only one actor at a time, and once we’ve got a version of a scene down as scripted, we give the actor the opportunity to invent anything that she or he feels comfortable contributing.”

Renaud explains how the improvisation process works. “In addition to the comedic actors coming up with ad-libs, Brian, our writer, always throws out great ideas to me while we are in the session,” Renaud says. “It’s sort of my job to navigate all of this input in an attempt to get the best material, thinking on my feet about what works and what doesn’t. Sometimes, what plays funny in the recording booth doesn’t land in the movie. Either it’s too long or we don’t have the actor’s facial expressions and body language to support the joke. That said, there are definitely a few ad-libs that became our favorite lines in the movie!”

The results, Meledandri says, speak for themselves. “Chris Renaud has evolved over the past 10 years as a really great director of actors,” Meledandri says. “It’s always a nice surprise for me when I’m working with Chris for him to show me new material that has the voice recording in it. I get the benefit of hearing it for the first time, and he gets the benefit of getting my reaction, hearing it for the first time.”

Pets 2 finds all our favorite characters, and a few new ones, facing challenges that will test their courage, determination and their ability to trust themselves, no matter what life may throw at them.

 

 

Max

Patton Oswalt

          Terrier Max, voiced by Patton Oswalt, has a hard time with change. In the first film, the arrival of mutt Duke (Eric Stonestreet) in the apartment where Max lived with his owner Katie (Ellie Kemper) forced Max to learn how to adapt and share his space. In Pets 2, Katie has gotten married to Chuck (PETE HOLMES) and they now have a toddler son, Liam.

Max adores Liam more than he could have imagined, but his desire to protect Liam from all of life’s potential dangers has turned him into a nervous wreck. He has even developed a tic where he scratches himself constantly. Oswalt proved to be the perfect actor to express that amount of canine devotion and anxiety. “Patton brought warmth, humor and, most important, vulnerability to the role of Max,” Chris Renaud says. “Max is a very nervous character, especially with his owner’s new little boy, Liam. He’s scared about the world and about what’s going to happen to Liam, and Patton brought a sense of vulnerability to the character that made you feel for him.”

          Oswalt viewed it as a natural evolution of Max’s character. “Max has definitely opened up to the possibility that some humans, other than his owner Katie, could be really cool, and that helps him grow,” Oswalt says. “But it has also made Max very protective of Katie’s new son, Liam. Liam is Max’s little buddy and, to Max, an example of the best that humanity has to offer, so Max feels he has to protect him.”

After a trip to the veterinarian to be treated for his anxiety, Max is fitted with a cone that prevents him from scratching himself. The cone itself, of course, then becomes its own source of anxiety. “Max takes things a thousand-percent more seriously than they need to be taken, which is really fun to play comedically,” Oswalt says.

Chris Meledandri sees that as one of Oswalt’s great strengths as an actor. “Patton has a voice that is immediately likable and sympathetic,” Meledandri says. “He’s also so comfortable with being vulnerable, and when you’re creating a character like Max, vulnerability is really tied to the appeal of the character. Patton also finds the comedy in the vulnerability, and it’s much easier to locate comedy when you’re dealing with characters who are flawed and who are comfortable with their flaws. They may be struggling, but they’re not pretending not to be flawed.”

Soon after Max is fitted with the cone, Katie and Chuck take Liam, Max and Duke to a family farm, where Max and Duke experience the countryside for the first time. For most dogs, including Duke, a farm is a place of beauty, discovery and exciting new smells and animals. For Max, it’s just a new set of things to fret about, including an aggressive turkey.

“We were looking to create a bit of a storybook quality for the farm,” Renaud says. “Initially, we played with the idea that the farm actually looked dangerous, but the stronger narrative idea was that it was Max’s perception of the farm that looked scary. Any time you go to a new place, there is an element of fear and discomfort because you are unfamiliar with your environment. So, in Max’s POV the turkey he encounters roars like a T. rex. But, when we cut wide, you only hear the turkey’s ridiculous gobbling as he chases Max across the barnyard. However, in fairness to Max, a turkey chasing you can be scary! This moment was based on some true-life experiences.”

No matter where he is, Max sees potential danger. Here’s how Oswalt describes a typical day for Max: “Wake up. Breakfast. Worry, worry, worry, worry. Dinner. Sleep.”

That’s about to change, though. On their first night on the farm, Max and Duke are saved from a fox by a no-nonsense farm dog named Rooster (Harrison Ford). Over the rest of Max’s visit, Rooster schools Max in the ways of the alpha dog and guides him in learning to push past his own fears. “Meeting Rooster definitely helps Max grow, but he fights it every step of the way,” Oswalt says. “That relationship teaches Max that he’s able to let go a little more and relax a little more.”

Over the course of recording the role, Oswalt found himself becoming protective of Max. Of all the Pets 2 characters he would want as his real-life pet, Oswalt says, he would choose Max. “Max is really sweet, and it would be good to get a dog and show him that life can be mellow,” Oswalt says. “I worry about that little guy, so I’d want to take Max and then try to chill him out.”

Max, for the record, does finally chill out in the film and learns to let Liam take his first steps into the wider world. The scene where Max says goodbye to Liam on his first day of preschool is the film’s most poignant moment, and the one that both Renaud and Meledandri cite as their favorite. “That is the scene that I always had in my head as the emotional end point of the film,” Renaud says. “We tried to capture that universal experience when we must overcome our fear of the unknown and let our children go off to begin their own lives.”

It’s the moment where the audience sees the proof of Max’s growth. “It’s the scene where all the themes of the film come together,” Meledandri says. “It’s a moment that I find so touching, and it’s so affecting because both Brian Lynch and Chris Renaud were so relating to that scene. They’re both younger fathers than I am, so that memory is fresh in their minds. There’s an irresistible invitation to feel what they’re feeling.”

 

Snowball

Kevin Hart

          At the end of the first Pets, Snowball, played by Kevin Hart, walked away from his life as an underground warrior for abandoned pets when he was adopted by a little girl named Molly. “Snowball was the adversary in the first film, this wild bunny who ruled the underworld of New York,” Chris Meledandri says. “But at the end of the first film, we saw that the love of his new owner melted that oppositional side right out of him. All he really wanted was to be loved. So, in this film he’s become the most pampered pet with the most adoring owner, and he’s gone soft. He just doesn’t realize he’s gone soft.”

Now happily domesticated, Snowball spends his days in adorable outfits that Molly picks for him. Snowball’s favorite costume is a pair of superhero pajamas. He dubs himself Captain Snowball and begins to believe his own hype, even though he’s never actually rescued anyone or done anything particularly heroic.

“Being a superhero means everything to Snowball,” Hart says. “His biggest challenge is realizing that his belief that he’s a superhero doesn’t match up with the physical reality of being one. But he’s got an ability to make even his mistakes look intentional. When he gets ‘oohs’ and ‘aahs’ for accidentally achieving something, he believes he did it on purpose. It just reinforces his idea of himself.”

Snowball’s idea of himself is challenged, however, when a fearless Shih Tzu named Daisy (Tiffany Haddish), having heard of Captain Snowball, shows up in his apartment to recruit him for a dangerous mission: to rescue a white tiger from a cruel circus owner named Sergei (Nick Kroll). When they’re faced with the prospect of real danger, Snowball discovers that Daisy is one brave little dog, and he’s going to have to up his game.

“Snowball doesn’t have a big group around him to make him feel like the head honcho, like he did in the first film,” Hart says. “He’s forced to realize that sometimes other people have better ideas than he does, and he has to follow rather than lead. That’s humbling, and it’s part of his growth in this movie. It’s also really funny. To see someone like Snowball realize that the world outside doesn’t match the one inside his head, that everything isn’t the way he wants it to be, that’s funny to me.”

Snowball had been the breakout star of the first Pets, so the filmmakers were eager to provide Snowball with new challenges and Hart with new comedic opportunities. “It was clear that audiences loved Snowball after the first film, so it was easy to put him front and center again,” Chris Renaud says. “Kevin had a specific spin on his character and added certain things to make Snowball his own. Snowball is bigger than life. Once he puts on the superhero costume, he’s really bigger than life. There’s a naïve, childlike sensibility about Snowball that audiences fell in love with.”

For the animators, Snowball is a gift that keeps on giving. “The animators just go wild with Kevin’s voice track,” Meledandri says. “You’ve got that adorable little bunny with this incredibly energetic comedic voice coming out of its mouth.”

For Hart, the decision to return to Snowball again wasn’t a hard one, in part because the process of creating him is so fulfilling. “There’s always a high level of discovery, playing Snowball, and I credit the creators, the director and the writers for letting me bring as much to the character as I possibly can,” Hart says. “To date, when I get in that recording booth, there has never been a hand in front of me telling me to stop or to not push or to be more creative. When you have people around you like that, you’re constantly evolving.”

Over the two films, Hart has developed a pretty solid sense of Snowball’s inner life. “I love Snowball’s ability to backpedal and ramble his way out of things,” Hart says. “If he says, ‘Look, everybody, we’re going to go out at noon,’ and then someone says, ‘Why? That’s stupid,’ he immediately goes, ‘Well, I knew 11:30 was better anyway!’” He laughs. “What’s amazing is that he does stuff like that in such a prideful manner, and with such bravado, that no one ever thinks he’s a coward or that he isn’t capable. No matter what, he always makes sure he seems real and tough, even when he isn’t.”

As much as he loves playing Snowball, Hart wouldn’t recommend relying on him in a crisis. “If I were in danger, I would not look to Captain Snowball to be my savior,” Hart says, laughing. “I would much rather have somebody capable of dealing with whatever the circumstances are. There is something contagious about Snowball’s spirit, his belief in himself, though, that makes you want to rally behind him, whether his accomplishments are real or not.”

Hart’s co-stars are a little more confident in Snowball’s abilities. Sort of. “Captain Snowball is pretty great,” says Bobby Moynihan, who voices always-hungry pug Mel. “In theory I would hire Captain Snowball to save me,” he adds, “but it would depend on how much money we’re talking. I’m pretty light on cash right now.”

 

Rooster

Harrison Ford

One of the new characters in the film is a seasoned farm dog named Rooster who ends up helping Max confront his own fears and find his inner courage. “Rooster is a character that is perfectly suited to Harrison Ford,” Chris Meledandri says. “He’s a ranch dog and he runs this ranch with a pretty stern sense of command. Rooster is exactly who Max needs, because he is the opposite of Max: He is tough, he is wise and he is not suffering fools. When Max steps onto his farm, he’s going to leave having grown up and having overcome his fear, whether he likes it or not. This journey that Max goes on allows him to overcome the fear that is holding him back, and he does it driven by Rooster, who is teaching this city dog how to really stand up and be a man.”

Everything about the design of Rooster, and Ford’s performance, speaks to the strength of his character. “A word that we often used to describe the animation for Rooster was ‘taciturn,’” Chris Renaud says. “He’s very minimal and not overly expressive or flamboyant. We used small mouth shapes and flat eyes, aside from the moments when the character was angry.”

          To bring the character to life, the filmmakers needed to find an actor whose voice immediately communicated confidence, intelligence and quiet heroism. One name quickly rose to the top of that list—Harrison Ford—but the iconic star had never performed in an animated film before. There was just one reason for that, Ford says: “I had never been asked before.”

A fan of the first Pets movie and a man with three dogs of his own, Ford was intrigued, but he had a few questions. “My first instinct was to ask, ‘Well, do you want me to do a voice? A dog voice?’” Ford says. “And they said no, just my regular voice. I figured out pretty quickly that Rooster was kind of a caricature idea of me; it was celebrated as typecasting. Usually that’s something you want to stay away from, but in this case it was encouraged.”

Renaud was thrilled. “Once we landed on the concept of Rooster and the farm, the movie just fell into place,” Renaud says. “Working with Harrison on this film was a dream come true for me. He went above and beyond my expectations in the role of Rooster and lent a real weight and gravity to the character. You can’t help but be riveted by his voice when you hear it onscreen.”

For Ford, the recording process was more enjoyable than he had imagined. “I was pleasantly surprised by how much fun it was,” he says. “It was really a pleasure to do it. They made it great fun for me. You’d go in, do a scene or a bunch of scenes, and then you come back. You start to see pictures of the character in action. I don’t think I ever spent more than 45 minutes or an hour in the recording studio at any one time. They work really hard to get it where they want it, and you…don’t.” He laughs. “It’s too easy. And fun. Really fun.”

Playing Rooster did not, however, change Ford’s perspective on his own dogs. “No, my dogs are very different than Rooster, as far as I know,” he says, and chuckles. “They don’t have the same kind of secret life. I have dogs and I really enjoy their company. Currently we’re down to three, but we’ve had as many as four dogs at a time. Their personalities, their capacity to generate an emotional connection to us, make them just a pleasure to be around.”

Seeing the film for the first time was a pleasure, too. “The movie’s fantastic,” Ford says. “The Illumination style of animation amazes me. The detail, what they put into the frame, absolutely amazes.” Rooster is certain to become an immediate fan favorite for audiences, so would Ford consider doing a Pets 3 if the opportunity arose? “Pets 3? Oh yeah, sure,” Ford says. “Why not? I’d love it.”

 

Duke

Eric Stonestreet

          Since we last saw them, brothers Duke, played by Eric Stonestreet, and Max (Patton Oswalt) have been grappling with the arrival of toddler Liam. “Duke and Max, we consider Liam our kid,” Stonestreet says. “We want him to look up to us, and we want to set good examples for him. It’s such a sweet relationship, and one that I think a lot of parents are going to see themselves in. So many of us are so worried about life and dangers for our kids, but kids have got to find a little danger to learn lessons in life.”

Duke and Max look out for Liam, but Duke is handling it better than Max is. “Duke’s more comfortable now,” Stonestreet says. “In the first movie he didn’t really know where his place in the world was, and now he clearly has a home. He and Max are best friends, and now with Liam in their world, Duke’s a more confident dog because he knows he’s got a place to live and to be.”

When Katie (Ellie Kemper) and her husband (Pete Holmes) take Liam and the dogs to a family farm for a little getaway, Max sees danger everywhere while Duke embraces the joys of country life. “The farm means so much to Duke,” Stonestreet says. “First of all, it’s got so many smells! I can relate to that. When I go home, to the most rural part of Kansas City, I love all the smells of fresh-cut alfalfa, even the smell of cow manure. As a kid you think you don’t like that smell, but when you grow up and leave it, you can’t wait to get back and just smell the cow poop! It smells like home. So first and foremost, Duke is most excited about getting out to the country, smelling all those smells, and then settling down, changing tempo, changing pace. To go from the big city to the farm, it’s nice. You’re not in a hurry anymore. Duke appreciates that.”

As Max freaks out and Duke revels in the new adventure, they meet gruff farm dog Rooster (Harrison Ford), who teaches them the ways of the farm, with some pretty solid life advice thrown in for good measure. “Duke thinks Rooster is the coolest dog he’s ever met,” Stonestreet says. “How could you not? Rooster lives and sleeps in an old 1930s truck. He wears a cool neckerchief like a real cowboy. I mean, you’ve got to be a strong personality and have a lot of confidence to pull off a neckerchief, right? Just his name, Rooster, signifies a lot. I’m scared to death of roosters personally. Roosters tormented me as a kid. Anyway, Duke thinks Rooster is awesome.”

For Stonestreet, Duke represents what is best and pure about dogs, and our relationships with them. “My favorite quality of Duke’s is his earnestness and his immediate trust in people,” Stonestreet says. “That’s what’s so great about dogs in general. Dogs are born wanting to trust you and love you. It’s innate, and its only when something tragic happens in their lives that that trust is lost. So, I think of Duke as a bit of an innocent, and I love that about him.”

Duke also can surprise you every now and then. “Duke runs that perfect fine line between smart and not smart,” he says. “You can think of him as kind of a doof, but then occasionally he says some pretty smart things.”

Coming back to this character, and this franchise, for a second film was an easy decision for Stonestreet. “I have a blast doing the recording sessions,” he says. “I love it. Well before Modern Family, I took animation and voice-over classes. I always aspired to get into this world, so it’s a dream come true to be able to do it. It’s freeing. It’s expressive. It’s fun. I couldn’t think of a better job.”

Plus, it has some unexpected perks. “Where we do the recording sessions is only about four minutes from my house, which you can’t overestimate the value of in Los Angeles,” Stonestreet says. “You’re so much happier when you get to work! You just roll in, do some vocal warm-ups, say ‘Hi’ to everybody, look at pictures from the film and character designs. One of my favorite memories from the first movie was the day they put the film art out on music stands for me to look at for the first time. It was so inspiring, and it really helped me get into the feel of it.”

 

Daisy

Tiffany Haddish

          Snowball (Kevin Hart) may have finally met his match. As Snowball dresses up in his Captain Snowball pajamas and brags about his (mostly made-up) heroic exploits, the stories of a bunny superhero start to trickle out into the wider world. So, when a brave Shih Tzu named Daisy, played by Tiffany Haddish, meets Hu, a white tiger held captive by a cruel circus owner, she decides to rescue him. Her first stop is to seek out Captain Snowball to try and draft him into helping her with her mission. “Daisy definitely has some attitude,” Chris Renaud says. “She’s the perfect companion for Snowball because she’s certainly tough and capable in her own right, but she also exudes tenderness and care.”

Haddish was smitten with Daisy from the moment she saw a picture of her. “The first time I saw the character art of Daisy, I thought she was so cute,’” Haddish says. “Chris Renaud and the Illumination team described Daisy to me as a spunky, know-how and courageous Shih Tzu. I thought, ‘So, she’s me!’”

There’s a snag in Daisy’s plan, however. Snowball is not prepared to face any real danger, and as they arrive at the circus at night to break Hu out of his cage, it’s Daisy who does most of the work. “Daisy realizes that Captain Snowball isn’t quite as heroic as he pretends to be right off the bat,” Haddish says.

Rather than shame him, however, Daisy gradually guides Snowball into finding his own inner hero. The role required complexity and nuance, and Haddish gave the filmmakers everything they’d hoped for, and more. “Tiffany delivered both the attitude and gentleness that make Daisy a truly lovable character,” Renaud says.

And Haddish was wowed by the filmmakers’ creativity and commitment. “Everyone at Illumination was so much fun and easy to work with,” Haddish says. “I would definitely be up for Pets 3. In the next film, I’d like to see Daisy in her own element.”

 

Gidget

Jenny Slate

          When Max (Patton Oswalt) and Duke (Eric Stonestreet) head to the farm, Max asks a critical favor of Pomeranian Gidget, played by Jenny Slate: to take care of his favorite toy, Busy Bee. She immediately says yes, of course. Her crush on Max has not waned since the first film. “Gidget sees Max as a fantasy boyfriend,” Slate says. “When she thinks about him, she sees a fantasy of herself as well. But when it comes down to it, the Gidget that comes to his aid again and again is better than any fantasy.”

Unfortunately, Max still seems oblivious to Gidget’s affection for him, even as he relies on her with increasing frequency. “Gidget is someone Max looks to for help in taking care of Liam,” Oswalt says. “I don’t think Max is too cognizant of her little crush on him, which is sad because she’s a really cool dog. He should know better.”

Stalwart and vigilant, Gidget takes pains to watch over Busy Bee, so she’s horrified when the toy accidentally bounces down the fire escape and into the apartment of an old woman and her dozens and dozens of cats. To rescue the toy, she hatches a plan to disguise herself as a cat, sneak into the apartment and retrieve it. She turns to her feline pal Chloe (Lake Bell) to mentor her in how to behave like a cat, and Gidget soon proves that she’s willing to do just about anything to perfect her impersonation. “Gidget believes in herself and in what she wants,” Slate says. “Even while wearing a disguise, Gidget becomes more of herself and believes in her brightness and her ability to love. She elevates herself by focusing on herself.”

She’s not particularly believable as a cat – she lacks the aloofness required – but it fools the cats themselves, at least for a little while. “If Gidget became a cat in real life, she would be one of those cats that everyone says, ‘My cat is exactly like a dog,’” Slate says. “Or she would just skip the domesticated-cat thing and show up as a lion.”

As the film progresses, Gidget’s chutzpah and daring end up saving far more than Busy Bee. For Slate, the chance to play another layer of Gidget was a joy. “It was nothing but fun to play Gidget again,” she says. “It was very exciting to play a little hero and make sure that I found ways for her to be the boss in her own unique way. It’s precious to have been able to show the world that inner strength in her.” In many ways, stepping back into Gidget’s paws felt like coming home. “Similar to Gidget, I’m a relentless optimist,” Slate says. “Living on the sunny side of the street is the smartest move in my opinion, so playing this character felt like my comfort zone.”

 

Chloe

Lake Bell

No other character, it’s fair to say, is less interested in the worries and cares of her fellow pets than cat Chloe is. “Chloe’s very self-centered,” says Lake Bell, who plays her. “But I do not judge her for her independence and her ways. She’s a feminist.”

In Pets 2, Chloe has discovered the illicit joys of catnip and spends a good chunk of the film semi-stoned, entertaining herself for hours on end. “Catnip for Chloe is very decadent,” Bell says. “I don’t think she even realizes how much she loves it, but she wants more. Always. She feigns like it’s not a big deal, but when she’s on catnip, she loses control of herself. Maybe that’s good for someone like Chloe who can be kind of tight-to-the-vest.

“Chloe is lackadaisical, aka lazy, but that’s not a bad thing necessarily,” Bell continues. “She’s robust and voluptuous, and she has a lot of love to give with her furry softness. All of that requires a lot of meals, so she needs to continually be looking and hunting for meals…in a very low-energy way. That’s kind of her daily process. Well, that, and figuring out how to put hair balls on her owners.”

For all those reasons, Chloe proves to be a great comic foil for her much perkier pals. “If you’ve ever met a cat, it’s probably like Chloe,” Renaud says with a laugh. “Unless she’s had too much catnip, Chloe has the most flat and sarcastic personality of the bunch.”

When Pomeranian Gidget first asks Chloe to help her become a cat to rescue Max’s Busy Bee, Chloe predicts the mission will be doomed before it even starts. Gidget can’t possibly master the complex and nuanced art of cathood, but as cat lessons begin, Chloe eventually gets into the spirit.

“Chloe has become more gracious in her love in this film,” Bell says. “She’s allowing herself to open up to her animal pals. Max, Duke, Gidget, Daisy…those are her homies, her teammates. She might not admit it right away, but she does have a great respect, and a deep love, for them. She’s just not going to give it away for free.”

Through playing Chloe, Bell has forged a deeper connection with the blasé feline.

“I don’t have cats myself, but I’ve definitely come to know Chloe, and I’ve become very close to her,” Bell says. “We have a lot in common, in that we are both very independent, so I think we would coexist well. She does her thing. I do my thing. No asking questions.”

In fact, Chloe has become almost like a member of the family. “My kids love Chloe,” Bell says. “Every day when I go to work, my daughter says, ‘You’re going to have to put on your Chloe outfit.’ It’s hard to explain to her that my voice is inside the drawing. She refuses to believe that and really envisions me putting on the Chloe outfit, getting to work and then becoming Chloe. I’ll let her live with that because I like that idea, too.”

Making Pets 2 also reminded Bell of why she loves making these movies so much. “Recording this movie is really fun because there’s always, at some point, a moment for ‘efforts,’ which basically means making different grunting sounds,” Bell says. “That’s always my favorite part because you have to create physical comedy with just your mouth. Sometimes I have an entire session of just ‘efforts,’ and that is fun. For hours!”

 

Pops

Dana Carvey

          Cranky, curmudgeonly basset hound Pops, played by Dana Carvey, definitely has his paws full in Pets 2. After his owner takes in a puppy, to Pops’ great irritation, he ends up running a puppy day boot camp of the apartment and turns it into a “disobedience school.” “Pops reveals a lot more of himself in this film,” Carvey says. “In the first film he was just barking and yelling a lot. This time he has a little puppy school and he’s in charge. He has created this diabolical plot to make these puppies do evil things by wreaking havoc on their human owners, but Pops reveals his heart of gold. He’s very softhearted about these puppies.”

What starts as an act of canine subversion quickly becomes a higher calling for Pops. “Pops takes the school incredibly seriously,” Carvey says. “He takes everything seriously. He has a very large sense of himself, and he’s very frustrated with people who cannot really bow down to his brilliance. He loves to order people around.”

Carvey has come to love the angry old guy. “My favorite thing about Pops is that he’s incredibly honest,” Carvey says. “So, when one cute little puppy says, ‘My name’s Tiny!”, he says, ‘Nobody cares!’ You always know where you stand with Pops. I like that about him. He’ll give it to you straight, down both barrels.”

As for the disobedience school, Carvey doesn’t recommend trying it at home. “It would be like me getting a bunch of four- and five-year-old kids to wreak havoc on their parents,” Carvey says. “So, I think we should keep this idea in the animated world. In the practical world I might be brought up on charges.”

 

Sergei

Nick Kroll

An evil circus ringleader who captures and mistreats Hu, a white tiger, Sergei (Nick Kroll) is an instantly iconic Illumination villain: swathed in shadows, drawn in sharp angles, purring a sinister Russian accent and protected by his own pack of vicious wolves. “That is a brilliant design concept from ERIC GUILLON,” Chris Renaud says. “Sergei is a pure bad guy with really no redeeming qualities, so this black, sharp angular look really suited him.”

Kroll had worked with Illumination on Sing as the voice of Gunther, the pig, and initially was cast in a different role. “We had actually been working with Nick on another animal character with a Russian accent that didn’t end up in the film,” Renaud says. “So, when this character came along, we knew who had to play him.” For Kroll, mastering the accent was a bit of a leap of faith. “I had never really done a true Russian accent before this role,” Kroll says laughing. “It felt like a movie like Pets 2 was the proper place to share this gift with the world.”

He relished the chance to explore all of Sergei’s many dark sides. “When I first saw the drawing of Sergei, I liked that he felt like a classic animation villain,” Kroll says. “I’ve played a few villains, and they’re always so much fun. Sergei is definitely driven by greed. He also serves as an example of how humans can mistreat animals. If you don’t recognize that animals have souls, it’s much easier to treat them badly, and Sergei is a cautionary tale.”

Sergei does have one friend, though: a sneaky monkey named Little Sergei that serves as his loyal spy and aide-de-camp. “The most redeeming quality about Sergei is his relationship with Little Sergei,” Kroll says. “We all fell more in love with their relationship as the project evolved.”

Having worked with Illumination before, Kroll was thrilled for the opportunity to join another franchise for the studio. “After working with Illumination on Sing, I saw what a smart and thoughtful studio they are,” Kroll says. “I really loved the first Pets movie and was genuinely excited to become part of the universe. Illumination makes funny, entertaining films that are also quite emotional, which is why kids and adults alike have responded to their films with such passion.”

 

Mel

Bobby Moynihan

Pug Mel, voiced by Bobby Moynihan, is back and hungrier than ever. “Mel has changed a lot from the first film; he’s really grown,” Moynihan deadpans. In fact, Mel hasn’t changed one bit. “Mel’s a little lunatic, and he’s still a crazy little sausage hound.” He laughs. “He’s always going to be Mel. Right now, he’s running into a wall somewhere, and he’s very happy about it.”

When Gidget crafts her plan to disguise herself as a cat and go undercover into the cat lady’s apartment to rescue Max’s toy, dachshund Buddy (Hannibal Buress) and Mel agree to help. “I don’t know if ‘help’ is the right word,” Moynihan says laughing. “Mel means well. He tries to help. He probably helped a little with the costume and he runs interference to distract the other cats. He’s good at that.”

Moynihan’s affection for his character remains unchanged, and he’s even learned a valuable life lesson from him. “Mel’s able to find the joy in absolutely anything,” Moynihan says. “That’s a pretty good thing to be able to do.”

The actor also thinks that Captain Snowball is such a brilliant concept that Illumination shouldn’t limit itself to a superhero bunny. “I think we should have other superhero pets,” Moynihan says. “Mel should have his own Marvel Universe. The origin story of why Mel is crazy would be pretty great. Maybe the Mel we know is really a Clark Kent alter ego: he’s acting crazy, but he’s really a gentleman and a scholar.”

It also should be noted that Moynihan’s recording sessions for Pets 2 were radically more eventful than his co-stars’ sessions were. “This one time I was about to record and the whole building exploded,” he jokes. “We all flew miles into the air, and then all landed in the exact same spot and kept recording.” Pause. “You can hear it in the movie if you listen quietly.”

 

 

The Puppies

Tiny, Princess, Mimi, George and Pickles

Of all the adorable pets in Pets 2, none can surpass the giant-eyed puppies attending Pops’ disobedience school: Tiny, Princess, Mimi, George and Pickles. Earnest, cuddly and very enthusiastic, they are the definition of irresistible. “The disobedience school began as an idea for the first film,” Chris Renaud says. “We really liked the concept of an older dog passing down what he knows to a group of eager students. Basically, the funny idea was that puppies aren’t born that cute, they have to learn it.”

Of all of them, Pickles, a butterball of a puppy with a gruff, stuffed-up voice, delivers one of the film’s biggest laughs after he proudly declares that he has successfully relieved himself in some human footwear. “Pickles is definitely the breakout star,” Renaud says.

 

Liam

Henry Lynch

          Although Liam, a toddler, doesn’t speak for most of Pets 2, he is the impetus for the evolution of both Max and Duke, and he forms the film’s emotional center. He is voiced by HENRY LYNCH, the young son of the film’s screenwriter, Brian Lynch. “We basically asked Brian to record a bunch of stuff of Henry as we started making this film,” Chris Renaud says. “Because Henry was so little, all we got in those early days was this wonderful gibberish. That said, it has such a genuine, endearing quality, I think the audience will love him immediately.”

He’ll also look immediately familiar to fans of the first film. “For his design, we leaned his looks towards his mom, Katie,” Renaud says, “and we gave him those classic kid overalls.”

 

THE MUSIC

The Score

Threading Three Narratives

To create the signature score for Pets 2, the filmmakers turned again to Academy Award®-winning composer Alexandre Desplat (The Shape of Water, The Grand Budapest Hotel), who had written the music for the first film. “Alexandre has a diverse range of musical styles, but they’re always distinct and have beautiful melodies,” Chris Renaud says. “He did a marvelous job on the jazz-centric score of the first film, so we knew we wanted to continue working with him on Pets 2.”

Desplat himself was eager to return. “Chris and Illumination gave me a lot of freedom in my work,” Desplat says. “They encouraged new ideas and suggestions to ensure the most special creative outcome.”

The score for the first Pets had presented Desplat with a rare opportunity in film-music composition. “I always dreamt of doing a large-scale score with a mix of both orchestra and band,” Desplat says. “I was always inspired by the virtuosity, humor and style of Scott Bradley’s scores from the classic Hanna-Barbera cartoons of the 1940s and ’50s. The first Pets film was an opportunity for me to make this type of precise score on a large scale.”

Pets 2 offered new challenges because it required the music to perform in unique ways, threading together the tales of Max and Duke, Gidget and the cats, and Snowball and Daisy. “The music in this film is quite different from the first film because it moves with the narrative to help weave the three different story lines together musically,” Renaud says. “One story line uses a Western theme, another has a haunted-house-tension theme and the last has a superhero theme.”

Desplat crafted individual themes for some of the central characters as well. “Chris Renaud and I decided that there were circumstances in which we would score the moment and circumstances in which we would score the characters,” Desplat says. “There are certain melodies or notes that we associated with certain characters, including the tiger, Max and Gidget. Just by hearing these few notes, the audience knows that it belongs to that character.

“I tried to be as detailed and precise as possible in connecting the music to the picture, while also making sure that it still sounded like a piece of music,” Desplat continues. “It was important that the music hit things on the picture, which also took quite a long time to write.”

The results were well worth the effort. “My favorite musical piece in this film is a very sweet melody that Alexandre wrote for Liam and Max,” Renaud says. “I also love Snowball’s superhero theme song, which has a 1950s superhero vibe.” Desplat was pleased, too. “It was an incredible moment to hear the fantastic musicians play the music that I’d heard and dreamt of in my head all along,” Desplat says. “They were able to bring the sounds to life.”

The composer is optimistic that fans will be entertained and touched by the music, and how it has been integrated into the finished film. “Audiences will love the humor and the new characters in this film, but I think they’ll like the music the most,” Desplat says and laughs.

 

Lovely Day

A Hip Hop Take on a Soulful Classic

In the first Pets, Chris Renaud chose to use the classic 1977 Bill Withers song “Lovely Day” for a pivotal moment in the film, signifying the emotional bond between pets and their humans. “I picked the original song for the first film because I love the soulfulness of Bill Withers, but more importantly, it perfectly captured the feeling I was going for when the pets and their owners reunite,” Chris Renaud says. “I actually sent it to the story artist, ERIC FAVELA, who boarded the scene, as sonic inspiration. To me, if you can build a scene around a song idea, it can be much stronger than just laying a song overtop of some visuals. You want that feeling of a real connection between music and picture.”

So, for Pets 2, Renaud wanted to use a fresh, modern version of the same song over the film’s end credits. “The thought that we could create a reprise of that song for the ending of the sequel, well, it just seemed like a great idea,” Renaud says. “LUNCHMONEY LEWIS had done this version of ‘Lovely Day,’ which did not really sound much like the original musically but maintained its joyful essence. That made it a perfect fit for this film.”

Lewis had been wary when he first had the idea of recording a new version of the 1970s hit. “I’ve always been a big fan of Bill Withers,” Lewis says. “At first, I wondered whether I should even touch his classic ‘Lovely Day,’ but I knew I could do it justice in a ‘LunchMoney’ kind of way. I think it turned out dope. I wanted to preserve the storytelling, positive energy and play off the chorus of the original song, which is my favorite part. I knew I could never get anywhere close to Mr. Withers’ version, but I hope I did it justice.”

Learning that Renaud wanted to use his version for Pets 2 was a happy surprise. “I didn’t really have anything specific in mind when I wrote the song,” Lewis says. “I was just having fun in the studio on a late night, and when I heard that Chris Renaud and the studio dug it, I was excited because I loved the first Pets movie. I hope the song makes audiences feel good and uplifted and that they leave the theater with a smile.”

 

###

Universal Pictures presents a Chris Meledandri production: The Secret Life of Pets 2, starring Patton Oswalt, Kevin Hart, Eric Stonestreet, Jenny Slate, Tiffany Haddish, Lake Bell, Nick Kroll, Dana Carvey, Ellie Kemper, Chris Renaud, Hannibal Buress, Bobby Moynihan and Harrison Ford. Music for the film is by Alexandre Desplat. The film is co-directed by Jonathan Del Val. The Secret Life of Pets 2 is written by Brian Lynch. The executive producer is Brett Hoffman. The film is produced by Chris Meledandri, p.g.a. and Janet Healy, p.g.a. The film is directed by Chris Renaud. © 2018 Universal Studios. www.thesecretlifeofpets.com

 

ABOUT THE CAST

A comedian, actor and writer, PATTON OSWALT (Max) continues to find success in all areas of entertainment. From his award-winning comedy specials to his many memorable film roles and guest appearances on his favorite TV shows (including Parks and Recreation, for which he received a Critics’ Choice Television Award), Oswalt continues to choose work that inspires him and entertains audiences. He currently stars as Principal Durbin on the NBC comedy A.P. Bio, produced by Seth Meyers, Mike O’Brien and Lorne Michaels, and voices the titular character on the hit SyFy series Happy!

Oswalt recently received Grammy and Primetime Emmy Award nominations for his Netflix special Annihilation, which received critical acclaim as he addressed his own devastating loss and dealing with the unexplainable, while making it all painfully funny. In 2016, he won the Primetime Emmy Award for Outstanding Writing for a Variety Special for his sixth comedy special Talking for Clapping (Netflix) and a Grammy Award in 2017 for his comedy album of the same name. Last year, he was on the big screen in the film adaptation of Dave Eggers’ novel “The Circle,” alongside Tom Hanks and Emma Watson, and played one of the white voices in the widely praised indie film Sorry to Bother You, the directorial debut of Boots Riley.

Oswalt was nominated for a Critics’ Choice Award for his performance in Jason Reitman’s film Young Adult, starring opposite Charlize Theron. In 2009, he also received critical acclaim for his performance in Robert Siegel’s Big Fan; the film was nominated for a Film Independent Spirit Award and Oswalt earned a Gotham Award nomination for his performance.

Oswalt has appeared in many films, including The Secret Life of Walter Mitty, with Ben Stiller; Steven Soderbergh’s The Informant!; Observe and Report alongside Seth Rogen; Paul Thomas Anderson’s Magnolia; Zoolander; Starsky & Hutch; and Reno 911!: Miami, among many others.

He also provided the voice for Remy in Pixar’s Oscar®-winning Ratatouille, and has voiced characters on TV shows such as Archer, BoJack HorsemanThe Simpsons, Bob’s BurgersAqua Teen Hunger Force and WordGirl. He is also the narrator on ABC’s hit comedy The Goldbergs.

On TV, Oswalt had a starring role on Adult Swim’s The Heart, She Holler; was a series regular on Showtime’s United States of Tara and the Netflix revival of Mystery Science Theater 3000; recurred on the SyFy series Caprica; and has had many guest roles on Veep, Lady Dynamite, Agents of S.H.I.E.L.D., Justified, Two and a Half Men, Portlandia, Bored to Death, Flight of the Conchords, The Sarah Silverman Program., Tim and Eric Awesome Show, Great Job! and Seinfeld, among others. He is also very well known for playing Spence on The King of Queens for nine seasons. Additionally, he was a regular contributor to Countdown with Keith Olbermann, Real Time with Bill Maher and Lewis Black’s Root of All Evil.

As a comedian, Oswalt has shot seven TV specials and released six critically acclaimed albums, including his Grammy-winning “Talking for Clapping” (the one-hour special of the same name earned him an Emmy Award) and Grammy-nominated “Tragedy Plus Comedy Equals Time,” which debuted in 2014. “Finest Hour” also received a Grammy nomination for Best Comedy Album, as well as a Showtime one-hour special of the same name. In 2009, Oswalt received his first Grammy nomination for his album “My Weakness Is Strong” (Warner Bros. Records).

Oswalt starred in The Comedians of Comedy, which was shot as an independent feature film, a TV series and a long-running tour. He tours regularly and extensively, headlining in the U.S., Canada and the U.K. Oswalt also has a regular, bi-monthly show at the new Largo at the Coronet Theater in Los Angeles.

Both of his published books, “Zombie Spaceship Wasteland” (2011) and “Silver Screen Fiend” (2015), are The New York Times bestsellers. Last year, Oswalt helped publish his late wife Michelle McNamara’s true-crime book “I’ll Be Gone in the Dark” (which debuted No. 1 on The New York Times Best Sellers list in March 2018) and he’ll executive produce the upcoming HBO docuseries based on the book about the Golden State Killer.

 

KEVIN HART (Snowball) has made a name for himself as one of the foremost comedians, entertainers, authors and businessmen in the industry today.

After an electrifying performance at an amateur night in a Philadelphia comedy club, Hart quit his shoe-salesman job and began performing full time at venues such as The Boston Comedy Club, Caroline’s, Stand-Up NY, The Laugh Factory and The Comedy Store in Los Angeles. However, it was his first appearance at Montreal’s Just for Laughs Comedy Festival that led Hart into roles in feature films.

Hart recently starred in the STX Entertainment feature film The Upside alongside Bryan Cranston and Nicole Kidman, which was released in January 2019, and in Night School for Universal, a film which he also co-wrote, produced under the Hartbeat Production banner. The comedy follows a group of misfits who are forced to attend adult classes in the long-shot chance they’ll pass the GED exam. At $28 Million, Night School had the highest opening weekend for a comedy in 2018.

Hart is currently in production for the untitled Jumanji sequel alongside Dwayne Johnson, Jack Black, Danny DeVito, Karen Gillan and Awkwafina, which will be released in December 2019. Hart recently wrapped his global live stand-up comedy tour, “The Kevin Hart Irresponsible Tour.” Hart’s last tour, “What Now?” grossed over $100 million worldwide and culminated in a performance to a sold-out crowd at Philadelphia’s NFL stadium. Hart has won two Pollstar Awards for Comedy Tour of the Year in both 2017 and 2018.

The year 2017 was a distinguished year for Hart, his memoir “I Can’t Make This Up: Life Lessons” debuted at No. 1 on The New York Times Best Sellers list and remained on the list for 10 consecutive weeks. The book also topped records on the Audible platform, selling over 100,000 copies in the first five weeks. Earlier that year, Hart voiced George in Captain Underpants: The First Epic Movie. To close 2017, he appeared in the Sony reboot of the classic film Jumanji, alongside Dwayne Johnson and Jack Black. Jumanji: Welcome to the Jungle has been Hart’s highest-grossing box-office release to date; the movie has made over $900 million worldwide.

Hart’s newest business venture is his digital platform the LOL NETWORK—Laugh Out Loud (LOL), the comedy brand and multiplatform network founded by Hart in partnership with global-content leader Lionsgate. The streaming-video service launched in 2017 and features a slate of original scripted and unscripted comedy series, stand-up specials, licensed programming and live broadcasts. LOL combines Hart’s unparalleled social media savvy that earned him 100 million-plus followers with his vision for the future of comedy—social, mobile, multicultural and seriously funny. Hart handpicked the boldest comedic voices to create, produce and star in content exclusive to the service. These include digital superstar comedy talents—GloZell, King Bach, Emmanuel Hudson, DC Young Fly, Draya Michelle, David So, Timothy DeLaGhetto and Anjelah Johnson (MADtv, viral sensation Bon Qui Qui) among others—who have amassed tens of millions of fans across social media. The LOL service will also feature up-and-coming comedians curated by Hart through showcases at events, including a partnership with the world’s top comedy festival Just for Laughs.

Hart’s movie projects include the animated film The Secret Life of Pets (Universal/Illumination) and 2016’s highest-grossing live-action comedy, Central Intelligence (New Line Cinema and Universal Pictures); Universal’s Ride Along 2, which grossed over $100 million worldwide; Screen Gems’ The Wedding Ringer; and Warner Brothers’ Get Hard. The consummate worker, Hart is also a force in television. He executive produced the show Real Husbands of Hollywood, which ran for five seasons. In addition, Comedy Central has aired two stand-up comedy series: Kevin Hart Presents: Hart of the City and Kevin Hart Presents: The Next Level.

When Hart embarked on the multicity domestic and international “What Now?” comedy tour, domestically, he sold out eight tristate area arenas, including Madison Square Garden, Barclays Center, Prudential Center and Jones Beach Theater—selling more than 100,000 tickets in the New York City market alone. He was also the first comedian to sell out an NFL stadium, selling more than 50,000 tickets in one show. Internationally, he sold out more than a dozen arenas in the European market, selling more than 150,000 tickets, and he sold out arenas across Australia, selling 100,000 tickets. Hart’s hit comedy tour grossed more than $100 million worldwide.

In 2016, Hart appeared in Sony Pictures’ continuation of the classic Jumanji, alongside Johnson and Black, and Universal Pictures released the feature version of his comedy tour “What Now?” in October.

In 2012, Hart hosted the 2012 MTV VMA’s, garnering much industry praise for his appearance, before his next comedy tour, “Let Me Explain” took him to 90 American cities along with Europe and Africa—resulting in him becoming the second American in history to sell out London’s O2 Arena. He spent fall 2012 filming two movies back to back: Screen Gems’ remake of About Last Night, and Universal’s buddy-cop movie Ride Along, opposite Ice Cube. Hart continued his incredible run with a starring role in Screen Gems’ Think Like a Man, a comedy based on Steve Harvey’s best-selling book—a film that grossed $96 million worldwide. Hart also had a supporting role in Universal’s Nick Stoller comedy The Five-Year Engagement, produced by Judd Apatow.

In September 2011, Hart released Kevin Hart: Laugh at My Pain the feature-film version of his comedy tour with the same name. The movie grossed more than $7 million and was 2011’s most successful film of those released in less than 300 theaters. The tour was so successful, it catapulted Hart to 2011’s No. 1-comedian on Ticketmaster, and in February 2011, he sold out the Nokia Theater for two nights in a row, breaking the record previously set by Eddie Murphy. This led to the DVD hitting double platinum in February 2012, after being on sale for only a month.

Additional film credits include Little Fockers, with Robert DeNiro and Ben Stiller, Death at a Funeral, Fool’s Gold and The 40-Year-Old Virgin.

In 2009, Hart’s one-hour Comedy Central special I’m a Grown Little Man became one of the highest-rated specials for the network. In 2010, Hart’s DVD Kevin Hart: Seriously Funny was one of the fastest-selling DVDs, going triple platinum aided by the Comedy Central special of the same name, which was the highest-rated comedy special of 2010.

Hart’s other television credits include hosting BET’s classic stand-up comedy series Comic View: One Mic Stand, ABC’s The Big House, which he also executive produced and wrote, and recurring roles on Love, Inc., Barbershop and Undeclared.

Hart currently resides in Los Angeles.

 

HARRISON FORD (Rooster) has starred in some of the most successful and acclaimed films in cinema history, including the landmark Star Wars and Indiana Jones franchises and a total of eight Best Picture Oscar®-nominated movies. Ford has garnered a number of Best Actor award nominations including one Academy Award® nomination, four Golden Globe Award nominations and one British Academy of Film and Television Arts (BAFTA) Award nomination.

Over the course of his illustrious career, Ford has also been repeatedly honored for his contributions to the film industry, including the BAFTA’s Albert R. Broccoli Britannia Award, the Hollywood Foreign Press Association’s Cecil B. DeMille Award and the American Film Institute’s Lifetime Achievement Award. In 1994, the National Association of Theater Owners named him the Box Office Star of the Century.

He recently wrapped shooting Fox’s Call of the Wild, opposite Dan Stevens and Omar Sy. The adaptation of Jack London’s classic novel centers on John Thornton in the unforgiving Yukon during the Klondike Goldrush of the 1890s. The film is set for release on February 21, 2020.

Ford was last seen in Blade Runner 2049 alongside Ryan Gosling. He reprised his role as Han Solo in Disney’s Star Wars: Episode VII – The Force Awakens, directed by J.J. Abrams. The film broke multiple box-office records, including highest-grossing domestic film of all time.

A native of Chicago, Ford launched his film career in 1973 with the breakthrough role of hot-rodder Bob Falfa in George Lucas’ seminal hit, American Graffiti. Four years later, he reunited with Lucas to play the iconic role of Han Solo in Star Wars: Episode IV – A New Hope. The sci-fi epic earned 12 Oscar® nominations, including Best Picture, and went on to become the top-grossing film in history, a record it held for 20 years. Ford reprised the role of Han Solo in the sequels The Empire Strikes Back and Return of the Jedi.

In 1981, Ford launched another legendary screen character, Indiana Jones, in Steven Spielberg’s Oscar®-nominated mega-hit Raiders of the Lost Ark. During the 1980s, he starred in the blockbuster sequels Indiana Jones and the Temple of Doom and Indiana Jones and the Last Crusade. In 2008, he returned to the title role in the hugely successful Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull. In 2021, he will return in the fifth installment of the series.

Ford’s many other film credits include Francis Ford Coppola’s Oscar®-nominated features The Conversation and Apocalypse Now; Ridley Scott’s 1982 sci-fi classic Blade Runner; Mike Nichols’ Oscar®-nominated romantic comedy Working Girl; the title role in the Nichols-directed drama Regarding Henry; Alan J. Pakula’s Presumed Innocent and The Devil’s Own; Phillip Noyce’s Patriot Games and Clear and Present Danger, both based on Tom Clancy bestsellers; Wolfgang Petersen’s Air Force One; Robert Zemeckis’ What Lies Beneath; Kathryn Bigelow’s K-19: The Widowmaker, which he also executive produced; Roger Michell’s Morning Glory; Jon Favreau’s Cowboys & Aliens; Robert Luketic’s Paranoia; Brian Helgeland’s 42; Lee Toland Krieger’s The Age of Adeline; and Gavin Hood’s Ender’s Game.

Ford currently serves as vice-chairman of the board of directors for Conservation International, a non-profit group that protects biodiversity in trouble spots internationally. He has been a member for over 25 years.

 

ERIC STONESTREET (Duke) stars as Cameron Tucker on ABC’s comedy series Modern Family, a role in which he earned two Primetime Emmy Awards in the Outstanding Supporting Actor in a Comedy Series category in 2010 and 2012. Stonestreet also garnered a 2011 Primetime Emmy Award nomination; Golden Globe Award nominations in 2011, 2012 and 2013; Screen Actors Guild Award nominations in 2012, 2013 and 2015; and a Television Critics Association Award nomination in 2010 for his portrayal.

Modern Family, created by Christopher Lloyd and Steven Levitan, premiered on September 23, 2009, to critical acclaim and solid ratings. In its first season, the show received six Primetime Emmy Awards, including Outstanding Comedy Series and a Television Critics Association Award for Outstanding Achievement in Comedy. Since its first season, Modern Family has received four Primetime Emmy Awards for Outstanding Comedy Series, four Screen Actors Guild Awards for Outstanding Performance by an Ensemble in a Comedy Series and one Golden Globe Award for Best Television Series—Comedy or Musical. Season four of Modern Family premiered on September 26, 2012, to 14.4 million viewers. On September 24, 2013, Modern Family launched into syndication on the USA Network. The series began its tenth season in fall 2018 and was renewed for an eleventh and final season in February 2019.

In 2017, Stonestreet was the host of ABC’s toy competition series The Toy Box. The show, produced by Mattel, gives talented designers the chance of a lifetime—the opportunity to bring their toy concept to life with Mattel and on the shelves at Toys “R” Us. The toys and their inventors are put through a series of trials and tests before facing the ultimate judges—a panel of kids, including Aalyrah Caldwell, Noah Ritter, Sophia Grace Brownlee and Toby Grey. The show was renewed for a second season on ABC.

In 2016, Stonestreet appeared in HBO’s Primetime Emmy Award-nominated television movie Confirmation. From a script by Academy Award®-nominated writer Susannah Grant (Erin Brockovich), the TV movie detailed the 1991 Supreme Court nomination hearings. Stonestreet portrayed lobbyist Kenneth Duberstein, who was selected by President George H.W. Bush to help in getting Clarence Thomas appointed as a Supreme Court justice. Kerry Washington portrayed Anita Hill and also served as an executive producer with Wendell Pierce depicting Clarence Thomas. The TV movie premiered on April 16, 2016.

In 2015, Stonestreet starred in Erik Van Looy’s thriller The Loft, which also starred Karl Urban, James Marsden, Wentworth Miller and Rachael Taylor. The independent film follows five friends who share a loft for their extramarital affairs and begin to question one another after the body of an unknown woman is found in the property. The film was released by Open Road Films on January 30, 2015.

Stonestreet was a scene-stealer in Universal Pictures’ comedy Identity Thief. The film was directed by Seth Gordon (Horrible Bosses) and starred Melissa McCarthy and Jason Bateman. The film opened on February 8, 2013, at No. 1 taking in $34.6 million at the box office.

In November 2011, Stonestreet guest starred on Ryan Murphy and Brad Falchuk’s FX hit series American Horror Story. Stonestreet played the role of Derek, a patient of Dr. Ben Harmon (Dylan McDermott) who has a fear of urban legends. The episode aired on November 9, 2011.

In August 2011, it was announced that Stonestreet was attached to star in The Day the Laughter Stopped, an HBO Films project in development revolving around silent-film star Fatty Arbuckle and based on the book by David A. Yallop. John Adams and Kirk Ellis are attached to write the project, with Barry Levinson on board to direct. Arbuckle (1887-1933) was a silent film star, comedian, director and screenwriter who mentored Charlie Chaplin and discovered Buster Keaton and Bob Hope. Stonestreet, along with Barry Levinson, Christine Vachon, Kirk Ellis, Ron West, Chris Henze and Steve Kavovit will all share executive producer credits on the project.

Stonestreet was seen in the comedy Bad Teacher, which starred Cameron Diaz, Jason Segel and Justin Timberlake. Columbia Pictures released the film on June 24, 2011.

In 2010, Stonestreet was named an ambassador for Stand Up to Cancer, a charity organization aiming to raise awareness and bring about an understanding that everyone is connected by cancer. Stonestreet continues to be involved in the initiative.

Stonestreet, born and raised in Kansas City, was introduced to acting after a friend dared him to audition for the play Prelude to a Kiss while he was studying at Kansas State University. After graduating with a degree in sociology, he moved to Chicago to study and perform theater and improv, spending two years doing television commercials and studying with The iO Theater Chicago (alumni include Amy Poehler, Mike Meyers and Chris Farley, among others) and The Second City (alumni include Steve Carell, Tina Fey and Stephen Colbert, among others) before moving further west.

While Stonestreet continued doing commercial work, he built an impressive resume of memorable characters on television shows including Dharma & Greg, Malcolm in the Middle, Party of Five, Spin City, ER, The West Wing, American Dad, Providence, Close to Home, Crossing Jordan and Bones.

His most notable character is from his recurring role as Ronnie Litre, the questioned documents technician on the original CSI. Stonestreet also appearance in 13 Graves for FOX and has guest starred in The Mentalist, N.C.I.S., Pushing Daisies and the finale of Nip/Tuck in 2010.

On the big screen, Stonestreet played Sheldon, the hotel desk clerk in Cameron Crowe’s Almost Famous. In 2003, he starred in IFC’s cult classic Girls Will Be Girls, which was an official selection at the Sundance Film Festival that year.

Stonestreet currently resides in Los Angeles.

 

JENNY SLATE (Gidget) is a stand-up comedian, actress, author and creator. She recently starred in Venom alongside Tom Hardy, which made over $855 million worldwide, and is well known for her critically acclaimed performance in Obvious Child, which garnered her a Critics’ Choice Award for Best Actress in a Comedy. On television, she is beloved for her roles on Big Mouth, Parks and Recreation and Kroll Show. As an author, Slate co-created the children’s book series “Marcel the Shell,” as well as the short film series, which has been viewed over 30 million times. Slate’s next book “Little Weirds” will be a collection of nonfiction personal pieces and will be released by the Hachette Book Group in November 2019. Slate recently starred in the independent feature The Sunlit Night, which premiered at the 2019 Sundance Film Festival. Slate previously lent her voice to the Academy Award®-winning animated film Zootopia.

 

With multiple high-profile projects and buzzworthy appearances to her name, TIFFANY HADDISH (Daisy) has quickly established herself as one of the most sought-after comedic actresses and performers. She can currently be seen opposite Tracy Morgan on the TBS comedy series The Last O.G., which returned for a second season in April 2019. Additionally, she will appear in starring roles in the upcoming films Limited Partners and The Kitchen, and she voices the lead character Tuca in the Netflix animated series Tuca & Bertie. She is also at work on a one-hour stand-up special for Netflix and has a two-year, first-look deal with HBO for projects under her She Ready production company banner.

Haddish is perhaps best known for her breakout role in the smash comedy Girls Trip, where she appeared as the scene-stealing Dina alongside Jada Pinkett Smith, Queen Latifah and Regina Hall. Her additional film and television work includes The Lego Movie 2: The Second Part, Nobody’s Fool, Night School, The Oath, Uncle Drew, The Carmichael Show, Keanu, Meet the Spartans, Racing for Time, The Janky Promoters, If Loving You Is Wrong, Real Husbands of Hollywood and New Girl. Haddish was also an early standout during her appearances on Def Comedy Jam, Who’s Got Jokes and Reality Bites Back.

In June 2018, Haddish took the reins as the highly anticipated host of the MTV Movie & TV Awards, a role that was met with critical acclaim and a significant ratings boost.

In addition to her acting work, Haddish continues to tour the country and perform to sold-out crowds on her “She Ready” comedy tour. Her debut stand-up special, Tiffany Haddish: She Ready! From the Hood to Hollywood, was released on Showtime in August 2017. In November 2017, she made history by becoming the first black female stand-up comedian to host Saturday Night Live, a role that earned her a Primetime Emmy Award for Outstanding Guest Actress in a Comedy Series. Her first book, a memoir called “The Last Black Unicorn,” was released the following month. The book made The New York Times Best Sellers list and the subsequent audiobook, narrated by Haddish, was nominated for a 2019 Grammy Award for Spoken Word Album.

Haddish’s journey and life experiences have inspired her comedy and sense of humor both on and off the stage. While growing up in foster care in South Central Los Angeles, her excessive talking and imaginary friends prompted her increasingly flustered social worker to steer her into stand-up comedy by enrolling her in the Laugh Factory’s Comedy Camp, a place for at-risk and underprivileged children to transform negative energy into something positive. The experience became just the beginning of her comedy career. She currently lives in Los Angeles.

 

Director, writer, producer and actor LAKE BELL (Chloe) is a creative force and distinct voice of her generation.

Bell can be seen opposite Dax Shepard in ABC’s Bless This Mess, a new single-camera comedy that centers on a newlywed couple who give up their drab and unfulfilling lives in New York and move to Nebraska for a simpler life. Bell directed the pilot, which was co-created and co-written by Liz Meriwether. She will continue to serve as an executive producer on the series.

Most recently, Bell starred opposite Reese Witherspoon in Hallie Meyers-Shyer’s Home Again. On television, she directed two episodes of the popular Hulu original series Casual and starred in Wet Hot American Summer: First Day of Camp and Wet Hot American Summer: Ten Years Later, a satirical comedy television series created by David Wain and Michael Showalter and directed by Wain. The Netflix series was a follow-up to the 2001 hit film of the same name.

Bell made waves in 2013 at the Sundance Film Festival where she premiered her first film, In a World...which she wrote, directed and acted in. The film received rave reviews and Bell won the Waldo Salt Screenwriting Award. Bell also received a number of nominations and awards for the film, including an Independent Spirit Award nomination for Best First Screenplay, the New Voices in Screenwriting Award at the Nantucket Film Festival, an American Comedy Award nomination for Comedic Actress—Film, the Phoenix Film Critics Society Award for Breakthrough Performance Behind the Camera, a Chicago Film Critics Association nomination for Most Promising Filmmaker and Alliance of Women Film Journalists nominations for both Best Woman Director and Best Woman Screenwriter, among others. The film was named one of the Top 10 Independent Films of 2013 by the National Board of Review.

A.O. Scott described In A World…as a “smart, generous and altogether winning debut feature…with a perfect blend of diffidence, goofiness and charm, [Bell] has written and directed an insightful comedy that is much more complex and ambitious than it sometimes seems…It is also, in no particular order, a show-business satire, a family drama, a feminist parable and a sweet romantic comedy. Not that any of these labels can do justice to the originality of Ms. Bell’s creative voice.”

Bell’s second directorial project I Do…Until I Don’t, which she also wrote and starred in, premiered in September 2017. Starring opposite Ed Helms, Mary Steenburgen, Paul Reiser, Amber Heard, Wyatt Cenac and Dolly Wells, Bell played one half of a couple being followed around by a pretentious documentarian in this ensemble comedy about the meaning of matrimony.

Bell’s short film Worst Enemy, which she wrote and directed, played in competition at the 2011 Sundance Film Festival. The film, a comedy about a female misanthrope (Michaela Watkins) who gets herself stuck in a full-body girdle, also showed at the 2011 Nantucket Film Festival, winning her Showtime’s Tony Cox Award for Screenwriting in a Short Film.

Other film credits include Spider-Man: Into the Spider-Verse, opposite Jake Johnson; Shot Caller, opposite Nikolaj Coster-Waldau; No Escape, opposite Owen Wilson and Pierce Brosnan; The Secret Life of Pets, opposite Kevin Hart; Million Dollar Arm, opposite Jon Hamm and Alan Arkin; Black Rock, opposite Kate Bosworth; No Strings Attached, alongside Natalie Portman and Ashton Kutcher; Nancy Meyers’ It’s Complicated, starring opposite Meryl Streep, Alec Baldwin and Steve Martin; What Happens in Vegas, opposite Cameron Diaz and Kutcher; Pride and Glory, opposite Colin Farrell; Over Her Dead Body, opposite Paul Rudd; and the independent film Under Still Waters opposite Jason Clarke, for which she received the Newport Beach Film Festival award for Outstanding Performance in Acting.

On television, Bell’s other credits include BoJack Horseman, How to Make It in America, Surface, Boston Legal, Miss Match and War Stories. She also appeared on the Primetime Emmy Award-winning Adult Swim series Childrens Hospital for seven years and directed several of its most acclaimed episodes.

Having grown up immersed in the world of European road course racing, Bell was elected to serve as the automotive contributing editor for The Hollywood Reporter in 2011. With her unique brand of humor and experience, she editorialized auto trends in her “Test Drive” column, reviewing a convoy of high-end luxury vehicles.

Bell completed her four years of drama conservatory training at the Rose Bruford Training College of Speech and Drama in London. Bell currently serves as an active board member of Women In Film, a nonprofit organization whose mission is to promote advocacy and special programs to support the success of female peers in the entertainment industry.

Bell was born in New York City and currently splits her time between New York and Los Angeles. She is married to artist Scott Campbell, with whom she has two children. Above all, Bell spends her days balancing her passion towards her art with her commitment to her family. She also loves classic rock.

 

Primetime Emmy Award-winning actor and comedian DANA CARVEY (Pops) is best known for his iconic and indelible Saturday Night Live characters—most memorably Church Lady, Grumpy Old Man, Hans of the Hans and Franz body-building duo and, of course, Garth, Mike Myers’ excellent co-host on the classic sketch-turned-feature-film “Wayne’s World.” Carvey has received praise for his uncanny comedic impersonations of American political figures President George H.W. Bush, H. Ross Perot, Jerry Brown, David Duke and Bob Dole.

Carvey made his feature film debut in This Is Spinal Tap; and other earlier works include Racing with the Moon, One of the Boys, Tough Guys and the comedy Opportunity Knocks. Carvey’s notable films include Alan Parker’s The Road to Wellville for Columbia Pictures, Richard and Lili Zanuck’s Clean Slate for MGM and Twentieth Century Fox’s Trapped in Paradise. In 2002, Carvey starred in The Master of Disguise, a family comedy that featured Carvey in 36 different identities and speaking 14 different languages as the hapless titular character.

In 2016, Carvey appeared as the expert in residence on USA Network’s comedic half-hour series First Impressions with Dana Carvey. The show featured amateur impressionists competing against each other in a weekly battle of celebrity impressions, with Carvey mentoring each contestant. Carvey’s Netflix Special Dana Carvey: Straight White Male, 60 was also released in 2016 to much acclaim.

Carvey won a Primetime Emmy Award in 1993 for Outstanding Individual Performance in a Variety or Music Program. He has received a total of six Primetime Emmy nominations, one of which was for a guest appearance on The Larry Sanders Show. He was also honored with The American Comedy Award as Television’s Funniest Supporting Male both in 1990 and 1991.

 

BOBBY MOYNIHAN (Mel) was a cast member on Saturday Night Live for nine seasons, where he originated such beloved characters as Drunk Uncle and co-wrote the popular “David S. Pumpkins” sketch starring Tom Hanks—which spawned an annual animated Halloween special. Moynihan’s other television credits include Unbreakable Kimmy Schmidt, Documentary Now!, The Simpsons, GirlsPortlandia and Me, Myself and I.  

Moynihan’s voiceover credits range from Panda on the Cartoon Network animated series We Bare Bears to Louie on DuckTales and Orka on Star Wars Resistance, both for DisneyXD.

Moynihan’s film credits include The Secret Life of Pets, Sisters and Pixar’s Inside Out and Monsters University. 

 

NICK KROLL (Sergei) is an actor, writer and producer. He most recently co-created and voiced numerous roles on the Netflix animated series Big Mouth, which has been heralded by The Hollywood Reporter as, “sweet, progressive and breathtakingly filthy,” and was nominated for an Annie Award for Best General Audience Animated Television/Broadcast Production. Kroll can next be seen as Uncle Fester in MGM’s The Addams Family, set to be released in October 2019. He was also seen in MGM’s Operation Finale, opposite Oscar Isaac and Ben Kingsley, and in Lionsgate’s Uncle Drew. In January 2017, he wrapped his Broadway debut with the critical and financial hit Oh, Hello on Broadway. Recent film credits include Jeff Nichols’ critically acclaimed film Loving, Seth Rogen’s Sausage Party and Illumination Entertainment’s Sing. Kroll had his own Comedy Central sketch show Kroll Show and starred as Ruxin in the hit FX show The League.

 

ABOUT THE FILMMAKERS

Academy Award®-nominated director CHRIS RENAUD (Norman/Directed by) comes from a background in comic art, having worked for Marvel and DC Comics from 1994 to 2000.

Renaud moved on to production design for various television projects at the Disney Channel, Jim Henson Productions and PBS, where he oversaw all aspects of the animation and design process. He then worked as a story artist for Blue Sky Studios, contributing to several of the studio’s feature films including RobotsIce Age: The Meltdown and Dr. Seuss’ Horton Hears a Who!

In 2006, Renaud conceived, wrote and storyboarded the Oscar®-nominated animated short No Time for Nuts, which was released as part of the DVD series for the global smash-hit franchise Ice Age. He directed, alongside frequent collaborator Pierre Coffin, Despicable Me and Despicable Me 2. Renaud also helmed Dr. Seuss’ The Lorax and The Secret Life of Pets. In addition to directing, Renaud has served as executive producer on numerous Illumination Entertainment features and shorts over the past five years.

Alongside Coffin and Eric Guillon, Renaud was one of the co-creators of the iconic Minions characters, which were developed during the making of Despicable Me.

 

CHRIS MELEDANDRI, p.g.a. (Produced by) founder and CEO of Illumination Entertainment, is one of the entertainment industry’s leading producers of event-animated films. Illumination, which has an exclusive financing and distribution partnership with Universal Pictures, is the creator of the hugely successful Despicable Me franchise, which includes Minions, the third-highest-grossing animated film of all time, as well as Despicable Me 2, an Academy Award® nominee for Best Animated Feature Film of 2013. In all, Illumination’s films, which also include 2011’s Hop, 2012’s Dr. Seuss’ The Lorax, 2016’s The Secret Life of Pets and Sing and 2018’s Dr. Seuss’ The Grinch have grossed more than $6.25 billion in worldwide box-office revenues and feature some of the world’s most renowned talent.

The force behind the Despicable Me, Ice Age and the animated Dr. Seuss franchises, Meledandri has built Illumination into one of the entertainment industry’s leading producers of all-audience event films.

Meledandri also oversees Illumination’s creation of content for marketing campaigns, mobile platforms, consumer goods, social media and theme parks, such as Despicable Me: Minion Mayhem in 3D at Universal Orlando Resort and Universal Studios Hollywood, ensuring the same high level of quality he brings to his feature productions.

Prior to Illumination, Meledandri was a senior executive at 20th Century Fox. He became the founding president of 20th Century Fox Animation, where he both created original material with the birth of the Ice Age franchise and shepherded existing brands into the feature space, including The Simpsons and Dr. Seuss’ Horton Hears a Who!

Meledandri has received numerous awards for his work with Illumination, including the Producers Guild of America’s Visionary Award and being named to Vanity Fair’s New Establishment list.

 

Illumination Entertainment producer JANET HEALY, p.g.a. (Produced by) works in collaboration with the Paris-based animation studio Illumination Mac Guff, where she oversees a team of animators, artists and production executives responsible for bringing Illumination’s films to life.

Alongside Chris Meledandri, Healy has produced the films of the Despicable Me franchise, Dr. Seuss’ The Lorax, Minions, The Secret Life of Pets, Sing and Dr. Seuss’ The Grinch.

Before joining Illumination, Healy lent her talents to a wide range of critically acclaimed and commercially successful films. Among other accomplishments, she produced the Oscar®-winning visual effects for Terminator 2: Judgment Day and Jurassic Park, and produced the animated hit Shark Tale.

 

The Secret Life of Pets 2 is the fourth movie BRIAN LYNCH (Written by) has written for Chris Meledandri and Illumination Entertainment, along with Hop, Minions and The Secret Life of Pets. Lynch, both a film and comic book writer, grew up in Middletown Township, New Jersey, and attended William Paterson University of New Jersey.

Lynch co-wrote the Shrek spinoff Puss in Boots, which was nominated for an Academy Award® for DreamWorks Animation. Lynch was then asked to write the script for Universal Studios’ attraction Despicable Me: Minion Mayhem, which won an Annie Award for Best Animated Special Production. With the success of the ride, Lynch was brought on to write Minions, the 19th highest-grossing movie of all time.

In addition to film writing, Lynch has worked on many comics including “Spike: After the Fall,” “Angel: After the Fall” with Joss Whedon, “Everybody’s Dead” and “Monster Motors.” He is also the creator of “Toy Academy,” a series of children’s chapter books from Scholastic. The most recent volume, “Toy Academy: Ready for Action,” was published earlier this year.

 

After graduating in animation from Georges Méliès School in 2003, JONATHAN DEL VAL (Co-Director) began his career at a French visual effects company where he worked on commercials before joining the animation company Bibo Films.

At Bibo Films, he worked as a character animator on the short film French Roast, which received both an ANIMA award and Oscar® nomination for Best Animated Short Film. He made his feature film debut on A Monster in Paris.

Del Val joined Illumination Mac Guff in 2008, working as a senior animator on Despicable Me. He also worked on The Lorax, Despicable Me 2 and Minions and was an animation director on The Secret Life of Pets and Dr. Seuss’ The Grinch.

Del Val has been co-director for Illumination Entertainment since 2016 and is currently working as co-director on another upcoming Illumination Entertainment movie.

 

TIFFANY HILLKURTZ (Edited by) is a film editor with a specialty in animated features.

Hillkurtz was inspired to be a filmmaker as she grew up in the film community at studios, on sets and back lots absorbing the language, sensibilities and passion for the art and craft of the filmmaking process.

Having started her career on the production side of live-action films, Hillkurtz then focused on editing and the animation world. The creative process of editing animated features and working with the director to shape the film from scratch is what she finds most rewarding.

Hillkurtz has edited on The Grinch (2018), Minions (2015), Madagascar 3 (2012) and Astro Boy (2009), among others.

Hillkurtz and her husband Alex, a popular watercolor artist, currently live in Paris with their two pet cats.

 

Oscar®-winning composer ALEXANDRE DESPLAT (Music by) is one of the most coveted film composers in the world today. Desplat is noted for his collaborations with some of the world’s top filmmakers, including Wes Anderson, George Clooney, Stephen Daldry, David Fincher, Stephen Frears, Tom Hooper, Ang Lee, Terrence Malick, Roman Polanski and Angelina Jolie, garnering 10 Academy Award® nominations.

Desplat first captivated American ears with The Girl with a Pearl Earring and Birth. The two-time Golden Globe Award and Oscar® winner has since scored a range of incredible films. His Oscar®-nominated work includes The QueenThe Curious Case of Benjamin Button, Fantastic Mr. Fox, The King’s Speech, Argo, Philomena, The Imitation Game and Anderson’s The Grand Budapest Hotel, which won the 2015 Oscar® for Best Original Score. Desplat’s thematic score to Guillermo del Toro’s film The Shape of Water garnered a 2018 Golden Globe Award, a British Academy of Film and Television Arts Award, a 2019 Grammy Award nomination and won an additional Academy Award® for Best Original Score.

Desplat’s work includes Jolie’s Unbroken, his second collaboration with Hooper for The King’s Speech, The Danish Girl, Illumination Entertainment’s box-office smash-hit The Secret Life of Pets, Florence Foster Jenkins starring Meryl Streep, Touchstone’s The Light Between Oceans starring Michael Fassbender and Alicia Vikander, The Shape of Water directed by del Toro, Clooney’s comedy-crime feature Suburbicon and Fox Searchlight’s animation adventure-comedy Isle of Dogs directed by Anderson, which received a Golden Globe Award nomination for Best Original Score and was recently nominated for a 2019 Academy Award® for Best Original Score. Desplat’s other recent work includes Jacques Audiard’s The Sisters Brothers, starring Joaquin Phoenix and Jake Gyllenhaal, and MGM’s Operation Finale, directed by Chris Weitz.

Born to a Greek mother and French father, Desplat grew up in France with a budding love for Hollywood film music and broke into the French film industry in the 1980s. With a penchant for lyricism, elegant orchestrations and precise dramatization, Desplat has quickly joined the pantheon of all-time greats. “I was in a car with a friend who had offered me a double vinyl of ‘Star Wars,’” Desplat remembers. “It might have been 1978. He gave me this record, and I remember having said to him, ‘Hmm. Music composed and conducted by John Williams. That’s what I want to do.’ And that’s what I’m doing.”

 

COLIN STIMPSON (Production Designer/Character Designer) has been working for Illumination Entertainment for 10 years, during which he has worked on many of their successful hits. He served as the art director for the first The Secret Life of Pets movie as well as last year’s Christmas hit Dr. Seuss’ The Grinch.

Earlier in his career he spent seven years living in California working for Walt Disney Feature Animation. During that time, he was nominated for an Annie Award for his work on The Emperor’s New Groove.

Stimpson also enjoys writing and illustrating his own books. Two of his stories have been optioned by major animated film companies.

When Stimpson is not commuting to Paris, he will be found living in rural Surrey with his wife Sally, children Jack and Chloe and a couple of ducks called Cheese and Quackers!

 

ติดตาม ReviewsPooH ที่นี่

Website : www.reviewspooh.com

Instagram : @reviewpooh

Facebook Page : @reviewpooh

Youtube : reviewpoohyoutube