X-MEN : DARK PHOENIX เรื่องย่อ และข้อมูลการสร้างภาพยนตร์ จัดเต็ม!

X-MEN: DARK PHOENIX
ชอบบทความนี้ แชร์ได้เลยจ้า
  •  
  •  
  •  
  •   

เรื่องย่อ X-MEN : DARK PHOENIX

พวกเราเป็นใคร?
เราเป็นเหมือนอย่างที่ใครๆ ต้องการหรือเปล่า?
เราถูกกำหนดชะตากรรมจนเหนือความควบคุม?
หรือเราสามารถพัฒนาจนกลายเป็นบางสิ่ง.. ที่เหนือกว่านั้นได้?

ผลงานจากผู้เขียนบทฯ – ผู้กำกับฯ ไซมอน คินเบิร์ก สู่ภาพยนตร์เอ็กซ์-เม็นที่ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมาก่อน เรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX ซึ่งจะถ่ายทอดเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของ จีน เกรย์ จากมนุษย์กลายพันธุ์ผู้มีพรสวรรค์สู่การเป็นผู้ที่มีพลังสูงสุดในจักรวาล จุดสูงสุดของตำนานซูเปอร์ฮีโร่ที่มีการสร้างขึ้นมายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ ผลงานที่ตื่นเต้นภาคใหม่นี้มีทั้งความเป็นไซ-ไฟระทึกขวัญ มีเรื่องราวชวนติดตามอย่างน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับตัวละคร และมีคำถามที่ชวนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องลักษณะพิเศษและชะตากรรม

จีน เกรย์
ระหว่างที่เกิดภารกิจเสี่ยงตายนอกอวกาศ จีน เกรย์เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดในช่วงที่ได้รับคลื่นรังสี จนทำให้เธอมีพลังเกินกว่าที่ตัวเธอเองหรือมนุษย์กลายพันธุ์คนไหนเคยเจอมาก่อน เมื่อเธอเดินทางกลับมายังโลก เธอต้องต่อสู้รับมือกับพลังความสามารถที่ยิ่งใหญ่ราวเทพเจ้า แต่พลังที่อยู่ในตัวเธอมีมากเกินกว่าจะควบคุมได้ เมื่อจีนอยู่ในสภาวะที่เหนือความควบคุม เธอได้ทำลายบรรดาคนที่เธอรักที่สุด สร้างความแตกแยกให้เหล่าเอ็กซ์-เม็น และเหล่าฮีโร่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของแต่ละคน

X-MEN - DARK PHOENIX
เรื่องราวที่ชวนตื่นเต้นของฮีโร่ ครอบครัว และโลกที่แยกออกมาในเรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX นำแสดงโดย เจมส์ แม็คอะวอย, ไมเคิล ฟาสเบ็นเดอร์, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, นิโคลาส เฮาล์ท, โซฟี เทอร์เนอร์, ไท เชอริแดน, อเล็กซานดรา ชิพพ์ และ เจสสิก้า แชสเทน เขียนบทฯ และกำกับฯ โดยไซมอน คินเบิร์ก อำนวยการสร้างฯ โดยไซมอน คินเบิร์ก, p.g.a. ฮัตช์ พาร์คเกอร์ p.g.a. ลอว์เรน ชูเลอร์ ดอนเนอร์ และ ทอดด์ ฮอลโลเวล

“X-Men: Dark Phoenix – X-เม็น ดาร์ก ฟีนิกซ์” เข้าฉาย 6 มิถุนายน ในโรงภาพยนตร์

X-MEN: DARK PHOENIX: จุดสูงสุดที่แท้จริงแห่งตำนานเอ็กซ์-เม็น

คุณจะทำอย่างไรหากคนที่คุณรักกลายเป็นมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ของโลก?
นี่เป็นคำถามสำคัญจากประโยคที่ได้รับความนิยมมากในหนังสือการ์ตูนเอ็กซ์-เม็นที่มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายทศวรรษ ตำนานแห่งดาร์ค ฟีนิกซ์ เขียนขึ้นโดยคริส แคลร์มองต์ผู้มีชื่อเสียงแห่งวงการ และวาดภาพโดยศิลปินจอห์น เบิร์น เมื่อปี 1980 หลายสิ่งในเนื้อเรื่องถ่ายทอดความเข้มข้นในโลกของเอ็กซ์-เม็น เมื่อจีน เกรย์มีพลังมากขึ้นจนแม้แต่ครอบครัวมนุษย์กลายพันธุ์ของเธอเองก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เธอกลายเป็นคนนอกที่ไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่คนที่สนิทกับเธอที่สุดก็ยากจะเข้าถึงได้
“ตำนานเดอะ ดาร์ค ฟีนิกซ์เป็นตอนที่ได้รับความชื่นชอบมากที่สุดในซีรีส์เอ็กซ์-เม็นที่มีมาอย่างยาวนาน อย่างแรกนั่นเป็นเพราะนี่ไม่ใช่เรื่องราวที่เรามีเหล่าฮีโร่และวายร้าย ด้านมืดและด้านสวง่าง” ไซมอน คินเบิร์กกล่าว


คินเบิร์กเป็นแฟนหนังสือการ์ตูนมาอย่างยาวนาน และเขารู้สึกว่าสิ่งสำคัญคือต้องถ่ายทอดตำนานของดาร์ค ฟีนิกซ์สู่จอภาพยนตร์ในแบบที่ตรงตามตำนานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้เขียนบทฯ – ผู้กำกับฯ ได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เอ็กซ์-เม็นมาตั้งแต่ผลงานปี 2006 เรื่อง X-Men: The Last Stand โดยทำหน้าที่เขียนบทฯ หรืออำนวยการสร้างฯ ในซีรีส์ทุกตอน (บางครั้งก็ทำหน้าที่ทั้งเขียนบทฯ และอำนวยการสร้างฯ) ภาพยนตร์ในปี 2006 ได้รวมเรื่องราวบางมุมในดาร์ค ฟีนิกซ์เอาไว้ แต่ด้วยช่วงเวลาที่ผ่านมานานกว่า 10 ปี เป็นจังหวะเหมาะสมต่อการเกิดเรื่องหดหู่ กล้าหาญ และมีศรัทธามากขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับจุดสูงสุดของการสร้างภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีอายุเกือบ 2 ทศวรรษ คินเบิร์กไม่ได้ทำหน้าที่แค่เขียนบทฯ ในผลงานภาคใหม่นี้เท่านั้น แต่เขายังได้ทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์เป็นครั้งแรกด้วย


ประเด็นสำคัญในหนังคือเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับความชั่วร้ายที่อยู่ในตัวเธอเอง มีเพียงความรักจากครอบครัวเอ็กซ์-เม็นของเธอเท่านั้น้ที่จะปกป้องเธอและโลกไว้ได้ “หนังเรื่องนี้ต่างจากเอ็กซ์-เม็นภาคก่อน” คินเบิร์กกล่าว “รายละเอียดของเรื่องต่างจากหนังสือการ์ตูนเอ็กซ์-เม็นภาคอื่นที่เราวาดมาจากเรื่องราวที่ผ่านมา มันมีความซับซ้อนทางด้านร่างกายและมีความแปรปรวนของจิตใจเพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกต่างๆ ดูแปลกใหม่กว่าหนังสือการ์ตูนเอ็กซ์-เม็นภาคอื่นมากครับ”
คินเบิร์กได้ผู้ช่วยในภารกิจการสร้างตัวละครในเรื่องเอ็กซ์-เม็นให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างฯ ฮัตช์ พาร์คเกอร์ ซึ่งมีส่วนร่วมในภาพยนตร์แฟรนไชส์ตั้งแต่แรกเริ่ม ในภาคแรกเขาเป็นผู้บริหารที่ 20th Century Fox และต่อมาเป็นผู้อำนวยการสร้างฯ ในผลงานที่เริ่มจากปี 2013 ด้วยเรื่อง The Wolverine “เรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX ถือเป็นโอกาสที่ได้ทำอะไรที่มีความแปลกใหม่และมีความพิเศษมากขึ้น อย่างที่หนังเรื่องก่อนๆ ไม่มีโอกาสได้ทำ” พาร์คเกอร์กล่าว “หนังเรื่องนี้จะได้ค้นหาข้อมูลมากขึ้นและเข้าถึงตัวตนของจีนอย่างถ่องแท้ขึ้น” ความรู้สึกนี้แตกต่างออกไปมาก เป็นโทนเรื่องที่ต่างออกไป มีสไตล์ภาพยนตร์ที่แตกต่างซึ่งเหมาะกับเนื้อเรื่องที่เราจะถ่ายทอดออกมา”


ฉากเปิดตัว X-MEN: DARK PHOENIX เป็นบรรยากาศปี 1992 ตอนนี้เอ็กซ์-เม็นคือซูเปอร์ฮีโร่ที่เป็นที่รักอย่างกว้างขวาง พวกเขากำลังมีความสุขกับชื่อเสียง แต่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกตัวไปช่วยเหลือนักบินอวกาศที่ตกอยู่ในอันตรายระหว่างที่ภารกิจผิดพลาด โดยไม่สนใจการคัดค้านของราเวน (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ทั้งทีมได้ปีนเข้าไปในเอ็กซ์-เจ็ทและมุ่งหน้าไปทำภารกิจช่วยชีวิตอย่างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ระหว่างที่เดินทางผ่านดวงดาวต่างๆ มีพลังคอสมิคลึกลับได้พุ่งมาที่จีน เกรย์ (โซฟี เทอร์เนอร์) เข้าอย่างจังจนดูเหมือนเธอจะไม่รอดชีวิต แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมาจีนลับรู้สึกแข็งแรงและมีพลัง แต่เมื่อกลับมายังโลกเธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีพลังเกินกว่าที่จะเข้าใจหรือควบคุมได้


เมื่อเธอเปิดเผยเรื่องราวในอดีตที่เก็บไว้มาอย่างยาวนาน โดยมีชาร์ลส ซาเวียร์ (เจมส์ แม็คอะวอย) เป็นผู้กุมความลับนั้นไว้ เธอกลับยิ่งเป็นภัยต่อผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเธอเมื่อเธอแสดงความโกรธและความสิ้นหวังออกมา “สิ่งที่เกิดขึ้นกับจีนตอนที่เธอกลับมาจากอวกาศคือเธอมีพลังในตัวจนควบคุมไม่ได้ และทุกอย่างในตัวจีนมันเพิ่มขึ้นมากจนปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงของเธอออกมา” คินเบิร์กกล่าว “มันมีทั้งพลัง ความรู้สึก ความแค้น และกิเลส”
ถึงแม้ว่าราเวนจะหมดหวังที่จะช่วยทำให้จีนสงบลง เธอก็ช่วยในฐานะที่ปรึกษาและเพื่อนของจีน แต่จีนกลับโกรธแค้นราเวนและฆ่าเธอ นั่นคือเรื่องสุดช็อคที่สร้างความแตกแยกให้เอ็กซ์-เม็น มนุษย์กลายพันธุ์บางคนยืนยันว่าจะหาทางช่วยเพื่อนของพวกเขาอย่างถึงที่สุด ขณะที่คนอื่นต้องการขัดขวางเธอก่อนที่จะต้องสูญเสียชีวิตไปมากกว่านี้


“สิ่งที่ทำให้ผมเกิดความสนใจที่สุดและเป็นเหตุผลที่เรื่องนี้ตรงใจใครหลายคนคือมันมีความเป็นมนุษย์สูงมาก เป็นเรื่องราวของคนที่เรารักเริ่มจะปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงออกมา” คินเบิร์กล่าว “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ในชีวิตจริงคือคนที่พวกเขารักและรู้สึกอยากช่วยเขา ซึ่งบางครั้งเราก็ฉุดช่วยพวกเขาอย่างเต็มที่ และก็มีบางคนที่หมดหวังในตัวพวกเขา หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามเรื่องนั้นขึ้นมาว่าเราจะยอมปล่อยและหมดหวังในตัวคนที่เรารักเมื่อไหร่”
เป็นเวลานานกว่า 3 ปีที่ผ่านมาที่คินเบิร์กเริ่มคิดถึงไอเดียการสร้างตำนานดาร์ค ฟีนิกซ์ให้เป็นรูปร่างขึ้นมาอย่างชัดเจน จนถึงช่วงที่การสร้างผลงานปี 2016 เรื่อง X-Men: Apocalypse เริ่มใกล้เสร็จสิ้น ในเรื่องนั้นเป็นเรื่องราวของความพังพินาศ เต็มไปด้วยฉากที่มีความซับซ้อนและสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ที่ตื่นตา ซึ่งมีเวลาสนใจเรื่องมิตรภาพระหว่างมนุษย์กลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก มีแต่สนใจเรื่องการผจญภัยตามสไตล์หนังฟอร์มยักษ์ คินเบิร์กเลยรู้สึกอยากเปลี่ยนจังหวะเรื่องไปอย่างสิ้นเชิง


“ผมคิดถึงตัวละครที่คุ้นเคยจากเอ็กซ์-เม็นภาคอื่นๆ” เขากล่าว “ผมอยากทำอะไรที่มีความคุ้นเคยมากขึ้น”
จากจุดนั้นภาพยนตร์แฟรนไชส์เอ็กซ์-เม็นจึงถูกจัดวางบทบาทอย่างง่ายด้าย โดยมีการลดความทันสมัยลงและเพิ่มความท้าทายมากขึ้น เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากหนังสือการ์ตูนที่ผ่านบททดสอบเรื่องช่วงเวลา และต้องมีประเด็นของเรื่องที่สำคัญรวมถึงตัวละครที่น่าสนใจในเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน

ไม่มีหนังเรื่องไหนจะเน้นย้ำความจริงเรื่องนั้นได้ดีกว่าผลงานปี 2017 เรื่อง Logan ที่ได้เห็นนักแสดงชายผู้เข้าชิงรางวัล Academy Award® ฮิวจ์ แจ็คแมนกลับมารับบทเดอะ วูล์ฟเวอรีนที่เป็นลายเซ็นของเขาเป็นครั้งสุดท้ายในผลงานเรท R เนื้อเรื่องมีการสร้างแยกออกมาได้อย่างมีพลังและเกี่ยวข้องกับการเสียสละและการไถ่บาป
“แน่นอนว่าเรื่อง Logan พิสูจน์ถึงความเชื่อที่ว่าเราสามารถสร้างเรื่องดราม่าในโลกใบนี้ได้ และยังคงสร้างความพอใจให้ผู้ชมที่เคยอ่านหนังสือการ์ตูน ซึ่งอาจจะเหนือความคาดหวังด้วยซ้ำ” พาร์คเกอร์กล่าว
และนั่นยังเป็นครั้งสุดท้ายที่ภาพยนตร์เอ็กซ์-เม็นมีตัวละครนำหญิงด้วย โดยผู้หญิงในเรื่องรับบทโดยนักแสดงหญิงที่มีพลังตั้งแต่เฟมเก้ แจนส์เซนไปจนถึงฮัลลี เบอร์รี่ที่มีทั้งความซับซ้อน มีความกระตือรือร้น และมีตัวแทนของพวกเธอตลอด แต่เรื่องราวของพวกเธอกลับไม่เคยถูกยกมาชูเรื่อง หลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี

เรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX จะเป็นการมุ่งความสนใจที่การผจญภัยของจีน เกรย์และผู้หญิงที่อยู่รอบตัวเธอ เช่น เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ในบทราเวน เจสสิก้า แชสเทนในบทสมิธ ตัวร้ายคนใหม่ที่ยุให้จีนทิ้งความเป็นมนุษย์ของเธอเพื่อก้าวสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัว
“ตอนนี้ถึงเวลาของผู้หญิงเป็นผู้นำในหนังซูเปอร์ฮีโร่แล้ว และเนื้อเรื่องของ DARK PHOENIX ก็เกี่ยวกับตัวละครหญิงที่มีพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอ็กซ์-เม็น” คินเบิร์กกล่าว นอกจากนั้นคินเบิร์กยังหาการผจญภัยที่จะยกตัวอย่างให้เห็นความแตกต่างระหว่างความดีและความชั่วร้ายในยุคที่วุ่นวายของเราอีกด้วย เขาอยากย้ำให้เห็นว่าสองสิ่งนั้นสามารถอยู่ในตัวคนๆ เดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านชั่วร้ายหรือด้านดี
“เรามาถึงจุดที่ผู้ชมพร้อมรับเรื่องราวการแตกแยกและมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คนดีกลายเป็นคนเลว ฮีโร่เสียการควบคุมจนกลายเป็นภัยร้ายที่ถึงขั้นฆ่าคนได้” คินเบิร์กกล่าว “ในหนังสือการ์ตูนมักจะเน้นไปที่ตัวคนีดและคนร้าย ฮีโร่และวายร้าย เวลาฮีโร่ทำเรื่องเลวร้ายหรือเวลาคนดีทำเรื่องอะไรไม่ดีจะทำให้รู้สึกช็อค เราไม่แน่ใจว่าเราจะแน่ใจกับอะไรได้บ้าง
“ตอนนี้เราอยู่ในโลกที่เรื่องการเมืองและเรื่องทางสังคมมีความกลับตาลปัตรไปบ้างแล้ว” เขาเล่าต่อว่า “ทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เคยเป็น ไม่มีความสามัคคีกันสักเท่าไหร่ ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีความแตกแยกออกมา ในเรื่องจะเกี่ยวกับตัวละครที่พบว่าตัวเองมีความแตกแยก ซึ่งผลที่ตามมาคือการแตกแยกจากครอบครัวเอ็กซ์-เม็น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สำคัญมาก”
หลายเดือนก่อนจะเริ่มเขียนบทฯ ในช่วงแรก คินเบิร์กไดเพบกับนักแสดงหญิงโซฟี เทอร์เนอร์เพื่อคุยกันเรื่องแผนต่างๆ ที่มีความยุ่งยากในหนังดราม่าของซูเปอร์ฮีโร่ เทอร์เนอร์รับบทจีนมาก่อนในเรื่อง X-Men: Apocalypse แต่ในเรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX ทำให้นักแสดงจาก Game of Thrones ต้องมีความรับผิดชอบที่ต่างไป
“ผมบอกเธอว่าตัวละครของเธอต้องดูมีปัญหา เริ่มเสียความเป็นตัวของตัวเอง จนสุดท้ายกลายเป็นคนสองบุคลิก เป็นทั้งจีนที่ดูบอบบางและอ่อนแอลง และเป็นฟีนิกซ์ที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ” คินเบิร์กกล่าว “ผมบอกเธอว่าต้องแสดงเหมือนทรมานจากการเสียสติ ฆ่าคนที่เธอรัก และแสดงความอ่อนไหวทางอารมณ์ทั้งหมดออกมาให้ได้มากที่สุด”
ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเทอร์เนอร์รู้สึกตื่นเต้นที่มีโอกาสรับผิดชอบเรื่องบทฯ และกระตือรือร้นที่จะได้รับหน้าที่สำคัญในหนังเรื่องใหม่” มันมีความน่ากลัว” เทอร์เนอร์กล่าว “ไซมอนอยากเน้นที่เรื่องราวและการผจญภัยของจีน เพราะหลายครั้งที่หนังซูเปอร์ฮีโร่จะมีจุดพลิกผันอย่างแท้จริง และเนื้อเรื่องจะโดนฉากผาดโผนที่น่าตื่นตาบดบังไป”
“ประเด็นสำคัญของจีน เกรย์/เนื้อเรื่องของดาร์ค ฟีนิกซ์คือเธอไม่ใช่ตัวร้าย แต่เธอก็ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ที่จะมาปกป้องโลก ซึ่งทุกอย่างก็ลงตัวดีมาก” เทอร์เนอร์เล่าต่อว่า “เธอเป็นหนึ่งในตัวละครไม่กี่ตัวที่ได้รับความทรมานและถูกทำลาย มีความสมจริงอยู่ในตัวของเธอ มีเรื่องราวของความเจ็บปวดและสิ่งที่เธอได้เจอทำให้เรานึกถึงความสะเทือนใจ มันไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปที่ทุกคนจะทำความเข้าใจได้ ตัวเธอไม่ใช่สีดำหรือสีขาว มันเป็นสีเทา ซึ่งมันตรงชีวิตจริงของใครหลายคนและนั่นคือเหตุผลที่ผู้คนรักเธอ”
หลังจากที่คินเบิร์กและเทอร์เนอร์ได้พบกันครั้งแรก คินเบร์กก็เริ่มส่งข้อมูลต่างๆ ให้นักแสดงเพื่อการเตรียมตัวของเธอ “ผมกลับบ้านและพบคลิปยูทูปเยอะมาก รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ส่งให้เธอเกี่ยวกับโรคจิตเภทและความผิดปกติเรื่องการมีบุคลิกหลากหลาย เพื่อให้เธอเริ่มทำการบ้านก่อนที่จะคิดถึงเรื่องอารมณ์ความรู้สึก” คินเบิร์กกล่าว “เธอตั้งใจศึกษาทุกอย่าง เธอกลับมาหาผมพร้อมคำถามมากมายและไอเดียต่างๆ ที่ไม่มีสิ้นสุด”
การสนทนากันระหว่างพวกเขาสร้างแรงจูงใจให้คินเบิร์กจนเขามีบทฯ ที่ร่างเอาไว้หลายแบบ ระหว่างที่เขาทำงานก็มีประเด็นสำคัญต่างๆ เกิดขึ้น จนกลายเป็นคำถามเกี่ยวกับบทบาทของชาร์ลส ซาเวียร์ในฐานะผู้นำของเอ็กซ์เม็นและความไม่ตั้งใจที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของจีน ระหว่างที่เปิดตัวภาพยนตร์ ชาร์ลสกำลังมีความสุขกับตำแหน่งผู้นำมนุษย์กลายพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามีความสุข ราเวนแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่เขาไม่ค่อยเป็นตัวตั้งตัวตีในการแสดงออกสักเท่าไหร่
“มีหลายอย่างที่ผมอยากไปสำรวจ ซึ่งเราไม่เคยได้สำรวจในหนังก่อนหน้านี้มาก่อน เช่น การที่ชาร์ลสรวมทีมซูเปอร์ฮีโร่ขึ้นมาในนามเอ็กซ์-เม็นเป็นการเรียกตามชื่อของเขาเอง” คินเบิร์กกล่าว “เขาใช้ชีวิตอยู่ในแมนชั่น ไม่ยอมทิ้งแมนชั่นไปไหน และคอยปกป้องผู้คนมากมายด้วยหลากหลายวิธี ซึ่งหลายคนนั้นก็ยังเด็กอยู่มาก ผมอยากให้สังเกตและย้ำที่ตรงเรื่องนั้น มันมีทั้งเรื่องอีโก้ ทั้งความเมตตา และความอบอุ่นอยู่ในนั้น เราอยู่ในยุคที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านการสังเกต ซึ่งมันเกิดขึ้นโดยไม่มีการสังเกตในการ์ตูนมาหลายทศวรรษแล้ว จนตอนนี้ก็เป็นเวลา 2 ทศวรรษในหนัง”


นักแสดงชายเจมส์ แม็คอะวอย ผู้รับบทซาเวียร์ในภาพยนตร์เรื่อง X-Men สามภาคก่อน รู้สึกกระตือรือร้นที่ตัวละครจะได้พบกับอุปสรรคใหม่ๆ “ในเรื่องนี้ชาร์ลสจะเริ่มเชื่อในสิ่งที่เขาแสดงออกอย่างเกินจริง” แม็คอะวอยกล่าว “เขาขึ้นปกนิตยสาร Time เขาเป็นเอ็กซ์-เม็นที่ปรากฏตามที่สาธารณะบ่อยมาก เขาได้รับความชื่นชมจากผลงานทั้งหมดที่ผ่านมา เขาได้เดินพรมแดงจับมือกับประธานาธิบดี เขาเหมือนกับพ่อที่รักลูกๆ มากและเชื่อว่าลูกๆ รับมือได้กับทุกเรื่อง ทุกอย่างฟังดูสวยงามแต่ลึกๆ แล้วถ้าพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จไปซะทุกอย่าง ถ้าพวกเขาพลาดในสิ่งที่ทั้งโลกให้ความคาดหวังอย่างสูง และชาร์ลสไม่รับผิดชอบทีมของเขา เขารู้สึกว่ามันจะสะท้อนถึงตัวเขาในทางที่ไม่ดี”
ตอนที่ชาร์ลสเมินเฉยในการท้วงของราเวนเรื่องภารกิจช่วยชีวิตในห้วงอวกาศโดยส่งทีมไปที่นั่น เหมือนชะตาชีวิตของจีนถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ที่ยิ่งกว่านั้นคือเมื่อเธอรู้ว่าชาร์ลสได้สร้างเรื่องต่างๆ ขึ้นมาในความรู้สึกของเธอ เพื่อปกป้องเธอจากอดีตที่เจ็บปวดของเธอ เธอรู้สึกว่าถูกหลอกลวงและทำให้เธอแสดงออกอย่างรุนแรงมากขึ้น “เธอกลับมายังโลกพร้อมความอยากรู้อยากเห็น และอยากค้นหาสิ่งที่ขาดหายไปที่ชาร์ลสปิดบังเอาไว้” แม็คอะวอยกล่าว “เมื่อเธอรู้ว่าเขาทำอะไรเอาไว้บ้าง จึงมีความรู้สึกโกรธเกิดขึ้น แทนที่ชาร์ลสจะปล่อยให้เธอพบช่วงวัยเด็กที่ยากลำบาก เขากลับล้ำเส้นเธอด้วยการล็อคความทรงจำของเธอเอาไว้ เมื่อความเจ็บปวดนั้นกลับมาจึงยิ่งกระตุ้นความชั่วร้ายที่อยู่ในตัวเธอ”

มิสทีค Mystique
เหตุการณ์เหล่านั้นได้นำไปสู่การตายของราเวน การตัดสินใจจบชีวิตตัวละครเป็นสิ่งที่คินเบิร์กไม่ได้เต็มใจให้เกิดขึ้น แต่เขารู้สึกว่ามันช่วยให้ถ่ายทอดเรื่องราวของ DARK PHOENIX ได้อย่างดุเดือด และทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาร์ลสและแฮงค์ (นิโคลาส ฮอลท์) และอีริค เลห์นเชอร์ (ไมเคิล ฟาสเบ็นเดอร์)
“เมื่อผมคิดถึงหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ผมรู้ว่าตัวเองอยากได้เหตุการณ์ที่สร้างความแตกแยกให้เอ็กซ์-เม็น และทำให้ทุกคนที่เคยปกป้องจีนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวเธอและเกิดความสงสัยกันเอง” คินเบิร์กกล่าว “มันรู้สึกเหมือนต้องทำให้ตัวละครตายสักตัว และผมก็ยกให้เป็นราเวนอย่างรวดเร็วเพราะเธอมีความผูกพันกับอีริค ชาร์ลส และแฮงค์ อีริคกับแฮงค์ต่างตกหลุมรักเธอ สำหรับชาร์ลสแล้วเธอก็เปรียบเสมือนน้องสาวของเขา การทำให้เธอตายน่าจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ตัวละครส่วนใหญ่ได้มาก ซึ่งจะเป็นการชี้นำผู้ชมว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครปลอดภัยทั้งนั้น”

แม็กนีโต้ อีริค
พาร์คเกอร์เล่าต่อว่า “มันรู้สึกเหมือนเรากำลังเผชิญปัญหาในครอบครัวจริงๆ เราต้องพร้อมเสียเลือดเนื้อและรู้สึกได้ถึงผลลัพธ์ที่ตามมา ราเวนเป็นตัวละครหนึ่งที่พร้อมเผชิญหน้ากับชาร์ลสและความเชื่อของเขา พร้อมเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจ ราเวนเป็นตัวละครเข้าใจความคิดของเขาเป็นคนแรก และเป็นคนแรกที่ท้าทายเขา จนสุดท้ายเธอเป็นคนที่ยอมเสียสละ ความกลัวของเธอมีส่วนที่ทำให้เธอออกไปช่วยจีนจนนำไปสู่การตายของเธอ”
การสูญเสียราเวนทำให้แฮงค์รู้สึกสิ้นหวังมาก จนเขาต่อต้านชาร์ลสผู้เป็นที่ปรึกษาของเขาและรู้สึกอยากหาทางล้างแค้น “เขาต้องสูญเสียคนที่เขารักไป” ฮอลท์กล่าว “มันทำให้แฮงค์มาถึงจุดที่ต่างจากที่เราเคยเห็นเขาในหนังเรื่องอื่นมาก เขาเต็มไปด้วยความโกรธและอยากแก้แค้นในสิ่งที่จีนทำด้วยการฆ่าเธอ”
ตัวละครของแชสเทนเหมือนเอเลี่ยนในร่างมนุษย์ที่ต้องการพลังพิเศษอย่างที่จีนมีแล้ว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานเธอได้ดูแลจีนและกลายเป็นที่ปรึกษาที่ต่างจากราเวนหรือชาร์ลส เธอคอยสนับสนุนให้จีนยอมรับในด้านมืดของตัวเอง ไม่ค่อยบังคับอะไรเวลาที่อยู่กับเธอ เป้าหมายของตัวละครคืออะไร? เพื่อทำลายชีวิตมนุษย์บนโลก ปูทางเพื่อให้เผ่าพันธุ์เอเลี่ยนของเธอมาอาศัยบนโลกในฐานะบ้านหลังใหม่
“ตอนที่ไซมอนและฉันคุยกันเรื่องตัวละครนี้ครั้งแรก ฉันมีไอเดียว่าจะเห็นตัวละครทิ้งความรู้สึกจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น” แชสเทนกล่าว “เธอฉลาดกว่าใครบนโลกนี้ 1,000 เท่า เธอมายังโลกเพื่อศึกษามนุษย์ และคิดว่าพวกเขาเหมือนเชื้อแบคทีเรีย เหมือนกับเซลล์มะเร็ง พวกไม่ได้ทำร้ายแค่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังทำร้ายโลกอีกด้วย พวกเขาใช้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความโลภ เธอรู้สึกว่าตัวเองต้องการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เธอไม่อยากเห็นมันสร้างความเลวร้าย มันไม่ใช่สิ่งที่เธออยากทำเพื่อการแก้แค้น แต่เป็นสิ่งที่เธอทำด้วยเจตนาดีในความรู้สึกของเธอเท่านั้นเอง”
คินเบิร์กเขียนบทนี้ขึ้นมาเพื่อแชสเทนโดยเฉพาะ ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนสนิทกันหลังจากที่ได้ร่วมงานกันนภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมของริดลีย์ สก็อตต์ปี 2015 เรื่อง The Martian ที่คินเบิร์กเป็นผู้อำนวยการสร้างฯ
“ตอนทีผมนึกถึงใครสักคนมารับบทนี้ ต้องเป็นคนดูมีพลังและช่วยจีนเข้าถึงพลังที่เธอหวาดกลัวได้ สามารถแสดงมันออกมาได้อย่างเข้มแข็ง ดูมีเล่ห์เหลี่ยมและมีเสน่ห์เย้ายวน แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผมนึกภาพใครไม่ออกเลยนอกจากเจสสิก้า” คินเบิร์กกล่าว “ผมเขียนสิ่งต่างๆ ออกมาในแบบที่ผมรู้สึกว่าสะท้อนความเป็นนักแสดงของเธอ มันมีความดราม่าบางอย่างที่น่าสนุกในการแสดง และยังมีเรื่องของผู้หญิงหรือเรื่องของการเมืองที่ผมคิดว่าจะตรงกับเจส ผมคิดว่าเธอต้องถ่ายทอดมันออกมาได้ดีโดยที่ไม่ทำให้รู้สึกขี้อวดจนเกินไป”
ตลอดช่วงเวลาที่เขียนบทฯ คินเบิร์กต้องคิดถึงไอเดียต่างๆ สำหรับการก้าวไปอยู่เบื้องหลังกองเพื่อกำกับภาพยนตร์เป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งเป็นพัฒนาการอย่างเป็นธรรมชาติของผู้เขียนบทฯ – ผู้อำนวยการสร้างฯ ที่อยู่ในฉากเรื่อง X-Men: The Last Stand, X-Men: First Class, X-Men: Days of Future Past และ X-Men: Apocalypse ตลอดเวลา รวมถึงเรื่อง Deadpool ทั้ง 2 ภาคและ Logan ด้วย
“ผมรู้สึกว่าอยากกำกับหนัง” เขากล่าว “ผมอยู่ในโลกใบนี้มานานมาก แต่ก็อยากเขียนเรื่องราวที่ผมรู้สึกว่าถ่ายทอดออกมาได้อย่างสบายใจด้วย เมื่อผมรับหน้าที่นี้และเริ่มคิดถึงประเด็นต่างๆ ในหนัง ผมรู้สึกว่ากับเรื่องราวมากเลย มันไม่ได้รู้สึกแค่ผมกำกับฯ ได้เท่านั้น แต่ยังรู้สึกว่าผมต้องกำกับฯ ให้ได้อีกด้วย มันเหมือนกับเรามีลูกสักคนแล้วต้องยกให้กับคนแปลกหน้า ผมนึกภาพนั้นไม่ออกเลย”
การกำกับภาพยนตร์ทำให้คินเบิร์กมีโอกาสกำหนดแนวทางและโทนเรื่องของ X-MEN: DARK PHOENIX โดยอิงจากเรื่องราวในโลกแห่งความจริง และคอยให้คำแนะนำเรื่องการแสดงให้นักแสดงในฉากด้วย โดยมีจุดมุ่งหมายที่การสร้างภาพยนตร์เอ็กซ์-เม็นที่มีความแข็งแกร่ง ชวนสงสัย มีความเข้มข้น สะเทือนอารมณ์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นเรื่องราวที่เน้นตัวละครมากขึ้น มีเรื่องของมนุษย์ลึกซึ้งกว่าเรื่องที่ผ่านมา เพราะเอ็กซ์-เม็นต้องรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับจีน ความจงรักภักดีที่หายไป และสมาชิกใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมา แต่สุดท้ายเพื่อปกป้องทั้งจีน เกรย์และจักรวาลเอาไว้ เอ็กซ์-เม็นต้องหาวิธีจัดการเรื่องความแตกต่างของพวกเขา และร่วมมือกันเพื่อจุดหมายเดียว
“มีบางอย่างทำให้เกิดความแตกแยก และครอบครัวเอ็กซ์-เม็นก็กลับมารวมตัวกัน หวังว่าจะเป็นการสื่อประเด็นที่ดีเรื่องการเอาตัวรอดและความสามัคคีกัน เพื่อข้ามผ่านอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และสร้างความแตกแยกได้” คินเบิร์กกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่เราสร้างขึ้นมาหรือครอบครัวที่แท้จริงของเรา ซึ่งทุกอย่างที่รวมกันทำให้เราแข็งแกร่ง
“หนังเรื่องโปรดของผมจะต้องมีคำถามที่ชวนคิด มีคำถามที่กระทบความรู้สึกของผู้ชม” คินเบิร์กเล่าต่อว่า “X-MEN: DARK PHOENIX ตั้งคำถามสำคัญที่มีความลึกซึ้ง หากเรารักใครสักคนเราจะปล่อยพวกเขาไปเมื่อไหร่? หรือเราจะอยู่เคียงข้างพวกเขาตลอดไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แม้ว่าเราจะต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย? ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะตอบคำถามนั้นได้มั้ย แต่ถ้าผมต้องตอบก็คงจะตอบว่าผมไม่มีทางทิ้งคนที่รักไปแน่นอน”
นี่เป็นตอนจบที่เหมาะสมของการฉายภาพยนตร์แฟรนไชส์ X-Men มาอย่างยาวนาน 18 ปีแล้ว โดยเรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX จะเป็นที่สุแห่งตำนานหลังจากผลงานภาพยนตร์ที่น่าประทับใจ 12 เรื่อง โดยพาร์คเกอร์เป็นผู้สร้าง X-Men ปี 2000 ขึ้นมาได้เล่าว่าประสบการณ์ที่ได้นำแฟรนช์มาบรรจบครบรอบได้มันค่อนข้างหวานอมขมกลืนอยู่บ้าง
“สิ่งที่เราทำได้ในภาคแรกคือการแนะนำโทนเรื่องที่เราอยากให้สายตาส่วนใหญ่ได้เห็น ซึ่งตอนนั้นยังไม่สามารถเข้าใจถึงภาพยนตร์จากหนังสือการ์ตูนอย่างที่เรารู้จักกันได้” พาร์คเกอร์กล่าว “ในความคิดของผมมันเหมือนกับจุดเปลี่ยนของเกมเลยครับ ตั้งแต่นั้นมาภาพยนตร์จากหนังสือการ์ตูนกลายเป็นสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นและปูทางได้อีกไกล ผมรู้สึกว่าเราเพิ่งเริ่มเห็นการเล่าเรื่องราวที่หลากหลาย ซึ่งมันมีความเป็นไปได้ในโลกใบนี้และตัวละครเหล่านี้ ผมดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็กังวลว่าเราจะต้องเดินหน้ากันอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่ยาวนาน”

X-MEN - DARK PHOENIX

รายละเอียดการถ่ายทำ X-MEN: DARK PHOENIX

เมื่อภาพยนตร์เรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX มีเนื้อหาสำคัญและโทนเรื่องที่ต่างไปจากหนังเรื่อง X-Men ที่ผ่านมาทุกเรื่อง ภาพลักษณ์ของหนังก็ต้องมีความแตกต่างไปเหมือนกัน “หลังจากช่วงระยะเวลาเกือบ 20 ปีในการสร้างสไตล์ภาพยนตร์เรื่อง X-Men ขึ้นมา คราวนี้มันถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว” ไซมอน คินเบิร์กกล่าว “ผมรู้สึกว่าโทนเรื่องที่ดูมีความกล้าหาญมากขึ้นจะเหมาะกับเรื่องนี้ เพราะผมอยากให้มันดูเข้มข้น มีความคุ้นตาและมีความเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น หน้าที่ของผมคือต้องแน่ใจว่าทุกคนเข้าใจว่าเรากำลังสร้างหนังเรื่อง X-Men ที่ต่างไปจากเรื่องก่อนๆ โดยหนังเรื่อง X-Men จะต้องให้ความรู้สึกที่สมจริงมากขึ้น ต้องเข้าถึงผู้ชมมากขึ้น และต้องรู้สึกได้ถึงการทำลายล้างอีกครั้ง”

“นี่เป็นหนังเรื่อง X-Men ที่ติดต่อกันเป็นเรื่องที่ 3 ของผมแล้ว” ทอดด์ ฮอลโลเวลกล่าว เขาทำหน้าที่เป็ฯทั้งผู้อำนวยการสร้างฯ และผู้กำกับกองย่อยในเรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX “ไซมอนอยากทำหนังเรื่องนี้ในแนวทางที่ต่างไป เขาเล่าว่ายิ่งโลกใบนี้มีความสมจริงมากขึ้น มันก็จะยิ่งดีขึ้นสำหรับเนื้อเรื่อง เราพยายามสร้างขึ้นมาในแบบนั้น และมันเป็นตัวกำหนดทิศทางผลงานทางด้านศิลปะ การออกแบบฉาก การออกแบบเครื่องแต่งกาย รายละเอียดต่างๆ และทุกอย่าง ทุกคนมีความระมัดระวังที่จะทำอะไรซ้ำแบบเดิมมาก”
ภาพยนตร์เรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX ใช้เวลาถ่ายทำนานกว่า 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2017 ทั้งภายในและโดยรอบมอนทรีอัล ผู้ออกแบบฉากคล้อด พาเร่ (It, Rise of the Planet of the Apes) ได้สร้างฉากที่ดูสมจริงอย่างที่คินเบิร์กให้ความสำคัญ ทำให้ภาพยนตร์ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น “สิ่งแรกที่เราคุยกันคืออยากทำให้หนังเรื่องนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริง” พาเร่กล่าว “เราอยากให้โทนสีดูมืดลง ไม่มีสีสันฉูดฉาดเหมือนหนังเรื่องก่อนๆ ไซมอนเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ เขาจะระมัดระวังเรื่องภาพลักษณ์สิ่งต่างๆ มาก”
“คล้อดเป็นคนหนึ่งที่มีแนวทางในการสร้างโลกใบนั้นขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งความจริงหรือโลกในจินตนาการก็ตาม” คินเบิร์กกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นดวงดาวที่อยู่นอกโลกหรือบรรยากาศเมืองที่อยู่ระดับล่างก็ตาม เขาเป็นคนที่มีความพิถีพิถันมาก ตั้งแต่ช่วงเริ่มการทำงานครั้งนี้ ผมบอกคล้อดว่าอยากสร้างโลกใบนี้ที่จับต้องได้ ผมไม่อยากใช้กรีนสกรีนหรือสร้างฉากขึ้นมาหลอกๆ ผมอยากให้นักแสดงได้สัมผัสบรรยากาศในฉากแบบจับต้องได้ และผู้ชมเองก็จะรู้สึกว่าเนื้อเรื่องมีความเข้าถึงได้และดูสมจริงขึ้นในทันที”
หน้าที่ของพาเร่คือการสร้างบรรยากาศที่จีนใช้ชีวิตอยู่ในช่วงวัยเด็ก เธอต้องกลับไปหาความเรียบง่ายเพื่อไขปริศนาเกี่ยวกับอดีตของเธอ แต่การเดินทางนั้นกลับเป็นจุดแตกหักระหว่างจีนและเอ็กซ์-เม็น จนทำให้ราเวนต้องตายลงในที่สุด
“ฉากหนึ่งที่ผมชอบคือบริเวณบ้านของจีนครับ” คินเบิร์กกล่าว “มันมีบ้านหลังเล็กๆ มีทางโค้งเล็กๆ และสะพานที่ดูไม่แข็งแรงสักเท่าไหร่ บ้านแต่ละหลังมีรายละเอียดเฉพาะตัวที่ต่างกันโดยสร้างขึ้นมาสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในนั้น มีทั้งชาวประมง คนขับรถบรรทุก คู่สามีภรรยาที่ชอบทะเลาะกัน โดยไอเดียของแต่ละหลังจะมีรายละเอียดของตัวละเอียดซ่อนอยู่ สนามหญ้าของพวกเขาเป็นแบบไหน มีของเล่นหรือขยะอะไรอยู่รอบบริเวณบ้านของเขาบ้าง ทุกอย่างจะเป็นการเพิ่มรายละเอียดให้ตัวละคร นักแสดงและผู้ชมครับ”
ถนนที่อยู่รอบบริเวณบ้านถูกสร้างขึ้นมาจากไม่มีอะไรเลย “เราเริ่มจากพื้นที่เป็นดินลูกรัง” พาเร่กล่าว “เราสร้างบริเวณบ้านให้ดูเป็นบรรยากาศของคนชั้นล่าง-ชนชั้นกลาง ผอยากให้มีสะพานตรงนั้นเพื่อให้ผู้คนขับรถผ่าน แต่ไม่มีใครหยุดตรงนั้น และตรงปลายทางผมอยากให้มีสนามประจุไฟฟ้าที่มีทั้งพวกเสาไฟ ตึกสูงและสายไฟ เรามีการราดพื้นยางมะตอยแต่ยังมีก้อนกรวดนำทางมาถึงในฉากต่างๆ ไม่มีพื้นที่ทางเดิน บ้านทุกหลังถูกสร้างขึ้นมาในโรงงานก่อนและเรานำมารวมกันในฉาก ทีมตกแต่งฉากสร้างผลงานได้อย่างน่าทึ่งด้วยการนำสายไฟมาแขวนพาดบ้านแต่ละหลัง มีสายเคเบิล รางน้ำ ทุกอย่างดูแล้วเหลือเชื่อมากเลย”
เมืองที่แต่งขึ้นมาอย่างจีโนชาก็ต้องใช้ความพยายามในการสร้างอย่างมากเช่นกัน ที่นั่นเป็นเกาะที่ตัวละครอีริคของฟาสเบ็นเดอร์อาศัยอย่างสงบร่วมกับเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่ถูกเนรเทศออกมา รวมถึง 2 ตัวละครใหม่อย่าง ซีลีน (โคตา อีเบอร์ฮาร์ท) และ เรด โลตัส (แอนดรูว์ สเตห์ลิน) ในเมืองนั้นก่อสร้างขึ้นบนพื้นที่ๆ ห่างจากตัวเมืองมอนทรีอัล 1 ชั่วโมง “ที่นั่นเหมือนที่หลบภัยสำหรับมนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่มีที่ไป” ฟาสเบ็นเดอร์อธิบาย “มันเป็นเมืองที่อยู่กันอย่างเรียบง่าย ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในกรอบและมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง”
ความสงบนั้นได้หายไปเมื่อจีนเดินทางมาถึง เธอมาตามหากลุ่มของอีริค ดูว่าจะรับมือกับพลังใหม่ที่เธอได้รับมาดีแค่ไหนเพื่อทำให้ราเวนฟื้นขึ้นจากความตาย “มุมของดาร์ค ฟีนิกซ์ในตัวเธอจะมีความสุขกับการสร้างความเจ็บปวดให้ผู้คน มีความสุขกับความเจ็บปวด และผมว่าเธอคงคิดอีริคจะรู้สึกในแบบเดียวกัน เธอมาเพื่อหาการสนับสนุนความรู้สึกนั้น แต่แน่นอนว่าอดีตของอีริคแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาต้องวนเวียนอยู่กับความรุนแรงเพราะตัวเขามีแต่ความแค้น ซึ่งเขาไม่พอใจกับชีวิตแบบนั้นสักเท่าไหร่”
เมื่อเจ้าหน้าที่ออกตามหาจีนจนมาถึงจีโนชา ที่นั่นจึงกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างอีริคและจีน อีริครู้สึกทึ่งที่ได้เห็นความสามารถของจีนอย่างเต็มตัว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการต่อสู้อย่างสุดกำลังบนเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ ซึ่งเป็นฉากที่ต้องใช้ร่างกายแสดงอย่างหนัก ผู้กำกับกองถ่ายย่อยและผู้ควบคุมการแสดงผาดโผน กาย นอร์ริส (Mad Max: Fury Road) รับบทบาทสำคัญในการควบคุมรายละเอียดของฉากต่างๆ “ผมดูเหมือนเรากำลังสร้างหนังสงครามที่บังเอิญมีซูเปอร์ฮีโร่อยู่ในเรื่อง ฉะนั้นการแสดงผาดโผนและการแสดงต่างๆ ต้องสมจริงในกล้องที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรักในการทำงานมาก” นอร์ริสกล่าว
“ในฉากมีเฮลิคอปเตอร์จริงทำงานอยู่และข้าวของรอบตัวก็มีการระเบิดขึ้น” คินเบิร์กกล่าว “ความหลุดโลกยู่ที่บนเฮลิคอปเตอร์นั้นมีไมเคิลและโซฟีกำลังต่อสู้กันอยู่ นั่นเป็นเฮลิคอปเตอร์ของจริงนะ” เฮลิคอปเตอร์มีน้ำหนักประมาณ 4,000 ปอนด์ถูกแขวนอยู่บนสายเคบิลและมีเครนยกเอาไว้ ซึ่งจะมีการลบออกจากเฟรมในช่วงหลังการถ่ายทำ “เราสามารถควบคุมทิศทางไปมาได้ตามที่ต้องการว่าอยากให้โซฟีหรือไมเคิลเป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้เพื่อควบคุมเฮลิคอปเตอร์นั้น” คินเบิร์กกล่าว “พวกเขาต้องเข้าฉากกับเฮลิคอปเตอร์จริง มีคนอยู่ในนั้นจริง ซึ่งบางครั้งจะอยู่สูงจากไมเคิล ฟาสเบ็นเดอร์ 10 หรือ 15 ฟีต ทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด”
ฟาสเบ็นเดอร์เองก็ต้องพบกับฉากการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งมีการถ่ายทำกันล่วงหน้าที่ Fifth Avenue แม็กนีโต้ (อีริค) และบีสต์ (แฮงค์) ตั้งใจจะล้างแค้นจีนที่ตั้งใจฆ่าราเวน โดยเดินทางไปที่สถานฑูตที่จีนหลบซ่อนตัวอยู่กับศัตรูประหลาดซึ่งเป็นตัวละครของเจสสิก้า แชสเทน สำหรับการพังเข้าไปในตึกแม็กนีโต้ต้องยกรถไฟใต้ดินจากด้านล่างถนน เพื่อใช้เป็นตัวขู่ให้เปิดทางสู่สถานฑูต
“เราสร้างถนนนิวยอร์คทั้งเส้นขึ้นมาในโรงถ่าย เราสามารถควบคุมและระเบิดทุกอย่างได้” คินเบิร์กอธิบาย นั่นเป็นฉากที่มีความซับซ้อนในการถ่ายทำ ช่วงที่ไมเคิลเข้ามาในสถานทูตและขบวนรถไฟพุ่งชนด้านหลังของเขา ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงทั้งหมด ขบวนรถไฟนั้นถูกแขวนอยู่บนเชือก เป็นขบวนรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วอยู่ด้านหลังไมเคิล ฟาสเบ็นเดอร์ และด้านหลังของไมเคิลก็มีการระเบิดกำแพง ทุกอย่างหยุดชะงักตรงด้านหลังที่ห่างจากเขาไปเพียงไม่กี่นิ้ว เราไม่ทันคาดคิดว่าเศษกำแพงจะมาโดนหัวของเขา แต่ชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ หล่นลงมาโดนข้างๆ แต่เนื่องจากไมเคิล ฟาสเบ็นเดอร์เป็นคนที่สู้ เขาไม่ยอมถอยหลังหรือกะพริบตาเลยสักนิด และขอบคุณพระเจ้าที่เขาไม่ยอมถอยเพราะเรามีโอกาสแค่เทคเดียว”
แม้แต่ช่วงที่มีความซับซ้อนในการถ่ายทำที่สุด คินเบิร์กก็ยังดูนิ่งสงบเหมือนเดิม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ฮัตช์ พาร์คเกอร์รู้สึกว่าน่าประทับใจมากสำหรับการทำหน้าที่ผู้กำกับฯ ครั้งแรกของเขา “ผมรู้สึกประทับใจที่เขาทำหน้าที่นั้นได้อย่างสบายๆ เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเขียนหรือการผลิตที่ไม่ง่ายเลย” พาร์คเกอร์กล่าว “ซึ่งข้อดีคือเขาผูกพันกับเนื้อเรื่องมาอย่างยาวนาน และเขาเป็นผู้อำนวยการสร้างฯ ในหลายเรื่องมาแล้ว เขามีความใกล้ชิดและเห็นแฟชั่นทุกอย่างชัดเจนมาก เขารู้จักตัวละครนี้ดีโดยเฉพาะนักแสดงเหล่านี้ เขามีความอุ่นใจและรู้สึกว่าทุกคนเหมือนคนในครอบครัว เขาแค่แสดงฝีมือออกมาและนั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีมาก”
คินเบิร์กเล่าว่าเขาเองก็รู้สึกอุ่นใจเมื่อรู้ว่าเขาได้ผู้ร่วมงานที่มีความเหมาะสมสำหรับทุกแผนก นอกจาก พาเร่แล้วผู้สร้างภาพยนตร์ยังได้ร่วมงานกับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายแดเนียล ออร์แลนดิ (Logan) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตัวละครทั้งหมดขึ้นมา รวมถึงเครื่องแบบใหม่ที่เอ็กซ์-เม็นสวมใส่กันด้วย “เราผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะได้เครื่องแบบที่เหมาะสม ผมอยากให้มันดูตรงตามหนังสือการ์ตูนเอ็กซ์-เม็น” ออร์แลนดิกล่าว “เราดูการ์ตูนย้อนหลังและศึกษาข้อมูลจากในนั้น ดูว่าชุมีความโดดเด่นตรงไหนและมีลวดลายยังไง เราอยากให้ชุดมีความทันสมัยและเรียบง่าย”
ผู้ออกแบบฉากเจ้าของรางวัล Oscar® เมาโร ฟิโอเร่ (Avatar, Training Day) ตั้งใจช่วยคินเบิร์กสร้างภาพลักษณ์ที่ดูเป็นธรรมชาติอย่างที่ผู้เขียนบทฯ – ผู้กำกับฯ ต้องการสำหรับเรื่อง X-MEN: DARK PHOENIX ซึ่งสุดท้ายแล้วยังมีภาพจากกล้องแฮนด์เฮลด์ที่ดูน่าทึ่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับเอ็กซ์-แฟรนไชส์ด้วย
“ในภาพยนตร์ X-Men เรื่องก่อนๆ และในเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่มีความเหมาะสม ทั้งในแง่ขนาดที่ยิ่งใหญ่ระดับฮอลลีวูดและการเป็นภาพยนตร์จากหนังสือการ์ตูน พวกเขาพยายามใช้ภาพที่มีความนุ่มนวล มีการใช้เครนเคลื่อนย้ายกล้องและใช้ดอลลี่ ทุกอย่างจะดูราบรื่นมาก” คินเบิร์กกล่าว “แทนที่จะให้กล้องอยู่นิ่งๆ แล้วตัวละครแสดงและขยับเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ แต่ในเรื่องนี้กล้องจะมีการเคลื่อนไหวไปด้วย ซึ่งทำให้ได้ภาพที่ดูสมจริงอย่างที่เราคุยกันในฉาก มันรู้สึกเหมือนทุกอย่างจะมีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ให้เห็น ส่วนฉากแอ็คชั่นจะเป็นสิ่งที่ผู้ชมสัมผัสความรู้สึกได้มากที่สุด แต่ในฉากที่มีการพูดคุยกัน เราก็จะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของตัวละครที่อยู่ใกล้กัน”
ในขั้นตอนช่วงหลังการถ่ายทำเองก็ต้องมีความงดงามในแบบเดียวกัน ช่วงที่ฉากแอ็คชั่นมาถึงงการตัดต่อขั้นสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นฉากนอกอวกาศหรือใจกลางเมืองแมนฮัตตัน ผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ที่เข้าชิงรางวัล Oscar® ฟิล เบร็นแนน (Logan, Snow White and the Huntsman) เล่าว่า “สำหรับฉากต่อสู้ครั้งใหญ่ที่เอ็กซ์-เม็นใช้พลังวิเศษของพวกเขากลางที่สาธารณะในเมืองนิวยอร์ค นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้เห็นในหนังเอ็กซ์ ซึ่งเป็นฉากที่ที่สาธารณะจะได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย” เบร็นแนนกล่าว “มันฉากที่น่ากลัวมากครับ”
อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญซึ่งเบร็นแนนต้องเผชิญคือการสร้างภาพลักษณ์สุดท้ายที่เรียกกันว่าเอ็ฟเฟ็กต์ของฟีนิกซ์ให้เรียบร้อย ซึ่งจะมีแสงออกมาจากผิวหนังของจีน เกรย์เวลาที่เธอถูกอำนาจครอบงำ “เอ็ฟเฟ็กต์ของฟีนิกซ์เสิ่งที่เราใช้เวลานานมากเพื่อทำให้มันออกมาถูกต้อง” เบร็นแนนกล่าว “ในการสร้างเอ็ฟเฟ็กต์ตลอดทั้งเรื่อง เอ็ฟเฟ็กต์ของฟีนิกซ์จะปรากฎในรูปแบบที่ต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ในช่วงแรกจะมีการแสดงเอ็ฟเฟ็กต์ฟีนิกซ์ออกมาเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งถึงตอนท้ายเรื่องช่วงที่เอ็ฟเฟ็กต์ของฟีนิกซ์ถ่ายทอดอย่างเต็มพลังจะมีความยิ่งใหญ่กว่ามาก แสดงออกทางผิวหนัง ดวงตา และทางอารมณ์ของเธออย่างเต็มที่
“แถมมันยังส่งผลต่อบรรยากาศที่อยู่รอบตัวเธออกด้วย” เบร็นแนนเล่าต่อว่า “มันจะเหมือนกับคลื่นช็อคเวฟ ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีความสำคัญ ทำให้เกิดทั้งหมอกควัน เปลวไฟ และลุกไหม้เป็นเพลิง คล้ายกับภายในของลาวาเลย มีองค์ประกอบหลายอย่างที่มารวมตัวกันแล้วเกิดเอ็ฟเฟ็กต์ของฟีนิกซ์ขั้นสูงสุด แต่ทุกอย่างก็ขึ้นกับอารมณ์ของจีนด้วย”
สิ่งที่เสริมพลังให้ภาพยนตร์คือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ชวนตรึงใจของฮานส์ ซิมเมอร์ ผลงานของนักประพันธ์ดนตรีเจ้าของรางวัล Oscar® ได้สร้างความเข้มข้นให้ X-MEN: DARK PHOENIX เป็นการตอกย้ำประเด็นของเรื่องราว และช่วยสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานในโรงภาพยนตร์ให้ผู้ชม รวมถึงช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการผจญภัยของจีน เกรย์อีกด้วย “ผมรักการแต่งเพลงของเขาที่บางครั้งมันไม่ใช่เพลง แต่เป็นแค่เสียงดนตรี” คินเบิร์กเล่าถึงซิมเมอร์ “มันไม่ใช่แค่การสร้างบรรยากาศและทำให้รู้สึกเบาสบาย มันฝังความรู้สึกลึกเข้าถึงผิวหนังของเราได้เลย มันมีผลต่ออารมณ์เวลาเป็นฉากที่ต้องสร้างอารมณ์ แต่ก็ไม่ทำให้มีความอ่อนไหวจนเกินไป นั่นคือสิ่งที่เราต้องการในหนังเรื่องนี้เลยครับ”


ENGLISH VERSION

TWENTIETH CENTURY FOX Presents
In Association with MARVEL ENTERTAINMENT
A KINBERG GENRE / HUTCH PARKER Production

“X-MEN: DARK PHOENIX”

JAMES McAVOY
MICHAEL FASSBENDER
JENNIFER LAWRENCE
NICHOLAS HOULT
SOPHIE TURNER
TYE SHERIDAN
ALEXANDRA SHIPP
and JESSICA CHASTAIN

Costume Designer
DANIEL ORLANDI

Music by
HANS ZIMMER

Visual Effects Supervisor
PHILIP BRENNAN

Film Editor
LEE SMITH, ACE

Production Designer
CLAUDE PARÉ

Director of Photography
MAURO FIORE, ASC

Executive Producers
STAN LEE
JOSH McLAGLEN

Produced by
SIMON KINBERG, p.g.a.
HUTCH PARKER, p.g.a.
LAUREN SHULER DONNER
TODD HALLOWELL

Written and Directed by
SIMON KINBERG

Who are we?
Are we simply what others want us to be?
Are we destined to a fate beyond our control?
Or can we evolve, become something…. more?

From writer-director Simon Kinberg comes the most radical X-Men film ever made: X-MEN: DARK PHOENIX tells the iconic story of Jean Grey’s transformation from gifted mutant into the most powerful force in the universe. The culmination of a superhero saga nearly two decades in the making, the spectacular new blockbuster is part science-fiction thriller, part character-driven drama, posing intriguing questions about identity and destiny.
During a life-threatening mission to outer space, Jean Grey is nearly killed when she absorbs a cosmic entity that leaves her with powers far beyond anything she or any other mutant has ever possessed. Once she returns home to Earth, she struggles with these near-godlike abilities, but the force inside her is too overwhelming to contain. Spiraling out of control, Jean hurts the ones she loves most. Her actions tear the X-Men apart, and the heroes find themselves deeply compromised at a time when they must face their most dangerous enemy yet—one of their own.
The emotional story of a divided hero, a divided family and a divided world, X-MEN: DARK PHOENIX stars James McAvoy, Michael Fassbender, Jennifer Lawrence, Nicholas Hoult, Sophie Turner, Tye Sheridan, Alexandra Shipp and Jessica Chastain. The film was written and directed by Simon Kinberg and produced by Simon Kinberg, p.g.a., Hutch Parker, p.g.a., Lauren Shuler Donner and Todd Hallowell.

X-MEN: DARK PHOENIX: THE TRUE CULMINATION OF THE X-MEN SAGA

What do you do when the person you love becomes the world’s greatest threat?
It’s the question at the heart of one of the most enduring storylines in the decades-long history of the X-Men comic books, the Dark Phoenix saga. Written by industry legend Chris Claremont and illustrated by artist John Byrne in 1980, the story in many ways represents the ultimate X-Men tale: Jean Grey is transformed into a force that not even her mutant family can comprehend. She becomes an outsider among outsiders, a being beyond the reach of even those closest to her.
“The Dark Phoenix saga is one of the most beloved of the X-Men series in its long lineage, primarily because it’s not a story where you have heroes and villains, black and white,” says Simon Kinberg.
A lifelong comic book fan, Kinberg felt it was important to tell the Dark Phoenix saga on the big screen in a way that would truly do justice to its distinguished legacy. The writer-director has been a presence on the X-Men films since 2006’s X-Men: The Last Stand, having either written or produced every installment in the series (in some cases, serving as both writer and producer). The 2006 film included aspects of the Dark Phoenix story, but more than 10 years on, the time was right for a darker, grittier, much more faithful adaptation that would serve as a capstone to nearly two decades of superhero filmmaking. Kinberg not only wrote the script for this new telling, but he also makes his directorial debut with the film.
At its core, this is a tale of a woman struggling with her personal demons, and only the love of her family—the X-Men—can save her soul, and the world. “This movie’s very different from the previous X-Men movies,” Kinberg says. “The source material is different from the other X-Men comics that we’ve drawn upon in the past. It’s more psychologically complex and emotionally volatile. The emotions it gets into are rawer than a lot of the other X-Men comics.”
Kinberg had a supportive partner in his quest to make a more character-driven X-Men film—producer Hutch Parker, who has been involved with the franchise since the beginning, first as an executive at 20th Century Fox and later as a producer on the series beginning with 2013’s The Wolverine. “X-MEN: DARK PHOENIX was an opportunity to do something unique and more specific in ways that previous movies haven’t really had the opportunity to be,” Parker says. “This film is a much more thorough investigation and much truer to Jean as a character. This feels very different, with a different tone and a different sense of cinematic style that is appropriately suited to the story we’re telling.”
When X-MEN: DARK PHOENIX opens, it’s 1992. The X-Men, now widely beloved superheroes who enjoy celebrity status, are called upon by the U.S. government to save imperiled astronauts whose mission has gone horribly wrong. Over the objections of Raven (Jennifer Lawrence), the team climbs into the X-Jet and heads out on a life-threatening rescue mission. Among the stars, a mysterious cosmic entity targets Jean Grey (Sophie Turner), overwhelming her body and, at first, appearing to claim her life. When she does awaken, Jean initially feels strong, recharged. But back on Earth, she begins to realize that she’s attained powers beyond her understanding, or her control.
As she uncovers long-held secrets about her past—truths kept from her by Charles Xavier (James McAvoy)—she becomes increasingly destructive, lashing out at those closest to her in paroxysms of anger and despair. “What happens with Jean when she comes back from space is that she has a power she can’t control inside of her, and it’s escalating and intensifying everything inside Jean, which can unleash or liberate aspects of her personality,” Kinberg says. “That’s power, emotion and rage, and that’s passion.”
Desperate to help Jean regain her equilibrium, Raven reaches out to her as a mentor and friend. But Jean turns her fury on Raven, killing her. That shocking event rips apart the X-Men—some of the mutants insist that they must go to any lengths to save their friend, while others believe they need to stop her before any more lives are lost.
“What was most intriguing to me and why this story has spoken to so many people is that on a very human level, it’s about someone you love starting to unravel psychologically,” Kinberg says. “What happens when people lose themselves in real life is that their loved ones hold on and want to help or save them. Sometimes you get dragged down with them and there are others who, at a certain point, give up on them. This movie is about that question of, when do you let go and give up on someone you love.”
It was more than three years ago that Kinberg began to contemplate the idea of tackling a definitive version of the Dark Phoenix saga. At that point, production on 2016’s X-Men: Apocalypse was nearing completion—that film told a disaster story writ large with elaborate set pieces and eye-popping special effects, which left less time for exploring the ever-evolving relationships among the mutants. When considering what adventure could logically follow in the wake of such a massive blockbuster style of film, Kinberg wanted a complete change of pace.
“I missed some of the more intimate character work of the other X-Men films,” he says. “I wanted to do something more grounded.”
By that point, the X-Men franchise had progressed to a place where the series could easily accommodate something less stylized and more daring—comic book movies as a genre also had proved time and again that they could serve up substantive themes and compelling character work inside mass entertainments. No film underlined that fact better than 2017’s Logan, which saw Academy Award®-nominated actor Hugh Jackman reprise his signature role as The Wolverine for one final time in an R-rated, powerfully dramatic standalone story of sacrifice and redemption.
“Certainly, Logan was a validation of the belief that you could do a drama in this space and still satisfy the traditional comic book audience, in fact maybe exceed that expectation,” Parker says.
It was also finally time for an X-Men movie to have a female lead. The women in the X-Men films—played by powerhouse actresses from Famke Janssen to Halle Berry—were complicated, dynamic, and always had agency, but their stories never quite came to the fore. After nearly 20 years, X-MEN: DARK PHOENIX is squarely focused on the journey of Jean Grey and the women who surround her—including Jennifer Lawrence’s Raven and Jessica Chastain’s Smith, a villainous new presence who encourages Jean to abandon her humanity and give in to her darkest urges.
“Now was the time for a female-led superhero movie, and the DARK PHOENIX story is the most powerful female-led storyline in X-Men history,” Kinberg says. Additionally, Kinberg sought to craft an adventure that would offer a much more nuanced depiction of good and evil appropriate to our turbulent times. He wanted to emphasize the duality that can exist within the same person, the darkness and the light.
“We’ve gotten to a place where audiences are ready for a disruptive, radical story where a good guy goes bad, where a hero loses control and becomes destructive, even homicidal,” Kinberg says. “Comics, and even comic book moves, tend to tread in good guys and bad guys, heroes and villains. When the hero does something villainous or when a good guy does something bad, it’s shocking. You’re not sure what you’re rooting for.
“Right now, we’re living in a world that is a little upside-down politically and socially,” he continues. “Everything’s not as binary as it used to be. There’s not a lot of unity. Everybody feels like they’re splitting apart. A story about a character who is herself splitting apart, and as a result of that, is splitting apart the family of the X-Men, it felt very relevant.”
Months before he began writing the screenplay in earnest, Kinberg met with actress Sophie Turner to discuss his ambitious plans for the superhero drama. Turner had played Jean before in X-Men: Apocalypse, but X-MEN: DARK PHOENIX would require a different kind of commitment from the Game of Thrones star.
“I told her that her character essentially becomes schizophrenic, starts to lose her identity and ultimately it coalesces into two identities, which is Jean, who’s getting smaller and weaker, and Phoenix, who’s becoming stronger and stronger,” Kinberg says. “I told her she was going to have to play the trauma of losing her mind and killing people that she loves, and every possible color on the emotional spectrum.”
From the outset, Turner was excited by the opportunities afforded by the storyline and was eager to tackle the central role in the new film. “It was daunting,” says Turner. “Simon really wanted to put the story and Jean’s journey at the forefront because so often in superhero movies the real arcs and the stories can get lost behind the big, fabulous stunts.”
“The thing about the Jean Grey/Dark Phoenix story is that she’s not a villain, but she’s not a superhero who’s going to save the world and everything’s fine,” Turner adds. “She’s one of the few characters that’s very tormented and broken. There’s a realism to her, it’s painful and her experiences remind you of mental illness. It’s not too fantastical for people to comprehend. There’s no black or white with her, it’s a very gray area. It’s a struggle that’s very true to a lot of people and that’s why people love her.”
After Kinberg and Turner’s initial meeting, Kinberg began sending the actress research material to prepare her character. “I went home and found a ton of YouTube clips and other documents to send her about schizophrenia and multiple personality disorder to get her to start thinking intellectually about it before thinking about it emotionally,” says Kinberg. “She devoured it all and came back at me with a bunch of questions and ideas almost instantaneously.”
Their ongoing dialogue influenced Kinberg as he completed various drafts of the script. As he worked, another important story point emerged that called into question Charles Xavier’s role as the leader of the X-Men and the inadvertent catalyst behind Jean’s transformation. When the film opens, Charles is relishing his privileged status as the leader of the mutants—something he enjoys, Raven rightly points out, even though he’s rarely the one on the frontlines.
“There were a lot of things that I wanted to explore that we’ve never explored in these movies before—like Charles creating a superhero team called the X-Men, named after himself,” Kinberg says. “He’s a guy who lives in a mansion, who doesn’t leave that mansion and throws a whole lot of other people in harm’s way, many of them who are quite young. I wanted to examine that and problematize that. There’s an ego attached to that and a very patriarchal, paternalistic quality to it. We live in an age now where that doesn’t go without notice, and it has gone without notice for decades of the comic book and for now two decades of the movies.”
Actor James McAvoy, who has played Xavier in three earlier X-Men films, was intrigued to explore new facets of the character. “Charles in this movie, he starts to believe his own hype,” McAvoy says. “He’s on the cover of Time magazine. He is very much the public face of the X-Men—he’s congratulated for all their work. He’s the guy on the red carpets, shaking hands with presidents. He is very much like a father who loves his children and believes that they are capable of anything. That all sounds positive, but the downside of it is that, if they don’t achieve everything, if they fall short of the very lofty expectations the world and Charles has put on his team, he feels that somehow reflects badly on him.”
When Charles ignores Raven’s misgivings about the interstellar rescue mission and sends the team into space, Jean’s fate is sealed. What’s more, when she learns that Charles has erected barriers in her mind to protect her from painful truths about her past, she feels deeply betrayed, further fueling her violent leanings. “She comes back to Earth with a nagging curiosity and desire to find these missing parts of her life that Charles has hidden from her,” McAvoy says. “When she realizes what he’s done, there’s a sentiment of justified righteous anger there—instead of allowing her to process a difficult childhood, Charles disrespected her by locking her memories away. When that trauma reemerges, it galvanizes that dark power within her.”
Those events lead directly to the confrontation that result in Raven’s demise. The decision to kill off the character was one that Kinberg did not arrive at lightly, but he felt it was crucial to telling the DARK PHOENIX story properly and to set up the conflict between Charles and Hank (Nicholas Hoult) and Erik Lehnsherr (Michael Fassbender).
“When I was first thinking about the movie, I knew I needed an emotionally shattering event to split the X-Men up and to make people who would normally defend Jean start to question her and to question each other,” Kinberg says. “It felt like it had to be the death of a character, and I quickly landed on Raven because of her relationship to Erik, Charles and Hank. Erik and Hank had both had romantic relationships with her. For Charles, she is like a sister to him. Killing her would have the greatest impact emotionally on the most characters. What that does for the audience is indicate that anything can happen. Nobody is safe.”
Adds Parker: “It felt like if you’re going to tackle a real crisis within the family, you have to be willing to spill some blood and feel the consequences. Raven is the one who’s most willing to confront Charles and his belief system and peel away the veneer a little bit. Raven is the character who first seizes on that idea of his hubris, is the first to challenge him about it, and subsequently, she’s the one who’s sacrificed. Her very alarms are part of what propel her forward to reach out to Jean and that is part of what leads to her death.”
Losing Raven devastates Hank, who turns against his mentor, Charles, and is determined to seek revenge. “He’s lost his soulmate,” Hoult says. “That takes Hank to a very different place than we’ve ever seen him in any of the other movies. He’s filled with this rage and desire for revenge to kill Jean for what she did.”
Chastain’s character, an alien in human disguise who covets the force that has amplified Jean’s already extraordinary abilities, soon takes Jean under her wing, becoming a very different sort of mentor than either Raven or Charles ever were. She encourages Jean to act on her dark impulses, to subjugate the lesser beings around her. The character’s end goal? To rid the planet of human life, paving the way for her alien race to inhabit Earth as their new home.
“When Simon and I first talked about this character, I had this idea of seeing the character more as someone that was emotionally removed from the outcome of what happened,” Chastain says. “She’s 1,000 times smarter than anyone on this planet. She comes to the planet, explores mankind, realizes that, in her mind, they’re bacteria. They’re a cancer. Not only are they a harm to themselves, they’re a harm to the planet. They consume everything with greed. She realizes she needs to eliminate the bacteria. She doesn’t see it as malicious. It’s not something she does based on revenge. It’s something she does for the good, in her mind, of all.”
Kinberg wrote the role specifically for Chastain—the pair became good friends after having worked together on Ridley Scott’s hit 2015 film, The Martian, which Kinberg produced.
“When I was thinking about this role of someone who was really empowered and helping Jean tap into a power that she was afraid of, and doing it in a way that was both strong and yet sly and seductive, given the nuances of all of that, I couldn’t really imagine anybody other than Jessica playing the role,” Kinberg says. “I wrote things in it that I felt would speak to her as an actress. There was some interesting drama to play and then there were some things that are somewhat feminist or political in it that I thought also would speak to Jess. I thought she would do a very good job of delivering all of that without it feeling pedantic.”
Throughout the writing process, Kinberg had been weighing the idea of stepping behind the camera to direct for the first time. It was a natural evolution for the writer-producer who had been a constant presence on the sets of X-Men: The Last Stand, X-Men: First Class, X-Men: Days of Future Past and X-Men: Apocalypse as well as the two Deadpool movies and Logan.
“I had a feeling I wanted to direct,” he says. “I’d lived in this universe so much, but I was waiting for the story that I felt like I was uniquely suited to tell. As I got into the process and started to think about the themes of the movie, I felt like very emotionally connected to it. That made me feel like not only could I direct it, but also that I had to direct it. It was like having a child and handing it to a stranger—I couldn’t imagine that.”
Directing the film gave Kinberg the opportunity to shape the tenor and the tone of X-MEN: DARK PHOENIX, to ground the story in the real world visually and to help guide the actor’s performances on set. The goal was always to create a bolder, edgier, more intense, more emotional X-Men film, one that was far more character-driven and deeply human than any that had come before. As the X-Men struggle to come to terms with what Jean’s done, with what she’s become, allegiances are fractured and new alliances formed. But in the end, to save both Jean Gray and the galaxy, the X-Men must find a way to set aside their differences and work together for a common cause.
“There is something about the splitting apart, then the coming back together, of the family of the X-Men that hopefully offers an optimistic message about our ability to survive and unify through the most extraordinary and shattering challenges,” Kinberg says. “Whether it’s the surrogate families that we build in our lives or the real families we have in our lives, it’s the coming together that makes us strong.
“My favorite movies pose provocative questions, emotional questions, to an audience,” Kinberg continues. “X-MEN: DARK PHOENIX asks profound, primal questions—if you love someone, at what point do you let them go? Or do you hold onto them forever, at all costs, even at your own peril? I don’t know that I have the answer to that, but maybe if I were to posit an answer to it, I would say to never give up on the people that you love.”
It’s a fitting conclusion to the X-Men franchise’s remarkable 18-year run. With X-MEN: DARK PHOENIX serving as the culmination of the saga after an impressive 12 films, Parker, who was there at the inception of 2000’s X-Men, says the experience of bringing the franchise full circle feels bittersweet.
“What we were able to do with the first film was introduce a tone that would have seemed, I think to most eyes, impossible in association with what we knew comic book movies to be at that time,” Parker says. “It was a game-changer in my opinion. Since then, comic-book films have become such an exciting and fertile platform. I feel like we’re only beginning to see the diversity of storytelling that’s possible within these worlds and with these characters. I’m grateful to have been a part of it, but I’m also aware that it will continue on long after all of us have moved on.”

ABOUT THE PRODUCTION

Just as X-MEN: DARK PHOENIX is thematically and tonally different from all the previous X-Men films, the look of the movie is equally distinct. “After almost twenty years of making a certain style of X-Men film, it was time for a change,” says Simon Kinberg. “I felt like a grittier tone was appropriate to this story because I wanted it to be more intense and intimate and personal. My job was to make sure that everybody understood that we were making a different kind of X-Men movie than had been made before, an X-Men movie that would feel more real, would feel more relatable hopefully to audiences, and would feel subversive again.”
“This is my third X-Men movie in a row,” adds Todd Hallowell, who is both a producer and splinter unit director on X-MEN: DARK PHOENIX. “Simon wanted to approach this one in a very different way. He said that the more real the world it can be, the better it is for the story. We’ve tried to approach it that way and that’s had an effect in the art direction, production design, costume design, props and everything. Everybody’s been very aware of that mantra.”
X-MEN: DARK PHOENIX was shot over six months beginning in the spring of 2017 in and around Montreal. Production designer Claude Paré (It, Rise of the Planet of the Apes) took the realistic approach that Kinberg wanted to heart, crafting a moodier look for the film. “The first thing we talked about was we wanted this movie to be grounded in reality,” Paré says. “We wanted a palette that was darker, not as colorful as the previous films. Simon has a really good eye—he’s very aware of what things should look like.”
“Claude is one of those people who is so inspired about the way he goes about creating worlds, whether they’re real worlds or imaginary worlds,” says Kinberg. “Whether they be alien planets or a lower-class suburb, he’s really meticulous. At the start of this process, I told Claude that I wanted to create this world physically. I didn’t want to do green screen or set extensions and fake it. I wanted the actors to be able to feel the sets in a tactile way and the audience will also feel the story in a more tactile, immediate, real way.”
Among Paré’s tasks were constructing the neighborhood where Jean had lived as a young child. She goes back to the modest street to solve a mystery about her past, but the trip becomes the site of an explosive standoff between Jean and the X-Men, resulting in Raven’s untimely death.
“One of my favorite sets is Jean’s neighborhood,” says Kinberg. “It’s six small houses with a little bend at the end and a rickety bridge. Each house has a different identity created for the people that live in it—there’s the fisherman, the truck driver, the angry married couple. Each had detailed ideas about who these characters were, what their front lawns look like and what toys or trash would be around their houses. All of that detail accrues for the characters, the actors and the audience.”
The neighborhood street was constructed entirely from the ground up. “We started with a field of gravel,” Paré says. “We created a neighborhood that is very lower- middle class. I wanted to have a bridge in there to show that people drive by, but they don’t stop there. At the other end of it, I wanted to have this field of electrical devices with pylons and towers and wires. We poured an asphalt road, but just had gravel leading to the lots, no sidewalks. All the houses were prebuilt in the shop, and we assembled them on site. The set dressing team did an amazing job putting in all the electrical wires hanging over each of these houses, the cables, the gutters, everything. It was just unbelievable.”
Just as much effort went into creating the fictional country of Genosha, an island nation where Fassbender’s Erik lives peaceably among exiled mutants including two new characters, Selene (Kota Eberhardt) and Ariki (Andrew Stehlin). The community was constructed about an hour outside of downtown Montreal. “It’s a refuge for mutants who don’t have anywhere else to go,” Fassbender explains. “It has a classic commune vibe—people living off the grid, being self-sufficient.”
That tranquility is interrupted when Jean arrives, seeking Erik’s counsel on how best to manage her newly acquired powers in the wake of Raven’s death. “The Dark Phoenix side of her is enjoying hurting people, enjoying this violence, and I think she thinks that Erik might feel some kinship to that. She comes to seek permission of a sort. But of course, Erik’s history is a lot different. He partakes in violence because of a vengefulness that’s in him. It’s not that he gets much satisfaction out of it.”
When the authorities trace Jean to Genosha, the refuge becomes the site of a battle of wills between Erik and Jean—and Erik is stunned to see the full range of Jean’s abilities. The sequence includes what is essentially a psychic tug of war over a military helicopter, much of which was staged practically. Second unit director and supervising stunt coordinator Guy Norris (Mad Max: Fury Road) played a major role in coordinating the details for the shots. “I looked at it like we were making a war film that just happens to have superheroes in it—so, being grounded in reality as much as possible and with in-camera stunts and action, which I love doing,” Norris says.
“There was a real chopper on the ground spinning with things exploding around it,” Kinberg says. “The crazier thing is that the chopper that Michael and Sophie are fighting over that’s dipping and coming back and forth, that was also a real chopper.” The helicopter, which weighed approximately 4,000 lbs., was suspended from a cable and held aloft by duel crane arms that were digitally painted out of the frame during post-production. “You could control it coming back and forth whenever you wanted Sophie to be winning or Michael to be winning that battle for control of this chopper,” Kinberg says. “They were interacting with a real helicopter, with men jumping into it. Sometimes, it’s within 10 or 15 feet of Michael Fassbender. That’s all real.”
Fassbender was also at the center of another spectacular action sequence that was shot on a reproduction of Fifth Avenue. Magneto (Erik) and Beast (Hank), determined to take revenge against Jean for Raven’s murder, turn up the embassy where she is hiding out with Jessica Chastain’s alien antagonist. To break into the building, Magneto raises a subway train from below the street and uses it to bulldoze an opening into the embassy.
“We built that whole New York street on a soundstage, so we could control it and blow things up,” Kinberg explains. “That was quite an elaborate sequence to film. The moment where Michael comes in the embassy and the train car comes crashing in behind him, that is all real. That train car is on a rig—it’s a real subway car that is coming at a pretty fast speed right behind Michael Fassbender with the wall exploding behind Michael. It ended up stopping inches away from him. We didn’t expect the wall to crack above his head, but pieces of it came raining down on either side of him. Michael Fassbender—because he’s such a badass—did not flinch or even blink. And thank God he didn’t because we only had one take of that.”
Even during the most complicated moments of the shoot, Kinberg kept his cool, something that Hutch Parker found especially impressive for a first-time director. “I was really struck by how comfortable he was in the role because it’s a tough transition from writing or producing— or it can be,” Parker says. “It was helped by the fact that he’s had such a longstanding connection to the material, and it was helped by the fact that he’s been a producer on so many of these movies. He’s been up close and in the thick of it in every fashion. He knows these characters and specifically these actors so well. He had a real comfort and familiarity with it all. He was just having a blast and that’s a very good sign.”
Kinberg says he also felt secure in knowing he had found the right collaborators for every department. In addition to Paré, the filmmaker worked with costume designer Daniel Orlandi (Logan) to create all the looks for the characters, including the new uniforms the X-Men wear. “We went through a long process of getting the uniform just right—I wanted it to be true to the X-men comics,” Orlandi says. “We went back to a couple of the comics and really studied them, looked at how sleek some of the suits really were, and graphic. We wanted them to be very modern, very simple.”
Oscar®-winning director of photography Mauro Fiore (Avatar, Training Day) was keen to help Kinberg achieve the naturalistic look the writer-director wanted for X-MEN: DARK PHOENIX. To that end, the film includes a great deal of handheld camerawork, a first for any installment in the X-franchise.
“In previous X-Men movies—and this is true for a fair amount of large-scale Hollywood movies and comic-book movies—they tend to use very smooth photography, crane moves and dolly moves, everything’s slick,” Kinberg says. “Here, instead of the camera being still and the characters being the motion, the characters are moving, but the camera is also moving a little bit. That creates the rawness we were talking about on set. It’s a feeling that everything has a little bit of imperfection to it. The action is where the audience will feel it most, but even in dialogue scenes, you’ll feel a bit of breath around the characters.”
The same aesthetic prevailed in post-production when it came to finalizing the action sequences, whether set in outer space or midtown Manhattan, according to Oscar®-nominated visual effects supervisor Phil Brennan (Logan, Snow White and the Huntsman). “With the big fight sequence that takes place with the X-Men using their superpowers among the general public in New York City, that was something, we haven’t seen much of in X-Men movies before—the way the general public is affected,” Brennan says. “It’s a terrifying thing.”
One of the most important tasks Brennan faced, however, was finalizing the look for the so-called Phoenix effect, the light that radiates from Jean Grey’s skin as her otherworldly powers become dominant. “The Phoenix effect is really something we spent a lot of time on trying to get right,” Brennan says. “As we progress through the film, the Phoenix effect shows up in many different forms and many different levels of intensity. The first little hints of the Phoenix effect are quite subtle. Toward the end of the film, when the Phoenix effect is in full force, it’s much, much bigger. It affects her skin, it affects her eyes, it affects really all aspects of her emotions.
“It also affects the air around her quite considerably,” Brennan continues. “There are shock wave-type components. There are particle components. There are smoke and fire and flames, of course—almost an internal lava effect. There are a lot of pieces to it that come together to create the final Phoenix effect. But it’s all tied with Jean’s emotion.”
Adding to the undeniable impact of the film is Hans Zimmer’s remarkable score. The Oscar®-winning composer’s work lent immeasurably to X-MEN: DARK PHOENIX, underlining the deep sense of unease at the heart of the story and helping to send audiences out of the theater entertained and deeply affected by Jean Grey’s singular journey. “I love the way that he creates music that sometimes is almost not music, it’s just sound,” Kinberg says of Zimmer. “It’s not sweeping and comfortable. It gets under your skin. It’s really emotional when it wants to be emotional, but without being sentimental. That was exactly what we needed for this film.”
###

ABOUT THE CAST

Golden Globe®-nominated actor JAMES McAVOY (Charles Xavier) won over audiences with his breakthrough performances in The Last King of Scotland and Atonement. Having been referred to as “The best young British actor of our times” by Empire Magazine, McAvoy continues to test himself with a wide variety of work on stage, television and film and is regarded as one of the industry’s most exciting acting talents. In 2017, McAvoy was in M. Night Shyamalan’s critically-acclaimed thriller Split, which surpassed $270 million worldwide at the box office. This winter, he reprised his role as Kevin Wendell Crumb and more than 19 other personalities in Shyamalan’s Glass, which grossed $200 million worldwide at the box office. Next up, McAvoy will appear in It: Chapter Two and the BBC/HBO TV series His Dark Materials with Lin-Manuel Miranda and Ruth Wilson.
While McAvoy began his career in the theater, he came to popular attention on the small screen with the role of Josh in the 2002 Channel Four adaptation of Zadie Smith’s popular novel White Teeth. In the fall of 2003, McAvoy played Dan Foster in the BAFTA-winning BBC political drama series State of Play. The series, which ran in the UK and on BBC America, became one of the most successful UK exports of the last decade. He also left a lasting mark on high-profile TV projects, such as the World War I drama Regeneration and HBO’s Band of Brothers. His popularity grew when he appeared in the BAFTA-winning Channel 4 series Shameless as the car thief, Steve. He earned a nomination from the British Comedy Awards for Best Comedy Newcomer in 2004 for his performance.
In 2005, McAvoy starred in Damion O’Donnell’s Inside I’m Dancing (US Title: Rory O’Shea Was Here). McAvoy earned a Best British Actor nomination from the London Film Critics Circle for his performance. That summer, he traveled to Uganda to take on the lead role of Dr. Nicholas Garrigan in The Last King of Scotland, directed by Oscar® and BAFTA winner Kevin Macdonald. He earned nominations from BAFTA, BIFA, London Film Critics and European Film Academy for his performance. In December of 2005, McAvoy was seen in The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and The Wardrobe. He earned a nomination for British Actor in a Supporting Role from the London Film Critics Circle for his performance.In 2007, McAvoy starred in the Golden Globe® award winning drama Atonement. Directed by Joe Wright and co-starring Keira Knightley and Soairse Ronan, McAvoy received a Golden Globe® and BAFTA nomination for Best Actor and was awarded a Best Actor award from the London Film Critics Circle, the Virtuoso Award from the Santa Barbara Film Festival and a UK Regional Critics Award for Best Actor.
McAvoy’s other film credits include Becoming Jane (2007), Penelope (2008), Wanted (2008), X-Men: First Class (2011), The Conspirator (2011), Gnomeo & Juliet (2011), Arthur Christmas (2011), Welcome to the Punch (2012) Trance (2013), The Disappearance of Eleanor Rigby (2014), X-Men: Days of Future Past (2014), Filth (2014), Frankenstein (2015), X-Men: Apocalypse (2016), Atomic Blonde (2017), Submergence (2017) and Sherlock Gnomes (2018). On TV, he voiced the character Hazel for the mini-series Watership Down.
McAvoy has also played a large role in the London theater scene. In 2009, McAvoy took to the stage at the Apollo Theater in London’s West End playing the two roles of Walker and his father Ned in Richard Greenberg’s Three Days of Rain. His performance earned him an Olivier Award nomination for Best Actor. He was also seen in Breathing Corpses at the Royal Court (2005), Privates on Parade at the Donmar Warehouse (2001) and Out in the Open at Hampstead Theatre (2001). In 2013, McAvoy starred in Macbeth at Trafalgar Studios. His performance earned him an Olivier award nomination for Best Actor and the show was nominated for Best Revival. In 2015, McAvoy starred in The Ruling Class, which earned him a London Evening Standard Award, an Olivier award nomination and a WhatsonStage nomination for Best Actor.
McAvoy was born in the Scotstoun area of Glasgow, Scotland in 1979 and is a graduate of the prestigious Royal Scottish Academy of Music and Drama.

MICHAEL FASSBENDER (Magneto/Erik Lensherr) is one of the leading actors of his generation. Known for his ability to fully immerse himself in a character, he has carved a career that spans both independent and blockbuster films, and garnered critical acclaim and awards recognition for multiple projects from Hunger through to X Men: Days of Future Past. The Oscar®, Golden Globe®, SAG and BAFTA nominated actor was born in Germany and raised in Killarney, Ireland, and is a graduate of the prestigious Drama Centre. Fassbender also has a production company, DMC Films, through which he has been developing and producing projects for the last few years.
Fassbender is currently reprising the role of ‘Magneto’ in X-Men: Dark Phoenix, following his appearance in X-Men First Class (2011), X-Men: Days of Future Past (2014) and X-Men: Apocalypse (2016). Michael will soon begin work on David Sandberg’s action-comedy Kung Fury. David Hasselhoff, who appeared in the original Kung Fury and sang the theme song, rounds out the cast. David Katzenberg, Seth Grahame-Smith and Aaron Schmidt will produce under their KatzSmith Productions banner.
October 2017 saw Fassbender taking on the role of Harry Hole in Thomas Alfredson’s adaptation of Jo Nesbo’s acclaimed crime thriller The Snowman, opposite Rebecca Ferguson. In the same year, the actor also reprised his role as the android David in Ridley Scott’s Alien: Covenant opposite Naomi Rapace and Katherine Waterston in May.
Michael was also seen in Song to Song from acclaimed director Terence Malick, co-starring Ryan Gosling, Natalie Portman and Rooney Mara. The film premiered at the SXSW Film Festival in Austin. He was also seen in Trespass Against Us, which had its world premiere at The Toronto International Film Festival and then its UK premiere at the LFF, before being released in January 2017 in the US and then early March in the UK. The film co-stars Brendan Gleeson and Lyndsey Marshall and was written by Alistair Siddons. Fassbender also received a BIFA nomination for his role as Chad.
At the end of 2016 Fassbender was seen starring in Assassin’s Creed, the screen adaptation of the massive Ubisoft game series. Fassbender took on two roles, that of Callum Lynch and his ancestor Aguilar. The narrative moves between present day and 15th Century Spain during the Spanish Inquisition. The incredible cast includes Marion Cotillard, Jeremy Irons and Michael K. Williams and was directed by Justin Kurzel (Snowtown Murders, Macbeth). 2016 also saw Fassbender in the film adaptation of ML Steadman’s bestselling novel The Light Between Oceans. Directed by Derek Cianfrance (Blue Valentine, The Place Beyond the Pines), and co-starring Alicia Vikander and Rachel Weisz, the film received its world premiere at the Venice Film Festival.
In 2015, Fassbender received multiple nominations for his critically-acclaimed performance as Steve Jobs in Danny Boyle’s film about the Apple founder. Reviews were glowing, with critics lauding his performance saying, “Fassbender gives towering performance of savage wit and limitless firepower” (Rolling Stone) and “leaves Jobs fascinatingly elusive, both genius and sociopath” (Empire).
Fassbender is fortunate to have collaborated with applauded directors multiple times during his career. In 2012 and 2013 Fassbender worked with Ridley Scott on Prometheus and The Counsellor respectively. Also in 2013, he reteamed with Steve McQueen for the highly acclaimed Twelve Years a Slave. He received Academy Award®, Golden Globe®, BAFTA, SAG and Independent Spirit nominations for Best Supporting Actor for his role as plantation owner Edwin Epps, while the movie won Best Picture at the Academy Awards®, Golden Globes®, BAFTA, PGA and Broadcast Critics Choice Awards.
Previous to that, Fassbender’s performance as Bobby Sands in Steve McQueen’s Hunger won critical acclaim and, following the film’s Camera D’Or winning premiere at Cannes in 2008, Fassbender scooped up numerous awards including the British Independent Film Award (BIFA), Irish Film & Television Award (IFTA) and the London Film Critics Circle Award for Best Actor. Again with Steve McQueen, he took on the role of a sex addict in Shame, which won him the Volpi Cup for Best Actor at the 2011 Venice Film Festival and the Irish Film & Television Award, as well as BAFTA and Golden Globe® nominations for Best Actor.
In 2011, Fassbender was seen as the young Magneto opposite James McAvoy’s Professor X in Matthew Vaughn’s X-Men: First Class, and he reprised his role in the follow up films X-Men: Days of Future Past (2014) and X Men: Apocalypse (2016). He was also seen as Carl Jung, opposite Viggo Mortensen’s Sigmund Freud, in David Cronenberg’s A Dangerous Method and as Edward Rochester opposite Mia Wasikowska in Cary Fukunaga’s Jane Eyre. Fassbender was the recipient of numerous international awards and nominations in recognition of his performances in more than one film, including the Evening Standard British Film Award for Best Actor for Jane Eyre and Shame, the London Critics Circle Film Award for Best Actor for Shame and A Dangerous Method, the Los Angeles Film Critics Association Award for Best Actor for X-Men First Class, Jane Eyre, A Dangerous Method and Shame, and the National Board of Review’s Spotlight Award for A Dangerous Method, X-Men First Class, Jane Eyre and Shame.
Other notable projects include: Slow West, with Brad Mendelsohn and produced by DMC Films, the Western received critical acclaim upon its premiere at Sundance Film Festival, as did 2014’s Frank, directed by Lenny Abrahamson, with Domnhall Gleeson and Maggie Gyllenhaal; Andrea Arnold’s Fish Tank; Zack Snyder’s 300 with Gerard Butler and Lena Headey; Quentin Tarantino’s Inglourious Basterds opposite Brad Pitt and Diane Kruger; British horror Eden Lake with Kelly Reilly and Jack O’Connell; Francois Ozon’s Angel; Joel Schumacher’s Town Creek; Neil Marshall’s Centurion; Jimmy Hayward’s Jonan Hex; and HBO series Band of Brothers from Tom Hanks and Steve Spielberg.

Academy Award® winner JENNIFER LAWRENCE (Raven / Mystique) is one of Hollywood’s most gifted actresses. Lawrence will next star in an Untitled Film for IAC FILMS and A24 to be directed by acclaimed theater director Lila Neugebauer, who will make her feature film debut. The project will be produced by Lawrence and Justine Polsky’s newly formed production company Excellent Cadaver, alongside Scott Rudin and Eli Bush. Lawrence won the Academy Award® for her performance in David O. Russell’s Silver Linings Playbook. She has been nominated an additional three times for her roles in Joy, American Hustle and Winter’s Bone. Lawrence gained worldwide recognition for her portrayal of Katniss Everdeen in the global tentpole series, The Hunger Games, establishing her as the highest-grossing action heroine of all time. Her other film credits include Darren Aronofsky’s Mother!, Red Sparrow,Passengers, The Beaver, Like Crazy and The Burning Plain. Off screen, Lawrence is an advocate for gender equality, and is on the board of Represent.us, a non-partisan organization working nationwide to pass powerful anti-corruption laws.

NICHOLAS HOULT (Hank / Beast) has become one of Hollywood’s most sought-after actors. Known for blockbuster films like the X-Men franchise as well as for award-winning films like The Favourite, his upcoming projects reflect this agility with appearances in international franchises as well as character-driven dramas.
Most recently, Hoult was seen in Yorgos Lanthimos’ Oscar®-nominated and BAFTA-winning historical drama The Favourite, alongside Olivia Colman, Emma Stone and Rachel Weisz. Fox Searchlight released the film in December 2018.
Hoult recently wrapped production on The True History of Kelly Gang, based on the Australian bush-ranger Ned Kelly and his gang as they flee from authorities during the 1870s. The film directed by Justin Kurzel is set to release this year.
Hoult is currently starring in Fox Searchlight’s biopic Tolkien, playing famed author J.R.R. Tolkien opposite Lily Collins, in addition to reprising his role as Hank McCoy/Beast in X-Men: Dark Phoenix. Previously he appeared in X-Men: Apocalypse, X-Men: First Class and X-Men: Days of Future Past alongside an all-star cast including Michael Fassbender, Jennifer Lawrence and James McAvoy.
Also upcoming for Hoult is The Great, a series that will detail the rise to power of Catherine the Great (Elle Fanning) and her explosive relationship with husband Peter (Hoult), the emperor of Russia. The series, directed by Matt Shakman and written by Tony McNamara, was recently picked up by Hulu and is set to release in 2020.
In 2017, Hoult starred as J.D. Salinger (author of The Catcher in the Rye) in the Danny Strong-directed biopic Rebel in The Rye, which premiered at the Sundance Film Festival. Strong directed the film from his own screenplay. Hoult starred in a second film at Sundance that year, Newness. The drama, directed by Drake Doremus, chronicles the story of two millennials (Hoult and Courtney Eaton) in Los Angeles navigating their relationship in a social media-driven hookup culture.
In 2015, he starred as Nux, opposite Charlize Theron and Tom Hardy, in George Miller’s Mad Max: Fury Road, which received multiple Oscar® nominations, including Best Picture. He also starred opposite Kristen Stewart in Equals, a futuristic love story set in a world where emotions have been eradicated, directed by Drake Doremus.
In 2013, Hoult played the zombie character R in the cult classic Warm Bodies, in which his character slowly starts to become human again after falling in love with a girlfriend of one of his victims.
In 2009, he was seen in Tom Ford’s critically acclaimed directorial debut A Single Man opposite Colin Firth and Julianne Moore for the Weinstein Company. Hoult made his West End debut the same year in New Boy alongside Mel Giedroyc and Ciara Jason. The play, which opened to outstanding reviews and sold-out performances, was adapted and directed by Russell Labey.
Hoult first received critical acclaim at only 11-years-old when he starred opposite Hugh Grant in About a Boy as the young Marcus Brewer. He also starred on the acclaimed television series Skins.
Other credits include Sand Castle, Jack the Giant Slayer, Young Ones, Kill Your Friends, Dark Places, Collide, Clash of the Titans, Coming Down the Mountain, Kidulthood, Wah-Wah and The Weather Man.
Hoult currently resides in Los Angeles.

Having trained from a very early age at the Playbox Theatre Company, SOPHIE TURNER’s (Jean Grey) breakthrough role was as Sansa Stark, the eldest daughter of House Stark in the hugely successful Golden Globe®, SAG and EMMY® award winning series Game of Thrones based on the books by George RR Martin. She is currently starring in the final season of Game of Thrones on HBO.
Sophie made her feature film debut in 2013 in the lead role of Another Me from Fox International, directed by Isobel Coixet (Elegy, Paris Je ’aime). For television, Turner was seen in BBC2’s The Thirteenth Tale, a chilling ghost story that examines family tragedy. Turner played Adeline March opposite Vanessa Redgrave, Olivia Colman, Antonia Clarke and Robert Pugh.
In 2015, Turner starred in Barely Lethal alongside Jessica Alba, Samuel L. Jackson and Hailee Steinfeld. Directed by Kyle Newman, the film centers on a 16-year old assassin who fakes her death in pursuit of a “normal” adolescence. Turner plays an undercover agent who enrolls in high school to help capture the teen.
The following year saw Sophie star as mutant Phoenix Jean Grey in X-Men: Apocalypse alongside Jennifer Lawrence, Michael Fassbender and James McAvoy. The most powerful character of the X-Men, her powers inclue telepathy, telekinesis and mind control. The film went on to gross $543.9 million at the worldwide box office, was the #1 film in 71 markets and broke opening box office records in 6 countries.
In 2017, Sophie starred in independent film JOSIE alongside Dylan McDermott, about a solitary man in a Florida town who develops a questionable relationship with a recently transplanted high school student named Josie (played by Sophie).
She most recently starred in the romance Time Freak alongside Asa Butterfield. The directorial debut of Andrew Bowler, it is inspired by the Oscar®-nominated short of the same name. The film follows a heartbroken physics student (Butterfield) who builds a time machine when his girlfriend Debbie (Turner) breaks up with him.

TYE SHERIDAN (Scott ‘Cyclops’ Summers) has emerged as one of Hollywood’s most exciting leading men. Having made his film debut at the age of 14 in Terrance Malick’s The Tree of Life, Sheridan has developed an impressive resume.
Sheridan next can be seen in Tick Alverson’s The Mountain opposite Jeff Goldblum. The film premiered at this year’s Sundance Film Festival and will be released in theaters this summer. He next stars in Neil Berger’s Voyagers opposite Colin Farrell and Black Files alongside Mel Gibson for director Jean-Stéphane Sauvaire.
Sheridan starred in the indie feature Friday’s Child, opposite Imogen Poots.  The film had its premiere at the 2018 SXSW Film Festival.  In addition, Sheridan was seen in Alexandre Moors’ film adaptation of Kevin Power’s novel The Yellow Birds, in which he stars with Jennifer Aniston, Alden Ehrenreich, and Jack Huston.  The film premiered at the 2017 Sundance Film Festival and was released DirecTV in May 2018 and then theatrically in June 2018.
Sheridan was seen as the lead in Steven Spielberg’s adaptation of the bestseller Ready Player One. The film is set in 2045, when people can escape their reality in the OASIS, a virtual world where you can go anywhere, do anything, be anyone. Sheridan starred as unlikely hero Wade Watts who is engaged in a reality-bending competition to win control of the OASIS and is hurled into a fantastical universe of discovery and danger. Sheridan starred opposite Olivia Cooke, Mark Rylance and Ben Mendelsohn.
Sheridan was also seen as the lead in the psychological thriller Detour opposite Emory Cohen and Bel Powley: Detour was acquired by Magnet Releasing shortly after the film premiered at the 2016 Tribeca Film Festival.
In 2015, he had three films at the Sundance Film Festival; Stanford Prison Experiment, based on a shocking real-life psychological experiment; Rodrigo Garcia’s Last Days in the Desert co-starring Ewan McGregor; and the indie drama Entertainment starring alongside Michael Cera and John C. Reilly. These riveting performances were followed by a starring role opposite John Travolta in the crime thriller The Forger; Paramount’s horror comedy Scouts Guide to the Zombie Apocalypse; and Gilles Paquet-Brenner’s adaptation of Gillian Flynn’s mystery novel Dark Places alongside Charlize Theron, Chloe Grace Moretz and Nicholas Hoult.
Prior, Sheridan won the 2013 Marcello Mastroianni Award at the Venice Film Festival for his captivating performance in the Southern drama Joe opposite Nicolas Cage. That same year, numerous film critics recognized him for his starring role in Jeff Nichol’s coming-of-age drama Mud opposite Matthew McConaughey and Reese Witherspoon. He received a 2014 Critics’ Choice nomination for Best Young Actor and the cast was honored with the 2014 Robert Altman Award at the Independent Spirit Awards.
A native of Elkhart, Texas, Sheridan had almost no acting experience when he was cast in a breakthrough role in Terrance Malick’s The Tree of Life opposite Brad Pitt, Sean Penn and Jessica Chastain. The film premiered at the 2011 Cannes Film Festival, where it won the Palme d’Or. It also received three Oscar® nominations, including Best Picture. Sheridan was also featured in IndieWire’s Top 25 Filmmakers and Actors of 2011.
Sheridan is the co-founder of the tech startup, Aether Inc., which focuses on immersive media technology in entertainment. For the past two years, Aether has been developing innovative tech and is excited to announce some major partnerships in the near future.

ALEXANDRA SHIPP (Storm) is best known for her role as the iconic mohawked super heroine ‘Storm’ in Twentieth Century Fox’s X-Men: Apocalypse where she plays a younger version of ‘Storm.’ Determined to make the mutant her own, she delivered a new spin on the character, which many media outlets boasted her as the “breakout” star of the film. Shipp can also be seen this Summer in New Line’s Son of Shaft, opposite Samuel L. Jackson and Regina King. The film is slated to open June 17th, 2019. Additionally, she will appear in Annapurna Interactive’s Telling Lies, a video game centered on four distinct characters that grants players access to their most intimate moments and personal relationships. Shipp stars in the game alongside Logan Marshall-Green, which will be released later this year.
Alexandra was recently seen in Fox 2000’s critically acclaimed coming-of-age story Love, Simon., which won Outstanding Film at the 2019 GLAAD Awards. Based on the popular Young Adult book Simon VS the Homo Sapien Agenda, she starred opposite Nick Robinson and Kathrine Langford. Shipp just wrapped production on CBS Films’ upcoming comedy The Phone. She is the female lead opposite Adam Devine, Rose Byrne and Michael Pena. She also recently completed filming the Netflix original film All the Bright Places, opposite Elle Fanning which will be released later this year and the indie Endless opposite Nicolas Hamilton.
Shipp was named the recipient of the annual Women In Film “Face of the Future Award®” in recognition of her extraordinary acting achievement. She was honored at the 2018 Women in Film Crystal + Lucy Awards®. Alexandra was also honored with a “Raising Star Award” at the 2018 Napa Valley Film Festival.
Shipp appeared in Universal Pictures’ Oscar®-nominated feature Straight Outta Compton, which became the highest grossing music biopic of all-time. Her other film credits include the two-hander Tragedy Girls opposite Deadpool’s Brianna Hidlebrand, and the title role of Aaliyah in the Lifetime biopic Aaliyah: Princess of R&B, in which she demonstrated and was praised for her singing and dancing talents.
Originally from Phoenix, Arizona, Shipp moved to Los Angeles, where she currently resides, to pursue an acting career at 17. She is known for her role as KT Rush on Nickelodeon teen drama-mystery series House of Anubis and made her film debut in the Fox feature film Alvin and the Chipmunks: The Squeakquel playing the role of Valentina.

Two-time Academy Award® nominee JESSICA CHASTAIN (Smith) has emerged as one of Hollywood’s most sought-after actresses of her generation. She has received numerous nominations and accolades for her work from the LA Film Critics, British Academy of Film and TV, Broadcast Film Critics, HFPA, National Board of Review, Screen Actors Guild, Film Independent and the Academy of Motion Pictures Arts and Sciences, to name a few.
Chastain was recently seen in Aaron Sorkin’s film adaptation of Molly Bloom’s memoir Molly’s Game opposite Idris Elba. Additionally, she was seen in Susanna White’s period drama Woman Walks Ahead opposite Sam Rockwell. Chastain portrays Catherine Weldon, a 19th century Brooklyn artist and activist who moved to the Standing Rock Reservation in Dakota Territory to help Sioux chieftain Sitting Bull fight to keep the land for his people.
Earlier, Chastain starred in Niki Caro’s adaptation of Diane Ackerman’s novel The Zookeeper’s Wife opposite Daniel Brühl. She was also recently in John Madden’s drama Miss Sloane opposite Mark Strong, Gugu Mbatha-Raw and Alison Pill. She received a 2017 Golden Globe Award® nomination for Best Performance by an Actress in a Motion Picture, Drama for her enthralling performance as a ruthless and highly successful political strategist.
In addition to her thriving acting career, she recently launched Freckle Films, a new production venture, and inked a first look overhead deal with Trudie Styler and Celine Rattray’s transatlantic financing-production banner Maven Pictures. The two companies have already optioned two books: The Magician’s Lie by Greer Macallister and Camille Pagán’s novel Life and Other Near-Death Experiences.
This success follows her riveting performance in A24’s A Most Violent Year opposite Oscar Isaac, which proved successful after the film garnered acclaim from many critics including the National Board of Review Award for Best Supporting Actress, a Golden Globe® nomination and Film Independent Spirit Award nomination. In addition, she produced and starred as the lead in Weinstein’s indie darling The Disappearance of Eleanor Rigby opposite James McAvoy; starred in Liv Ullmann’s film adaptation of August Strindberg’s play Miss Julie opposite Colin Farrell; as well as starring in Christopher Nolan’s critically acclaimed film Interstellar alongside Matthew McConaughey, David Oyelowo and Anne Hathaway. That same year, she was honored with the first-ever Critics’ Choice MVP Award in recognition of the breadth of her accomplishments in 2014. She also received a 2014 MTV Movie Award nomination for Best Scared as Sh*t Performance from her performance in Andres Muschietti’s horror Mama.
Prior, Chastain starred as the lead in Terrence Malick’s Academy Award® nominated drama The Tree of Life opposite Brad Pitt and Sean Penn; Miramax’s THE DEBT alongside Helen Mirren and Sam Worthington; Jeff Nichol’s Take Shelter opposite Michael Shannon; and Weinstein’s Lawless alongside Shia LaBeouf and Tom Hardy. She also starred in Dreamworks’ Academy Award® nominated adaptation of Kathryn Stockett’s novel The Help, which won numerous awards in 2011 including Chastain’s Oscar® nomination for Best Supporting Actress, Golden Globe® nomination, Screen Actors Guild nomination and Critics’ Choice nomination. The next year, she made her theatrical debut in the revival of The Heiress. This was followed by a leading performance in Kathryn Bigelow’s Zero Dark 30, which earned her the 2013 Critics’ Choice Award and Golden Globe Award® for Best Actress in addition to an Academy Award® nomination.

EVAN PETERS (Quicksilver) is one of Hollywood’s most versatile actors with critical acclaim in both television and film. He received a Critics Choice nomination for lead actor in a limited series for his role as “Kai Anderson” in American Horror Story: Cult.
American Horror Story has also featured Peters in all of the previous eight installments in a variety of roles including “Tate Langdon,” a murderous, psychotic teenager in the first installment Murder House and “Mr. March,” the man responsible for creating the sinister Hotel in the fifth installment.
Peters was last seen as Stan Bowes in the FX series Pose created by Ryan Murphy, Brad Falchuk and Steven Canals and as Warren Lipka in The Orchard’s American Animals, directed by Bart Layton. The film chronicles the story of four young men who mistake their lives for a movie and attempt one of the most audacious heists in U.S. history. Peters recently wrapped production on I Am Woman, the Helen Reddy biopic directed by Unjoo Moon.
In 2017, Peters starred in Pirates of Somalia, directed by Bryan Buckley, alongside Al Pacino and Barkhad Abdi. Dabka chronicles the true story of rookie journalist Jay Bahadur (Peters) who, in 2008, formed a plan to embed himself among the pirates of Somalia to make a name for himself. He ultimately succeeds in providing the first close-up look into who these men are, how they live and the forces that drive them. The film is written by Bahadur and Buckley.
In addition to X-Men: Dark Phoenix, Peters appeared as Quicksilver in X-Men: Days of Future Past and X-Men: Apocalypse.
In 2016, Peters appeared in Liza Johnson’s Elvis & Nixon alongside Kevin Spacey and Michael Shannon. Based on the true historic event, the political comedy tells the story of the 1970s meeting between President Nixon (Spacey) and Elvis Presley (Shannon). Peters portrayed Dwight Chapin, the White House aide who assists in organizing the meeting.
In 2015, Peters starred in The Lazarus Effect alongside Olivia Wilde and Mark Duplass. From the producer of The Purge and Paranormal Activity, the thriller follows medical students as they develop a serum to bring the dead back to life. Relativity, Blumhouse Productions and Mosaic Media Group released the film.
In 2010, Peters starred in Lionsgate and Matthew Vaughn’s critically acclaimed film Kick-Ass alongside Nicolas Cage, Chloe Grace Moretz and Aaron Taylor-Johnson.
Peters first gained recognition for his debut performance as Adam Sheppard in Michael Picchiottion’s film Clipping Adam. Portraying the life of a troubled teenager earned Peters the award for Best Breakthrough Performance at the Phoenix Film Festival in 2004.
Peters’ other film credits include Safelight, Never Back Down (1 and 2), Gardens of the Night, Remarkable Power and An American Crime. Peters starred in ABC’s Invasion and made regular television appearances in CW’s award-winning series One Tree Hill and ABC’s The Days. Additional television credits include Dirt, Parenthood, Criminal Minds, The Mentalist and The Office.
Peters currently resides in Los Angeles.

SCOTT SHEPHERD was most recently seen in Season 3 of HBO’s True Detective. Film credits include The Report, Hostiles, Jason Bourne, Bridge of Spies, Side Effects, And So It Goes, The Family Fang, and Norman. Television credits include HBO’s The Young Pope, the Netflix mini-series Wormwood, and CBS’s Elementary. For over 20 years Shepherd has been a core performer in two of New York’s most esteemed theater companies, The Wooster Group and Elevator Repair Service. He has won two Obie Awards, for The Wooster Group’s Poor Theater and for Elevator Repair Service’s Gatz, an eight-hour staging of the unabridged text of The Great Gatsby.

KODI SMIT-McPHEE (Kurt/Nightcrawler) was recently seen in the leading role of Zeta in the Sony film Alpha, directed by Albert Hughes. Most recently, Kodi wrapped production on the Australian thriller 2067 opposite Ryan Kwanten, and began production on the CBS All Access true-crime drama, Interrogation, opposite Peter Sarsgaard and David Strathairn.
Kodi will also be seen in the Netflix film, Dolemite is My Name!, alongside Eddie Murphy, Mike Epps, Keegan-Michael Key, Chris Rock and Snoop Dogg and directed by Craig Brewer. The film is set to be released later this year.
In 2016, Kodi first appeared as Nightcrawler in X-Men: Apocalypse, directed by Bryan Singer. In 2015, Kodi starred opposite Michael Fassbender in John MacLean’s Slow West. The film premiered at the 2015 Sundance Film Festival, where it was awarded the Sundance Institute’s World Cinema Jury Prize: Dramatic Winner. Also in 2015, Kodi was seen as the lead in an epic eight-part Australian television mini-series Gallipoli for Channel Nine, based on the infamous WWI battle.
In 2014, Kodi starred in Twentieth Century Fox’s Dawn of the Planet of the Apes, opposite Andy Serkis, Jason Clarke, Gary Oldman and Keri Russell. The project reunited him with director Matt Reeves, with whom he previously worked on 2010’s Let Me In. The film grossed over $700 milllion worldwide. Young Ones in which Kodi starred opposite Michael Shannon, Nicholas Hoult and Elle Fanning, premiered at the 2014 Sundance Film Festival.
Kodi first came to prominence in 2007 when he won an Australian Film Institute (AFI) award for Best Young Actor for his work in Romulus, My Father. He followed this outstanding performance with another in 2009 when he appeared opposite Viggo Mortensen, Charlize Theron and Robert Duvall in John Hillcoat’s The Road, earning a Broadcast Critics nomination for Best Young Actor and a 2010 AFI Nomination for Best International Actor for his work. In 2010, Kodi received a Critics Choice® nomination for Best Young Actor when he starred alongside Chloe Grace Moretz and Richard Jenkins in Matt Reeves’ Let Me In.
Kodi has worked with some of the most profiled actors in the business. In 2012, Kodi worked with Robin Wright, Paul Giamatti and Harvey Keitel in The Congress, which premiered at the 2013 Directors’ Fortnight at The Cannes Film Festival. In 2013, Kodi also lent his voice as the lead role of Norman in Focus Features/Laika Entertainment’s Paranorman, which included an all-star cast of Anna Kendrick, Casey Affleck, Leslie Mann, Christopher Mintz-Plasse and Jeff Garlin. He continued this trajectory when he played Benvolio in Carlo Carlei’s Romeo & Juliet opposite Hailee Steinfeld, Douglas Booth, Ed Westwick and Paul Giamatti.

ATO ESSANDOH (Jones) is a talented actor with diverse roles in television and film. He is currently starring in the CBS military drama The Code as Major Trey Ferry.
Essandoh most recently starred in the 2018 Netflix sci-fi series Altered Carbon, which was conceived, written and executive produced by Laeta Kalogridis. Essandoh played Vernon Elliot, an ex-soldier whose wife was imprisoned and whose daughter was killed. He is also well known for his role on NBC’s Chicago MED as African-American Jewish doctor Dr. Isidore Latham.
His other television credits include HBO’s 1970s drama Vinyl, produced by Martin Scorsese, Terence Winter, and Mick Jagger; BBC America’s Copper Elementary, Person of Interest, The Good Wife and Blue Bloods.
Essandoh’s film credits include Jason Bourne, Django Unchained and Blood Diamond.
Essandoh’s initial theatrical experience was done on a dare while studying chemical engineering at Cornell University. His first major role was as Titembay in the indie film Garden State. He has appeared onstage with luminaries such as Meryl Streep.

BRIAN D’ARCY JAMES (President of the United States) was awarded the 2016 SAG Award, Critics Choice Award, Gotham Award and the Independent Spirit’s Robert Altman Award for Best Ensemble, for his portrayal of “Matt Carroll” in the 2016 Best Picture Oscar® -winning film Spotlight starring opposite Michael Keaton, Mark Ruffalo and Rachel McAdams. At the 2017 Toronto Film Festival, The Creative Coalition awarded Brian with their Spotlight Award presented to him by Aaron Sorkin on behalf of Brian’s work in Felt and Molly’s Game. He is also a three-time Tony®-nominated actor for his work on Broadway.
Most recently, Steven Spielberg announced that Brian will join the cast of the film remake of West Side Story in the iconic role of Officer Krupke. Brian has also joined the cast of The Ferryman, now playing on Broadway until July 2019. In addition, Brian can currently be seen as Joseph Armstrong in the Damien Chazelle film First Man, opposite Ryan Gosling. He will next be seen as the ring leader of the Irish mob in The Kitchen opposite Melissa Mc Carthy, which will be released this August.
Other film credits include: Molly’s Game, opposite Idris Elba and Jessica Chastain; Mark Felt: The Man Who Took Down the White House, with Liam Neeson; Stephen King’s 1922, directed by Zak Hilditch and starring Thomas Jane; Danny Strong’s JD Salinger biopic Rebel and The Rye, starring Nicholas Hoult; Theresa Rebeck’s Trouble, starring Anjelica Huston; Song of Back and Neck, alongside Rosemary DeWitt and Paul Lieberstein and All These Small Moments, opposite Molly Ringwald.
On television, James recently co-starred as Andrew Baker in the first two seasons of the hit Netflix series 13 Reasons Why. Other credits include a critically-acclaimed guest starring role as Harvard Professor Henry Murray in Discovery Channel’s Manhunt: Unibomber, as well as roles on The Big C and Smash.
James is a celebrated stage actor who has received Tony® nominations for his work in the hit Broadway musicals Something’s Rotten, Shrek the Musical and Sweet Smell of Success. He also starred in the critically-acclaimed play Time Stands Still opposite Laura Linney. In 2015, James originated the role of King George III in Lin-Manuel Miranda’s Hamilton off-Broadway and was honored to reprise it on Broadway in the summer of 2017. As a concert artist, James has performed worldwide at venues that included The White House, Madison Square Garden, and Carnegie Hall.
He is also an avid Marathon Runner having completed both the Chicago (2017) and New York City (2018) marathons on behalf of various charities. He resides in New York with his wife and daughter.

A gifted actress with a magnetic allure on screen, HALSTON SAGE (Dazzler) continues to expand her repertoire and captivate audiences with her talent.
Sage will next be seen in Netflix’s The Last Summer. Set in Chicago, the film follows a group of friends during their last summer before college. It features an ensemble cast of some of the most exciting up and coming young names in the business, including Sage, KJ Apa, Maia Mitchell, Sosie Bacon, and Tyler Posey. The film will premiere this summer.
On the television side, it was recently announced that Sage will star alongside Michael Sheen and Tom Payne in the darkly comedic Prodigal Son for Fox. The series will follow the son of a notorious serial killer as he seeks to use his knowledge of the murderer’s mind for good. The actress was also recently seen in Seth MacFarlane’s live-action comedic drama for Fox, The Orville.
Recent credits include Sherwin Shilati’s dramatic comedy People You May Know opposite Nick Thune and Nicholas Rutherford, which premiered at the 7th annual Napa Valley Film Festival. Ry Russo-Young’s Sundance critical darling Before I Fall opposite Zoey Deutch; Jake Schreier’s charming film adaptation of John Green’s beloved novel Paper Towns alongside Cara Delevingne and Nat Wolff; Christopher Landon’s Scout’s Guide to the Zombie Apocalypse opposite Tye Sheridan; Rob Letterman’s film adaptation of R.L. Stine’s fright book series Goosebumps opposite Jack Black; and Nicholas Stroller’s hit comedy Neighbors opposite Zac Efron, Seth Rogen and Rose Byrne.
Prior, Sage starred in Oscar®-winning writer and director Sofia Coppola’s biographical drama The Bling Ring, which made its debut at the opening gala to the Un Certain Regard section of Cannes Film Festival. That same year, she starred in Dennis Degan’s promising sequel Grown Ups 2 opposite Adam Sandler, as well as Jonathan Kasdan’s The First Time opposite Britt Robertson and Dylan O’Brien. She also appeared in Rand Ravich’s NBC drama Crisis opposite Gillian Anderson and Dermot Mulroney. This was followed by a starring role in Greg Francis’s twisty thriller Poker Night opposite Ron Perlman and Titus Welliver.
Born and raised in Los Angeles, Sage is also an award-winning equestrian and possesses a great love for writing.

KOTA EBERHARDT (Selene/Black Queen) – Before landing her first feature role in X-Men: Dark Phoenix, Kota Eberhardt’s search for a deeper sense of self-awareness led her to pursue a career in medicine. Her appreciation for the human experience naturally evolved into an appetite to act, where she was discovered by top casting directors such as April Webster and Alyssa Weisberg (Star Wars). Simultaneously, Eberhardt made forays into the fashion industry, connecting with heritage and indie designers alike as a muse. A natural-born storyteller with a heightened sense of creativity, America’s newest emerging face, actor and voice.
Later this year, Eberhardt will star in the Netflix original series, The I-Land. This Neil LaBute sci-fi adventure series follows ten people who wake up on a treacherous island with no memory of who they are or how they got there, as they set off on a trek to try to get back home. They soon discover this world is not as it seems and they must rise to their better selves as they are faced with the island’s extreme psychological and physical challenges. The I-Land will debut on Netflix globally in the Fall of 2019.

ABOUT THE FILMMAKERS

SIMON KINBERG (Director/Producer/Screenwriter), who makes his directorial debut with X-MEN: DARK PHOENIX, has established himself as one of Hollywood’s most prolific filmmakers, having written and produced projects for some of the most successful franchises in the modern era. His films have earned more than $7 billion worldwide.
Kinberg graduated from Brown University and received his MFA from Columbia University Film School, where his thesis project was the original script Mr. & Mrs. Smith. The film was released in 2005 starring Brad Pitt and Angelina Jolie.
Kinberg’s X-Men spinoff New Mutants, directed by Josh Boone, will be released in 2019. He is also producing Gambit, to star Channing Tatum. He is attached to produce and direct the remake of Logan’s Run at Warner Bros. And he will produce and direct the original film 355, starring Jessica Chastain, Marion Cotillard, Lupita Nyongo, Penelope Cruz, and Fan Bingbing. Kinberg is also producing the sequel to Murder on the Orient Express, Death on The Nile, to be directed by Kenneth Branagh and to star Gal Gadot and Armie Hammer. Additionally, Kinberg is also producing Artemis to be directed by Miller and Lord and based on a book by the writer of The Martian, and the remake of The Dirty Dozen at Warner Bros.
Kinberg’s Genre Films now has five upcoming TV projects in production. Kinberg is the co-writer and creator of an untitled science fiction series with Apple. Kinberg is the executive producer of Designated Survivor, starring Kiefer Sutherland on Netflix. He is also the executive producer of Legion, a Marvel TV/FX Network production, and The Gifted which airs on Fox Network. He is also the executive producer and co-creator with Jordan Peele of the upcoming remake of The Twilight Zone, which premiered on CBS All Access April 1. Kinberg will be directing the show’s season one finale.
In 2006, he wrote X-Men: The Last Stand, which opened on Memorial Day to box office records, and began his ongoing relationship with the franchise. In 2008, Kinberg wrote and produced Doug Liman’s film Jumper for 20th Century Fox. In 2009, Kinberg co-wrote the film Sherlock Holmes, starring Robert Downey Jr. and directed by Guy Ritchie. The film received a Golden Globe® for Best Actor and was nominated for two Academy Awards®.
In 2010, Kinberg established his production company Genre Films, with a first look deal at 20th Century Fox. Under this banner, he produced X-Men: First Class; executive produced Abraham Lincoln: Vampire Hunter; and wrote and produced This Means War. In 2013, Kinberg produced Elysium, which starred Matt Damon and Jodie Foster, directed by Neill Blomkamp.
On Memorial Day 2014, Fox released X-Men: Days of Future Past, which Kinber wrote and produced. The film opened number one at the box office, received critical acclaim and went on to gross more than $740 million worldwide.
In 2015, Kinberg had four films in release. He re-teamed with Neill Blomkamp to produce Chappie, starring Hugh Jackman and Sharlto Copley. Kinberg produced Disney’s Academy Award® nominated Cinderella, starring Cate Blanchett and directed by Kenneth Branagh. In addition, Kinberg was the co-writer and producer of The Fantastic Four. His final film of the year was The Martian, which he produced. The film, directed by Ridley Scott and starring Matt Damon, grossed more than $630 million worldwide, won two Golden Globes® (including Best Picture), and was nominated for seven Academy Awards® (including Best Picture).
In 2016, Kinberg produced Deadpool, starring Ryan Reynolds. The film broke international and domestic records for broke international box office, including being the highest-grossing R-rated film of all time globally. It went on to win two Critics Choice Awards (including Best Picture—Comedy), and receive two Golden Globe® nominations (including Best Picture), a WGA nomination, and a PGA nomination for Best Picture. That year, he also wrote and produced X-Men: Apocalypse.
In 2017, he produced Logan, the final installment of the Wolverine franchise with Hugh Jackman. It was selected as the closing film of the Berlin Film Festival and opened number one at the box office. Kinberg was also a producer on Murder on the Orient Express, directed by Kenneth Branagh, with Branagh starring alongside Johnny Depp, Michelle Pfeiffer, Penelope Cruz, Daisy Ridley, Leslie Odom Jr, Judi Dench and others.
In 2018, Kinberg produced Deadpool 2, which matched the success of the first film. It was Kinberg’s 14th film to open number one at the box office.
Kinberg has served as a consultant on Star Wars: Episode VII and Rogue One, and he was the creator and executive producer of the animated show Star Wars: Rebels on Disney networks.

HUTCH PARKER (Producer) is a film and television producer whose films to date have garnered $2.44 billion in worldwide box office. In addition to X-Men: Dark Phoenix, his recent projects include the critically-acclaimed features Logan starring Hugh Jackman and Patrick Stewart in the box office hit, and Patriots Day starring Mark Walberg in the true-life story about the heroes of the Boston Marathon bombing. Hutch has a long history with the X-Men franchise starting with X2 in 2003 which he worked on as a film executive at 20th Century Fox, and then later as a producer on the blockbuster X-Men: Days of Future Past, X-Men: Apocalypse, Fantastic Four, and The Wolverine.

From 1995-2008, Hutch served as an executive at 20th Century Fox, ascending to President and subsequently Vice Chairman of the Film Group, overseeing all of the studio’s film operations including the animation division. During his tenure, Fox enjoyed six record-breaking years with films such as Avatar, the X- Men franchise, Master and Commander, Die Hard: Live Free or Die Hard, Taken, Minority Report, Borat, Kingdom of Heaven, The Day After Tomorrow, Ice Age, Cheaper by the Dozen, I Robot, Night at the Museum, and There’s Something About Mary.
In 2008 Hutch was appointed co-chairman of New Regency Entertainment (co-owned by 20th Century Fox) heading film and television operations. New Regency was responsible for projects such as Mister and Mrs. Smith, Marley and Me, Alvin and the Chipmunks, Love and Other Drugs, Knight and Day, among others.
Prior to Fox, Hutch held the positions of Senior Vice President of Production at HBO and Senior Vice President of Orion Pictures. Hutch was born in New York and graduated from Princeton University.

LAUREN SHULER DONNER (Producer) has, in the past four decades, established herself as one of the most successful and versatile producers in Hollywood. To date, her films have grossed $7 billion plus worldwide.
Shuler Donner was bound for success from the beginning, as the first feature film she produced was the smash hit comedy Mr. Mom. She then went on to produce Ladyhawke starring Matthew Broderick, Michelle Pfeiffer and Rutger Hauer and St. Elmo’s Fire and Pretty in Pink, both of which created a new phrase in teen lexicon: “Brat Pack.”
In the early 1990s, Shuler Donner produced the box office smash hits Dave and Free Willy, two of the top ten films of 1993. The critically acclaimed Dave was also nominated for both an Academy Award® (Best Original Screenplay) and a Golden Globe® (Best Picture-Comedy). Shuler Donner went on to produce You’ve Got Mail with Meg Ryan and Tom Hanks, Any Given Sunday, Radio Flyer, 3 Fugitives, the sequel to Free Willy and Constantine with Keanu Reeves and Rachel Weisz. As head of The Donners’ Company, she has executive-produced Volcano, Bulworth and Just Married. Her other productions include Timeline with Paul Walker and Gerard Butler, She’s the Man with Amanda Bynes, and Hotel for Dogs starring Emma Roberts.
In 2000, Shuler Donner began a new franchise with X-Men and followed up in 2003 with X2. Not only did the film gross $406 million internationally, it is also the only sequel of 2003 to receive critical acclaim. X-Men: The Last Stand was released in May 2006 and a month later it was on its way to the half-billion-dollar mark worldwide.
Shuler Donner also produced The Secret Life of Bees for Fox Searchlight, which was written and directed by Gina Prince-Bythewood and stars Queen Latifah, Dakota Fanning, Jennifer Hudson, Alicia Keys, Sophie Okonedo and Paul Bettany. This film won multiple People’s Choice Awards including “Favorite Film” and “Best Dramatic Film.” It also won Best Picture from the NAACP Image Awards.
Shuler Donner’s next film was X-Men: First Class, which received critical raves, The Wolverine, and X-Men: Days of Future Past, which received both critical acclaim and grossed $748 million worldwide.
It took six years to get made, but in 2016 Deadpool, produced by Shuler Donner and Simon Kinberg, was released and grossed a whopping $782,612,155.
Currently Shuler Donner is an executive producer on Legion from Noah Hawley which is about to air its third and final season June 25, and The Gifted for FOX with Matt Nix. She also has many projects in development for TV and feature films, including a big screen adaptation of Sherman Alexie’s The Absolutely True Diary of a Part-Time Indian, and There There, the best-selling book adaptation for HBO .
Next up: Broadway musicals based on her films Dave and Secret Life of Bees.
In October 2008, both Shuler Donner and her husband Richard Donner were awarded stars next to each other on Hollywood Boulevard Walk of Fame. She and Richard were also honored by The American Cancer Society in June of 2006. They were also awarded Lifetime Achievement Awards at the Ojai Film Festival in November of 2008, and honored by the Women’s Guild of Cedars Sinai Hospital in 2013.
Shuler Donner was recognized for her body of work in 2001 by Premiere magazine with the Producer Icon Award, and was recognized by Daily Variety with a “Billion Dollar Producer” special issue. In June 2006, she received the prestigious Crystal Award from Women in Film, and received another Crystal Award in 2016. She was awarded The Loop Award from LupusLA in 2008.
Shuler Donner is a dedicated philanthropist who thrives on giving back to the community. She was on the board of directors for Hollygrove Children’s Home until it merged with EMQ in 2006. She has been on the advisory board of Women in Film, was a long-time member of the advisory board of TreePeople, and is a past Board member of Planned Parenthood Los Angeles. She has been serving on the advisory board of Lupus L.A. for the past ten years, has served as the Treasurer for the Producers Guild of America, and is on the executive committee of the Producer’s Branch of the Academy of Motion Picture Arts and Sciences.

TODD HALLOWELL (Producer) most recently served as executive producer on X-Men: Apocalypse and X-Men: Days of Future Past. He has also served as executive producer and second-unit director on Ron Howard’s Rush, Frost/Nixon, Angels & Demons, The Da Vinci Code, Cinderella Man and the Academy Award® winning A Beautiful Mind.
Hallowell started his career as assistant art director (and Ron Howard’s photo double) on Roger Corman’s Grand Theft Auto, which was Howard’s directorial debut. He subsequently served as art director on Back to the Future, Down and Out in Beverly Hills, Fletch and the pilot for Michael Mann’s groundbreaking television series Miami Vice. Hallowell moved up to production designer on Adventures in Babysitting, Burglar, Vital Signs, The Dream Team, Class Action and Howard’s Parenthood. He directed the second-unit sequences in Striking Distance, Adventures in Babysitting and Money Train. Continuing his collaboration with Howard, Hallowell served as associate producer/second-unit director on Backdraft and Far and Away, and he multitasked as executive producer, production designer and second-unit director on The Paper.
He also worked as executive producer/second-unit director on Howard’s projects Ransom, EDtv, The Missing and the box-office hit Dr. Seuss’ How the Grinch Stole Christmas. For Howard’s award-winning Apollo 13, Hallowell repeated his duties as executive producer/second-unit director and received Producer of the Year Award from the Producers Guild of America.

STAN LEE (Executive Producer) is recognized worldwide as one of the most prolific, admired creative minds of the 20th century. Known across the globe as the “Godfather” of comic books, Lee has contributed more to the industry and cultural landscape the last century than perhaps anyone else. His name appears on over 2 billion books that have been translated into hundreds of languages, and movies starring the iconic characters he co-created, including Spider-Man™, The Avengers™, Black Panther™, X-Men™, Iron Man™, and The Fantastic Four™. Today Stan Lee’s name and creative genius continues with his partners at POW! Entertainment Inc., a multimedia company he established in 2003 to create new and original content for all forms of media. The heart, authenticity, and compassion Stan Lee stories and characters show have inspired fans for decades and will continue to do so for countless generations to come.

JOSH McLAGLEN (Executive Producer) is best known for his work with director James Cameron on the blockbusters Avatar and Titanic, as well as his collaborations with director Shawn Levy, including the Night at the Museum series and the upcoming Free Guy. Other credits include Cast Away and Beowulf with director Robert Zemeckis. Most recently, Josh has worked on several films in the X-Men series (Logan, X-Men: First Class, X-Men: Days of Future Past, X-Men: Apocalypse).
MAURO FIORE, ASC (Director of Photography) was born November 17, 1964 in Marzi, Calabria, Italy and moved in 1971 to Chicago, Illinois. He graduated in 1982 from Palatine High School then continued on to Columbia College Chicago, earning his B.A. in 1987. Fiore resides in California and Nebraska with his spouse Christine Vollmer and their three children.
Fiore’s career began after moving to Hollywood with longtime friend Janusz Kaminski and joining Corman productions in 1987. As Kaminski rose to become Steven Spielberg’s director of photography, Fiore assisted him as both gaffer and second-unit cinematographer.
Fiore continued to work alongside Kaminski as a gaffer after Kaminski’s career began to take off when he became a director of photography. Steven Spielberg discovered the pair after their work on Wildflower and shortly after hired the two men to shoot Schindler’s List. These films led to Michael Bay hiring Fiore in 1996 as second-unit director of photography on The Rock, shortly followed by Armageddon and The Island.
In 2000, Kaminski hired Fiore as his director of photography for his directorial debut Lost Souls. Their successful collaborations led to both men’s reputations and careers quickly beginning to grow.
Director Antoine Fuqua recognized Fiore’s cinematography on the remake of the 70s classic Get Carter and offered him the opportunity to shoot Training Day, which proved to be his breakthrough film. Fiore teamed up again with Fuqua on The Magnificent Seven, Tears of the Sun, The Equalizer and Southpaw.
James Cameron hired Fiore for Avatar in 2009 after seeing his work in the jungle-set films Tears of the Sun and The Island. Immediately upon release, Fiore was highly praised for his work, for which he won the Academy Award® for Best Cinematographer, Broadcast Film Critics Association Award, Florida Film Critics Circle Award, Phoenix Film Critics Society Award, New York Film Critics Circle Award (2nd Place) and was nominated for an American Society of Cinematographers (ASC) Award, a BAFTA Award, British Society of Cinematographers Award, Chicago Film Critics Association Award and an Online Film Critics Society Award.
Over his career, Fiore has worked with directors such as James Cameron, Michael Bay and Steven Spielberg. He has shot many stars over the years including Sigourney Weaver, Jamie Foxx, Bruce Willis, Liam Neeson, Jessica Biel, Denzel Washington and Ethan Hawke. Fiore’s other notable works include Smokin’ Aces, The Kingdom, A-Team, Real Steel and Runner, Runner.

CLAUDE PARÉ (Production Designer) is a well-known production designer who has participated in a number of major motion pictures. His talent and vast experience are well-recognized and used by the best directors, producers and major studios in the world.
He has worked with high-profile directors such as Martin Scorsese, Roland Emmerich, Martin Campbell, Sir Richard Attenborough, Philip Noyce, Frank Oz, Simon Kinberg, Shawn Levy, Jon Watts, Rupert Wyatt, Jean-Jacques Annaud, and many more.
Claude Paré’s credits as a production designer include Spider-Man: Far from Home, the all-time highest-grossing horror movie It, Rise of the Planet of the Apes, Night at the Museum and its sequel Night at the Museum : Battle of the Smithsonian, The Age of Adaline and many more.
In addition, he won a Genie Award and the Directors Guild of Canada Award for his design of Barney’s Version on which he also served as second unit director.
Paré was the supervising art director on Martin Scorsese’s award-winning biopic The Aviator, which won an Academy Award®, a BAFTA Award and a Los Angeles Film Critics Association Award for Best Art Direction. His credits as a supervising art director also include Roland Emmerich’s blockbuster The Day After Tomorrow, The Sum of All Fears, Richard Attenborough’s Grey Owl, The Bone Collector and Jean- Jacques Annaud’s Seven Years in Tibet.
In addition, Paré has served as the art director on Martin Campbell’s Beyond Borders and Frank Oz’s The Score.
Paré was also the production designer on the Canadian feature films Les Boys and La Comtesse de Baton Rouge, among others.

LEE SMITH (Editor) earned Academy Award®, BAFTA Award and Eddie Award nominations for his work on Christopher Nolan’s The Dark Knight, and a BAFTA Award nomination for his work on Nolan’s Inception. He has also collaborated with Nolan on Dunkirk, Interstellar, The Dark Knight Rises, Batman Begins and The Prestige.
Smith has also enjoyed a long association with director Peter Weir, earning an Academy Award® nomination for his editing work on Weir’s Master and Commander: The Far Side of the World, for which he also received an Eddie Award nomination. Smith most recently reunited with Weir for the fact-based drama The Way Back. Smith had earlier served as editor and sound designer on Weir’s The Truman Show, Fearless and Green Card; an additional editor on Dead Poets Society; and an associate editor and sound designer on The Year of Living Dangerously, which began their collaboration.
Hailing from Australia, Smith won an Australian Film Institute (AFI) Award for Best Editing on Gregor Jordan’s Two Hands, on which he was also the sound designer. As a sound designer, he also won an AFI Award and earned a BAFTA Award nomination for his work on Jane Campion’s The Piano, and won an AFI Award for Phillip Noyce’s Dead Calm.
Smith’s recent credits as an editor also include the Bond film Spectre, for director Sam Mendes; David Ayer’s Suicide Squad; Gavin Hood’s Ender’s Game; Neill Blomkamp’s Elysium; and Matthew Vaughn’s X-Men: First Class. He also served as the editor on films such as Black and White, Buffalo Soldiers, Risk, Joey, RoboCop 2, Communion and Howling III.

PHILIP BRENNAN (Visual Effects Supervisor) landed his first Academy Award® nomination in 2013 for his VFX creations on Snow White and the Huntsman, Rupert Sanders’ clever twist on the classic fairy tale. Brennan’s work on the film (along with Cedric Nicolas-Troyan, Michael Dawson and Neil Corbould) also earned him a Saturn Award nomination from the Academy of Science Fiction, Fantasy and Horror Films.
Brennan grew up in Edinburgh, Scotland and studied “microprocessor engineering” (a.k.a., computer science) at Strathclyde University in Glasgow. After graduating he worked for a VFX technology company in the UK and found the VFX industry to be the perfect combination of his technical skills and flair for art.
In the early 1990’s, he moved to Los Angeles, where his artistic and technological talents earned him work as a VFX “inferno artist” at Sight Effects. He logged his first movie credit there on Roger Donaldson’s sci-fi thriller Species in 1995 and also created computer effects for Volcano and Executive Decision while with the company.
In 1999, he moved to competitor Asylum, where he served in a variety of VFX capacities on such films as Tim Burton’s reimagining of Charlie and the Chocolate Factory, Spielberg’s Minority Report and Catch Me If You Can, Jon Turtletaub’s National Treasure, Ridley Scott’s Black Hawk Down, and Baz Luhrmann’s Oscar®-nominee for Best Picture, Moulin Rouge.
At Asylum, Brennan served as a VFX supervisor on Peter Jackson’s King Kong, compositing supervisor on Peter Weir’s Master & Commander: The Far Side of the World and Gore Verbinski’s Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest, additional VFX supervisor David Fincher’s The Curious Case of Benjamin Button and VFX supervisor on Verbinski’s third film in the popular Pirates franchise, … At World’s End. All five titles either won or collected a nomination for the Best Visual Effects Academy Award®.
Other titles under his supervision at Asylum include Terminator Salvation, The Sorcerer’s Apprentice and Confessions of a Shopaholic, while serving as Digital Effects Supervisor on National Treasure: Book of Secrets, Tony Scott’s Deja Vu and Mel Gibson’s Apocalypto.
After a decade with Asylum, Brennan struck out on his own, with his first freelance VFX supervisory credit on Snow White and the Huntsman. He has since created the visual effects for James Mangold’s reimagination of the Marvel Superhero, The Wolverine, Michael Mann’s cyber thriller, Blackhat and most recently, Zhang Yimou’s The Great Wall.

HANS ZIMMER (Music) has scored more than 150 projects across all mediums, which, combined, have grossed more than $28 billion at the worldwide box office. Zimmer has been honored with an Academy Award®, two Golden Globes®, three Grammys®, an American Music Award and a Tony® Award. Zimmer’s work can currently be heard in Widows, which reteams the composer with director Steve McQueen after previously working together on the critically acclaimed 12 Years A Slave. Zimmer most recently co-scored the critically acclaimed Blade Runner 2049 alongside Benjamin Wallfisch, which earned the pair Grammy®, BAFTA and Critics Choice® nominations for Best Score. Additionally, Zimmer created the score for Christopher Nolan’s Dunkirk, for which he was nominated for multiple awards including an Academy Award®, Grammy® Award, Golden Globe®, BAFTA Award, and Critics Choice® Award. Other notable scores of Zimmer’s include Gladiator, The Thin Red Line, As Good as It Gets, Rain Man, The Dark Knight trilogy, Inception, Thelma and Louise, Black Hawk Down and The Last Samurai. Upcoming projects include the live-action remake of The Lion King, which will be released by Disney in July 2019. Last summer, Zimmer completed a highly successful, critically acclaimed tour across Europe and the U.S.

DANIEL ORLANDI (Costume Designer) – After graduating Carnegie Mellon University with a degree in theater design, Daniel started his career working as assistant to Bob Mackie on the film Pennies from Heaven as well as numerous television specials and Mackie’s successful Couture collection. Leaving Mackie’s studio, Daniel won the costume design Emmy® for work with David Copperfield.
Daniel most recently worked on James Mangold’s Ford vs. Ferrari, starring Christian Bale and Matt Damon, his second collaboration with Mangold following Logan, starring Hugh Jackman.
A frequent collaborator with John Lee Hancock, Ron Howard, and Jay Roach, Daniel served as costume designer on Hancock’s The Highwaymen; The Founder; Saving Mr. Banks, for which Daniel was nominated for both the BAFTA and Costume Designers Guild award; Sandra Bullock’s Oscar®-winning The Blind Side; and The Alamo. He worked with Ron Howard on the film versions of the best-selling novels Angels & Demons and The DaVinci Code, as well as the 1930s-era boxing drama Cinderella Man, which starred Russell Crowe and Renée Zellweger, and the Oscar®-nominated Frost/Nixon.
Orlandi worked with Jay Roach on All the Way; Trumbo, for which he was nominated for a Costume Designers Guild award; The Campaign; Meet the Parents; the Emmy®-winning Game Change; and the pilot of HBO’s series The Brink.
Daniel was nominated for an Emmy® and Costume Designers Guild award for his work on Ryan Murphy’s Emmy®-winning HBO production of the acclaimed Larry Kramer play The Normal Heart and Emmy® winning pilot of Silicon Valley.
Other credits include Colin Trevorrow’s Jurassic World and Joel Schumacher’s The Number 23.

ติดตาม ReviewsPooH ที่นี่

Website : www.reviewspooh.com

Instagram : @reviewpooh

Facebook Page : @reviewpooh

Youtube : reviewpoohyoutube